*/
  • คันทรี่แมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-06
  • จำนวนเรื่อง : 151
  • จำนวนผู้ชม : 953128
  • จำนวนผู้โหวต : 300
  • ส่ง msg :
  • โหวต 300 คน
<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน 2552
Posted by คันทรี่แมน , ผู้อ่าน : 10083 , 15:21:19 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปอง ปรีดา – กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง

คำปัน ผิวขำ หรือ ปอง ปรีดา เกิดเมื่อปี 2475 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น จบการศึกษาชั้น ม.2 (ระบบเก่า) จากแผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้ขอนแก่น ซึ่งในระบบนี้ ระดับชั้นสูงสุดคือ ม.3 ปอง ปรีดาให้เหตุผลที่ไม่เรียนให้จบว่าขี้เกียจเรียน เพราะชอบหนีโรงเรียนไปร้องเพลงถึงจังหวัดเลย พ่อแม่ส่งให้เรียนก็ไม่ยอมเรียน

ปอง ปรีดา ชื่นชอบเพลงของสมยศ ทัศนพันธุ์มาก และจะคอยจำเนื้อเพลงจากรถขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้าน หรือไม่ก็จากหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน นอกจากนั้นก็ยังตระเวนประกวดตามเวทีต่างๆ และก็กวาดรางวัลมาเสียมาก โดยมักใช้เพลง “ บทเรียนชีวิต” และ “เสน่ห์แม่นาง “ ของสมยศ ทัศนพันธ์ เป็นหลัก

ในปี 2496 เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น ปอง ปรีดา หนุ่มรูปร่างผอมดำ ก็ตัดสินใจเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อตามหาฝันในการเป็นนักร้องของเขาด้วยความช่วยเหลือของ สงัด แดงอำพล พนักงานไฟฟ้าที่เคยมาที่หมู่บ้านเพื่อสำรวจการติดตั้งไฟฟ้า และเกิดติดใจในน้ำเสียงของเขา และบอกว่าจะพาไปฝากกับสมยศ ทัศนพันธ์  เมื่อมาเขาถึงกรุงเทพ พนักงานไฟฟ้าคนนั้น ก็ได้พาปอง ปรีดา ไปฝากกับวงสมยศ และวงอื่นๆอีกหลายวง แต่ก็ถูกปฏิเสธเสียทั้งหมด โดยปองปรีดา เล่าถึงเหตุผลการถูกปฎิเสธว่าผู้คนดูถูกเขาว่าเป็นคนอีสาน ขี้เกียจ กินข้าวไม่ล้างมือ จนผู้อุปการะต้องยอมโบกธงเลิกรา (ข้อมูลบางแหล่งบอกว่าเขาเคยมาสมัครเป็นนักร้องวงดุริยางค์ทหารอากาศด้วย) ต่อมาปอง ปรีดา ผู้ที่อยากเป็นนักร้องดัง จึงต้องไปขายแรงงานเป็นกรรมกรโรงเลื่อยย่านเกียกกาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ และเมื่อครูสุดใจ เจริญรัตน์ ครูมวยแห่งค่ายมวยเกียรติสงคราม มาเห็นแวว จึงชวนมาหัดชกมวย เขาหารายได้เสริมด้วยการตระเวนชกมวยในเมืองหลวงและปริมณฑล โดยตระเวนชกไปทั่วแถบบ้านแพน เสนา อยุธยา ในชื่อ “ วิเชียร ศิษย์จำเนียร “ (ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า สิงห์น้อย เกียรติสงคราม) โดยได้ค่าตัว 15 บาท และมีสถิติการชก 25 ครั้ง ไม่เคยแพ้ใคร โดยครั้งแรก เขาชนะน็อคที่บ้านแพน และคิดว่าถ้าเอาดีทาง ด้านมวย คงจะดังมากๆ

แต่ปอง ปรีดา ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องมากกว่านักมวย จึงตัดสินใจเลิกชก และตระเวนประกวดร้องเพลงต่อ ก่อนจะมาขออาศัยอยู่กับพระที่วัดบางอ้อ ต่อมาได้ไปเป็นคนงานโยธา กรมช่างอากาศบำรุง แถวบางซื่อ แต่ก็มักจะหลบงานเพื่อออกไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดแถวๆนั้น และก็มักจะคว้ารางวัลมาเป็นประจำ หลังจากตระเวนประ กวดอยู่ระยะหนึ่ง และกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น ก็วานเพื่อนให้พาไปฝากกับครู นารถ ถาวรบุตร หัวหน้าวงดนตรีโรงงานยาสูบ ที่คลองเตย และก็มีโอกาสได้อยู่รับใช้ครู พร้อมกับติดตามไปกับวงดนตรี และได้ร้องเพลงเมื่อนักร้องขาด จนถึงขั้นได้ร้องเพลงออกอากาศที่กรมประชาสัมพันธ์ (แบบไม่ได้ค่าตัว) และนั่นก็ทำให้เขาฝันที่จะได้เป็นนักร้องอัดแผ่น ระหว่างนั้น วิม อิทธิกุล และ สกล เรืองสุข ได้ร่วมกันแต่งเพลงเขมรพวงให้เขาร้องด้วย

แต่ไม่ถึง 2 ปีต่อมา เมื่อมารู้ความจริงว่าโรงงานยาสูบ ไม่มีนโยบายส่งเสริมให้นักร้องบันทึกเสียง ประกอบกับความไม่ชัดเจนในรายได้ ปอง ปรีดา จึงออกมา และมาที่โรงเรียนสหมิตรดนตรี ที่ครูดนตรีชื่อดังของเมืองไทยราว 50 คนได้ร่วมกันตั้งขึ้น โรงเรียนแห่งนี้เป็นแผนกหนึ่งของบริษัท สหมิตรดนตรีจำกัด ที่ทำธุรกิจ ผลิตเพลง ทำแผ่นเสียง และขายเครื่องดนตรีเป็นหลัก แต่ปอง ปรีดา ก็ถูกปฏิเสธ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในบรรดาครูเพลงเหล่านี้ เขาก็ทนหน้าด้าน หอบข้าวของมาอาศัยอยู่ที่โรงเรียน โดยเสนอตัวทำงานรับใช้ทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็ง เพื่อหวังสร้างความประทับใจ ขณะที่บางครั้งตัวเองก็ต้องอดข้าวอดน้ำ ถ้าไม่มีใครเมตตามอบข้าวน้ำให้

หลังจากทนอยู่ระยะหนึ่ง นคร ถนอมทรัพย์ หรือ กุงกาดิน เกิดความสงสาร และเมื่อทดลองให้เขาร้องเพลงที่ร้องยากอย่างเพลง “ นางในดวงใจ “ ซึ่งเขาก็ทำได้ดี  จึงตัดสินใจนำเขาไปแนะนำกับ มงคล อมาตยกุล ที่บริษัท จอนลีคูเปอร์  รวมทั้งเอาไปฝากกับวง “ ประเทืองทิพย์ “ ของ ประเทือง บุญญประพันธ์ ศิลปินตาบอด แถวประตูน้ำ

ปอง ปรีดา อยู่รับใช้ครูประเทือง 2 ปี ก็มีโอกาสได้ร้องเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ สทร. ท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งประเทืองมีหมายการแสดงอยู่สัปดาห์ละครั้ง ขณะเดียวกันตามแผนปลุกปั้น ปอง ปรีดายังต้องคอยรับใช้ครูมงคลด้วย ซึ่งระหว่างนั้นนครก็แนะนำเรื่องการร้องเพลง เป่าแคน และการเลียนเสียงนกกา การเป่าใบไม้ เนื่องจากเห็นว่า เขาเป็นคนมีปอดที่ใหญ่ มีพลังมาก เพื่อให้เขานำไปแสดงความสามารถให้มงคลได้ชมถ้ามีโอกาส

ต่อมาปอง ปรีดา ได้รับความไว้วางใจจากมงคล อมาตยกุล ให้ทำหน้าที่ส่งแผ่นเสียงที่ผลิตไปวางขายตามห้างแผ่นเสียง และเก็บเงินค่าแผ่นเสียง โดยตัวมงคล อมาตยกุล นั่งกินก๋วยเตี๋ยวรอหลังโรงหนังควีนส์
 
และเขาก็ได้มีโอกาสเป่าแคน และทำเสียงเป่าปากในการบันทึกเสียงให้กับนักร้องหลายคนที่มงคลพามาบันทึกแผ่น รวมทั้งสุรพล สมบัติเจริญ และทูล ทองใจ ขณะเดียวกันนคร ก็แนะนำให้เขาลองแต่งเพลงด้วย ซึ่งเพลงแรกที่เขาแต่งได้สำเร็จคือเพลง “ กลับอีสาน “ และเป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียง

แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่หมดสิ้น เพราะเพลงนี้นอกจากจะไม่ดังแล้ว ยังถูกทางการห้ามเปิด เพราะกระแสความตื่นกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสาน งานนี้ทั้งครูนคร และปอง ปรีดา ต่างก็ถูกครูมงคลดุเอาทั้งคู่

ต่อมาครูมงคลได้แนะนำให้เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยมีเนื้อหาชมความงามของผู้หญิง ตามแบบเพลง “ เบิ่งโขง “ ของเฉลิมชัย ศรีฤๅชา ปอง ปรีดา ลองแต่งอีกครั้ง และได้ออกมาเป็นเพลง “สาวฝั่งโขง” แก้อยู่หลายครั้ง เพราะเนื้อหาไม่สัมผัส จนมงคล และร้อยแก้ว รักไทย ช่วยปรับแต่งให้ ครูมงคล ก็ตัดสินใจว่าจะลองดูกับลูกศิษย์คนนี้อีกสักครั้ง หลังจากที่ผิดหวังมาจากครั้งแรก ช่วงนั้นเป็นปี 2501

ตอนได้บันทึกแผ่นเสียงเพลง ”สาวฝั่งโขง” ที่ห้องบันทึกเสียง ปอง ปรีดา เจอ ชาญ เย็นแข และหลายคน เขาตกใจ กลัวบารมีนักร้องดัง จนอัดหลายเที่ยว จนเขาบอกอย่าอัดเลย  แต่มงคลก็บอกว่าจะอัดให้ได้และให้ผิวปากด้วย จนอัดได้จริงๆ

เพลงนี้ก็ได้พลิกชีวิตให้ปอง ปรีดา ได้ขึ้นมาโลดแล่นในวงการจวบจนชีวิตเข้าสู่วัยชรา พร้อมด้วยประโยคเด็ดที่บอกว่า “ กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง”

เพลงสาวฝั่งโขงดังมาก ในการบันทึกเสียง เขาไม่ได้ค่าตัวสักบาทแต่ก็ภูมิใจ เพลงนี้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา โดยหลังจากเพลงดัง เขาก็ถูกบรรจุเข้าเป็นนักร้องรุ่นแรกๆของวงจุฬารัตน์ ที่ครูมงคลตั้งขึ้นในปี 2501 แทนวงลีลาศมงคล อมาตยกุล ขณะที่นักร้องคนอื่นๆก็มีครูนคร ที่ร้องเพลงสากล เบญจมินทร์ , ชัย อนุชิต ทูล ทองใจ และ พร ภิรมย์ ปอง ปรีดา ที่ผลิตเพลงดังอย่างเทพีเชียงใหม่ สาวอยู่บ้านใด๋ และสาวป่าซาง รวมทั้งเคยไปแสดงถึงประเทศลาวมาแล้ว เล่นเอกวิกแตกต้องเปิดประตูข้างๆ ให้คนเข้ามา โดยค่าชมค่าดู 3-5 บาท ขณะที่ค่าตัวของเขา 30 บาท โดยในช่วงนั้น ทองคำราคาบาทละ 200 บาท

นอกจากจะเป็นผู้ที่มีเสียงร้องอันไพเราะและแต่งเพลงเองแล้ว ยังมีความสามารถเล่นดนตรีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแคน หรือเป่าแซ็คโซโฟน หรือทรัมเป็ตได้ แต่ที่โดดเด่นคือการผิวปาก และเลียนเสียงได้หลายชนิด เช่นเพลง"สาวฝั่งโขง"(ผิวปาก) "เริงรักเริงไพร"(เลียนเสียง สัตว์หลายชนิด)  เพลง"นกเขาขันฉันครวญ"(เลียนเสียงนกเขา) "เสียงดุเหว่าแว่ว"(เลียนเสียงดุเหว่า) "แว่วเสียงชะนี"(เลียนเสียงชะนี) ส่วนเพลงดังอื่นๆ มีหลายเพลง เช่นเทพีเชียงใหม่ , ล่องโขงคืนเพ็ญ , รวงทิพย์ธารทอง , ตามน้องต้อย ,ภาพซึ้งตรึงใจ ฯลฯ

เขาอยู่กับวงจนถึงปี 2506 ก็ลาออกเพราะขัดแย้งกับเพื่อนในวง จากนั้นก็ไปอยู่กับวง “ รวมดาว กระจาย” ของสำเนียง ม่วงทอง จนถึงปี 2511 ก็ลาออกเพราะมีปัญหากับคนในวง

จากนั้นในปี 2512 เขาก็กลับอีสาน และร่วมกับเพื่อนตั้งวง “ ปอง ปรีดา “ ตระเวนรับงานแถว จ.อุดรธานี แต่ก็เกิดปัญหาบางประการจนต้องยุบวงในปีเดียวกันนั้น

ต่อมาในช่วงที่เพลงลูกทุ่งตก ประมาณปี 2512 ด้วยความสนับสนุนของมัสชา ปาทาน เพื่อนสนิท ปอง ปรีดา จึงมาทำธุรกิจ ทำไร่ และลงหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ ต.ชัยนารายณ์ จ.ลพบุรี แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงตามงานต่างๆ โดยมีรายได้ไม่มากนัก และในระยะนี้ ก็มีผู้มาซื้อเพลงที่เขาแต่งด้วยเงินก้อนโต  2521 ศรชัย เมฆวิเชียร มาซื้อเพลงสาวฝั่งโขง และ สาวอยู่บ้านใด๋ ของเขาไปบันทึกเสียงใหม่ จนโด่งดัง ซึ่งในการบันทึกเสียง ปอง ปรีดาก็ยังไปช่วยผิวปากให้ด้วย
 
ปอง ปรีดา ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักดินแดนบ้านเกิดอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้ที่ร้องเพลงที่บอกเรื่องราวถึงแม่น้ำโขงเอาไว้มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ล่องโขงคืนเพ็ญ , เที่ยวฝั่งโขง , สองฝั่งโขง , ลอยเรือล่องโขง ,ฝั่งโขงในอดีต และอื่นอีกมาก โดยแม้บางเพลงจะไม่มีคำว่า “ โขง “ อยู่  แต่ในเนื้องร้อก็มีคำว่าโขงอยู่หลายเพลง

และเพลงที่เขาร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่แต่งเองเกือบทั้งหมด เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีความชัดเจนในด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาพื้นบ้านภาคอีสาน โดยเพลงที่แต่งไว้มีจำนวนนับร้อยเพลง

ในแต่ละปี เขามีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงจำนวนหนึ่ง ซึ่งลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดยังเป็นของเขา เพราะลิขสิทธิ์บางเพลงทำสัญญาแค่ 3 ปี หลังจากนั้น เขาสามารถนำไปขายให้คนอื่นได้ การที่ไม่ขายขาดลิขสิทธิ์ เพราะเกรงว่าจะไม่มีกินเมื่อขายหมด โดยค่าลิขสิทธิ์เพลง ปอง ปรีดาไม่ตั้งราคาไว้แต่อย่างใด บอกแต่เพียงว่า ขอให้ราคาสมน้ำสมเนื้อหน่อยเท่านั้น

ปัจจุบันปอง ปรีดา ที่อายุเกือบ 80 ปี และน้ำหนักตัวประมาณ110 กิโลกรัม พักอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 2 บ้านหนองเต่า ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยมีศรีภรรยา ประดิษฐ์ ผิวขำ ที่แต่งงานกันตั้งแต่ปี 2519 คอยดูแล และมีบุตรชาย 1 คนชื่อ เอกชัย ผิวขำ

ล่าสุดได้ประกาศขายแผ่นครั่งหายาก 24 แผ่น ที่เก็บรักษาไว้ เพื่อหามารักษาเบาหวานกับหัวเข่าที่มีอาการปวดเข่า แต่นอกจากอาการป่วย 2 เรื่องนี้แล้ว ปอง ปรีดาบอกว่าร่างกายยังดีอยู่ เพราะเดินออกกำลังกาย นอน 3 ทุ่ม ตื่นตี 4 ทุกวัน

นักร้องผลงานเพลงชื่อดัง เช่น เดือนหงายที่ริมโขง, สาวฝั่งโขง สิ้นใจด้วยวัย 79 ปี ตั้งสวดอภิธรรมวัดธารารัตการาม อ.ชัยบาดาล ลพบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดลพบุรี ที่ห้องพิเศษ 1 โรงพยาบาลชัยบาดาล อ.เมือง ลพบุรี นายแพทย์เกรียงไกร ค้ำคูณ แพทย์รักษานายคำปัน ผิวขำ หรือ"ปอง ปรีดา" นักร้องดังเจ้าของต้นตำหรับบทเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง เช่น เพลงเดือนหงายที่ริมโขง, สาวฝั่งโขง เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 มกราคม 2554 โดยนางประดิษ ผิวขำ ภรรยา วัย 54 ปี และนายเอกชัย ผิวขำ บุตรชายวัย 28 ปี เฝ้าอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์เกรียงไกร เปิดเผยว่า นายปอง ปรีดา ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปอดบวม ทางโรงพยาบาลชัยบาดาล ส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลลพบุรีมาแล้ว พอค่อยยังชั่ว ภรรยาและบุตรชายก็รับตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลชัยบาดาล แพทย์ได้ให้การรักษาจนกระทั้งนายปอง ปรีดา มีอาการแทรกซ้อนขึ้นมาก โดยเฉพาะอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและอาการตับแข็ง แล้วสิ้นใจอย่างสงบเมื่อเวลา 11.30 น.

นางประดิษ กล่าวว่าจะนำศพสามีตั้งสวดพระอภิธรรม ที่วัดธารารัตการาม(บ้านหนองเต่า ) ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล โดยมีพิธีรดน้ำศพเวลา 17.00 น. โดยนายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี เป็นประธาน และกำหนดจะฌาปณกิจศพ วันที่ 11 มกราคม เวลา 16.00 น.

เป็นที่ยอมรับกันกว่า 50 ปี ในน้ำเสียงและเนื้อหาในบทเพลงลูกทุ่งอมตะ เกี่ยวกับแม่น้ำโขงจำนวนมากที่สุดในวงการเพลงลูกทุ่งไทย ไม่มีใครเกิน "ปอง ปรีดา" นักร้องลูกทุ่งรุ่นวงดนตรี"จุฬารัตน์" ซึ่งหลายๆ บทเพลง เช่น สาวฝั่งโขง เพียงเสียงผิวปากนำเพลงไพเราะเป็นเอกลักษณ์ที่จดจำได้ดีของแฟนเพลง อีกทั้ง เพลงล่องโขงคืนเพ็ญ เที่ยวฝั่งโขง สองฝั่งโขง ลอยเรือล่องโขง ฝั่งโขงในอดีต ล้วนแต่สร้างชื่อเสียงให้เขา

"ปอง ปรีดา" มีชื่อจริงนายคำปัน ผิวขำ เกิดเมื่อ พ.ศ.2475 ที่อ.เมืองขอนแก่น จบการศึกษาเพียงชั้น ม.2 แผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้จังหวัดขอนแก่น จากนั้นในพ.ศ.2496 เขาจึงเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เสี่ยงโชคขายเสียง

"ปอง ปรีดา" ชื่นชอบครูสมยศ ทัศนพันธุ์ มากเคยเล่าไว้ว่า จำเนื้อร้องจากรถขายยาเข้ามาในหมู่บ้าน และเขาใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องได้ออกตระเวนประกวดร้องเพลงตามเวทีต่าง ๆ ได้เก็บรางวัลจำนวนมากจากแทบทุกเวที แต่เมื่อเข้าเมืองกรุง กลับถูกปฏิเสธ จึงหันไปหัดชกมวย พื่อหารายได้ประทังชีวิต ก่อนจะไปเป็นคนงานโยธา กรมช่างอากาศบำรุง ต่อมา มีรายการแมวมองเปิดเวทีประกวดร้องเพลงทางวิทยุ เขาใช้ความสามารถเป่าแคน ทำให้ชนะใจกรรมการ

"ปอง ปรีดา" เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังเมื่อ 24 กันยายน 2550 ว่าการเข้าสู่เมืองหลวง จากนั้นได้รู้จัก "กุงกาดิน" หรือ นคร ถนอมทรัพย์ ได้แนะนำให้ลองแต่งเพลง ซึ่งเพลงแรกที่บันดาลใจออกมา คือ เพลง"กลับอีสาน" และได้บันทึกเสียงในเวลาต่อมา จากนั้นพาไปฝากกับครูมงคล อมาตยกุล และอยู่กับ"วงประเทืองทิพย์" ของประเทือง บุญญประพันธ์ ปอง ปรีดา อยู่รับใช้ครูประเทือง 2 ปีจึงมีโอกาสร้องเพลงออกอากาศสถานีวิทยุที่ท่าราชวรดิฐ ระหว่างนั้นครูมงคลได้สอบถามถึงสภาพแม่น้ำโขง จนเป็นแรงบันดาลใจให้แต่งเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขงหลายเพลง

"ครูมงคลสอบถามถึงบรรยากาศแม่น้ำโขงขึ้นมา ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจแต่งเพลง สาวฝั่งโขง ในปี 2501 เพลงสาวฝั่งโขงโด่งดังอย่างมาก แต่ชื่อของผมออกเสียงยาก ครูมงคล อมาตยกุล จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ปอง ส่วน สัมพันธ์ อุนากูล ตั้งต่อท้ายว่า ปรีดา เป็นที่มาของชื่อ ปอง ปรีดา นักร้อง 1 ใน 3 ขุนพลวงดนตรีจุฬารัตน์ ร่วมกับ พร พิรุณ และ ทูล ทองใจ"  

นอกจากนี้ ปอง ปรีดา มีความสามารถ เป่าแคน เลียนเสียงสัตว์ อีกด้วย และจากเนื้อหาบทเพลงสละสลวย ประกอบกับน้ำเสียงอันไพเราะและมีเอกลักษณ์ ซึ่งเพลงที่ร้องส่วนใหญ่ประพันธ์เอง โดยนำท่วงทำนองและภาษาพื้นบ้านภาคอีสานมาใส่ด้วย

อย่างก็ตาม ในช่วงเพลงลูกทุ่งลดความนิยม เขาจึงมุ่งหน้ามาตั้งรกรากอยู่ที่ลพบุรี ที่บ้านหนองเต่า ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาลตั้งแต่ปี 2512 มี "มัสชา ปาทาน" เพื่อนสนิทสนับสนุน ทำธุรกิจ ทำไร่ และลงหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่นี่ ขณะเดียวกัน ยังรับงานร้องเพลงตามงานทั่วไป บางงานเพียง 4,000 ถึง 5,000 บาท ไปไกลหน่อยก็ 10,000 บาท

เขาเคยกล่าวในงานที่ชาวขอนแก่นจัดพิธี มุทิตาจิตศิลปินมรกอีสาน "ปอง ปรีดา" วาระครบรอบ 78 ปี ว่าที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อเป็นศิลปินแห่งชาติ "เพราะไม่มีพรรคพวก"

จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

นำเพลง เทพีเชียงใหม่มาให้ฟังกันครับ

เพลง เทพีเชียงใหม่
ขับร้อง ปอง ปรีดา

แดนแห่งความฝัน
ซึ้งตรึงใจมั่นนั้นคือนครเชียงใหม่
เอื้องสวยงามสดใส
ธรรมชาติทั่วไปงดงามเหมือนถิ่นสวรรค์

เคยเที่ยวเริงใจ
สงกรานต์เชียงใหม่นั้นตรึงตราใจฉันมั่น
หนุ่มสาวช่างสุขสันต์
เขาเพลิดเพลินทั้งวันรดน้ำให้กันฉันเที่ยวดู

เจอสาวหนึ่งช่างงามซึ้งวิไลห่มสไบแพรสีชมพู
เป็นเทพีที่ฉันปองครองคู่
เพลินพิศมองโฉมตรู
หลงรักเธออยู่แต่วันนั้นมา

จำติดตรึงใจพี่มาเชียงใหม่
หมายใจได้ยลโฉมหน้า
ใคร่พบนางเอื้องฟ้า
ทุก ๆ ปีที่มาหมายพบกานดานั้นผู้เดียว





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
loongmoo วันที่ : 27/11/2009 เวลา : 21.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ya-ma-rach-cho
เชิดชูคุณูปการ ท่านเจ้าพระยายมราช และ บ้านยะมะรัชโช  www.oknation.net/blog/chao-pra-ya

"ปอง ปรีดา" ปรมาจารย์เพลงลูกทุ่งอีกท่านหนึ่ง
ที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเสียง"ผิวปาก"...สุดยอด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 19/11/2009 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

สวัสดีค่ะคุณคันทรี่แมน
เป็นเรื่องบังเอิญจังค่ะ เมื่อ 2 วันก่อนเพื่อนอาวุโสท่านหนึ่ง ก็เสนอเพลง สาวฝั่งโขง ของปอง ปรีดา ให้ฟังในเว็ปอื่นเหมือนกัน ..แต่ยังไม่ได้ตามไปฟังเลย

ไม่เคยรู้จักนักร้องท่านนี้เลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
MT-PONG วันที่ : 19/11/2009 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เด็ดสารตี่ วันที่ : 19/11/2009 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/srikho

ชอบเพลง สาวฝั่งโขง ค่ะตอนเป็นเด็กแม่ชอบฟัง เลยได้ฟังด้วย ทุกวันนี้ก็ยังชอบฟังอยู่ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน