• ล.ลิงบ้าบอ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2018-04-19
  • จำนวนเรื่อง : 9
  • จำนวนผู้ชม : 6505
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
เรื่องของเรื่อง
หยิบเอาเรื่องราว ร้อยเรียงเป็นบทความ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/crazymonkey
วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2561
Posted by ล.ลิงบ้าบอ , ผู้อ่าน : 338 , 10:52:33 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

หลัง โดนัล ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้เร่งดำเนินการตามนโยบาย American First นั้นหมายถึง สหรัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศตนเองเป็นลำดับแรก ผู้นำสหรัฐมองเห็นว่าประเทศตนเองขาดดุลการค้าค่อนข้างมาก จึงหันมากดดันประเทศคู่ค้าที่ได้ดุลการค้าสหรัฐมหาอำนาจอย่างจีน ฉะนั้นจีนจึงเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ โดยสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมสูงขึ้น แต่จีนไม่พอใจกับนโยบายดังกล่าวและตอบโต้โดยการเรียกเก็บภาษีหมูสหรัฐสูงถึง 25% เรียกง่ายๆ ว่า ตั้งกำแพงราคาสินค้าสู้จนกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่ก่อความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในสหรัฐ สหรัฐจึงมองหาลู่ทางใหม่เพื่อระบายหมูและไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเจรจาหารือระหว่างไทยและสหรัฐเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการนำเข้าหมูนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้สหรัฐพยายามกดดันอย่างหนักให้ไทยเร่งเปิดไฟเขียวเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลในการลดการขาดดุลทางการค้ากับประเทศไทยและเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของสหรัฐหรือ GSP (Generalized System of Preferences) ในฐานะที่สหรัฐงดเว้นภาษีสินค้านำเข้าแก่ภาคส่งออกของไทย จึงเรียกร้องให้ไทยลดข้อจำกัดเพื่อเปิดตลาดเครื่องในหมูสหรัฐอย่างเป็นธรรมมิเช่นนั้นจะตัด GSP ของไทย

ขณะที่ภาครัฐยังไม่ตัดสินใจ ระหว่างนี้ยังคงมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและกลุ่ม NGO ทั่วประเทศที่กังวลถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมหมูและคนไทย หากรัฐบาลตอบตกลงกับข้อเสนอทางการค้านี้ 

ความแตกต่างระหว่างหมูไทยกับหมูทรัมป์

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หลักการเลี้ยงหมูระหว่างสองประเทศเริ่มที่สหรัฐมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงแร็คโตพามีน (Ractopamine) ในกระบวนการเลี้ยงได้อย่างเสรี ขณะที่ไทยมีกฎหมายห้ามไม่ใช้สารชนิดนี้อย่างเด็ดขาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตหมูของสหรัฐถูกกว่า เพราะสารเร่งเนื้อแดงทำให้สัตว์โตเร็ว เนื้อเยอะ ไขมันน้อย ตรงตามความต้องการของตลาด เรียกได้ว่า ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลกำไรสูง

พฤติกรรมการบริโภคหมูเป็นอีกหนึ่งความต่าง คนไทยบริโภคหมูได้ทุกส่วน แต่คนอเมริกันบริโภคเฉพาะส่วนเนื้อ ฉะนั้นเครื่องใน เช่น ตับ ไต กระเพาะ รวมถึงส่วนหัวและขาถือเป็นของเหลือที่มีค่าใช้จ่ายในกระบวนการกำจัด ความแตกต่างดังกล่าวของคนไทยจึงเป็นช่องทางให้สหรัฐเลือกที่จะนำชิ้นส่วนหมูเหลือทิ้งนี้เข้ามาขายโกยเงินเข้าประเทศดีกว่าทิ้งให้เสียของ หากแรงกดดันจากสหรัฐประสบผลสำเร็จ คงมีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเงินไปกับค่ากำจัดขยะแล้ว ยังได้ผลกำไรจากการขยายตลาดส่งออกหมูอีกด้วย

สารเร่งเนื้อแดงของแถมจากสหรัฐ

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหาร เห็นได้จากการห้ามไม่ให้มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข ฉบับที่ 269 .. 2546 ซึ่งกำหนดให้อาหารทุกชนิดต้องตรวจไม่พบสารเคมีจำพวกสารเร่งเนื้อแดง นอกจากนี้ยังมี พ..บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.. 2525 และพ... ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ (ฉบับที่ 2) .. 2542 ที่ควบคุมไม่ให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในอาหารเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสารดังกล่าวมีโทษต่อมนุษย์และสัตว์ ข้อมูลทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล แสดงให้เห็นว่า หากร่างกายได้รับสารนี้จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดลม พร้อมทั้งมีอาการมือสั่น หัวใจเต้นเร็ว รวมไปถึงมีอาการทางจิตประสาท ถือเป็นสารที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคเบาหวาน และเด็ก

ขณะที่ไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างเคร่งครัด แต่ว่าสหรัฐกลับอนุญาตให้เกษตรกรใช้สารอันตรายนี้ได้โดยยึดมาตรฐานของคณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศหรือ CODEX (Codex Alimentarius Commission) โดยกำหนดค่าสารตกค้างสูงสุดหรือค่า Maximum Residue Limit (MRL) ของสาร Ractopamine ในเนื้อหนังและไขมันได้ไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม (ppb) ตับไม่เกิน 40 ppb และไตไม่เกิน 90 ppb ซึ่งมาตรฐานของ CODEX ถูกใช้เป็นเครื่องมือของสหรัฐในการบีบบังคับให้ไทยเปิดตลาดเครื่องในหมู ไปจนถึงกดดันให้แก้ไขกฎระเบียบที่เข้มงวด ท้ายที่สุดสารเร่งเนื้อแดงในหมูก็จะตกค้างในร่างกายของผู้บริโภค นอกจากนี้คนไทยนิยมบริโภคตับและไตของหมู ซึ่งสองส่วนนี้เป็นแหล่งสะสมของสารพิษตกค้างที่มาจากกระบวนการเลี้ยงที่ต้องมีปริมาณสารนี้ตกค้างมากกว่าในเนื้อและสูงกว่าค่า MRL ที่กำหนดไว้เท่ากับว่าคนไทยจะได้รับสารพิษไปเต็มๆ

หมูทรัมป์เข้ามาไทยต้องปรับตัวใหญ่

หากไทยรับข้อเสนอนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้กฎหมายเพื่อปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐาน CODEX ตลอดจนสามารถนำเข้าหมูทรัมป์ได้อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงและมีมาตรการปราบปรามการใช้สารอันตรายโดยกรมปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สหรัฐอนุญาตให้เกษตรกรใช้สารนี้ในการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างถูกกฎหมาย 

ในฐานะที่ไทยและสหรัฐเป็นประเทศคู่ค้าซึ่งกันและกัน รวมถึงเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหารตามมติของ CODEX จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ แต่ในบริบทกฎหมายที่ไทยถือปฏิบัติตามแนวทฤษฎีทวินิยม (Dualism) ที่ถือว่ากฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นกฏหมายระหว่างประเทศไม่สามารถบังคับใช้ภายในโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นกฎหมายภายในก่อน เช่น ออกพ.ร.บ. รองรับจึงจะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้ากฎหมายภายในขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศก็จะยึดถือกฎหมายภายในเป็นหลัก 

ทั้งนี้สหรัฐอ้างว่าไทยมีประเทศคู่ค้านำเข้าเครื่องในหมูอยู่แล้ว ได้แก่ จีน เดนมาร์ก เนเธอเลนด์ เยอรมัน และอิตาลี แต่กลับห้ามนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ถือเป็นการกีดกันทางการค้าและเลือกปฏิบัติซึ่งขัดต่อกฎเกณฑ์ของ WTO จนอาจถูกประเทศคู่ค้าฟ้องร้องได้ อย่างไรก็ตามถ้าต้องการการปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าอย่างเท่าเทียม หมูสหรัฐจะต้องไม่มีสารเร่งเนื้อแดง เหมือนกับอีก ประเทศคู่ค้าของไทย มิเช่นนั้นการนำหมูสหรัฐเข้ามาในตลาดก็เป็นการขัดต่อกฎหมายของประเทศไทย และเป็นโจทย์ยากว่าหากนำหมูสหรัฐเข้ามาแล้วทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเลี้ยงหมูไทยยังอยู่ได้ในสภาพตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจวงกว้างไม่ใช่แค่เกษตรกรเลี้ยงหมู

วันข้างหน้าหากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดไฟเขียวให้หมูทรัมป์จริง ไทยคงไม่ต่างไปจากกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนหมูจากสหรัฐอเมริกาจนทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรภายในประเทศย่ำแย่ การนำเข้าหมูสหรัฐสร้างความเดือดร้อนต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศกว่า 195,000 ราย ที่อาจขาดทุนและล้มละลายหลังราคาดิ่งลง เพราะหมูล้นตลาดผลกระทบไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ยังรวมถึงคนในห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังผู้ผลิตอาหารสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์รวมกว่า 2 แสนรายที่จะได้รับความเสียหายเป็นลูกโซ่

เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะนอกจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในวงกว้างที่มีผลต่ออุตสาหกรรมหมูและซัพพลายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจชาติปีละกว่า 373,000 ล้านบาทแล้ว คนไทยทั้งชาติยังได้ของแถมเป็นความเสี่ยงทางสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดงที่ปนเปื้อนมาในเนื้อหมูสหรัฐ หวังว่ารัฐบาลไทยจะยืดเวลาในการศึกษาถึงผลกระทบและทบทวนสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังปล่อยให้หมูสหรัฐเข้ามาไทย อย่างน้อยต้องมีมาตรการการจัดการเพื่อปกป้องเกษตรกรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและชีวิตผู้บริโภคในประเทศไทย

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน