• คันทรี่แมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-06
  • จำนวนเรื่อง : 151
  • จำนวนผู้ชม : 942917
  • จำนวนผู้โหวต : 300
  • ส่ง msg :
  • โหวต 300 คน
<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม 2554
Posted by คันทรี่แมน , ผู้อ่าน : 7530 , 16:52:50 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นกแก้ว กาฬสินธุ์ มีชื่อจริงว่า วรชัย วังตาล และมีชื่อเล่นว่า ต๋อย มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านห้วยสีทน  อ.เมือง จ. กาฬสินธุ์ เป็นบุตรคนเล็กในบรรดาบุตร 3 คนของนายวินัย วังตาล และนางคำแพง สุทธิประภา เมื่อมีอายุได้แค่ 3 ขวบ พ่อกับแม่ได้แยกทางกัน ทำให้เขาต้องมาอยู่ภายใต้การดูแลของคุณยายเท สุทธิประภา ที่มีอาชีพทำนา และมีฐานะยากจนมากแทน



เมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ นกแก้ว กาฬสินธุ์ เข้าเรียนที่โรงเรียนหามแหโพนทองวิทยาคม ที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 4 กิโลเมตร และในการไปโรงเรียน เนื่องจากฐานะยากจน เขาก็จึงต้องเดินไปเอง พอถึงช่วงพักกลางวัน เด็กชายนกแก้วก็จะอาสารับหน้าที่ล้างถ้วยล้างจานให้กับบรรดาครูต่างๆ แลกกับรางวัลเป็นอาหารที่บรรดาครูๆจะเจือจานให้เด็กชายนกแก้วได้ประทังความหิว

สำหรับวันเสาร์อาทิตย์ที่โรงเรียนปิด  เขาก็จะไปยังวัดห้วยสีทน  เพื่ออาศัยข้าวก้นบาตรประทังความหิว ส่วนในช่วงปิดเทอมใหญ่ ที่โรงเรียนปิดยาว เขาก็จะบวชเป็นสามเณรภาคฤดูร้อนประจำทุกปี ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลจากการที่เขาจะได้มีข้าวและขนมกิน ไม่ได้เกี่ยวกับการฝักใฝ่สนใจในพระศาสนาที่แท้จริงแต่อย่างใด

แม้เด็กชายนกแก้วจะเป็นเด็กค่อนข้างดื้อ และเรียนไม่ค่อยเก่ง แต่ด้วยความสามารถทางด้านกีฬามาตั้งแต่เด็ก และความมีน้ำใจ ทำให้เขาเป็นที่รักของบรรดาครูๆในโรงเรียน

เมื่ออายุได้ 12 ขวบ และจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว เพื่อเป็นการช่วยยายที่อายุมากแล้ว และเพื่อหารายได้ใช้เอง เขาได้ไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารที่ “ กาฬสินธุ์รีสอร์ท “ ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ แต่จะได้ทิปจากแขก และความขยันขันแข็งในการเอาใจแขก ทำให้เขาได้ทิปมากกว่าคนอื่นๆในร้าน

และที่นี่เองที่เขาได้รู้จักกับคุณเยาวมาลย์ ศุภาวัฒน์ หรือ ก้อย เจ้าของอาคารบุญผ่อง แถวซอยอารีย์ ที่ชอบพาครอบครัวมาพักที่รีสอร์ทแห่งนี้เป็นประจำ และเกิดถูกชะตากับเด็กชายนกแก้ว ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกๆของเธอ จึงออกปากชวนมาอยู่กรุงเทพฯด้วย ซึ่งเขาก็ตกลงใจมาทันที โดยมีเสื้อผ้าเก่าๆมาด้วยเพียงชุดเดียวเท่านั้น แม้จะยังไม่รู้ว่า เมื่อมาแล้ว เขาจะต้องทำอะไร เหตุที่ตัดสินใจมาก็เพราะอยากมีชีวิตที่ดีกว่า และอีกเหตุผลหนึ่งก็คืออยากจะเจอกับพ่อและแม่ หลัง จากที่ไม่เคยเจอหน้าเลยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยเขาได้ข่าวว่าทั้งสองได้มาอยู่ที่กรุงเทพฯ

เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ ผู้มีพระคุณส่งเขาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ และเพื่อแลกกับการได้อยู่และเรียนหนังสือในเมืองกรุงฯ  เขาจะต้องช่วยงานในบ้านสารพัด  แต่เขาอยู่ที่นี่ได้พักหนึ่ง ก็มีปัญหาบางอย่าง ทำให้ต้องออกจากบ้านผู้มีพระคุณ และออกจากโรงเรียนกลางคัน

จากนั้น นกแก้ว ตัดสินใจออกตามหาแม่ เพราะคิดว่าแม่น่าจะส่งเขาเรียนต่อได้ ในที่สุดเขาก็ตามหาแม่จนเจอที่ท่าพระ แต่แม่ไม่สามารถส่งเขาเรียนต่อไป จึงให้พี่ชายคนโตพาเขาไปอยู่กับพ่อที่ไปมีครอบครัวใหม่อยู่แถววงเวียนใหญ่ แต่เขาก็อยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เมื่อถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน เพราะไปทะเลาะกับลูกเลี้ยงของพ่อ

ช่วงที่อยู่กับพ่อ เขาไปสมัครเป็นเด็กติดรถส่งของร้านขายส่งสินค้าไปต่างจังหวัด ตอนนั้นเขาอายุ 14 ปี และมีรายได้เดือนละ 1,500 บาท ส่วนในช่วงเวลาว่าง เขาก็เรียนหลักสูตร กศ.น. จนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 แต่เขาทำงานส่งของได้ปีเดียวก็ลาออก เพราะรายได้น้อย



จากนั้น เขาก็กลับไปพึ่งคุณก้อย ผู้มีพระคุณอีกครั้ง ตอนนั้นเธอได้เปิดฟิตเนสอยู่แถวซอยราชครู  และนกแก้วก็ได้ทำหน้าที่ดูแลทำความสะอาดฟิตเนส และต่อมาก็เลื่อนขั้นมาเป็นครูสอนเต้นแอโรบิก แต่เขาสอนเต้นแอโรบิกได้แค่ 6 เดือนก็ต้องหยุด เพราะประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ

ตอนนั้นเขาเห็นวินมอเตอร์ไซค์แถวซอยราชครู ก็เลยอยากลองขับมอเตอร์ไซค์วินบ้าง จึงไปดาวน์มอเตอร์ไซค์มาขับ แต่ก็เกือบมีเรื่อง เพราะไม่รู้ธรรมเนียมว่าการที่จะขับมอเตอร์ไซค์วินได้ ต้องซื้อเสื้อวินกับเจ้าของวินก่อน ตอนนั้นราคาเสื้อวิน คือ 30,000 บาท แต่เขาไม่มีเงิน ก็เลยไปขอกับทาง “ อ๊อด “ เจ้าของวินว่าจะขอขับแค่ 2 ปี เมื่อผ่อนรถหมดแล้วก็จะเลิก ซึ่งทางเจ้าของวินก็เกิดใจดี เมื่อเห็นว่าเด็กกล้าขอ เขาก็กล้าให้ นกแก้วก็เลยได้ขับมอเตอร์ไซค์วินฟรีนับตั้งแต่นั้นมา

นกแก้วขับรถไปด้วยและเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยไปด้วย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นก็ไปสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ช่วงที่ขับรถอยู่นั้น เขาก็เริ่มมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ก็พอดีมีคนรู้จักชวนไปเป็นตัวประกอบประเภทเดินผ่านหน้ากล้องในละครหลายเรื่อง ได้ค่าตัววันละ 150 – 200 บาท ซึ่งเขาก็ชอบงานการแสดงมาก ถึงขั้นห่างหายจากการขับมอเตอร์ไซค์วินไปเลย และใฝ่ฝันถึงวันที่จะได้มีบทพูด หรือได้เล่นเป็นตัวหลักกับเขาบ้าง

แต่จนแล้วจนรอด วันนั้นก็ไม่มาถึงสักที จนสุดท้ายก็ได้ไปถ่ายโฆษณาน้ำมันไร้สารตะกั่วของ ปตท. คู่กับ ดักแด้ แต่งานนี้ เขาต้องทาสีตะกั่วทั้งตัว ทำให้ไม่มีใครจำเขาได้อีก ก็เลยเท่ากับว่า เขาไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตนักแสดง ก็จึงตัดสินใจกลับมาขับมอเตอร์ไซค์หาเลี้ยงชีพตามเดิม

ช่วงนั้น เขาต้องไปส่งผู้โดยสารที่สนามกีฬากองทัพบกแถวถนนวิภาวดีรังสิตเป็นประจำ แต่เมื่อส่งผู้โดยสารเสร็จ เขาก็มักนั่งดูนักฟุตบอลซ้อมฟุตบอล ดูไปดูมา ด้วยความชอบกีฬาอยู่เป็นทุนเดิม เขาก็เลยไปสมัครเป็นเด็กเก็บลูกฟุตบอล จนได้รู้จักกับ พ.อ.พิเศษ วรวุฒิ ทองศรีงาม ที่ได้เรียกให้เขามาซ้อมฟุตบอลกับนักเตะรุ่นใหญ่ พร้อมกับเป็นเด็กเก็บฟุตบอลไปด้วย ซึ่งที่นี่เขาได้รับเบี้ยเลี้ยงด้วย ก็จึงเลิกขับมอเตอร์ไซค์วิน เพราะขับรถมาครบ 2 ปีตามที่สัญญากับทางเจ้าของวินแล้ว

ที่นี่ นกแก้วได้รู้จักกับ อ.ชาญวิทย์ ผลชีวิน หรือ โค้ชหรั่ง โค้ชฟุตบอลทีมชาติไทย และ สุชาดา ผลชีวิน แฟนของโค้ชหรั่ง ที่เปิดบริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด ทำหนังสือเกี่ยวกับกอล์ฟ ทำให้เขาได้ทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสาร หรือแมสเซนเจอร์ของที่นี่ด้วย ก็เลยมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกเดือนละ 4,500 บาท  ต่อมา เขาก็ได้ไปเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรธนาคารกสิกรไทยในฐานะเด็กฝึก แต่ต่อมาสโมสรถูกยุบ  นักเตะก็เลยกระจัดกระจายกันไป นกแก้ว ก็ได้ไปคัดตัวกับหลายทีม แต่สุดท้ายก็ได้มาอยู่กับทีมบีอีซีเทโรศาสน ในตำแหน่งผู้รักษาประตู จากการชักนำขององอาจ ก่อสินค้า

นกแก้ว อยู่กับทีมนี้ 4 ปี และได้เดินทางไปเล่นฟุตบอลในต่างประเทศหลายประเทศ  แต่เมื่อหมดสัญญา ก็เลยต้องมาทำงานส่งเอกสารที่ กอล์ฟไทม์ อย่างเดียว

ต่อมา เขาได้รู้จักกับ วิลักษณ์ โหลทอง  ประธานบริษัทสยามสปอร์ตซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) จึงได้เข้ามาทำงานกับหนังสือพิมพ์สยามกีฬาในฐานะพนักงานส่งเอกสาร ขณะเดียวกัน เขาก็หารายได้พิเศษโดยการทำน้ำส้มคั้นขายให้กับลูกค้าประจำ ทำให้เขามีรายได้พิเศษวันละ 700 – 800 บาท แต่ต่อเขาก็เลิกทำ เพราะวัตถุดิบไม่ได้มีออกมาทั้งปี นอกจากนั้น เขาก็ยังทำงานเป็นตัวแทนขายประกันรถยนต์อีกด้วย

ระหว่างทำงานส่งเอกสาร นกแก้ว ที่ชอบใฝ่หาความก้าวหน้าในชีวิต ก็ขอฝึกการทำข่าวไปด้วย โดยลงทุนซื้อกล้องถ่ายรูปเอง ก่อนจะมาขอเป็นผู้ช่วยถ่ายภาพคอนเสิร์ตลูกทุ่งตามงานต่างๆ แล้วจึงมาอยู่กับหนังสือพิมพ์สยามดารารายวัน  มีหน้าที่ดูแลหน้าลูกทุ่ง โดยมีเอกชัย ไกลเทพ นักข่าวรุ่นพี่คอยเป็นพี่เลี้ยงและช่วยแนะนำ นอกจากนั้น เขาก็ยังได้รับโอกาสให้เข้าศึกษาต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ด้วย

ช่วงที่เขาไปทำข่าว ได้ร้จักกับครูเพลงลูกทุ่งหลายคน ก็จึงนึกอยากจะเป็นนักร้องกับเขาบ้าง พอดีได้รู้จักกับ อ.โปร่ง – เสถียรชัย สุวรรณพิมพ์ จึงเอ่ยปากขอให้ช่วยแต่งเพลงให้เขาสักเพลง ซึ่งเขาก็ได้เพลงแรกในชีวิตของตัวเองมา ชื่อ “ พ่อเจ้าซั้นตี้ “ จากนั้นเขาก็ส่งเพลงที่ทำเสร็จไปยัง คลื่น FM 95.0 ลูกทุ่งมหานคร ในโครงการ “ เพลงช้างเผือก “ ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด มีโอกาสเผยแพร่ผลงาน และเพลงนี้ก็ได้ออกอากาศสู่หูผู้ฟังเป็นครั้งแรก จากการเปิดของ ผอ.สถานี วาสุ เลิศจรรยา

ช่วงนั้น เขาก็ยังทำงานส่งเอกสารอยู่ แต่ส่งเฉพาะเอกสารส่วนตัวของเจ้านายเท่านั้น ในเวลาว่าง เขาก็ไปทำข่าว ร้องเพลงตามงานต่างๆที่เขาไปทำข่าว

จากนั้นประมาณปีกว่า นกแก้ว ก็ได้พบกับนักเพลง 2 คน คือตะวันฉาย ชิงชัย และ กรกฎ รักดี ที่ได้ร่วมกันทำเพลง “ หมาบ่มีสิทธิ์ “ ให้เขา พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ให้เขาว่า “ นกแก้ว กาฬสินธุ์ “

เพลงนี้ ทำให้นกแก้ว กาฬสินธุ์ เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากมายในยุคปี 2554  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน และประเทศลาว ตัวเพลงเองก็ติดชาร์ตเพลงฮิต ส่วนยอดการชมทางยูทูบ ก็อยู่ในระดับที่สูงทีเดียว

ต่อมาเขาก็ปล่อยเพลงชื่อ “ จำคำว่าคิดฮอด เปลี่ยนเป็นกอดบ่ได้ “ ตามออกมา และเมื่อเกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ เขาก็ปล่อยเพลงเฉพาะกิจ ชื่อ “ ขอบคุณครับ “ เพื่อเป็นการกล่าวขอบคุณแทนบรรดาหมาแมวที่ประสบกับภัยน้ำท่วม และได้รับความเมตตาจากผู้ใจบุญ เก็บมาเลี้ยงดูแทนเจ้าของเดิมที่ทิ้งพวกมันไป

แม้จะเริ่มมีชื่อเสียง นกแก้ว กาฬสินธุ์ ก็ยังคงทำงานที่เขาทำอยู่เดิม คือส่งเอกสาร และทำข่าวให้กับสยามดารา ทำให้ตามเวทีเพลงลูกทุ่งใหญ่ เราจะเห็นเขาถือกล้องขึ้นไปถ่ายรูปนักร้อง และเมื่อถึงคิว เขาก็จะขึ้นเวที เพื่อไปทำหน้าที่เป็นนักร้อง

นับเป็นนักร้องดังอีกคนหนึ่งที่มีชีวิตที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเขาไม่เคยผ่านเวทีการประ กวดการร้องเพลง ไม่เคยผ่านการร้องเพลงบนเวที และยังเข้าข่ายอัจฉริยะที่มากับดวงอีกต่างหาก เพราะนึกอยากจะเป็นนักแสดง ก็ได้เป็น อยากเป็นนักฟุตบอลอ่ชีพ ก็ได้เป็น  จู่ๆอยากเป็นนักร้อง ก็ได้เป็น

ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารชีวิตต้องสู้  ฉบับที่ 641 ประจำเดือนพฤศจิกา 2554





 free counters
Free counters


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน