*/
  • ก้อนหินยิ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nen..noi_th@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-03-01
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 156802
  • จำนวนผู้โหวต : 73
  • ส่ง msg :
  • โหวต 73 คน
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม 2551
Posted by ก้อนหินยิ้ม , ผู้อ่าน : 1716 , 15:00:24 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันนี้ก้อนหินยิ้ม มาแปลกสุดๆ  อีกแหละ

เป็นคำถาม?  คิดกันเล่นๆ นะเจ้าค่ะ 

อย่าคิดมาก  คิดกันสบายๆ 

พี่ๆ เพื่อนๆ คอมเมนท์แสดงความคิดเห็นได้สบายๆ เจ้าค่ะ

คำถามมีอยู่ว่า

" พระจะมีบทบาททางการเมืองบ้าง ได้หรือไม่ ?  อย่างไร? "

ก้อนหินอยากรู้คำตอบจังค่ะ 

พี่ๆ เพื่อนๆ คิดว่าพระควรมีบทบาทได้หรือไม่  อย่างไร  เพราะอะไร เจ้าค่ะ

ก้อนหินยิ้ม

๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๑


รายงาน เพื่อคุณพี่ sigree และคุณพี่ musa ช่วยแนะนำก้อนหิน ด้วยนะคะ

ศาสนาอิสลาม

 

 

 

 

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งการศึกษาวิชา 1321514

(ศาสนาเปรียบเทียบ)

ภาคเรียนที่ ๒  ปีการศึกษา  ๒๕๕๑

 

บัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย

เสนอ  รศ.บุญร่วม  ชาคโร

 

                                                       สารบัญ

                                                                                                                              หน้า

 

บทนำ                                                                                                                                                                                          

1.  กำเนิดศาสนา                                                                                                                                                                     

2.  ศาสดาหรือผู้ก่อตั้ง(ศาสนาทูต)                                                                                                                

3.  คำสอน                                                                                                                                                                      

4.  คัมภีร์

         อัลกรุอาน                                                                                                                                                                

      การประทานคัมภีร์                                                                                                                                                               

      เนื้อหาสาระของอัลกุรอาน                                                                                                                       

      ตัวอย่างโองการจากอัลกุรอาน

5.  หลักการของศาสนา

         หลักการศรัทธา                                                                                                                                                      ๑๑

      หลักจริยธรรม                                                                                                                                                         ๑๑

      หลักการปฏิบัติ                                                                                                                                                       ๑๑

6.  ชาวมุสลิม                                                                                                ๑๑

7.  พิธีฮัญว์                                                                                                                                                                     ๑๒

         การประกอบพิธี                                                                                          ๑๓

8.  พิธีละหมาด

     วัตถุประสงค์                                                                                                                                                             ๑๔

     เงื่อนไขของการทำละหมาด                                                                                                                             ๑๔

     ชนิดของการละหมาด                                                                                   ๑๔

     ความสะอาดกับการละหมาด                                                                          ๑๕

9.  การถือศีลอด

         ประเภทของศีลอด                                                                                                                                                                ๑๖

     สาเหตุทำให้ศีลอดเสีย                                                                                  ๑๗

10. หินดำ                                                                                                                                                                        ๑๗

11. แกนหลัก

      หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนนีย์                                                                                                                       ๑๘

      หลักศรัทธราอิสลามแนวชีอะฮ                                                                                                                     ๑๘

12. บทสรุป                                                                                                                                                                     ๑๙

13. บรรณานุกรม                                                                                           ๒๐                                                                                                     

 

 


                 อัสลามมุอาลัยกุม

 

 

 

 

    บทนำ

 

ศาสนาอิสลาม 

อิสลามหมายถึงการนอบน้อมตนอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้าคืออัลเลาะหฺ(ซุบห์) เพื่อความสันติสุข  ทั้งจิตใจและในสังคม

อิสลาม หรือ ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก มีคนนับถือประมาณ 1,600 ล้านคน นับว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลกได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งสันติ พื้นที่รวมของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมดประมาณ 34,722,286 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่ลองจิจูด 141 องศาตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเขตพรมแดนประเทศอินโดนีเซีย ทอดยาวไปจนถึงลองจิจูด 17.29 องศาตะวันตก ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล (Senegal) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา จนถึงละติจูด 55.26 องศาเหนือ บริเวณเส้นเขตแดนตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน ทอดยาวเรื่อยไปจนถึงเส้นเขตแดนทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนีย ที่ละติจูด 11.44 องศาใต้

ในโลกของเรานี้มีจำนวนประเทศกว่า 200 ประเทศ เป็นประเทศมุสลิมกว่า 67 ประเทศ ในประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)

ศาสนาอิสลาม คือ ความศรัทธา ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรม ซึ่งบรรดาศาสดา ที่อัลเลาะห์(ซุบห์) ได้ประทานลงมาเป็นผู้นำ เพื่อมาสั่งสอนและแนะนำแก่มวลมนุษยชาติ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า ดีน หรือ ศาสนา นั่นเอง ผู้ที่มีความศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลก ในทุกสถานภาพของเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ

อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ (ภาษาอาหรับ: الإسلام) แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลเลาะห์(ซุบห์)  พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต

อิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้าน แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ เผ่าพันธ์ วรรณะ หรือฐานันดร

๑.         กำเนิดศาสนา

            กำเนิดของศาสนาอิสลาม มาจากการที่ อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  ประทานคำสอนแก่ศาสดามุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)โดยทรงใช้เทวทูตญิบรออิล  เป็นผู้มาเปิดเผยให้ท่านโดยตรง ณ ถ้ำฮิรอ  บนภูเขานูร์  ในวันที่ ๒๗ เดือนรอมฏอน ค.ศ.610  ขณะที่ท่านอายุ 40 ปี  ขณะที่ท่านกำลังสงบจิตใจในถ้ำ  ก็ปรากฏร่างของมนุษย์มาสวมกอดท่านและแจ้งพระประสงค์ของอัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  ให้ท่านทราบ

             เมื่อได้รับโองการจากพระเจ้าแล้ว  ท่านก็เปิดเผยเป็นระยะๆ เรื่อยมาเป็นเวลา 13 ปี  ที่มักกะฮ์และอีก 10 ปีที่มะดีนะฮ์  สาวกได้มีการจดบันทึกและท่องจำจนขึ้นใจ

             เมื่อท่านเสียชีวิตลง  ได้มีการรวบรวมขึ้นเป็นเล่ม สอบทานถูกต้องแล้วเขียนขึ้นใช้เป็นคัมภีร์อัลกุรอาน  เช่นที่ใช้ในปัจจุบันทุกวันนี้

บรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ ศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ) บุตรของอับดุลลอฮฺ บินอับดิลมุฏฏอลิบ จากเผ่ากุเรชแห่งอารเบีย ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  พระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)

พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า

 

๒. ศาสดาหรือผู้ก่อตั้ง

 

อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ) 

อิสลามเชื่อว่า อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  คือ พระนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้สร้างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล พระองค์ทรงมีโดยไร้จุดเริ่มต้น และทรงมีอยู่นิรันดร์โดยไม่มีจุดจบ พระองค์แตกต่างกับทุกสรรพสิ่งอย่างสิ้นเชิง ทรงดำรงด้วยพระองค์เอง มิต้องทรงพึ่งพาสิ่งใด พระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้าเอกองค์เดียว ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดอีกนอกเหนือจากพระองค์

ตามความเชื่อของอิสลามอัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  ทรงมีความสามารถในการบันดาลทุกสรรพสิ่ง ทรงรอบรู้โดยไม่จำกัดขอบเขต ทรงสดับฟังโดยมิต้องพึ่งโสต ทรงเห็นโดยมิต้องใช้สายตา ทรงมีชีวิตและทรงสามารถสื่อสารด้วยคำพูดโดยมิต้องใช้ลิ้น

อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  เป็นพระปฐมนามแห่งพระองค์ พระองค์ทรงมีพระนามอันวิจิตรอื่น ๆ อีกมากถึง 99 พระนาม ซึ่งบ่าวของพระองค์สามารถใช้นามเหล่านั้นเรียกพระองค์ได้

พระองค์ไร้เพศ ไร้ตัณหา ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร ไร้ภาคี ไม่มีรูปร่างตัวตน พระอัตมันแห่งพระองค์อยู่นอกเหนือกาละและเทศะ เพราะทั้งสองสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง พระองค์ทรงกำหนดระบบและปัจจัยของทุกสรรพสิ่ง อีกทั้งยังได้กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดจบของสรรพสิ่งที่พระองค์สร้างทั้งมวล

อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)   คืออัตมันที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ไม่มีสิ่งใดอย่างเด็ดขาดที่ควรแก่การเคารพบูชานอกเหนือจากพระองค์

อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  บ้างก็สะกดว่า อัลลอฮฺ ,อัลลอหฺ, อัลเลาะห์ ตรงกับภาษาอังกฤษ "GOD"

ภาษาอาหรับ

الله

การสะกด

อัลลอฮ์, อัลลอฮฺ

คำแปล

"พระเจ้า"

 

มุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)

นบีมุฮัมมัด ฟัง (ข้อมูล) (อาหรับ: محمد มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสตอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะฮฺมัด

มุฮัมมัด (ศ) เป็นนบี (ศาสดา) ของศาสนาอิสลาม ในทัศนคติของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ที่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานแต่งตั้ง

เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด

ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย

บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ์ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ) เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน

เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อว่า ฮะลีมะหฺ์ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน

มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น

ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่างๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน

เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ท่านหญิงคอดีญะหฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี

เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่ามุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  เป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะหฺ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย

 

มุฮัมมัดได้เป็นศาสนทูต

เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ ว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  พระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดา มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต

ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม

ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ

ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์

ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม

มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด

อะบูฏอลิบ บิน อับดิลมุฏฏอลิบ เป็นพี่ชายของ อับดุลลอหฺ บิดาของศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เป็นศาสดาของอิสลาม และเป็นบิดาของ อะลีย์ ผู้เป็นอิมามคนแรกของอิสลามชีอะหฺ และคอลีฟะหฺคนที่ 4 ของอิสลามซุนนี

อะบูฏอลิบ รับศาสนทูตมุฮัมมัด มาเลี้ยงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

อะบูฏอลิบ มีภรรยาชื่อ ฟาฏิมะหฺ บินตุ อะสัด มีบุตรธิดา 6 คนคือ

1. ญะอฺฟัร

2. อะกีล

3. ฏอลิบ

4. อะลีย์

5. ฟาคีตะหฺ

6. ญุมานะหฺ

อะบูฏอลิบเสียชีวิตในปี ค.ศ. 619 มีอายุราว 80 ปี

 

๓. คำสอน

สาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:

1.     เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง

2.     เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์ อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะเบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม

3.     เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัย ความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น

 

 

 

๔. คัมภีร์

อัลกุรอาน

อัลกุรอาน ภาษาอาหรับ: الْقُرآن มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม

อัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)   ได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่ นบีมุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ) ซึ่งเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระผู้เป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต (Torah) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดามูซา คัมภีร์ซะบูร (Psalm) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาดาวูด (David) และ คัมภีร์อินญีล (Evangelis) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาอีซา (Jesus) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของอัลกุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของศาสดามุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอาน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาอัลกุรอานเลย ตั้งแต่วันที่ท่านนบีเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

 

ศาสนาอิสลามในความหมายของอัล-กุรอานนั้น หมายถึง "แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่มนุษย์จะปราศจากมันไม่ได้" ส่วนความแตกต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้น คือศาสนาได้ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง ศาสนาอิสลามหมายถึง การดำเนินของสังคมที่เคารพต่ออัลเลาะห์(ซุบห์ฯ)  และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์

อัลลอห ตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามว่า "แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮฺ คืออิสลาม บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ได้ขัดแย้งกัน นอกจากภายหลังที่ความรู้มาปรากฏแก่พวกเขา ทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา และผู้ใดปฏิเสธโองการต่าง ๆ ของอัลลอหฺ แน่นอน อัลลอหฺทรงสอบสวนอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน อาลิอิมรอน:19)

 

การประทานคัมภีร์

ในราวปี ค.ศ.๖๑๐ เมื่อมุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)นั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออ์อย่างที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลทูตแห่งอัลลอฮฺก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า

"จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งผู้อภิบาล ผู้ทรงให้บังเกิด พระองค์ผู้ทรงให้มนุษย์เกิดมาจากเลือดก้อนหนึ่ง จงอ่านเถิด และพระผู้อภิบาลของเธอนั้นคือผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนมนุษย์ด้วยปากกา ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้..." (บทอัลอะลัก)

คัมภีร์อัลกุรอานในคริสต์ศตวรรษที่ 18

ตั้งแต่นั้นมา มุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)ก็ได้กลายเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ ที่ต้องรับหน้าที่ประกาศศาสนาของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่บนหลักการไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ การวิวรณ์ การรับสาส์น หรือโองการจากอัลลอฮฺนั้นเรียกในภาษาอาหรับว่า วะฮีย์ ศาสดามุฮัมมัดได้รับวะฮีย์เป็นคราวๆทะยอยลงมาเรื่อยๆ จากวะฮีย์แรกถึงวะฮีย์สุดท้ายใช้เวลา ๒๓ ปี ทุกครั้งที่วะฮีย์ลงมา ท่านศาสนทูตจะประกาศให้สาวกของท่านทราบ เพื่อจะได้ไปประกาศให้คนอื่นทราบอีกต่อไป สาวกจะพยายามท่องจำวะฮีย์ที่ลงมานั้นจนขึ้นใจ และท่านศาสดาจะสั่งให้อาลักษณ์ของท่านบันทึกลงในสมุดที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือสิ่งอื่นๆที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้

ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะหฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาซ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิศดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฏของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัลกุรอานเป็นแน่

เนื้อหาสาระของอัลกุรอาน

อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะฮฺ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๔ ซูเราะฮฺ แต่ละซูเราะฮฺ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะหฺ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัลกรุอานมีอายะหฺทั้งหมด ๖๖๖๖ อายะหฺ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดิอารเบีย) เนื้อหาในอัลกุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประเทศชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะฮฺหรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน

คัมภีร์อัลกรุอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะที่กวีทุกคนต้องยองสยบ ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธ์ของต้นไม้เป็นต้น

การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่แก่เฒ่าหรือตายเหมือนภาษาอื่น ๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกรุอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัลกุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปัญญาเป็นพื้นฐาน ชนมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์ที่เก่าแก่นานถึง ๑๔๐๐ ปีนี้จึงไม่ได้เก่าแก่ตามอายุ ทว่ายังใช้การได้ประดุจดังคัมภีร์นี้เพิ่งลงมาเมื่อวันนี้นี่เอง

ตามความเชื่อของชนมุสลิม ด้วยความมหัศจรรย์ของกรุอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอหฺ ได้ทรงประทานให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัลกรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์       "และถ้าพวกเธอยังแคลงใจใน(อัลกรุอาน)ที่เราประทานแก่บ่าวของเรา พวกเธอก็จงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกผู้ช่วยเหลือของพวกเธอมา -นอกจากอัลลอหฺ- ถ้าพวกเธอแน่จริง"

หลังจากศาสดามุฮัมหมัด(ศ๊อลฯ)ประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ อัลลอฮฺก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ  "วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ" (อัลมาอิดะหฺ ๓)

การเรียบเรียงโองการนั้นไม่ได้ถือหลักระดับก่อนหลังเป็นหลัก ทว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงกำหนดวิธีการเรียง โองการที่ลงมาตอนท่านศาสดาอพยพ ซึ่งที่เรียกว่า มักกียะหฺ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในบทที่มีโองการที่ลงมาหลังอพยพไปมะดีนะหฺ คือทีเรียกว่า มะดะนียะหฺ ก่อนญิบรีลจะมาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนโองการที่ได้รับปีละครั้งทุกๆปี แต่ในปีสุดท้ายก่อนท่านศาสดาจะเสียชีวิตนั้น ญิบรีลได้มาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัลกุรอานสองครั้งเพื่อความมั่นใจว่าท่านศาสดาได้จดจำโองการทั้งหมด โดยไม่มีที่ตกบกพร่อง ท่านศาสดาเสียชีวิตหลังจากโองการอัลกุรอานได้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์

เนื่องด้วยอัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญวีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อุศูลอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัลกุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัลกุรอาน

ตั้งอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบคนที่ได้แต่งหนังสือตีความหมายอัลกุรอาน เรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัลกุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัลกุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับพระวจนะของศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอื่น ๆ

 

ตัวอย่างโองการจากอัลกุรอาน

ซูเราะฮฺ อัลอะลัก (ก้อนเลือด)

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง

1.     จงอ่าน ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเธอผู้ทรงบังเกิด

2.     ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด

3.     จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเธอนั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง

4.     ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา

5.     ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

6.     มิใช่เช่นนั้นแท้จริงมนุษย์นั้น ย่อมจะละเมิดขอบเขต

7.     เนื่องเพราะเขาคิดว่าเขาพอเพียงแล้ว

8.     แท้จริงยังพระเจ้าของเธอเท่านั้นคือการกลับคืน

9.     เธอเห็นแล้วมิใช่หรือ ผู้ที่ขัดขวาง

10. บ่าวคนหนึ่ง เมื่อเขากำลังนมาซ(ละหมาด)

11. เธอคิดบ้างไหมว่า หากบ่าวผู้นั้นอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง

12. หรือใช้ให้ผู้คนมีความยำเกรง

13. เธอคิดบ้างไหมว่า หากเขาปฏิเสธ และผินหลังให้

14. เขาไม่รู้หรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงเห็น

15. มิใช่เช่นนั้น ถ้าเขายังไม่หยุดยั้งเราจะจิกเขาที่หน้าผากอย่างแน่นอน

16. หน้าผากที่โกหกที่ประพฤติชั่ว

17. แล้วให้เขาเรียกสมาคมของเขา

18. เราก็จะเรียกซะบานียะหฺ

มิใช่เช่นนั้น เธออย่าได้เชื่อฟังเขา แต่จงสุญูด และเข้าใกล้

 

๕. หลักการของศาสนา

หลักคำสอนของศาสนาอิสลามแบ่งไว้ 3 หมวดดังนี้

  1. หลักการศรัทธา

  2. หลักจริยธรรม

  3. หลักการปฏิบัติ

 หลักการศรัทธา

อิสลามสอนว่า ถ้าหากมนุษย์ พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่า จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ด้วยอำนาจและความรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน ไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง

พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำความดี หรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตน

จากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วกจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริง พร้อมพยามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา

 

หลักจริยธรรม

ศาสนาสอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม

 

หลักการปฏิบัติ

ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากการงานที่ไม่ดี ที่สร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง

ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนา ทำหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม

เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำสั่งต่าง ๆ ของศาสนา มิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำการต่าง ๆ ไปตามอารมณ์และความต้องการใฝ่ต่ำของเขาเท่านั้น

 

๖. ชาวมุสลิม

มุสลิม คือผู้นับถือศาสนาอิสลาม คำว่า "มุสลิม" เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ مسلم แปลว่า ผู้สิโรราบ ผู้ภักดี มนุษย์ทุกคน ไม่จำกัดเผ่าพันธ์ อายุ เพศ และวรรณะ สามารถที่จะเป็นมุสลิมได้โดยการปฏิญาณตนว่า "อัชหะดุ อัลลา อิลาหะ อิลลัลลอหฺ วะอัชหะดุ อันนะ มุฮัมมะดัร รอซูลุลลอหฺ ข้าพเจ้าให้คำปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺ และข้าพเจ้าให้คำปฏิญาณว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ" หลังจากนั้นผู้นั้นจะต้องขริบปลายหนังอวัยวะเพศหากเป็นเพศชาย เรียกว่า การทำสุนัต และปฏิบัติตามศาสนวินัยต่าง ๆ ของอิสลาม(ทั้งวาญิบ และ ฮะรอม)

การปฏิญาณตนเข้ารับมุสลิมเป็นการประกาศตนว่ามีความศรัทธาในศาสนาอิสลามและพร้อมจะปฏิบัติตามหลักศาสนา ผู้กล่าวด้วยความจริงใจและมีศรัทธามั่นคง พร้อมจะปฏิบัติตามหลักศาสนา ถือว่าเป็นมุสลิมแล้ว ทั้งนี้การกล่าวปฏิญาณนิยมกล่าวต่อหน้าผู้รู้ทางศาสนาและมีพยานอื่นอย่างน้อย 2 คน ทั้งนี้ ผู้รู้จะได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ถูกต้องได้ ผู้ปฏิญาณตนที่เป็นชายเมื่อปฏิญาณแล้วต้องขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศด้วย

คำปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามคือการกล่าวคำเป็นภาษาอาหรับว่า "อัชฮะดุ อัลลา อิลาหะ อินลัลลอหฺ วะอัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัร รอซูลุลลอหฺ" มีความหมายในภาษาไทยว่า "ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺ และข้าขอปฏิญาณว่า นบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตแห่งพระองค์"

เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ

 

๗. พิธีฮัวญ์

 

ขณะนี้มุสลิมผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวจากทั่วทุกมุมโลก ทุกเผ่าพันธุ์ สีผิวและภาษา ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ได้เดินทางไปชุมนุมกันที่นครมักก๊ะฮฺ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนเหล่านี้ไปอยู่ที่นั่นในฐานะอาคันตุกะของพระเจ้า เพื่อรอวันที่พวกเขาจะได้ปฏิบัติพิธีฮัจญ์ ซึ่งเป็นศาสนกิจที่อิสลามกำหนดให้มุสลิมที่มีความสามารถทางด้านร่างกายและมี ทรัพย์สินเพียงพอจะต้องปฏิบัติครั้งหนึ่งในชีวิต

คำว่า “ฮัจญ์” ในภาษาอาหรับหมายถึง การเตรียมตัว หรือการพาตัวเองไปยังบุคคล หรือยังสิ่งที่เคารพสักการะ เทิดทูน หรือให้เกียรติ ในทางศาสนบัญญัติของอิสลาม

ฮัจญ์หมายถึง การเดินทางไปยังนครมักก๊ะฮฺในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในเดือนซุลฮิจญะฮฺ เพื่อแสดงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด

พิธีฮัจญ์ได้ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่สำหรับผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวมา ตั้งแต่สมัยของนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) นับเป็นเวลากว่า 4 พันปีแล้ว ยิ่งนานวันผ่านไป ชาวโลกก็จะยิ่งได้เห็นมุสลิมมาทำพิธีฮัจญ์มากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงวันสิ้นโลก

พิธีฮัจญ์จริงๆจะเริ่มต้นในวันที่ 8 ของเดือนซุลฮิจญะฮฺ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปฏิทินอิสลาม ปีนี้จะตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม โดยจะใช้เวลาทั้งหมด 6 วัน แต่เนื่องจากการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้มีค่าใช้จ่าย สูงเป็นเรือนแสน และเป็นการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิต ดังนั้น เมื่อไปทำฮัจญ์ทั้งทีผู้ทำพิธีฮัจญ์ก็จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนสุสานของท่าน นบีมุฮัมมัดและนมาซที่มัสยิดของท่านในนครมะดีนะฮฺก่อนหรือหลังพิธีฮัจญ์อีก ประมาณ 7 วัน

แม้การทำพิธีฮัจญ์โดยอากัปกิริยาภายนอกจะเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสักการะ พระผู้เป็นเจ้า เป็นการแสดงออกถึงความเสมอภาคและความเป็นภราดรภาพในหมู่มนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน พิธีฮัจญ์ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับชีวิตของผู้ศรัทธาในพระเจ้าโดยเฉพาะชีวิต ทางด้านจิตวิญญาณ

มนุษย์มิอาจปฏิเสธได้ว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตขึ้นมา เมื่อมนุษย์คลอดออกมาจากท้องแม่ วิญญาณก็ใช้สังขารของมนุษย์เป็นพาหนะโลดแล่นอยู่บนโลกใบนี้เพียงชั่วขณะ หนึ่ง เมื่อความตายมาถึง สังขารของมนุษย์ก็จะถูกวิญญาณทิ้งไปให้ยุ่ยสลายกลายเป็นธุลีดิน แต่วิญญาณยังคงต้องเดินทางต่อไปอีกยาวไกลเพื่อกลับไปหาพระเจ้าผู้ส่งมันมา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อได้รับแจ้งข่าวการตาย มุสลิมได้ถูกสอนให้ยอมรับความจริงแห่งชีวิตด้วยการกล่าวว่า “อินนาลิลลาฮฺ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน” (แท้จริง เราเป็นของอัลลอฮฺ และยังพระองค์ที่เราจะกลับไป)

แต่เนื่องจากวิญญาณเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น มนุษย์จึงมองไม่ออกว่าวิญญาณจะกลับไปหาพระองค์อย่างไร พิธีฮัจญ์จึงได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นแบบจำลองให้มนุษย์ในโลกนี้ได้เห็นถึง การเดินทางของวิญญาณที่จะต้องกลับไปหาพระองค์ในโลกหน้า

ก่อนการเดินทางอันยาวไกล ผู้ทำฮัจญ์จะต้องเตรียมเสบียงสำหรับการไปสู่จุดหมาย หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์แล้ว ผู้ไปทำฮัจญ์ทุกคนจะเดินทางกลับถิ่นฐานของตน เพราะการไปทำพิธีฮัจญ์เป็นการเดินทางชั่วคราวบนโลกใบนี้ แต่การเดินทางของวิญญาณเป็นการเดินทางอันนิรันดร เมื่อวิญญาณเดินทางออกจากร่างมนุษย์ มันถือตั๋วเที่ยวเดียวไปและไม่มีโอกาสจะกลับมาสู่สังขารมนุษย์อันเป็นถิ่น ฐานของมันบนโลกใบนี้อีก ดังนั้น เสบียงที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางในโลกหน้าของมันก็คือ การสังวรตนต่อพระเจ้าด้วยการหลีกห่างจากความชั่ว ใครที่ไปทำฮัจญ์ด้วยจิตสำนึกเช่นนี้ วิญญาณก็จะได้รับความรอดพ้น

ก่อนเข้าอาณาเขตแห่งการทำพิธีฮัจญ์ ผู้ศรัทธาทุกคนจะต้องถอดอาภรณ์แห่งเกียรติยศ ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎ ดาว สายสะพาย และเครื่องหมายต่างๆ ที่แสดงออกถึงฐานะหรือตำแหน่งของตนออก แล้วหันมาใช้ผ้าขาวหยาบๆสองผืนที่ไม่มีรอยเย็บหรือตะเข็บ นุ่งผืนหนึ่งและห่มผืนหนึ่งเป็นเครื่องแบบสำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็สวมเสื้อผ้าสีพื้นปราศจากลวดลายปกปิดร่างกายมิดชิด ยกเว้นใบหน้าและมือ ชุดที่สวมใส่เพื่อทำพิธีฮัจญ์นี้เรียกว่า “เอี๊ยะฮฺรอม” ซึ่งหมายถึง “การเข้าสู่สภาวะต้องห้าม” เพราะเมื่อสวมใส่ชุดนี้แล้ว ผู้ทำพิธีฮัจญ์จะมีกฎต้องห้ามหลายอย่าง เช่น ห้ามใช้เครื่องหอม ห้ามตัดหรือโกนผม ห้ามตัดเล็บ ห้ามเกี้ยวพาราสี ห้ามแต่งงาน ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามเด็ดหรือตัดต้นไม้ ห้ามล่าสัตว์ เป็นต้น จนกว่าจะพ้นสภาวะต้องห้าม

ด้วยสภาพดังกล่าวนี้เองที่ผู้ทำฮัจญ์จะเข้าไปยังมักก๊ะฮฺเพื่อเริ่มต้นทำ พิธีฮัจญ์ มันเป็นการแสดงออกถึงการยอมจำนนต่อข้อกำหนดของพระเจ้าที่เขากำลังมุ่งไปหา พร้อมกับกล่าวคำประกาศตลอดการเดินทางว่า “ลับบัยกัลลอฮุมม่า ลับบัยก์” (โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์มาอยู่ที่นี่ตามคำบัญชาของพระองค์แล้ว)

การไปชุมนุมกันที่ก๊ะอฺบ๊ะฮฺเป็นสัญลักษณ์ทางวัตถุที่แสดงให้เห็นถึงการที่ วิญญาณของมนุษย์จะไปปรากฏตัวต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าในวันชุมนุมมนุษยชาติอัน ยิ่งใหญ่ ซึ่งในวันนั้นจะเป็นวันที่มนุษย์ทุกคนจะถูกพิพากษาการกระทำที่ตัวเองได้ทำ ไว้ขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติต่อหน้าพระผู้เป็น เจ้า ไม่ว่าจะมาจากเผ่าพันธุ์ใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน มีฐานันดรสูงส่งหรือมั่งคั่งเพียงใด ทุกคนจะมาปรากฏตัวต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าในวันฟื้นคืนชีพโดยเสมอภาคกัน ทรัพย์สิน อำนาจ และตำแหน่งใดๆ ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้เขาได้ในวันนั้น เพราะในวันแห่งการพิพากษา พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ใช้ความมั่งคั่งและอำนาจทางวัตถุในโลกนี้เป็นเกณฑ์ ตัดสินชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ในโลกนิรันดร

การเดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ที่ต้องใช้เงินเรือนแสนและต้องมาอยู่ท่ามกลางความ แออัดยัดเยียดของผู้คนนับล้านจากทั่วโลก ไม่สะดวกสบายเหมือนที่บ้านเป็นสิ่งที่บอกผู้ทำฮัจญ์ว่าการจะไปถึงพระผู้เป็น เจ้านั้น บ่าวผู้ศรัทธาในพระองค์ต้องอาศัยความอดทนและการเสียสละทรัพย์สิน

พิธีฮัจญ์จึงเป็นเหมือนบทเรียนสอนชีวิตผู้ศรัทธาที่ทุกคนต้องการจะไปเรียน รู้ด้วยตัวเอง และด้วยบทเรียนที่ได้จากการทำพิธีฮัจญ์นี้เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน จิตใจคนซึ่งยังไม่มีบทเรียนใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์นับล้านคนได้ ในคราวเดียว

การประกอบพิธีทำฮัจญ์ หรือ การทำฮัจญ์ คือการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺในเดือนซุลฮิจญะหฺ ตามวันเวลา และสถานที่ต่าง ๆที่ทางศาสนาอิสลามกำหนดไว้ ซึ่งศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ ในช่วงฮัจญ์ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่อารเบีย โดยก่อนอื่นจะมีการทำ อิฮฺรอม นั่นคือการตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินฮะรอม (แผ่นดินต้องห้าม) โดยจะปฏิบัติตามกฏของฮัจญ์ อาทิเช่น การไม่สมสู่ การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินฮะรอม การไม่ตัดเล็บหรือผม การไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย มาสวมผ้าเพียงสองผืน แล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ ทุ่งอะร็อฟะหฺ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะหฺ

แล้วพอตกค่ำ ซึ่งตามปฏิทินฮิจญ์เราะหฺจะเป็นคืนที่สิบ เหล่านักแสวงบุญจะเดินทางผ่าน ทุ่งมุซดะลิฟะหฺ พักชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ ทุ่งมีนา ก่อนเที่ยงของวันต่อไป

ส่วนชาวมุสลิมทั่วโลกที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ก็จะเฉลิมฉลองทำบุญเลี้ยงอาหารที่บ้าน เรียกวันนี้ว่าวันอีดุลอัฎฮา ทีเรียกว่าอัฎฮาเพราะมีการเชือดสัตว์พลีให้ผู้คนรับประทานในยามดุฮา คือยามสายหลังตะวันขึ้น แต่ก่อนเที่ยง หรือชาวไทยเชื้อสายมลายูในห้าจังหวัดภาคใต้เรียกว่าวันรายอ (รายาฮาญี) ซึ่งแปลเป็นไทยตามตรงก็คือ วันใหญ่ นั่นเอง

นักแสวงบุญจะพักอยู่ที่ ทุ่งมีนา เป็นเวลาสามวัน เพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีฮัจญ์ หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะหฺ เพื่อฏอวาฟเวียนรอบ กะอฺบะหฺ หรือที่เรียกว่า บัยตุลลอหฺ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ใน มัสญิด ฮะรอม (มัสยิดต้องห้าม) หลังจากนั้นผู้แสวงบุญก็จะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะหฺ ซึ่งมีระยะทาง ๔๕๐ เมตร ไปมาจนครบเจ็ดเที่ยว ระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขริบผมหรือโกนหัว และผู้แสวงบุญก็จะหลุดพ้นจากภาวะ อิฮฺรอม

การทำฮัจญ์เป็นพิธีกรรม ทางศาสนาที่เก่าแก่ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศาสดาอิบรอฮีม การทำฮัจญ์เริ่มต้นขึ้นเมื่ออัลลอฮได้บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และศาสดาอิสมาอีล ผู้เป็นลูกชายร่วมกันสร้าง บัยตุลลอหฺ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการเคารพบูชาอัลลอฮ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงบัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม เรียกร้องให้มนุษย์ชาติมาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชนรุ่นหลังได้อุตริรูปแบบการทำฮัจญ์ จนมันได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมที่อัลลอหฺได้ทรงกำหนดไว้ เช่น มีการนำ เทวรูปต่าง ๆ มาตั้งรอบ ๆ กะอฺบะหฺ เพื่อบูชาในระหว่างการทำฮัจญ์และมีการเปลือยกายในยามทำพิธีฏอวาฟ พร้อมกับกู่ร้องและปรบมือ

จนกระทั่ง มาถึงสมัยของศาสดามุฮัมมัด สิ่งแรกที่ท่านปฏิบัติก็คือการทุบทำลายเทวรูปและเจว็ดรอบข้างกะอฺบะหฺจนหมดสิ้น และท่านก็ได้แสดงแบบอย่างของการทำฮัจย์ที่ถูกต้องให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงวันนี้

พิธีฮัจญ์เป็นการแสดงออกถึงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า
ความเสมอภาคและความเป็นภราดรภาพในหมู่มนุษยชาติ
ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับชีวิตของผู้ศรัทธาในพระเจ้า
โดยเฉพาะชีวิตทางด้านจิตวิญญาณ

 

 

๘. พิธีละหมาด

ละหมาด (เพี้ยนมาจากคำว่า นมาซ เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย) หมายถึง การประกอบกิจบูชาสักการะอัลลอหฺ ด้วยการอ่านบทสรรเสริญ และการวิงวอน ในอาการต่าง ๆ เช่น ยืน ก้ม กราบ และนั่ง ภาษาอาหรับเรียกว่า ศอลาต ภาษามลายูว่า "sembahyang" ที่เป็นคำที่ประกอบจากคำว่า sembah (บูชา) และ yang (พระเจ้า) ซึ่งเพี้ยนเป็นภาษามลายูปัตตานีว่า "ซือมาแย" และภาษาไทยถิ่นใต้ว่า "มาหยัง"

รากศัพท์

คำว่า"ละหมาด" ในภาษาอาหรับคือ ศอลาต (Salah, صلاة) มาจากรากศัพท์ที่ประกอบด้วย ศอด (ص) , ลาม (ل) , และวาว (و) ความหมายของรากศัพท์นี้ในภาษาอาหรับคลาสสิกคือ สวดมนต์ อ้อนวอน บูชา ร้องทุกข์ กล่าวสุนทรพจน์ ขอพร ตามไปอย่างใกล้ชิด หรือ ติดต่อ ความหมายที่เป็นรากฐานของคำนี้เกี่ยวข้องกับความหมายที่ใช้ในอัลกุรอานทั้งหมด

วัตถุประสงค์

โดยพื้นฐานการละหมาดถือเป็นการติดต่อกับพระเจ้าเป็นรายบุคคลของมุสลิม ซึ่งหมายถึงการยืนต่อหน้าพระเจ้า กล่าวขอบคุณ ยกย่องพระเจ้า ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องของมุสลิมต่อพระเจ้า เป็นการแสดงตนว่าเป็นมุสลิมที่ดำรงชีวิตอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าและมอบตนอยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์

เงื่อนไขของการละหมาด

  • ผู้ละหมาดต้องบรรลุวุฒิภาวะและมีสติสัมปชัญญะตามศาสนบัญญัติ

  • มีเจตนาแน่วแน่ (นียะหฺ)

  • หันหน้าไปทางทิศกิบลัต คือที่ตั้งของเมกกะ

  • การประกาศบอกเวลาละหมาด (อะซาน)

  • การประกาศให้ยืนขึ้นเพื่อละหมาด (อิกอมะหฺ)

  • ความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า สถานที่

ชนิดของการละหมาด

การละหมาดที่ไคโร, Jean-Léon Gérôme

  • ละหมาดภาคบังคับ (ฟัรฎ) วันละ 5 เวลา ประกอบด้วย เวลาเช้า (ศุบฮิ) บ่าย (ซุหฺริ) เย็น (อัศริ) พลบค่ำ (มัฆริบ) และกลางคืน (อิชาอ์) การละเว้นละหมาดชนิดนี้เป็นบาป

  • ละหมาดวันศุกร์ (ญุมุอะหฺ) เป็นการละหมาดร่วมกันในเวลาบ่าย ก่อนละหมาดจะมีเทศนา (คุฏบะหฺ) เป็นข้อบังคับเฉพาะผู้ชาย

  • ละหมาดอื่น ๆ ได้แก่ละหมาดในวันอิดุลฟิฏริ และวันอีดุลอัฏฮา ละหมาดในเดือนรอมะฎอน (ในมัซฮับซุนนีย์เรียกว่า ตะรอวีฮฺ) ละหมาดเมื่อเกิดสุริยคราส (กุซูฟ) และจันทรคราส (คูซูฟ) ละหมาดขอฝน (อิสติกออ์) ละหมาดให้ผู้ตาย (ญะนาซะหฺ) และละหมาดขอพรในกรณีต่าง ๆ

 

ความสะอาดกับการละหมาด

ก่อนการละหมาด ผู้ละหมาดต้องอาบน้ำละหมาด (วุฎูอ์) ได้แก่การใช้น้ำชำระมือ ปาก จมูก ใบหน้า แขน ศีรษะ หู และเท้า พร้อมกับขอพร ถ้าไม่มีน้ำให้ชำระด้วยผงดิน (ตะยัมมุม) ในกรณีที่เพิ่งหมดประจำเดือน หลังคลอดบุตรหรือแท้งบุตร หรือผู้ที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หลั่งน้ำอสุจิ นอกจากอาบน้ำละหมาดแล้วต้องอาบน้ำทั่วร่างกาย (ญะนาบะหฺ) ด้วย

สิ่งที่ทำให้ความสะอาดเสียไป ซึ่งทำให้การละหมาดไม่มีผล ได้แก่ การผายลม การขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ มีเพศสัมพันธ์ หลั่งอสุจิ คลอดบุตร แท้งบุตร หลับ หรือเป็นลมหมดสติ

ขั้นตอนการละหมาด

มุสลิมกำลังละหมาด

การละหมาดประกอบด้วยหน่วยย่อยเรียกร็อกอะหฺ (หรือร่อกอัต ร็อกอะห์) การละหมาดในโอกาสต่าง ๆ มีจำนวนร็อกอะห์ต่างกันไปเช่นละหมาดวันศุกร์มี 2 ร็อกอะหฺ ละหมาดเวลากลางคืนมี 4 ร็อกอะหฺ ละหมาดตะรอวีฮฺ ในคืนของเดือนถือศีลอดมี 40 ร็อกอะหฺ เป็นต้น

ละหมาด 1 ร็อกอะหฺประกอบด้วย

  • มีเจตนาแน่วแน่

  • ยกมือระดับบ่า กล่าวตักบีร อัลลอฮูกักบัรซึ่งเป็นการสดุดีพระอัลลอหฺแล้วยกมือมากอดอก (ตามทัศนะซุนนีย์) หรือปล่อยมือลง (ตามทัศนะชีอะหฺ และซุนนีย์สำนักมาลิกีย์)

  • ยืนตรง อ่านอัลกุรอาน ซูเราะหฺอัลฟาติฮะหฺ และบางบทตามต้องการ

  • ก้มลง สองมือจับเข่า ศีรษะอยุ่ในแนวตรงกับสันหลัง กล่าวว่า "ซุบฮานะ ร่อบบิยัลอะซีซิ วะบิฮัมดิหฺ" อย่างน้อย 3 ครั้ง

  • ยืนตรง กล่าว "สะมิอัลลอหุ ลิมัน ฮะมิดะหฺ"

  • ก้มกราบให้หน้าผากและจมูกจดพื้น มือวางบนพื้น ให้ปลายนิ้วสัมผัสพื้น หัวเข่าจดพื้น กล่าวว่า "ซุบฮานะ รอบบิยัล อะอฺลา วะบิฮัมดิฮฺ" อย่างน้อย 3 ครั้ง

  • อ่านบทขอพร

  • ก้มกราบครั้งที่ 2

การละหมาดที่มี 2 ร็อกอะหฺ เมื่อลุกขึ้นจากการกราบครั้งที่ 2 จะอ่านตะฮียะหฺ หรือเรียกว่า ตะชะหฺหุด ส่วนละหมาดที่มีมากกว่า 2 ร็อกอะหฺจะอ่านตะฮียะหฺอีกครั้งในร็อกอะหฺสุดท้าย เมื่อเสร็จสิ้นการกล่าวตะฮียะหฺจะเป็นการกล่าวสลาม คือกล่าวว่า "อัสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมาตุลลอหฺ" พร้อมกับเหลียวไปทางขวาครั้งหนึ่ง กล่าวอีกพร้อมกับเหลียวไปทางซ้าย แล้วยกมือลูบหน้า เป็นอันเสร็จสิ้นการละหมาด

 

๙. การถือศีลอด

ศีลอด หรือ ศิยาม ในภาษาอาหรับ หมายถึง การอดอาหารและเครื่องดื่ม และการเสพกาม ตั้งแต่ยามรุ่งอรุณ จนกระทั่งถึงเวลาหลังตะวันตกดิน มุสลิมในภาคใต้ของไทยเรียกการถือศีลอดว่า ปอซอ (ภาษามลายูปัตตานี)

ประเภทของศีลอด

การถือศีลอดมีหลายประเภทเช่น

1. ศีลอดภาคบังคับ ที่ชายหญิงมุสลิมที่บรรลุศาสนภาวะต้องปฏิบัติในเดือนรอมะฎอนทุกปี

2. ศีลอดภาคสมัครใจ ที่ชายหญิงมุสลิมถือศีลอดในวันอื่น ๆ นอกเดือนรอมะฎอน

มุสลิมที่ต้องถือศีลอดเดือนรอมะฎอน

1. บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ หรือที่เรียกว่า บรรลุศาสนภาวะ ด้วยเหตุนี้ ศีลอดจึงไม่เป็นข้อบังคับสำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ (เด็กผู้ชายต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์หรือมีสัญลักษณ์อื่น ๆ ส่วนเด็กผู้หญิงต้องมีอายุครบ 9 ปีบริบูรณ์ตามทัศนะของมัซฮับชีอะหฺ)

2. มีสติสัมปชัญญะครบบริบูรณ์ ศีลอดจึงไม่เป็นข้อบังคับสำหรับคนที่วิกลจริต แม้ว่าอาการวิกลจริตจะเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งในเวลากลางวันก็ตาม

3. ตามทัศนะมัซฮับชีอะหฺ ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไกล หมายถึงบุคคลที่มีสถานที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งและต้องพักอยู่ ณ สถานที่ของตนไม่น้อยกว่าสิบวัน ดังนั้นผู้ที่เดินทางไกล หรือพำนักอยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดไม่เกินสิบวันเขาจึงไม่สามารถถือศีลอดได้ และนมาซของเขาต้องทำแบบย่อ (นมาซสี่ร่อกอัตให้ทำแค่สองร่อกอัต) ส่วนตามทัศนะมัซฮับซุนนี ผู้เดินทางสามารถเลือกที่จะถือศีลอด หรือไม่ถือศีลอดแต่ต้องชดเชยภายหลัง

4. ไม่เมาหรือหมดสติ

5. ไม่เจ็บป่วย เพราะการถือศีลอดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพกรณีที่ไม่สบาย

6. ไม่มีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังจากการคลอดบุตร

สาเหตุทำให้ศีลอดเสีย

หมายถึง ผู้ถือศีลอดคนใดคนหนึ่งได้กระทำในสิ่งดังต่อไปนี้ถือว่า ศีลอดของเขาเสียทันที่ และจะต้องถือศีลอดชดใช้ภายหลังจากเดือนร่อมะฎอนได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่ทำให้ศีลอดเสียมี ๑๐ ประการดังต่อไปนี้

1. ตั้งใจกิน ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม

2. ตั้งใจดื่ม ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม

3. ร่วมประเวณี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

4. ตามทัศนะของชีอะหฺ เจตนากล่าวเท็จที่พาดพิงไปยังอัลลอหฺ ท่านศาสดา บรรดาอิมามมะอฺศูม รวมถึงท่านหญิงฟาฏิมะหฺ (อ) และบรรดาศาสดาทั้งหลาย เช่นกล่าวว่า อัลลอหฺตรัสว่า..ซึ่งไม่มีอยู่ในอัลกุรอาน..หรือกล่าวว่า ท่านศาสดา หรือบรรดาอิมามมะอฺศูมสั่งให้ทำ...ซึ่งไม่มีอยู่จริงและไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดนั้น

5. ตั้งใจดำน้ำโดยให้ศีรษะทั้งหมดอยู่ใต้น้ำ

6. ตั้งใจให้ฝุ่นละออง หรือควัน หรือไอน้ำที่มีจำนวนมากเข้าไปในลำคอ

7.. ตั้งใจคงสภาพการมีญุนุบ (หมายถึงภายหลังจากได้ร่วมหลับนอนกับภรรยา หรือหลังจากที่อสุจิได้เคลื่อนออกมาแล้วยังไม่ได้อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) หรือแม้แต่จะไม่ตั้งใจคงสภาพดังกล่าวแต่เป็นเพราะหลงลืมถือว่าศีลอดเสียและต้องถือศีลอดชดใช้ภายหลัง

8. การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ไม่ว่าชายหรือหญิง

9. การสวนทวารด้วยของเหลวทุกชนิด

10. การตั้งใจอาเจียน

 

๑๐. หินดำ

หินดำ(อาหรับ อัลฮะญัร อัลอัสวัด) คือหินสีดำที่ประดิษฐานอยู่ที่มุมหนึ่งของกะอฺบะหฺ มีทรงกลมรี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 ซม. ล้อมกรอบด้วยเงิน ลักษณะโดยทั่วๆไปแล้ว มีการแตกหักออกเป็นหลายชิ้น เนื่องจากการเสียหายในช่วงที่หินดำถูกขโมยและนำออกไปในช่วงปี ค.ศ. 930 และได้ถูกนำกลับมาใน 22 ปีต่อมา หินดำจึงได้รับการซ่อมแซมด้วยการพันเศษชิ้นส่วนหินที่แตกเหล่านั้นด้วยลวดโลหะเงินแท้ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

ตามความเชื่อของชนมุสลิม เชื่อว่าเมื่อครั้งที่พลอยนี้ลงมาครั้งแรกจากสวรรค์ มีสีขาวยิ่งกว่านม ต่อมาเนื่องถูกมลทินและความบาปของผู้ที่มาสัมผัสและจุมพิต จึงทำให้หินนี้กลายเป็นสีดำอย่างที่เห็นทุกวันนี้

ขณะที่มีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับนัยสำคัญทางด้านศาสนาและความเชื่อของหินดำ ทางด้านวิทยาศาตร์เองก็มีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และธรรมชาติของหินดำเช่นกัน

ชาวมุสลิมกล่าวว่าหินดำนี้ถูกพบโดย Abraham (Ibrahim) และบุตรชายของท่าน Ishmael (Ismail) ในขณะกำลังหาหินเพื่อนำมาก่อสร้าง the Kaaba โดยท่านทั้งสองตระหนักเห็นในคุณค่าของหินดำ จึงได้นำหินดำกลับมาสร้างเป็น the building's cornerstones.

หากพิจารณาประวัติความเชื่อทางด้านศาสนา และความเชื่อในการบูชาหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูชาหินอุกบาต ในสังคมก่อนยุค Islamic Arabia แล้ว หินดำอาจจะเป็นหินอุกบาตชนิดหนึ่ง แต่ว่าไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะพิสูจน์แนวความคิดนี้ได้โดยปราศจากการนำหินดำออกมาตรวจสอบ ซึ่งไม่มีทางที่จะได้รับการยอมรับให้นำหินดำออกมาจากมุสลิมชนอย่างแน่นอน

 

๑๑. แกนหลัก

ไม่ว่า ศาสนาอิสลาม จะมีกี่จำพวกก็ตาม แต่ คำภีร์ อัล-กุรอ่าน ที่ทุกๆกลุ่มใช้ยึดถือนั้น มีข้อความเหมือนกันทุกตัวอักษร ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดใช่คำภีร์ของตนเอง เพราะคำภีร์ อัล-กุรอ่าน อัลลอฮฺ์ได้ทรงให้คำมั่นสัณญาว่าจะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ เราจะเห็นได้ว่า คำภีร์ อัล-กุรอ่าน เป็นคำภีร์เดียวในโลกที่ไม่เคยถูกสังคายนา ไม่ว่าจากกลุ่มนิกายใดก็ตามเพราะคำภีร์อัล-กุรอ่าน เป็นคำพูดของพระเจ้าไม่ขัดแย้งในตัวเอง

รายชื่อนิกายในศาสนาอิสลามจากตำราต่างๆ มานำเสนอรวมทั้งได้ผนวกกลุ่มต่างๆเท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเข้าไปด้วย ซึ่งการนำเสนอนี้อาจแตกต่างไปจากตำราทั้งหลาย แต่ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะแม้แต่ตำราเกี่ยวกับนิกายต่างๆในอิสลาม แต่ละเล่มต่างได้กล่าวไว้ ไม่เท่ากันและแตกต่างกันไป ข้อสำคัญที่สุดที่ทุกท่านไม่ควรมองข้ามก็คือ แต่ละกลุ่มย่อมมีหลักความเชื่อ(อะกีดะฮ์หรืออุซูลุดดีน)และหลักปฏิบัติ(อัลฟิกฮ์หรืออะห์กาม)ที่เหมือนกันและแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นทางเราใคร่ขอความร่วมมือจากทุกท่าน กรุณาส่งข้อมูลที่แท้จริงจากมัซฮับ(แนวทาง)ของท่านมายังเรา เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ใฝ่ศึกษาศาสนาอิสลามจะได้รับประโยชน์จากท่าน เช่นเดียวกันทางเราจะพยายามนำเสนอข้อมูลนิกายต่างๆแก่ท่านด้วย อินชาอัลลอฮ์

สามารถแบ่งกลุ่มแกนนำหลักๆได้ 6 กลุ่มดังนี้คือ

  • กลุ่มแรก ซุนนี่ หรืออะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์

  • กลุ่มที่สอง มุอ์ต๊ะซิละฮ์

  • กลุ่มที่สาม ญับบะรียะฮ์

  • กลุ่มที่สี่ ค่อวาริจญ์

  • กลุ่มที่ห้า มุรญิอะฮ์

  • กลุ่มที่หก ชีอะฮ์

 

หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนนีย์

  1. ศรัทธาว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า

  2. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อัลลอหฺประทานลงมาในอดีต เช่น เตารอต อินญีล ซะบูร และอัลกุรอาน

  3. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ และนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตคนสุดท้าย

  4. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ บ่าวผู้รับใช้อัลลอฮฺ

  5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดท้าย คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้

  6. ศรัทธาในกฎสภาวะ

 หลักศรัทธาอิสลามแนวชีอะหฺ

  1. เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์

  2. อะดาละฮฺ (ความยุติธรรม) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงยุติธรรมยิ่ง

  3. นุบูวะฮฺ (ศาสดาพยากรณ์) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺได้ทรงส่งศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอหฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือนบีมุฮัมมัด

  4. อิมามะฮฺ (การเป็นผู้นำ) ศรัทธาว่าผู้นำสูงสุดในศาสนาจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาสนทูตมุฮัมมัดเท่านั้น จะเลือกหรือแต่งตั้งกันเองไม่ได้ ผู้นำเหล่านั้น มี 12 คนคือ อะลีย์ บินอะบีฏอลิบและบุตรหลานของอะลีย์ และฟาฏิมะฮฺอีก 11 คน

  5. มะอาด (การกลับคืน)วันสิ้นโลกและวันกียามัต ศรัทธาในวันฟื้นคืนชีพ คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้

 

ฐานบัญญัติอิสลาม (รุกุน) ของซุนนีย์

  1. การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ

  2. ดำรงการละหมาด วันละ 5 เวลา

  3. จ่ายซะกาต

  4. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี

  5. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถ

 ฐานบัญญัติอิสลาม (รุกุน) ของชีอะฮฺ

  1. ดำรงการนมาซ วันละ 5 เวลา

  2. จ่ายซะกาต

  3. จ่ายคุมสฺ นั่นคือ จ่ายภาษี 1 ใน 5 ให้แก่ผู้ปกครองอิสลาม

  4. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์

  5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี

  6. ญิฮาด นั่นคือการปกป้องและเผยแผ่ศาสนาด้วยทรัพย์และชีวิต

  7. สั่งใช้ในสิ่งที่ดี

  8. สั่งห้ามไม่ให้ทำชั่ว

  9. การภักดีต่อบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด

  10. การตัดขาดจากศัตรูของบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด

 

 

12. บทสรุป

         กฎหมายและระเบียบการดำเนินชีวิตของชาวมุสลิม  เราจะเข้าใจได้ซาบซ้ำและลึกซึ้ง  หากได้ตระหนักด้วยวิธีปรากฏการณ์วิทยา  คัมภีร์ของศาสนาอิสลามกระตุ้นให้สำนักว่าพระเจ้ามีแต่พระองค์เดียว คืออัลเลาะห์(ซุบห์)  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งและกำหนดกฎระเบียบให้ทุกสิ่ง  พระองค์ทรงกำหนดระเบียบวิถีชีวิตให้มนุษย์ตามขั้นตอนมาตามลำดับในประวัติศาสตร์  แต่ทรงประทานกฎระเบียบที่สมบูรณ์ให้กับศาสนาทูตสุดท้าย  คือนบีมุฮัมหมัด(ศ็อลฯ)  ใครนอบน้อมต่อพระบัญชาของพระองค์จะได้ไปสวรรค์ตลอดกาล  ใครขัดขืนดื้อดึงจะได้รับโทษในนรกตลอดกาล

 

 

 

13. บรรณานุกรม

        1.รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม , ศาสนาเปรียบเทียบ

            พิมพ์ครั้งที่ ๖  สำนักพิมพ์ดวงแก้ว กันยายน ๒๕๔๒

       2.จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

       3. www.oknation.net/blog/sigree

       4. www.oknation.net/blog/musachiza

        5. รูปภาพจาก net

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
musachiza วันที่ : 22/04/2009 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

คราวนี้มาอ่านจบแล้ว
แล้วผมจะเอาข้อมูล
ความแตกต่างทั้งหกกลุ่ม
มาให้อีกทีครับ
ทำได้ดีครับครอบคลุมและรวบรัดดีครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
musachiza วันที่ : 06/01/2009 เวลา : 00.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
musachiza วันที่ : 20/12/2008 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

หัวข้อเรื่องประวัติ
1. นามคำว่า มูฮัมหมัด ไม่เคยถูกใช้มาก่อน หมายความว่าอย่างไรครับ
2. ศาสนาของ อิบรอฮีม (อับราฮาม) หมายถึงศาสนาอะไรครับ เป็นมาอย่างไร
3. มีข้อพิสูจน์ใดที่ว่า มูฮัยหมัด (ศ็อล) นับถือศาสนาของ ศาสดาอิบรอฮีมจริง


หัวข้อ มูฮัมหมัดได้เป็นศาสนทูต
คำว่า ให้เผยแพร่ศาสนาของอัลเลาะฮ์ ตามที่ศาสดา มูซา(โมเสส) และ อีซา(เยซู) เคยทำมา
มีคำถามว่า
1. ศาสนาของ มูซา อ.ล. และอีซา อ.ล. คือศาสนาอิสลามแบบเดียวกับที่ มูฮัมหมัด (ศ็อล) นำมาด้วยหรือเปล่า


หัวข้อคัมภีร์

1 . ทำไมเมื่ออัลกุรอานลงมาแล้ว จึงต้องยกเลิกคัมภีร์เก่าๆ ที่เคยลงมาก่อนหน้าด้วยเล่า ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นก็มาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน มิใช่หรือ
2. ในยุคก่อนคัมภีร์อัลกุรอานจะลงมานั้น มีคัมภีร์อยู่ก่อนแล้วจากศาสดาต่างๆของพระเจ้าองค์ที่เรากำลังกล่าวถึงในหัวข้อของอิสลามนี้ ในสมัยนั้นๆเมื่อมีคัมภีร์ใหม่คัมภีร์เก่าต้องถูกยกเลิกด้วยหรือไม่

คุณจะตอบผมทางเมล์หรือ ในบล็อคคุณ หรือบล็อค ดราก้อนบอลของผมก็ได้
แล้วจะเข้ามาอ่านต่อครับ
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
musachiza วันที่ : 20/12/2008 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ผมอ่านเรืองของคุณถึงเรื่องหินดำ แล้วจะค่อยๆอ่านต่อไปอีก และมีคำถามจากสิ่งที่ได้อ่านจากรายงานของคุณ
ในฐานะคนอ่านทั่งไปนะครับ ไม่ใช่คนที่รู้เรื่องอิสลามดังนี้
1 เทวทูต คืออะไร มาจากไหน มีหน้าที่ฐานะอย่างไร มีกิเลสและข้อผิดพลาดได้ไม๊ มั่นใจได้หรือว่าจะไม่มีการทำงานให้พระเจ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้
เป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้า กับศาสนทูต(มูฮัมหมัด)ของพระเจ้าที่ไว้ใจในข้อถูกต้องได้หรือ เพราะนี่คือ ธรรมนูญที่พระเจ้าทรงประทาน แก่มนุษยชาติ ทุผู้คน ตามที่ ศาสนทูต มูฮัมหมัด(ศ็อล) อ้างไว้
#########################

คำว่า สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ และ มูฮัมหมัด(ศ็อล)เป็นศาสนทูตองค์สุดท้าย
@ มีคำถามคือ หากมูฮัมหมัด(ศ็อล)เป็นศาสนทูตองค์ท้ายแล้ว องค์แรกเริ่มนับจากองค์ไหนครับ



อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต มนุษย์(หมายถึงมนุษยชาติ โดยอ้างอิงจากประโยคก่อนหน้านี้ของคุณ)
เพื่อจะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระเจ้า
มีคำถามดังนี้ครับ
1. หมายความว่าเป็นธรรมนุญของมนุษย์ทุกคนหรือไม่เพราะ ธรรมนุญ คือสิ่งที่ใช้สำหรับตัดสินการกระทำของคนในประเทศหรือขอบเขตนั้นๆ คำนี้ใช้ว่าเป็นธรรมนุญของมนุษยชาติ มิได้ใช้คำว่า ธรรมนูญของมุสลิมหรือผู้นับถืออิสลามโดยเฉพาะ หากมนุษยชาติคนใดมิได้นับถือตามธรรมนุญนี้ ธรรมนุญนี้จะมีผลตัดสินเขาเหล่านั้นหรือ
ไม่
2. แล้วมนุษย์ก่อนหน้าที่คัมภีร์นี้จะลงมาสู่โลกเล่า(ก่อนหน้า 1,400 ปี) พวกเขาจะอยู่ในธรรมนุญนี้หรือไม่ หากไม่ แล้วจะใช้อันใดเป็นข้อตัดสินเขาเหล่านั้นเล่า เพราะอิสลาม ตั้งฐานความเชื่อที่พระเจ้า องค์เดียวของตนนั้นเป็น
จริงและเที่ยงแท้เท่านั้น เป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่ง ที่มนุษย์ณู้จักและไม่รู้จัก
@@@@@@@@@@@@@@@@@


คำว่าพระเจ้าทรงดำรงค์อยู่ได้ด้วยพระองค์เองโดยมิได้พึ่งพิงสิ่งใด
ถามว่า คุณก้อนหินยิ้ม มองคำนี้อย่างไรในเชิง ตรรกะ หรือปรัชญา

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
musachiza วันที่ : 20/12/2008 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

เขียนมั่วไปนิดที่ผ่านมาขอตอบว่า
" พระไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมืองครับ"


ส่วนรายงานของคุณ ก็ขอชื่นชมว่าทำได้ดีครับหาข้อมูลได้ละเอียดครอบคลุมดีในฐานะ ของผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม เป็นข้อมูลที่ เจาะจงตรงประเด็น ตามหัวข้อที่ต้องการเจาะ รวบรัดได้ใจความ และกว้างขวางในใจความดีครับ บางเรื่องผมยังไม่รู้หรือผมหลงลืมไปก็มี ขอบคุณครับกับความรู้และข้อมูลที่นำมา
ขอชมอีกอย่างหนึ่งคือคุณเขียนโดยใช้คำพูดที่ระมัดระวังต่อศาสนาที่คุณเขียนถึงได้ดี และให้เกียริต์ อย่างจริงใจที่สัมผัสได้ครับ และเป็นวิชาการดี

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
musachiza วันที่ : 20/12/2008 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

สวัสดีครับคุณก้อนหินยิ้ม เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด
ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องศาสนา เรื่องกับการเมือง
หากไม่ต้องการเห็ตุผลใดประกอบแต่ต้องกาคำตอบสั้นๆ
ก็ขอตอบว่า ไม่ควรครับ
หากต้องการเหตุผลประกอบจะมาแจ้งในภายหลังครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
musachiza วันที่ : 18/12/2008 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

สวัสดีครับ

http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
Sigree วันที่ : 17/12/2008 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

ผมอ่านแล้วยิ้มนิดๆครับ เนื้อหาผมพอรู้ว่าเอามาจากไหนครับ แน่ละไม่ค่อยตรงกับที่ผมหรือมุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศรับรู้เท่าไหร่นัก
เพราะต้นบทความนี้มาจากเว็บ siamic.com
ซึ่งเป็นเว็บชีอะครับ และซุนหนี่ส่วนใหญ่ในไทยก็ไม่ใช่ มาลิกี ด้วยสิ....

หากอยากได้ข้อมูลที่แน่นจริงๆแนะนำไปที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย คลองตันครับ
หรือที่ราม ซอย 53 สันติชน ครับ

เอาเรื่องหินดำนะครับ..อันนี้ตรงกว่า

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kheedes&date=03-12-2005&group=4&gblog=2

ส่วนเรื่องอื่นก็โอเคดีครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
Sigree วันที่ : 17/12/2008 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

ตอบคำถามเรื่องพระก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยวิจารณ์เนื้อหารายงาน
ต้องบอกว่าอิสลามสนับสนุนให้ศาสนาและการเมืองไปด้วยกัน
แต่
อิสลามไม่มีนักบวช เพราะมองว่านักบวชได้อาศัยอยู่ในสังคมที่พิเศษย่อมยากที่จะเข้าใจคนในสังคมทั่วไป
เมื่ออิสลามสนับสนุนให้ศาสนาไปด้วยกันกับการเมือง จึงไม่มีนักบวชและไม่เห็นว่านักบวชควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

คุณพี่จ๋า (คุณพี่ sigree และคุณพี่ musa)
น้อง post ได้เท่านี้แหละ ไวรัสเล่นงานคอมเสียไปเลยค่ะ
สารบัญ มันสับสนไปหมดเลยค่ะ แต่ตัวจริงดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
TaTee วันที่ : 21/08/2008 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

พระไม่ควรยุ่งกับการเมือง..เพราะการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์..ไม่ใช่กิจของสงฆ์ครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
cancer วันที่ : 21/08/2008 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ION

การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์
ไม่อยากให้พระเข้าเกี่ยวข้อง
แปดเปื้อนเปล่า ๆ พระยังเป็นคนอยู่
อาจเผลอมีโกรธ มีโลภ มีหลง

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
Duplex วันที่ : 20/08/2008 เวลา : 16.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Duplex

พระจะอยู่บนทางสายกลาง คือทางที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ การเมืองเป็นหน้าที่ของชาวบ้าน เรื่องศีลธรรมเป็นหน้าที่ของพระที่ต้องสอน และปฏิบัติเป็นแบบอย่าง rพระพุทธเจ้าตรัสเตือนสาวกไว้ว่า ภิกษุควรทำประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม แล้วทำประโยชน์ให้ผู้อื่น อยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด การที่พระเล่นการเมืองจึงไม่ควร แต่ให้อยู่เหนือการเมือง เป็นผู้ทำความดีปิดทองหลังพระ สอนคนให้เป็นคนดี เตือนคนที่หลง มองการเมืองอย่างเข้าใจ แต่ไม่ควรเข้าใกล้ แต่คนต่างทำหน้าที่ หากทุกคนทำหน้าที่ของตนประกอบด้วยความสุจริตแล้ว ย่อมเกิดแต่ผลดี
ขอสรุปง่ายๆ ว่า ให้ทุกคนทำตามหน้าที่อย่างสุจริตกาย วาจา ใจ เพราะร่างกายมีหน้าที่ต่างกันจึงอยู่ได้ ฉันใด บ้านเมืองก็ต้องอาศัยคนทำหน้าที่อันแตกต่างกันอย่างหลากหลาย ฉันนั้น ส่วนเรื่องการเมืองนั้นอย่างให้พระเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ตามธรรมวินัยแล้ว พระมีหน้าที่ทำตนเองให้ถึงพร้อม แนะนำผู้อื่นให้ถึงซึ่งความสุขความดีงาม
ชาวประมงมีหน้าที่หาปลา
พ่อค้าหากำไล
พระมีหน้าที่สอน อยู่เป็นแบบอย่าง
เพียงแค่ทุกคนทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เพื่อความเจริญของชาติ ด้วยความสุจริตทางกาย วาจา ใจ เท่านี้ สังคมไทยก็น่าอยู่แล้วละ เจริญในธรรม

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
กอบธรรม วันที่ : 20/08/2008 เวลา : 11.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

ความคิดเห็นที่ 34
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 20/08/2008 เวลา : 10.40 น.
http://www.oknation.net/blog/konhinsmile
ip : 202.12.118.61/202.12.118.61


มาเชียร์เจ้าค่ะ คุณลุงกอบธรรม

ก้อนหินมะมีอะไรเลย...ไม่มีของรัก..ของหวง..หรือแม้ของของตัวเอง...กะใครเขา...แง..แง..เลยอดประกวดเลยเจ้าค่ะ
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
คอยหน่อย ต่อไปจะประกวดบุคคลดีเด่น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ซันญ่า วันที่ : 19/08/2008 เวลา : 13.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  


สวัสดีค่ะ คุณน้องก้อนหินยิ้ม ซันญ่าเห็นด้วยกับ
ท่านว.แหวนลงยาค่ะ
พระพุทธองค์ คือ ต้นแบบของนักการเมือง ที่ถูกต้อง
และดีงาม
การเมือง คือ ชีวิต และ ชีวิต คือ การเมือง ครับ
ทางธรรม ต้อง มีโลก และ ทางโลก ต้อง มีธรรม

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์
แต่การเมืองก็เป็นเรื่องที่ผูกพันกับทุกชีวิตในผืนแผ่นดิน
ตั้งแต่เกิดจนตาย

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คมสรัญญี วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeandwork

ในมุมมองของพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่ง...เห็นว่าพระสงฆ์ควรดำรงตนอยู่ในฐานะเป็นผู้ชี้นำนักการเมืองให้ตั้งอยู่ในหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า..ให้ผู้นำตั้งอยู่ในฐานะพุทธบริษัทที่ดี..แล้วนำหลักธรรมไปประยุกต์การปกครองบ้านเมือง..ชี้นำให้ผู้นำสังคมได้เห็นทางที่ถูกต้องได้..ก็จะเป็นการดี..แต่ทุกวันนี้..ฐานะพระสงฆ์ยังไม่อยู่ระดับนั้นได้..ทั้งๆ ที่ถูกยกจากประชาชนให้สูงจนกลายเป็นว่า..ลงมาไม่ได้ ต่อเมื่อมีเหตุที่สถาบันสงฆ์ถูกเบียดเบียน หรือรุกราน..เมื่อพระลงมายุ่งการเมืองเมื่อไหร่..ประชาชน ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเป็นเรื่องไม่ใช่กิจสงฆ์ ถ้าท่านผู้นำทำหน้าที่เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีย่อมจัดการดูแลและปกปักรักษาสถาบันสงฆ์ให้มั่นคง..ไม่ให้ถูกรุกรานหรือย่ำยี..ถวายสง
ฆ์ แต่เหตุเพราะผู้นำไม่ทำ..พระสงฆ์ก็จำเป็นต้องลงมาแสดงเพื่อรักษา..สถานะความมั่นคงของสถาบัน.. จึงอยู่ที่องค์การสงฆ์เองแล้วจะพัฒนาบุคลากรสงฆ์ให้ได้ระดับศรัทธาเป็นที่ยอมรับของสังคมและนำคุณธรรมสู่จิตใจของประชาชนได้อย่างไร..เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ku_khuan วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khuan
<<"วันนึงชั้นก็ตื่นขึ้นมา!...แล้วพบว่า....ตัวเองเป็นแค่ถ่านไฟฉายก้อนนึง">>


ถ้าว่ากัน ตามสิทธิของความเป็นคนไทย

ส่วนตัวหนูว่าได้นะคะ

แต่ถ้าท่ามกลางความแตกแยกในปัจจุบัน หนูว่าอย่าดีกว่า

ถึงแม้พระท่านนั้น จะมีความเป็นกลางและพยายามหาหนทางสู่ความสมานฉันท์ ก็ ยากที่จะวัดได้นะ

นับประสาอะไร กับพระที่เลือกข้าง แบบนั้นโดน ฆราวาส ถล่มเละ ดึงมาเป็นประเด็น กระทบกระทั่งกันเสียเปล่า ..
..

ไม่ดี ทั้งสองฝ่าย เน๊าะ


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...ก่อนอื่นควรจะต้องให้คำนิยาม "การเมือง" ให้ตรงกันก่อนว่า การเมืองมีขอบเขตขอบข่ายขนาดไหน....

...การเมืองโดยแคบ เช่นว่า การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การเป็นหัวคะแนนให้นักการเมือง การพูดจาเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนในเหตุที่เขาเกิดความขัดแย้งกันอยู่ อย่างนี้พระภิกษุในพุทธศาสนาไม่ควรทำ...

...เหตุเพราะการก้าวล่วงในไปสังคมเมืองที่มีแต่ความยุ่งเหยิง และมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่นั้น จะทำให้สถาบันสงฆ์เสื่อมเสียและถูกโจมตีได้ง่าย ดั่งเช่น ที่เคยมีพระภิกษุชื่อดังรูปหนึ่งในอดีต ที่ได้เทศนาว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้ไม่บาป" ....

...นอกจากจะสร้างความร้าวฉานในสังคมเพิ่มขึ้นแล้ว เชื่อได้แน่ว่าจิตของภิกษุท่านนั้นก็จะถูกปรุงแต่งไปด้วยกิเลสตัณหา ทำให้แทนที่จะลดละเลิกกิเลสตัณหา ก็จะกลับเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น แล้วท่านจะไปสอนให้ผู้อื่นปล่อยวางได้อย่างไร....

....แต่หากพูดถึง การเมืองโดยกว้าง เช่น พูดถึงการเลือกคนดีมีศีลธรรมเข้ามาเป็นผู้แทน โดยไม่เฉพาะเจาะจงแบบล็อกสเปกลงไป อย่างนี้ก็ถือได้เพียงว่าภิกษุรูปนั้น แสดงธรรมให้กับญาติโยมให้เข้าใจ ว่าคนดีควรเป็นคนเช่นไร แต่ก็ต้องระวังอย่าให้ไปปิดกั้น หรือก้าวล่วงถึงผู้สมัครที่นับถือศาสนาอื่นอยู่....

...บทบาททางการเมือง ของภิกษุสงฆ์ควรถูกกำกับไว้ด้วยสติและสัมปชัญญะของภิกษุนั่นเอง ที่จะต้องพิจารณาอยู่เสมอทั้งก่อนพูด ก่อนคิดและก่อนทำ...

...ที่จริงภิกษุที่ควรพูดหรือมีบทบาททางการเมือง ควงจะเป็นเป็นภิกษุที่เป็น "สงฆ์" แล้ว มิใช่เพียง "สมมุติสงฆ์" พูดง่ายๆก็คือควรมีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้นแหละที่ควรพูด เพราะท่านพูดในฐานะ "ผู้รู้"....

...แต่พระอรหันต์ ที่เสพโมกขธรรมแล้ว ก็ล้วนแต่จะเบื่อหน่ายหนทางทางโลกทั้งสิ้น ท่านก็คงไม่อยากจะพูดด้วย...!!!

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อาโป วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 16.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

ความเห็นส่วนบุคคลนะ…ขอรับ
การเมือง กับพระหรือพระกับการเมือง(คงเป็นหนังเรื่องยาว)..ขอรับ เมื่อก่อนการเมืองเป็นเรื่องของพระทั้งนั้นขอรับรวมทั้งการศึกษาด้วย
ไม่ว่าจะเป็นพระยาฯต่างๆ
......ส่วนปัญหาที่ถามที่คิดคงจากเหตุและผลดังนี้กระมัง...ขอรับ

ข้อแรก...ประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไป.............เมืองการเกิดขึ้นของเมืองหรือชาติ........ไม่รู้ที่มาไม่รู้ที่ไป (เกิดโดยไม่รู้)
ข้อสอง..กรรม การกระ ทำหรือ.การตัดต่อพันธุกรรม....(กรรม-หรือมาร)....ทักสิโนอะไรทำนองนั้นและขอรับ ทำให้สังคมไทกลายเป็นสังคมถั่วงอก (อยู่อย่างไม่รู้)
ข้อสาม.. ผล การไม่รู้ที่มายอมเป็นเหตุให้ไม่รู้ที่ไป.....การไม่รู้ที่ไปย่อมเป็นเหตุให้....(ตายอย่างไม่รู้)
“””””””””””””””””””””””””””””””
ลงความแล้วคือเราเดินทางโดยไม่มีแผ่นที่.........หรือมีแผ่นที่แต่ถูก มาร ตัดทิ้งไป
การเดินทางต้องไม่ลบรอยเท้า ของอริยะอาจารย์ โดยการเสริมรอยเท้าใหม่ทับรอยโดยไม่จำเป็น....เพราะผลคือโทษมากกว่าคุณ

อันนี้เราทุกคนที่มีโอกาสแล้วควรกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ ชาติไทยดู......
ไฟล์เสียงของพระอริยะอาจารย์ ลองเอาไปฟังดู ขอรับ
http://agile3.spaces.live.com/files/

วรรธนะในธรรมยิ่งๆขอรับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ธรรมพยนต์ วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speechthai

มีบทบาททางการเมืองบ้างก็ได้ เช่น สอนนักการเมืองอย่าให้ corruption แต่.....อย่าถึงกับลงรับเลือกตั้งเลยเพราะ
กลัวผ้าเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีโคลน...จนน่าเกลียด
www.speechthai.org

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
กอบธรรม วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

ถ้าเมื่อใด ยังมีคำกล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วยสถาบันหลัก 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
บุคคลที่อยู่ในแต่ละองค์ที่กล่าวถึง ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยและต้องใส่ใจให้มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
ยกเว้น เมื่อใด จะเปลี่ยนเป็นว่า ประเทศไทยประกอบด้วย 2 สถาบันหลัก คือ ชาติ พระมหากษัตริย์ เมื่อนั้นแหละครับพระไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว และในรัฐธรรมนูญต้องลบคำว่า ศาสนา ทุกบรรทัดที่กล่าวถึง

จริงๆแล้วการเมืองต่างหากที่ไปแทรกแซงพระ
พ.ศ.0000 กับ พ.ศ.2475 นับถึงวันนี้มันต่างชั้นกันมากเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chompoopookha วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chompoopookha

จริงๆ คงไม่ควรหรอกค่ะ
ยกเว้นกรณีในพม่า ที่จำเป็น
ต้องมีผู้นำที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้
เพื่อประชาชนแต่ ถ้าจะให้ดี
เปลี่ยนบทบาทก่อนดีกว่าแน่ๆ ค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...เห็นด้วยกับพี่ลูกเสือครับ ว่าพระไม่ควรจะมีบทบาททางการเมือง...

...โดยเฉพาะพระในพุทธศาสนา เพราะหลักของพุทธศาสนานั้น คือการลดละกิเลสตัณหาต่างๆเพื่อให้บรรลุนิพพาน อันเป็นการออกไปจากวัฎสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดที่เราอยู่นี้...

...การให้พระเข้ามามีบทบาททางการเมือง เสมือนเป็นการเติมเชื้อเพลิง ของกิเลสตัณหาเข้าไปไม่รู้จบ จะทำให้ยิ่งยากขึ้นในการ ที่จะลดละเลิก...

...อนึ่ง การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เป็นเรื่องของความคิดในการปกครอง หากพระเข้ามา พระเองจะตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย และสถาบันสงฆ์ทั้งสถายัน อาจจะเสื่อมทรุดลงเร็วกว่าที่ควร...

...ด้วยความนับถือ...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ว.แหวนลงยา วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wachira89

พระพุทธองค์ คือ ต้นแบบของนักการเมือง ที่ถูกต้อง
และดีงาม
การเมือง คือ ชีวิต และ ชีวิต คือ การเมือง ครับ
ทางธรรม ต้อง มีโลก และ ทางโลก ต้อง มีธรรม

เพราะความคิดแยก ชีวิต และ โลก ออกจาก ธรรม
โลก ชีวิต และ การเมือง จึงเป็นดังที่เห็นนี่แหละครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
a r t l e k l e k วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/artleklek
เขียนในสิ่งที่คิด...ผิดก็ช่าง...ไม่ผิดก็ช่าง!!..

พระควรจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองให้มากขึ้น
ดีกว่านั่งเป็นรูปปั้น นั่งเป็นก้อนหิน สวดมนต์แต่ภาษาบาลีที่หาฟังคนรู้เรื่องน้อยเต็มที
ในสมัยก่อนที่ไม่มีนักวิชาการ เราก็ได้พระนี่แหละมั้งคะ
ชี้ผิดชี้ถูกให้สังคม แต่ก็อีกนั่นแหละ สังคมพระก็มีทั้งพระดี พระเลว
บางคนก็แยกแยะพระดีกับเลวไม่ออก
เหมือนที่แยกแยะนักการเมืองชั่ว กับนักการเมืองดีๆไม่ออก
พระที่ประชาชนเคารพนับถือ พระชื่อดัง หรือพระที่มีความรู้
มีสติปัญญา ควรออกมาพูดเพื่อชี้ทางสว่างทางถูกต้อง
ประชาชนบางคนพูดอ้อมค้อมก็ไม้รู้เรื่อง
พระไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่เป็นกลาง
พระที่ยืนเอียงๆๆ แต่เอียงมาทางความชอบธรรม ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่พระที่สมบูรณ์ระดับหนึ่งเหมือนกัน

สังคมเชื่อใคร คนที่น่าเชื่อควรออกมาพูด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ส่วนตัว...ส่วนตัวนะครับ
ผมไม่อยาสกเห็นพระเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะการเมืองเป็นเรี่องทางโลก
พระควรอยู่ทางธรรม

พระควรจะ"สั่งสอน"...คือทั้งสั่งและสอน
ให้"คนทางโลกย์" ใช้"ธรรม" เข้ามาทำงานการเมือง ละที่เกี่ยวกับ รัก โลภ โกรธ หลง
ช่วยกันสร้างการเมืองที่ดี มีคุณธรรมต่อสังคม

พระอย่างที่เกลือกกลั้วเลยครับ
ทำหน้าที่ของสงฆ์ให้ดีที่สุดดีกว่า...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ทีมงานโก๋ วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/san55
ศิษย์วัดสิงห์

พระมีบทบาททางการเมืองไหมหรือ....มีได้ครับแต่ต้องมีแบบให้คำแนะนำนะครับจะเข้าข้างใครข้างนึงไม่ได้ครับโดยใช้ธรรมของพระพุทธเจ้าไงครับเป็นตัวเอาสอนพวกนักการเมืองไงครับ ประเทศไทยจะได้นักการเมืองที่ดีแน่นอนครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน