• St.Pamok
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buisness_ps@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-23
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 89199
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
blog ของ blogger มือใหม่(ช่วยกันเข้ามา post หน่อยนะคร้าบ)
สวัสดี blogger ทุกท่านนะครับช่วยๆกัน post นะคร้บ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/curcuitpamok
วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551
Posted by St.Pamok , ผู้อ่าน : 1958 , 09:20:37 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เพิ่มสติในการฟังด้วยพุทธวิถีแบบ Zen

 บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นจากหนังสือเรื่อง The ZEN of Listening แต่งโดย Rebecca Shafir ซึ่งเป็นผู้เชื่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในด้านการสื่อความ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 12 ปีในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการพูดต่อหน้าสาธารณชน บทความของเธอได้รับการตีพิมพ์และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง


นอกจากนั้น เธอยังศึกษาและปฏิบัติพุทธศาสนาสายเซ็นมานานกว่าสิบปี เธอจึงพยายามนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และจากประสบการณ์อันยาวนาน เธอรู้สึกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราทะเลาะเบาะแว้งกันคือ การไม่ยอมฟังซึ่งกันและกัน คนส่วนใหญ่มักชอบพูดสวนขึ้นมากลางบทสนทนา ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ สิ่งนี้นอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายด้วย เพราะเนื่องจากผู้ฟังนั้นฟังบ้างไม่ฟังบ้าง อาจทำให้ตีความหมายคำพูดของอีกฝ่ายไปในทางที่ผิดได้ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้ ผู้แต่งได้กล่าวถึงสาเหตุและข้อเสียของการไม่ฟังซึ่งกันและกัน และวิธีการฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้


สาเหตุที่คนเราไม่ฟังผู้อื่น


1.       มีอคติกับฝ่ายตรงข้าม


อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าอีกฝ่ายมีฐานะ การศึกษา หรือวุฒิภาวะที่ต่ำกว่า เป็นต้น ทำให้เราไม่เห็นความสำคัญของอีกฝ่าย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียเวลามาฟังอีกฝ่ายพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคน ๆ นั้น เป็นบุคคลที่เราเคยทะเลาะเบาะแว้งด้วย ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับคน ๆ นั้น จะยิ่งทำให้เราเกิดอคติต่อผู้พูดได้อย่างง่ายดาย จึ่งยากที่จะยอมทนฟังให้อีกฝ่ายพูดจนจบประโยค


2.       ยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือความเชื่อของตนเอง


หากผู้ใดพูดจาขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ มนุษย์มักตีความว่าสิ่งนั้นผิด และจะไม่ยอมฟังเหตุผลใด ๆ จากอีกฝ่ายว่า เพราะเหตุใดเขาจึงไม่เห็นด้วยกับเรา นอกจากนั้น ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์และความคิดของตนเอง นอกจากจะไม่ฟังแล้ว ยังจะสวนกลับและพยายามหาเหตุผลมาพูดหักล้างความเชื่อของอีกฝ่ายด้วยเสียอีก

 
3.       ไม่ยอมรับความเป็นจริง


มนุษย์มักคิดว่าทุกอย่างจะต้องเหมือนเดิมและจีรังยั่งยืนตลอดไป ฉะนั้น เมื่อต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เช่น การที่สามีหรือภรรยานอกใจเรา เป็นต้น จิตใจของมนุษย์ที่มีความเชื่อที่ผิด ๆ ดังกล่าว จึงรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง และไม่ยอมทนรับฟังความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า สิ่งนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ไม่ยอมฟังซึ่งกันและกัน


4.       มีนิสัยที่ชอบแสดงความคิดเห็นเป็นชีวิตจิตใจ


การมีนิสัยเช่นนี้จะทำให้เราได้รับข้อมูลได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะในขณะที่อีกฝ่ายพูดยังไม่ทันจะจบประโยค ในใจของเรานั้น เราได้เตรียมข้อมูลเพื่อที่จะมาหักล้างประเด็นของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น วินาทีที่เรากำลังคิดถึงสิ่งที่เรากำลังจะพูดนั้น สมาธิของเราจึงไม่ได้จดจ่อไปกับการฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด จึงทำให้เราได้รับข้อมูลอย่างไม่ครบถ้วน


โทษของการไม่ฟังผู้อื่น


การไม่ฟังอีกฝ่ายเป็นการแสดงออกถึงการไม่ให้เกียรติ และการไม่ให้ความเคารพในสิทธิของผู้อื่นที่จะแสดงความคิดเห็น เมื่อไม่มีใครฟังใครย่อมก่อให้เกิดความระหองระแหงและการทะเลาะเบาะแว้งตามมา นอกจากนั้น ในกรณีการเสนอขายสินค้า หากเราไม่เป็นผู้ฟังที่ดี จะทำให้เราไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า แม้จะพูดจนน้ำไหลไฟดับ หรือพูดจนหมดเรี่ยวหมดแรงก็ไม่สามารถจูงใจให้ลูกค้ายอมซื้อสินค้าได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ฉะนั้น หากเราต้องการเพิ่มยอดขายสินค้า เราควรฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี นอกจากนั้น โทษอีกประการหนึ่งของการไม่ฟังผู้อื่นคือ การพูดมากจะทำให้เหนื่อย ทำให้ไม่สามารถทำการใหญ่ได้ เพราะพลังงานส่วนใหญ่หมดไปกับการพูด


นอกจากนั้น การพูดขัดขึ้นมากลางบทสนทนา ถือเป็นกิริยาที่ไม่ค่อยสุภาพ แสดงถึงความไม่มีมารยาท ทำให้คนไม่ชอบหน้า และรำคาญไม่อยากจะเสวนาด้วย และที่สำคัญคือ การพูดคั่นระหว่างการสนทนาเป็นการแสดงถึงการมีระดับสมาธิที่ต่ำ เพราะมีความคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันได้ ฉะนั้น ผลที่ตามมาคือ เมื่อมีสมาธิต่ำ ความสามารถในการเรียนรู้ย่อมต่ำตามไปด้วยเป็นธรรมดา เมื่อเรียนรู้สิ่งใด ก็ย่อมซึมซับได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฟังคำเดียว แต่พูดอีกสามประโยค เมื่อความรู้และข้อมูลไม่เพียงพอจึงเกิดความไม่มั่นใจ สาระที่พูดก็มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ฟังแล้วไม่น่าเชื่อถือ คนรอบข้างจึงไม่กล้าที่จะมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ เพราะรู้สึกไม่ไว้ใจและไม่มั่นใจในความสามารถของบุคคลประเภทนี้ ผลเสียประการสุดท้ายของการไม่ฟังผู้อื่นคือ คนที่ไม่หัดฟังผู้อื่นจะไม่สามารถเป็นนักเจรจาที่ดีได้ เพราะคนที่ไม่ยอมฟัง ย่อมไม่รู้ว่าประเด็นไหนของอีกฝ่ายที่เราควรจะหักล้าง และประเด็นไหนเป็นประเด็นที่เราควรจะนำเสนอ เพื่อให้การเจรจายุติลงได้ด้วยดี เกิดเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

 
วิธีการฝึกการฟังผู้อื่น


1.       หัดปิดตาและฟังเสียงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว หรือแม้แต่การฟังเพลงให้ลองสังเกตดูว่า ในเพลงนี้ มีเครื่องดนตรีทั้งหมดกี่ชิ้น การฝึกเช่นนี้จะเป็นการปลุกประสาทหู ให้ตื่นตัวและมีพลังขึ้นมา


2.       สังเกตว่าเสียงแบบไหนหรือประโยคแบบใด สามารถกระตุ้นให้จิตใจเราเกิดการปรุงแต่ง เกิดการกระทบกระเทือน กระเพื่อมอย่างรุนแรง เกิดเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ตามมา วิธีนี้เป็นการฝึกสติฐานเวทนา เพื่อจับสังเกตว่า จิตใจของเรา มีการปรุงแต่งเมื่อไหร่ นานแค่ไหน และปรุงแต่งในเรื่องอะไร


3.       ฝึกจิตใจให้สงบ เช่น การทำสมาธิแบบอาณาปาณสติ คือการจดจ่อกับลมหายใจเข้าออกที่กระทบปลายจมูก


4.       ฟังเสียงทุกเสียงที่ตัวเองพูด หัดฟังน้ำเสียง จังหวะจะโคน และเนื้อหาที่พูดว่า มีประโยชน์หรือไม่ หรือมีความชัดเจนแค่ไหน


เวลาฟังผู้อื่นพูด ให้เราจินตนาการว่า เรากำลังชมภาพยนตร์อยู่ เพราะเวลาดูหนังเราจะตั้งใจดู ตั้งใจฟัง เราจะไม่พูดแสดงความคิดเห็นใด ๆ ในโรงหนังเลย วิธีนี้จึงเป็นการฝึกการเป็นผู้ฟังได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

>From: kulrapak thiramongkolchai
>To: jengy_kulrapak@hotmail.com
>Date: Wed, 8 Aug 2007 09:21:23 -0700 (PDT)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ญาปู่ครูบาธรรมโยคีอริยธาตุมหาญาณโพธิสัจ วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
ธรรมะวิถีไทเซน  มหาสารคาม

..ศิลปะแห่งการฟัง ทำยากกว่าศิลปะแห่งการพูด ยอดจริงๆข้อมูลฟังอย่างเซนนี่
..ท่านญาปู่ก็พยายามแนะให้พวกเรา นั่งมองความืด ฟังเสียงความเงียบ แล้วจะได้พบการโดดดิ้นของใจ
....ว่างๆ๒-๔ก.พ.แวะไปเรียนรู้ กับครูเดรัจฉาน๖ตัว ที่บ้านtaimahayan ถ้ามีสาระกรุณาช่วยโหวต และแสดงความคิดเห็นด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน