• คันทรี่แมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-06
  • จำนวนเรื่อง : 151
  • จำนวนผู้ชม : 925332
  • จำนวนผู้โหวต : 299
  • ส่ง msg :
  • โหวต 299 คน
<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม 2554
Posted by คันทรี่แมน , ผู้อ่าน : 4250 , 20:08:52 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กุศล  กมลสิงห์  ชื่อจริง  “บุญเหลือ  ผดุงศิลป์” เกิดเมื่อ 28 กันยายน 2477 ที่บ้านพักทหาร ร.พัน.9 หรือปัจจุบันคือ ร.1 พัน.4 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ  คุณพ่อชื่อ จ่าสิบเอกอินทร์  แม่ชื่อช่วง ผดุงศิลป์  มีพี่น้อง 5 คนด้วยกัน เป็นคนที่ 2  กำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก แม่เสียชีวิตเมื่อต้นปี 2491 พอปลายปีพ่อก็เสียชีวิต

ตอนนั้นบุญเหลืออายุได้ 13 ปี จึงไปอาศัยอยู่กับหลวงพี่วสันต์ ผดุงศิลป์ ซึ่งเป็นพี่คนละแม่ ที่วัดแคสามเสน เรียนจบชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนนันทนศึกษา ราชวัตร เมื่อหลวงพี่วสันต์สึกออกไป ก็อาศัยใบบุญของหลวงปู่สรวงต่อ พออายุได้ 16 ปี ก็ไปเป็นกระเป๋ารถเมล์เหลือง  วิ่งระหว่างสะพานหัน-สะ
พานแดง ต่อมาได้เป็นนายตรวจ ทำอยู่ 2 ปีก็ลาออก



บุญเหลือมีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่งสมัยเรียนอยู่โรงเรียนนันทนศึกษา ชื่อประสพศักดิ์  พาทยะโกศล (ศักดิ์  โกศล) ซึ่งทั้งคู่ชอบร้องเพลงเหมือนกัน จึงชวนกันไปสมัครร้องเพลงประกวดตามงานวัดต่าง ๆ ประกวดสนุกๆ ไม่ได้หวังผลอะไร  มีโอกาสได้เข้าทำงานที่กรมชลประทาน ซึ่งอยู่แถวศรีย่าน ทำให้ช่วงนี้พอมีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ชีวิตไม่ค่อยลำบาก

พออายุได้ 20 ปี  ก็ได้เข้ารับราชการทหาร โดยเป็นทหารอากาศอยู่กรมอากาศโยธิน ที่นี่เองทำให้เขาได้ร้องเพลงตามงานต่าง ๆ มากขึ้น  พอออกจากการเป็นทหารในปี 2500 ก็เข้าทำงานที่กรมชลประทานต่อ และครั้งนี้เขาเริ่มเอาจริงเอาจังกับการร้องเพลง โดยเฉพาะการร้องเพลงประกวดตามงานวัดในนาม “ส. เสมาน้อย” คู่กับเพื่อนรัก “ส. อมรศิลป์” และประสบความสำเร็จงานแรกที่วัดอินทร์บางขุนพรหม ตอนนั้น พล.ต.อ.เผ่า  ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานการจัดงาน  เขาชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลสลักชื่อ พล.ต.อ.เผ่า  ศรียานนท์  นับเป็นความสำเร็จในชีวิตการร้องเพลงครั้งแรก

หลังจากนั้นประกวดร้องเพลงล่ารางวัลไปเรื่อย จนได้รับถ้วยรางวัลมากมาย และได้ตั้งวง“โชเฟอร์แบนด์” ขึ้น เขาร้องเพลงบันทึกเสียงครั้งแรกในชีวิต ในเพลง “นางในวรรณคดี”  แต่งโดย “วัลลภ  ชื่นใจชน”โดยใช้ชื่อ “รุ่ง  ผดุงศิลป์”  

ในปี พ.ศ.2504 ต้น ๆ ปี ที่วัดอัมพวันมีงานประกวดร้องเพลง ก่อนถึงเวลาประกวด ส. เสมาน้อย ได้ขึ้นร้องโชว์ในเพลง “กระต่ายเต้น” ครูเบญจมินทร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินได้ฟังรู้สึกชอบในน้ำเสียง  เมื่อลงจากเวที ครูเบญจมินทร์ซึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับ “บังเละ” ในบริเวณพระอุโบสถ เรียกเข้าไปถามว่า “เสียงดีอย่างนี้ทำไมไม่ร้องประกวด” เขาตอบว่า “ผมไม่กล้าครับ”  ครูเบญจมินทร์ก็คะยั้นคะยอให้เขาประกวดพร้อมกับให้กำลังใจ เขาจึงตกลง และกลับไปบ้านอาบน้ำแต่งตัวแล้วกลับมาประกวด ในคืนนั้นบังคับให้ร้องประกวดในแนวนักร้อง 3 ท่าน คือ แนวปรีชา  บุญยะเกียรติ  แนวสมยศ  ทัศนพันธ์  และแนวชาญ  เย็นแข  ส. เสมาน้อย เลือกร้องเพลง “ทูนหัวทูลเกล้า”ของ  ชาญ  เย็นแข  เสร็จสิ้นการประกวดปรากฏว่าเขาชนะเลิศ  

หลังจากนั้น 2 วัน  ครูเบญจมินทร์ให้ “ชัยสิทธิ์  บุญฟัก” ไปตามให้เขามาต่อเพลงเพื่อร้องบันทึกเสียง ทำให้เขาดีใจมาก เขาได้บันทึกเสียงเพลงแรกของครู “เบญจมินทร”  ในเพลง“ริษยา”  เมื่อปี พ.ศ. 2504  และครูเบญจมินทร์ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “กุศล  กมลสิงห์”  และแต่งเพลงให้บันทึกอีกหลายเพลง

ในปี พ.ศ.2505  ได้ร้องเพลง “รักกลางจันทร์” ของ “นิยม  มารยาท”  ทำให้ชื่อเสียงของ “กุศล  กมลสิงห์”  โด่งดังสุด ๆ หลังจากนั้นครูเบญจมินทร์หันสร้างภาพยนตร์เรื่อง “เสือเฒ่า” จึงให้กุศล  กมลสิงห์ดูแลวงแทน  และต่อมาในปี พ.ศ.2507  เปลี่ยนชื่อมาเป็นวง “กุศล กมลสิงห์”ตอนนั้น “มานพ แก้วมณี” ร่วมอยู่ด้วยแต่ใช้ชื่อ “เพลง  เบญจพงษ์”

วงกุศล กมลสิงห์ อยู่รับใช้แฟนเพลงถึงปี พ.ศ.2512 ก็ยุบวง เนื่องจากต้องไปราชการที่เวียตนาม นานถึง 7 ปี กลับมาเมื่อปี พ.ศ.2519  ก็เป็นนักร้องรับเชิญร้องตามงานทั่วไปจนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก สัมพันธ์   พัทลุง



"รักกลางจันทร์" เพลงสร้างคน

"ดูซินั่นพระจันทร์สวยเด่น ดุจวันเพ็ญสวยเด่นงามตา ที่กลางจันทร์นั้นโบราณว่า ยายกับตาทำนาสองคน..."

เพลงจังหวะรำวงชื่อ "รักกลางจันทร์" มีนักร้องนำมาบันทึกเสียงใหม่หลายฉบับ และยังคงเป็นเพลงขวัญใจของแฟนๆ รำวงอย่างไม่เสื่อมคลาย

บางคนอาจจะลืมเลือนกันไปว่า คนร้องต้นฉบับ คือ บุญเหลือ ผดุงศิลป์ หรือ กุศล กมลสิงห์ นักร้องหนุ่มใหญ่ อารมณ์ดี วัย 74 ปี ยังใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่กับเสียงปี่เสียงกลองรำโทน แม้สุขภาพไม่สู้ดีนัก

กุศล เล่าย้อนถึงวันที่เข้าสู่วงการเพลงว่า "เมื่อก่อนผมทำงานอยู่ที่กรมชลประทาน ศรีย่าน (กรุง
เทพฯ) ผมชอบสนุกชอบร้องรำทำเพลง บังเอิญที่วัดอัมพวัน แถวถนนนครไชยศรี ใกล้บ้านครูเบญจมินทร์มีการจัดประกวดร้องเพลง เพื่อนเห็นว่าผมชอบร้องเพลงก็ประกาศชื่อเรียกผมให้ขึ้นไปร้อง โดยตั้งชื่อให้ว่า "ส.เสมาน้อย" มาจากนักมวยชื่อดังในสมัยนั้น คือ เสมา กล้าศึก ด้วยเห็นว่าหุ่นป้อมๆ เหมือนกัน (หัวเราะ) ก็ขึ้นไปร้องเพลง "กระต่าย" ของครูเบญจมินทร์ โดยไม่รู้ว่าครูเป็นกรรมการ ร้องเสร็จครูเบญจมินทร์ก็แอบเดินมาบอกว่าให้ผมสมัครประกวดร้องเพลง เลยตัดสินใจเข้าประกวดโดยเลือกร้องเพลง "ทูนหัวทูลเกล้า" ของ ครูชาญ เย็นแข ปรากฏว่าชนะเลิศ ได้ถ้วยรางวัลมาก็เอาไปใส่น้ำกินผสมเหล้ากับเพื่อนจนถึงบ้าน (หัวเราะ) เป็นถ้วยแรกที่ได้รับ"


ครูเบญจมินทร์ ก็คือ ตุ้มทอง โชคชนะ ราชาเพลงรำวงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้จุดประกายให้กุศลเข้าสู่วงการ
 
"หลังจากประกวดวันนั้น 3 วัน ครูก็ให้คนมาตามให้ไปหา ครูถามว่าสนใจจะเป็นนักร้องบันทึกเสียงไหม เราก็ลังเลถามครูว่าจะไหวเหรอ ครูก็ว่าได้ ให้ไปต่อเพลงกับ ไชยสิทธิ์ จนได้บันทึกเสียงเพลงแรก คือ "ริษยา" ตอนนั้นยังใช้ชื่อ ส.เสมาน้อย"

ส่วนชื่อ "กุศล กมลสิงห์" ครูเป็นคนตั้งให้ ตอนไปบันทึกเสียงที่ห้องอัดเสียง กมลสุโกศล ก็คิดกันว่าจะเอาชื่ออะไรดี ครูก็ว่าชื่อ "กุศล" นี่แหละเพราะ เราเป็นคนใจบุญกุศลชอบซื้อเหล้าแจกให้เพื่อนๆ (หัวเราะ) ส่วนนามสกุล "กมลสิงห์" ก็มาจากคำว่า หัวใจสิงห์ ใจใหญ่อะไรประมาณนั้น จะร้องแต่เพลงแนวหวานล้วนๆ ประมาณ 20 เพลงได้"

เห็นหุ่นอย่างนี้เถอะ กุศล เคยร้องเพลงหวานมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้องเพลงแนวรำวงเสียอีก ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า "ตอนนั้นผมร้องเพลง "รอยจูบ" พอดีกับที่ทูล ทองใจ ออกเพลง "จูบมัดจำ" พอผมฟังแล้วคิดว่าสู้เขาไม่ได้แน่ เลยขอครูว่าขอเดินตามรอยครู เพราะปกติเวลาที่ใกล้การแสดงจะจบ ผมจะต้องร้องคู่กับครูตลอดอยู่แล้ว อย่างน้อยๆเวลาที่ครูไม่อยู่ ผมจะได้ร้องเพลงแทน เพลงรำวงเพลงแรกที่ร้องบันทึกเสียงคือเพลง "สุดไม้สอย" แต่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักและยังไม่เป็นรำวงชัดมาก ต่อมาก็คือเพลง "แม่ศรีไพร" เริ่มเป็นรำวงให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น และคนเริ่มรู้จักกุศลมากขึ้นด้วย แต่เพลงที่สร้างชื่อให้มากที่สุดก็คือเพลง "รักกลางจันทร์" นิยม มารยาท เป็นผู้แต่ง บันทึกเสียงในปี 2505 วันเดียวกับที่ ผ่องศรี วรนุช ไปบันทึกเสียงเพลง "ฝนหนาวสาวครวญ" เลยได้เสียงผ่องศรีมาช่วยร้องประสานในท่อนสร้อยของเพลงนี้พร้อมกับ มานพ มณีแก้ว

 หลังจากเพลง "รักกลางจันทร์" โด่งดัง ชีวิตของ กุศล กมลสิงห์ เปลี่ยนไปมากในยุคนั้น
 
เมื่อหมดยุคของเวทีรำวง มหรสพอย่างอื่นมาแทนที่ กุศลห่างหายจากวงการไปเป็นนาน แต่ก็ยังไม่ทิ้งวงการ

"เวลาเห็นเขาขึ้นเวทีร้องเพลงก็อยากขึ้นไปร้องบ้างครั่นเนื้อครั่นตัว ก็เหมือนนักมวยแหละ ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองก็อยากขึ้นชก ทุกวันนี้โทรหาเพื่อนศิลปินลูกทุ่งคนอื่นๆ ถามไถ่กันบ้าง ก็มีรับเชิญไปร้องเพลงตามงานต่างๆ ใครสนใจก็ติดต่อกันมาได้ที่ 089-765-9418 และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ชมรมอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งด้วย ก็พอทำให้หายเหงาได้บ้าง"

 กุศลยังคงติดตามการเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงลูกทุ่งเสมอ และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ นักร้องลูกท่งรุ่นใหม่ว่า "ถ้าเขายังประกาศออกมาว่าเป็นลูกทุ่ง เราก็ยังดีใจอยู่ว่าเขาไม่ลืมคำว่า "ลูกทุ่ง" ถึงแม้ว่าการร้อง การแต่งจะออกมาสมัยใหม่บ้าง เราก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อยากให้ยึดหลักของเดิมเอาไว้บ้าง เช่นการร้องต้องออกอักขระให้ชัดเจน ทั้งจังหวะจะโคนก็ต้องให้ถูกต้อง เพลงลูกทุ่งก็ต้องเป็นลูกทุ่ง อย่ามาดัดแปลงไปเป็นอย่างอื่นแล้วมาบอกว่านี่คือเพลงลูกทุ่ง บางทีดูแล้วมันไม่ใช่

อยากฝากให้อนุรักษ์เพลงลูกทุ่งไว้ให้คงเอกลักษณ์ความเป็นลูกทุ่ง สืบสานต่อไปถึงลูกหลาน ให้วัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งอยู่คู่เมืองไทยไปตลอด เราดูแล้วบางครั้งเขาจะเสริมอะไรมามากมาย ซึ่งทำให้ดูไม่เป็นเพลงลูกทุ่ง อย่างเสื้อผ้าก็เหมือนกันสมัยผม ครูท่านจะสั่งไว้เลยว่าต้องใส่เสื้อนอก (สูท) ถ้าใครไม่ใส่ก็จะไม่ให้ขึ้นร้องเพลงอย่างผู้หญิงก็ต้องนุ่งกระโปรงเท่านั้น

นักร้องสมัยนี้ออกมาร้องเพลงก็ไม่ไหว้ ซึ่งไม่ได้เลย คนลูกทุ่งต้องสิบนิ้วพนมทั้งเข้าและออก จริงๆ ต้องไหว้ตั้งแต่ขึ้นเวทีเลย นี่คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมา ซึ่งเราก็ยึดถือปฏิบัติด้วยเช่นกัน" กุศล กมลสิงห์กล่าวทิ้งท้าย

กุศล กมลสิงห์ เล่าถึง "ครู" ว่า "บุคคลในวงการลูกทุ่งที่ผมให้ความเคารพนับถืออย่างมากเลยคือ"ครูเบญจมินทร์" ครับ ผมได้พบกับท่านเมื่อปี 2490 ตอนนั้นไปประกวดร้องเพลงที่วัดอัมพวัน และได้รับรางวัลชนะเลิศ หลังจากนั้น 3 วัน ครูก็ให้คนไปตามผม ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบความสนุกสนานอยู่แล้ว เข้ากับคนง่าย และกับท่านก็มีความรู้สึกเหมือนสนิทกัน วันนั้นไปหาครูก็หิ้วเหล้าไปด้วยขวดหนึ่ง เพราะคิดว่าท่านชอบ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ดื่มกันไปคุยกันไป เรียกได้ว่าคุยกันถูกคอเลยครับ

หลังจากที่ได้ไปพบท่านแล้ว ก็ได้อัดแผ่นเสียง ซึ่งในความเป็นครูเบญจมินทร์ ที่ท่านให้ความเมตตา ส่งเสริมให้ร้องเพลง ก็ทำให้ผมมีวันนี้ได้ เป็นขุนพลเพลงรำวงของวงการลูกทุ่ง ครูทั้งตั้งชื่อให้ สอนเรื่องการเป็นนักร้อง สอนเรื่องการร้องเพลง สอนการแต่งเพลง ซึ่งผมต้องขอกราบขอบพระคุณคุณครูด้วยครับ

ข้อมูลส่วนนี้หามาจากในอินเตอร์เน็ตครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
โกศล วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 11.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kosol
  เชิญแวะเยี่ยมบ้านของกระผมครับ www.kosolanusim.org 

รักกลางจันทร์นี้ผมก็ชอบ มาตั้งแต่เด็ก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน