*/
  • กรมกุชะ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : maggoonchorn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 145
  • จำนวนผู้ชม : 400681
  • จำนวนผู้โหวต : 152
  • ส่ง msg :
  • โหวต 152 คน
<< เมษายน 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 12 เมษายน 2559
Posted by กรมกุชะ , ผู้อ่าน : 1461 , 22:22:56 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การจัดการศึกษาชาติ ในยุคสมัยประเทศไทยมีการปกครองแบบพิเศษ
ภายหลังคสช.มีคำสั่งที่ 10-11/2559 ว่าด้วยเรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคและการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559
และเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.เชียงราย ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายก็เรียกประชุมคณะกรรมการ 22 คน เป็นนัดแรก ณ ห้องประชุมอูหลง อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย 

ปรากฎการณ์ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด...
หากอ่านความคิด กลไก บริบทที่มาที่ไปแล้วก็คือ การยกเครื่ององค์คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการย้าย การบรรจุแต่งตั้ง การให้คุณให้โทษและการปฏิบัติตามนโยบายรัฐแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา
ที่คสช.มีความเชื่อว่า องค์คณะบุคคลไม่ว่าจะเป็น อกคศ.และกพท. ขาดเอกภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในท้องถิ่นไม่ร้อยรัด ข้อมูลสารสนเทศของแต่ละพื้นที่ก็ไม่สามารถจูนหรือส่งต่อถึงกันได้
เคยมีคำถามว่า เด็กตกหล่น เด็กซ้ำชั้น เด็กออกกลางคันในจังหวัดเชียงราย มีจำนวนเท่าไหร่ ?
ยังไม่มีใคร หน่วยใดสามารถเซิร์สหรือตอบได้อย่างทันทีทันใด
กระทั่งคำถามว่า คุณลักษณะเด็กเชียงรายที่พึงประสงค์...เป็นเช่นไร ?
ก็ยังไม่มีหน่วยใดตอบได้ ด้วยเพราะสาเหตุของระบบโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษาที่ขาดเอกภาพและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานจัดการศึกษาในพื้นที่ที่กระจาย อำนาจ ตำแหน่ง ภารกิจตามกฎหมายไม่ต่างกัน

"การศึกษาสร้างคน คนพัฒนาชาติ"
"เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือ ผีในวันหน้า"
ประโยคคุ้นหูเหล่านี้ เหมือนพูดเล่นๆเอาฮา แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผลงานเชิงประจักษ์มันปรากฎแล้วกับประเทศไทย
วิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตคุณธรรมจริยธรรม วิกฤตวัฒนธรรมไทย วิกฤตการสื่อสาร ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้าต้นทุนและต้นทางมาจาก การจัดการศึกษาของทรัพยากรบุคคลในประเทศนี้ทั้งสิ้น...
ว่ากันว่า กระทั่งการซื้อสิทธิขายเสียง การเลือกตั้งที่นักการเมืองขี้ฉ้อเจ้าเล่ห์เพทุบายประชาธิปไตยจ๋าก็ล้วนแล้วแต่อาศัยช่องทางการขาดการศึกษา การด้อยโอกาสของภาคประชาชน ตลอดจนคนชายขอบ การไม่รู้ทันความเจ้าเล่ห์เพทุบายของนักการเมืองไทยที่ไร้คุณธรรม...
นั่นก็คือ การขาดการศึกษาของประชาชนไปจนถึงการจัดการศึกษาที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐ
ความบกพร่องทางการศึกษาของไทยจึงนำพาคนไทยส่วนหนึ่งไปสู่การเป็นคนยากคนจน คนขาดดุลยพินิจคิดวิเคราะห์ ขาดทักษะการดำรงชีวิต คนในสภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนง่อนแง่น...
เป็นต้นเหตุสู่ "วิกฤต"นานัปการในบ้านในเมืองไทย ศตวรรษที่ 21 กระแสประชาคมอาเซียนกำลังเปิดม่าน โลกยุคดิจิตอลกำลังรุกฆาตเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ประชาคมไทย

การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ประสบปัญหาเอกภาพในการบริหารสู่ประสิทธิภาพการจัดการ
คำสั่งคสช.ทั้ง 2 ฉบับ จึงเป็นภาวะหลังพิงฝาของกระบวนการกฎหมายการศึกษา กระบวนการบริหารหน่วยงาน กระบวนการบริหารบุคคล ที่ต่อพ่วงด้วยระเบียบ กติกา มติต่างๆมากมายแบบ "วัวพันหลัก"
อย่างน้อยๆการจะเดินหน้าอัพเดทหรือปรับเปลี่ยนใดๆด้านบุคคลก็ต้องผูกพันกับกคศ. กพฐ. กพ. คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ
กระบวนการส่งต่อให้สนช. สปท. กรรมการคณะไหนๆในประเทศไทยก็เอาไม่อยู่ เพราะของมันแรง
แตะเป็นร้อนฉ่าหน้าร้อนผ่าว เพราะล้วนแล้วแต่พลังและขบวนการบริหารบุคคลหลากหลายคณะ
มาตรา 44 จึงเป็นคำตอบสุดท้าย หากคสช.ไม่ชักดาบฟันในวันนี้
(ถ้า)หากมีปฏิวัติคราวหน้าก็ไม่รู้คณะผู้ก่อการจะเล่นด้วยหรือเปล่า ?
คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 จึงถือเป็นการปฏิรุปการศึกษาที่ถอนรากถอนโคนแบบจับต้องได้
เพราะเป็นการปฏิรูป "คน" เป็นต้นตอของการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการศึกษาทั้งหลายทั้งมวล

77 คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
18 ศึกษาธิการภาค (ศธภ.)
225 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
จึงเป็นแต้มคูทางด้านการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นกองบัญชาการ
คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเป็น nominee ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็น operators
แม้ว่าจะมีแถลงการณ์คัดค้านว่อนอยู่ใน social network และ app.Line
แต่ก็ไม่น่าที่สะกิดสถานการณ์หลังพิงฝาของคสช.ได้
ถ้าไม่เปรี้ยงปร้างอย่างนี้ ชาติหน้าตอนบ่ายๆก็คงยังแตะต้องการบริหารจัดการศึกษาไทยไม่ได้...
โรงเรียนเป็นหมื่น ครูเป็นแสน เด็กๆเป็นล้านๆคน ผู้ปกครองก็จับตามอง ประชาชนก็ตะขิดตะขวงใจกับผลสัมฤทธิ์ คุณภาพการศึกษา

คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายหรือกศจ.เชียงราย ก็เฉกเช่นกัน
ภาพของกระทรวงมหาดไทยที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมานั่งหัวโต๊ะ มีคนในกระทรวงศึกษาธิการทั้งโดยตำแหน่ง โดยแต่งตั้ง โดยสรรหามานั่งชง แชร์และคอมเม้นท์
โดยมีภาคเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ภาครัฐจากหลากหลายกรม กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ท่องเที่ยว-กีฬา ท้องถิ่นจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนา
ซึ่งก็น่าจะตอบโจท์ถึงการจูนคลื่นทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการชี้ทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่น
จากการบูรณาการภาคส่วนถึงประชารัฐสู่ความหวังของคุณลักษณะและศักยภาพเด็กเชียงรายในศตวรรษที่ 21
ก็คือปัจจุบันกาลนี่แหละ...เรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลจึงเป็นเรื่องที่จะมามัวเงื้อง้าราคาแพงไม่ได้

กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในแบบฉบับ กศจ.เชียงราย
แม้จะไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ทั่วทุกกศจ. แต่ธงที่คสช.ตั้งไว้สูงถึงคุณภาพการจัดการศึกษาไทย
โดยมีกระบวนการที่เป็นเอกภาพ การบูรณาการ การระดมวิสัยทัศน์หลากหลายภาคส่วนสู่การพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ
มิให้สะดุดกับขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายมากนัก โดยวิสัยทัศน์และวิธีคิดของผุ้ว่าราชการจังหวัด CEO ของจังหวัด
ที่อ่านทะลุถึงผลการจัดการศึกษาในท้องถิ่นแม้ว่าในมิติของกฎหมายที่มีเบื้องลึกแทรกซ้ำแทรกซ้อนยังจะต้องสังคายนาแบบคลี่คำสั่งคสช.ทั้ง 2 ฉบับเป็นต้นทุน

กลไกการบริหารจัดการศึกษาไทย หากย้อนรอยย้อนหลังไปดูกับปูมประวัติศาสตร์การศึกษาที่ควงคู่ขนานมากับองค์คณะบุคคล
โดยมีขบวนการการเมืองครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา ตามกติกาที่เปิดช่องไว้
ในวันนี้...หากจับตามองเส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง จนถึงการเฉลี่ยสุข
กระทั่งกฎหมายลูกที่เตรียมรับลูก ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการล้างหน้าตักรากเหง้าและร่องรอยของขบวนการทางการเมืองในทุกองคาพยพ ทุกปฏิกริยาขับเคลื่อน ทั้งแบบหลังไมค์ ใต้พรม จมใต้บาดาล
โรดแมพ 20 ปี กับร่างแผนการศึกษาชาติ 15 ปี จึงมีจังหวะจะโคนที่คสช.คาดหวังว่า
คนไทยในวันพรุ่งนี้ต้องมีความสุข...
การศึกษาก็ต้องทำให้คนไทยมีความสุข

จังหวัดเชียงราย...พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ชายแดนสามแผ่นดิน ที่วันนี้ทั้งคนจีน คนพม่า ลาวต่างเดินทางไปมาหาสู่กัน
ระบบโลจิสติค การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนสินค้า การแชร์วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ลมหายใจที่แทบจะเนียนไปด้วยกันทั้งสามแผ่นดิน
จึงเป็นคำตอบที่ไม่ต้องคิดนานว่า เด็กเชียงรายก็ต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะแบบพิเศษอีกด้วย
หน้าที่สตาร์ทสู่การพัฒนาตรงนี้เมื่อก่อนวันที่ 22 มีนาคม 2559 เป็นภารกิจของคณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่หรือกพท.
แบบมี 5 สำนักงานเขตก็มี 5 กพท. หลังวันที่ 22 มีนาคม 2559 จึงมีเพียงหนึ่งเดียวทั้งจังหวัด
คือ 1 คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดหรือ 1 กศจ.

จุดเด่นที่ท้าทายกระบวนการพัฒนาการศึกษาจังหวัดที่มีบอร์ดกศจ.เป็นหัวใจนั้น
น่าจะอยู่ที่ การเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนเชียงรายสู่สากล
ส่วนกระบวนการที่คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่สั่งการให้เดินหน้าด้านวินัย วิทยฐานะ-สิทธิประโยชน์ บรรจุ-แต่งตั้ง
เป็นเหมือนภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งรัดตัดตอนขั้นตอนและแต่งองค์ทรงเครื่องให้พร้อมสรรพตามกรอบของระยะเวลา
โดยมีประธานกศจ. คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการรวม 22 คน ร่วมกันพิจารณา ตัดสิน กำหนดทิศทางและการวัดผลการดำเนินงานหรือ KPI ของแต่ละองค์กร

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดซึ่งมีทั้งรับโอนมาจากอกคศ.หรือคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเดิม ประกอบด้วยเรื่องหลักๆคือ กำหนดนโยบายบริหารงานบุคคล การบรรจุ แต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบ วินัย ระบบคุณธรรม การยกย่องเชิดชูเกียรติ
อำนาจหน้าที่กศจ.ที่คสช.กำหนดไว้ในคำสั่งคสช.ที่ 10/2559 คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภท พิจารณาเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด เห็นชอบกรอบปฏิบัติงานและตัวชี้วัดของส่วนราชการหรือหน่วยงาน

การประชุมนัดแรก ซึ่งถือว่าเป็นนัดประวัติศาสตร์ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ณ ห้องประชุมอูหลง อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 3
ส่วนใหญ่จึ้งเป็นเรื่องฮอทเรื่องร้อนและเป็นเรื่องที่ผู้ที่ได้รับผลพวงต่างเงี่ยหูฟังรอคอยด้วยความสนใจยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องย้าย เรื่องเลื่อนขั้นเงินเดือน เรื่องบรรจุและแต่งตั้งครู ซึ่งส่งผลกระทบทั้งตัวครู ทั้งโรงเรียนและทั้งกระบวนการจัดการเรียนการสอน
ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมองค์คณะบุคคลที่มีบริบทกฎหมายเป็นข้อบังคับนั้น ดูเหมือนว่าการประลองคมความคิด วิสัยทัศน์พัฒนาและประสบการณ์บริหารบุคคลระหว่าง "ประธานมหาดไทยกับกลไกศึกษาธิการ" โดยโฟกัส "คุณภาพเด็กเชียงราย" เป็นเป้าหมายหลัก
จึงน่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงบริหารและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
แม้จะยังไม่ตกผลึก ซึ่งยังจะต้องคลี่อำนาจหน้าที่และภารกิจตามหน้าที่รับโอนจากอกคศ.และคำสั่งคสช.เป็นลู่เดิน
กศจ.ก็ยังต้องรับสัญญาณจากคปภ.ส่วนกลางเป็นระยะๆ...

แม้ว่าประธานกศจ. ผู้ว่าราชการจังหวัดจะแสดงความคิดเห็นดังๆว่า หากต้องมานั่งพลิกอ่านระเบียบวาระการประชุมและพิจารณารับหรือไม่รับ ผ่านหรือไม่ผ่านโดยเป็นมติที่ประชุม ทำหน้าที่ประธานกศจ.เพียงเป็นตรายางคงไม่ใช่สถานการณ์คสช. น่าจะมีหน้าที่และภารกิจที่ชัดเจนกว่านี้ ในท่ามกลางกฎหมาย ระเบียบและคณะกรรมการหลากหลายคณะ ซึ่งต้องมีการพิจารณาทบทวนในหลายๆเรื่องตามอำนาจของกศจ. หากตนไม่สามารถใช้อำนาจในฐานะประธานกศจ.ได้ก็ไม่รู้จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ทำไม ?
นั่นจึงเป็นสัญญาณหนึ่งที่ต้องเร่งเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สู่การพัฒนาในรูปแบบบูรณาการ ซึ่งทุกฝ่ายต้องศึกษาและดำเนินการตามคำสั่งคสช.เพื่อมิให้หลุดจากหลักการ "เอกภาพ-บูรณาการ"สู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาชาติที่เชื่อมโยงกับการปฏิรูปประเทศ ตาม road map ของคสช.
จึงเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวยั่งยืน
พัฒนาการของการศึกษาแม้จะผูกติดกับความก้าวหน้า หน้าที่การงานที่ไต่ระดับของบุคคล ผลประโยชน์ตอบแทนวิชาชีพ
ซึ่งเป็นเรื่องปกติตามพื้นฐานของมนุษย์ปุถุชน
หากแต่การปฏิรูปการศึกษาที่เดินทางมายาวไกล ผ่านรมต.กระทรวงศึกษาธิการมาแล้วหลายยุคหลายสมัย หลายนโยบาย หลายวิธีคิด
วันนี้...การปฏิรูปการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษามาพัวพันใกล้ตัวมากขึ้น
บนพื้นฐานความเชื่อว่า ขวัญกำลังใจของระบบพัฒนาครูตามหลักธรรมาภิบาลและดัชนีชี้วัดที่เป็นมาตรฐานชัดเจน
จะทำให้ส่งครูและผู้บริหารกลับคืนโรงเรียนได้อย่างมีขวัญกำลังใจ ซึ่งนั่นก็หมายถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนนั่นเอง !

บทบาทของบอร์ดกศจ.ในยุคสมัยการเมืองการปกครองแบบพิเศษ
ซึ่งแน่นอนที่องค์คณะบุคคลในบอร์ดกศจ.ก็ต้องทำเข้าใจกับจิตวิญญาณและลมหายใจของคสช.ต่อการยกเครื่อง
เดิมพันครั้งนี้จึงน่าจะอยู่ที่ความพึงพอใจและความสุขของผู้คนในแวดวงการศึกษาเป็นปฐมฐาน
โดยมีคุณภาพการศึกษาเป็นตัวชี้วัดเชิงประจักษ์...
แม้ว่าระยะเวลาประเดี๋ยวประด๋าวจะยังทำอะไรไม่ได้มากนักในไตรมาสนี้
แต่การพยายามประคองและบูรณาการวัฒนธรรมการบังคับใช้กฎหมายให้สามารถ "สร้างคุณค่าแก่รัฐ สร้างประโยชน์แก่วงการศึกษา"
ก็น่าจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้เดินหน้า ลื่นไหล ไม่สะดุดโน่นนี่นั่น
หมดเวลาย้อนกลับมาเริ่มต้นตั้งไข่..คลำหาจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาใหม่แล้วครับ !

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่หมี from mobile วันที่ : 13/04/2016 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ตอนนี้แม้หมีน้อยจะไม่ทัน แต่เด็กไทยรุ่นหลังคงจะมีโอกาสได้ใช้ ขอให้สำเร็จสมเป้าหมายนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน