*/
  • ก้อนหินยิ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nen..noi_th@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-03-01
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 156802
  • จำนวนผู้โหวต : 73
  • ส่ง msg :
  • โหวต 73 คน
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม 2551
Posted by ก้อนหินยิ้ม , ผู้อ่าน : 1350 , 17:05:29 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก้อนหิน อ่านพระไตรปิฏก เล่มนี้แล้วนะคะ ใช้เวลาถึง ๑๑๖ วันค่ะ(ยาวนานเลยแหละ)

 

จึงขอย่อความสรุป พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๑๓ ดังนี้

 

พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๑๓ คือมัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปัณณาสก์ 

มีทั้งหมด  ๕๐ สูตร คือ

คหปติวรรค   ภิกขุวรรค  ปริพพาชกวรรค

ราชวรรค  และพราหมณวรรค

 

เนื้อหาในพระสูตร  นี้ส่วนมาก พระพุทธเจ้าจะกับปริพาชกคนนอกศาสนา

พราหมณ์  และมีรูปแบบการแสดงความเห็น ถามตอบ สนทนา ปุจฉา

โดยที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตอบ

และทรงสอนพระราหุล ในเรื่องการเจริญภาวนา  ค่ะ

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๓๖

 

๑.  ว่าด้วยปริพาชกชื่อกันทรกะ  ว่าด้วยฌาน ๔  

       ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕  ประการนี้   ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต  เป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาแล้ว  สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌาน  ที่มีวิตก  วิจาร  ปีติปละสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

       เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป   บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน  มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น  ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร  มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่

        เพราะปีติจางคลายไป  มีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยนามุกาย  บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริฐว่า  “ผู้มีอุเบกขา  มีสติ  อยู่เป็นสุข”

        เพราะละสุขและทุกข์ได้  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน  บรรลุจตุตถฌาน  ที่ไม่มีทุกข์และไม่มีสุข  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่

 

      ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ กันทรกสูตร

 

๒.    ว่าด้วยกรรม และวิบาก  ซึ่งจะมีกรรม ๔ ประการ

กรรมดำ และ วิบากดำ

กรรมดำ และ วิบากขาว

กรรมขาวและ วิบากดำ

กรรมขาวและ วิบากขาว

 

 [๘๘] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรปุณณะ กรรม ๔ ประการนี้

 

เราทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ๔ ประการนั้นเป็นไฉน

ดูกรปุณณะ  กรรมดำมีวิบากดำมีอยู่ กรรมขาวมีวิบากขาวมีอยู่ กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว มีอยู่กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่

 

ดูกรปุณณะ ก็กรรมดำมีวิบากดำ เป็นไฉน

ดูกรปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ประมวลกายสังขาร อันมีความทุกข์ประมวลวจีสังขาร อันมีความทุกข์ ประมวลมโนสังขาร อันมีความทุกข์ ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์ ผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์ ย่อมถูกต้อง เขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์ เขาอันผัสสะประกอบด้วยทุกข์ถูกต้อง ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์ อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียวดุจสัตว์นรก

ฉะนั้น ดูกรปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว

ดูกรปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้ เรากล่าวว่ากรรมดำมีวิบากดำ.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

อุปาลิวาทสูตร

 

๓. ว่าด้วยกรรมขาวมีวิบากขาว

 

ดูกรปุณณะ ก็กรรมขาว มีวิบากขาว เป็นไฉน ดูกรปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ประมวลกายสังขาร อันไม่มีความทุกข์ ประมวลวจีสังขาร อันไม่มีความทุกข์ ประมวลมโนสังขาร

อันไม่มีความทุกข์ ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความทุกข์ ผัสสะอันไม่มีความทุกข์ย่อมถูกต้อง เขาผู้เข้าถึงโลกอันไม่มีความทุกข์ เขาอันผัสสะไม่มีความทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีความทุกข์ เป็นสุขโดยส่วนเดียวดุจเทพชั้นสุภกิณหะ ฉะนั้น ดูกรปุณณะเพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้นผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว ดูกรปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าว สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้ เรากล่าวว่า กรรมขาว มีวิบากขาว.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ อุปาลิวาทสูตร

 

๔ . สัตว์มีกรรมเป็นทายาทกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.

 

 ดูกรปุณณะ ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน ดูกรปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ประมวลกายสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ประมวลวจีสังขารอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ประมวลมโนสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ผัสสะอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ย่อมถูกต้องเขา ผู้เข้าถึงโลก อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้างเขาอันผัสสะที่มีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน  ดุจพวกมนุษย์ เทพบางเหล่า และสัตว์วินิบาตบางเหล่า ฉะนั้น ดูกรปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว ดูกรปุณณะแม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้เรากล่าวว่า กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.

 

หมายเหตุ ส่วนกรรมประการอื่น..จะไม่อธิบายนะคะ

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๓๗

 

. ว่าด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ คุ้มครองทวาร

 

เพราะอริยสาวกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ คุ้มครองทวาร

 

ในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้ รู้จักประมาณในโภชนะอย่างนี้

ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างนี้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ อย่างนี้

๑.เป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา

๒.เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก อย่างนี้บัณฑิตจึงกล่าวอริยสาวกนี้ว่า

๓.เป็นผู้มีเสขปฏิปทา ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมซึ่งเป็นดุจฟองไก่ที่ไม่เน่าควรจะชำแรกกิเลส

ควรจะตรัสรู้ ควรจะบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า.เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ฟองไก่เหล่านั้นแม่ไก่นอนทับ กก อบให้ได้ไออุ่นดีแล้ว ถึงแม่ไก่นั้น   จะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่าขอลูกไก่เหล่านี้พึงทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้าหรือด้วยจะงอยปาก ออกได้โดยสะดวกเถิดดังนี้ ลูกไก่ภายในเปลือกไข่นั้นก็คงทำลายเปลือกไข่ออกได้โดยสวัสดี ฉันใด

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์  เสขปฏิปทาสูตร

 

. ว่าด้วยผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรม

 

อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรม

 

อาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  

บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป  

บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข  

บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่   

อย่างนี้แล อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมอาศัย  ซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก.  

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

เสขปฏิปทาสูตร 

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๓๘

 

 

๗. ว่าด้วยกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

 

.......แร้งก็ดี นกตะกรุมก็ดี เหยี่ยวก็ดี พาชิ้นเนื้อบินไปแร้งทั้งหลาย นกตะกรุมทั้งหลาย หรือเหยี่ยวทั้งหลาย จะพึงโผเข้ารุมจิกแย่งชิ้นเนื้อนั้น ฉันใด

        ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าแร้ง นกตะกรุม หรือเหยี่ยวตัวนั้น ไม่รีบปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสีย มันจะถึงตายหรือทุกข์ปางตายเพราะชิ้นเนื้อนั้นเป็นเหตุ?   อย่างนั้น พระองค์ผู้เจริญ.

       ดูกรคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

       ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขา    ที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์  โปตลิยสูตร

 

๘. ว่าด้วยบุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว

 

......บุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว เดินทวนลมไป ฉันใด ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าบุรุษนั้นไม่รีบปล่อยคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้นเสีย คบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้น พึงไหม้มือ ไหม้แขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นจะถึงตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะคบเพลิงนั้นเป็นเหตุ?       อย่างนั้น พระองค์ผู้เจริญ.

        ดูกรคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียวอาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์  โปตลิยสูตร

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๓๙

 

 

๙. ว่าด้วยหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง

 

.......เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ปราศจากควัน บุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์พึงมา บุรุษมีกำลังสองคนช่วยกันจับแขนบุรุษนั้นข้างละคน ฉุดเข้าไปยังหลุมถ่านเพลิง ฉันใด

ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงน้อมกายเข้าไปด้วยคิดเห็นว่าอย่างนี้ๆ บ้างหรือ?

        ไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุรุษนั้นรู้ว่า เราจักตกลงยังหลุมถ่านเพลิงนี้ จักถึงตาย หรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะการตกลงยังหลุมถ่านเพลิงเป็นเหตุ.

         ดูกรคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขา ที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์  โปตลิยสูตร

 

๑๐. ว่าด้วยบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์

 

..........เปรียบเหมือนบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ บุรุษนั้นตื่นขึ้นแล้ว ไม่พึงเห็นอะไร ฉันใด

ดูกรคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ โปตลิยสูตร

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๐

 

๑๑. ธรรม   ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาป

 

ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาป   มิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

ด้วยเหตุประการที่ ๑ นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วย

เหตุประการที่ ๒ นี้   ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

ด้วยเหตุประการที่ ๓ นี้   สัตว์นั้นเมื่อเขากำลังฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

ด้วยเหตุประการที่ ๔ นี้   ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

ด้วยเหตุประการที่ ๕ นี้   ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ชีวกสูตร

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๑

 

๑๒. เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำเถิด

 

 [๑๔๑] ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

 ดูกรราหุลเปรียบเหมือนคนทั้งหลายล้างของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้างน้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงในน้ำ น้ำจะอึดอัดหรือระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ ฉันใดเธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำ ฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาราหุโลวาทสูตร  เล่มที่ ๑๓

 

๑๓.การอบรมจิตเสมอด้วยแผ่นดิน

 

 [๑๔๐] ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนา (อบรมจิต) เสมอด้วยแผ่นดินเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

           ดูกรราหุล เปรียบเหมือนคนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้างมูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงที่แผ่นดิน แผ่นดินจะอึดอัดหรือระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

 

๑๔. เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยไฟเถิด  

[๑๔๒] ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยไฟเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนา

เสมอด้วยไฟอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้  

ดูกรราหุล เปรียบเหมือนไฟที่เผาของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ไฟจะอึดอัดหรือระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยไฟฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยไฟอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.  

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาราหุโลวาทสูตร  เล่มที่ ๑๓

 

๑๕. เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยลมเถิด

 

[๑๔๓] ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยลมเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนา

เสมอด้วยลมอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตของเธอได้

 

ดูกรราหุล เปรียบเหมือนลมย่อมพัดต้องของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้างมูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลมจะอึดอัดหรือระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยลม ฉันนั้น เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยลมอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

 

๑๖. เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศเถิด

 

 [๑๔๔] ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

ดูกรราหุล เปรียบเหมือนอากาศไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาราหุโลวาทสูตร  เล่มที่ ๑๓

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๒

 

๑๗.  ราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด

 

   [๑๔๕] ดูกรราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่จักละพยาบาทได้.

เธอจงเจริญกรุณาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญกรุณาภาวนาอยู่ จักละวิหิงสาได้.เธอจงเจริญมุทิตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญมุทิตาภาวนาอยู่ จักละอรติได้.เธอจงเจริญอุเบกขาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอุเบกขาภาวนาอยู่ จักละปฏิฆะได้. เธอจงเจริญอสุภภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอสุภภาวนาอยู่ จักละราคะได้.เธอจงเจริญอนิจจสัญญาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาภาวนาอยู่ จักละอัสมิมานะได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาราหุโลวาทสูตร  เล่มที่ ๑๓

 

๑๘. ราหุล เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด

 

 [๑๔๖] ดูกรราหุล เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสติที่บุคคล

เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผล มีอานิสงส์ใหญ่.

ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญอย่างไรทำให้มากอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

 

ดูกรราหุล ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว.  เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น.

ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า.ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับกายสังขารหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า.

ย่อมสำเหนียกว่า จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักดำรงจิตมั่นหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า จักดำรงจิตมั่นหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง

หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมอันปราศจากราคะหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมอันปราศจากราคะ

หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท

หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน หายใจเข้า.

ดูกรราหุล  อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่     

ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมอัสสาสะปัสสาสะ อันมีในภายหลัง อันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติทราบชัดแล้ว ย่อมดับไป หาเป็นอันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติไม่ทราบชัดแล้ว ดับไปไม่ได้ดังนี้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาราหุโลวาทสูตร  เล่มที่ ๑๓

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๓

 

๑๙. การตั้งอยู่ในอรหัตตผล

 

 [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตตผล ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้

 แต่การตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตั้งอยู่ ในอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับอย่างไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมย่อมทรงธรรมไว้ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร เมื่อมีตนส่งไปแล้วย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

 กีฏาคิริสูตร   เล่มที่ ๑๓

 

๒๐. คุณแห่งการฉันอาหารหนเดียว

 

 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก

เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัต

ครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณ คือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

ภัททาลิสูตร  เล่มที่ ๑๓ 

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๔

 

๒๑. ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ

ดูกรภัททาลิ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ประการ ก็ฉันนั้น ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรอัญชลีกรรม เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญยิ่งกว่า ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน

ดูกรภัททาลิภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ   สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ 

ดูกรภัททาลิ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับเป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่อัญชลีกรรม เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่าดังนี้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

 

๒๒.ความสุขเกิดจากการออกจากกาม

 

[๑๕๖] อุทายี  ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป  บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ เพราะปิติจากตลายไป  มีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยนามกาย  บรรลุตติยฌาน ฯลฯ เพราะละสุขและทุกข์ได้  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน บรรลุจตุตถยฌาน ฯลฯ อยู่ ฌานทั้ง ๔  นี้เราเรียกว่า ความสุขเกิดจากการออกจากกาม ความสุขเกิดจากความสงัด  ความสุขเกิดจากความสงบ  ความสุขเกิดจากการตรัสรู้เรากล่าวว่า  “ควรเสพ ควรให้เจริญ ควรทำให้มาก ไม่ควรเกรงกลัวสุขชนิดนี้”

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

ลฏุกิโกปมสูตร

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๕

 

๒๓. การถืออยู่ป่าควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น

 

ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร  ควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น  ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน จิตไม่ตั้งมั่น  จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า  “จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว  สำหรับท่านผู้ถือการอยบู่ป่าเป็นวัตรนี้  แต่เป็นผู้มีสติฟั่นเฟือนจิตไม่ตั้งมั่น”  จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้  เพราะฉะนั้น  ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร  จึงควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

โคลิสสานิสูตร

 

 

๒๔. สุขเวทนาไม่เที่ยง ธรรมที่ทำให้ท่านพระสารีบุตรหลุดพ้น

....สุขเวทนาไม่เที่ยง  ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไปเสื่อมไป  คลายไป  และดับไปเป็นธรรมดา  แม้ทุกขเวทนาก็ไม่เที่ยง  ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  และดับไปเป็นธรรมดา  แม้อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง  ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  และดับไปเป็นธรรมดา....

    อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว  เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  และอทุกขมสุขเวทนา  เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว  ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”

     สมัยนั้น  ท่านพระสารีบุตรยืนถวายงานพัด ณ เบื้องพระปฤษฏางค์ของพระผู้มีพระภาค  และได้พิจารณาตามเห็นอยู่อย่างนี้  จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

       “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

 

พระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้แก่ ทีฆนขปริพาชก  ณ ถ้ำสูกรขาตา  ภูเขาคิชณกูฏ กรุงราชคฤห์

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

ทีฆนขสูตร

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๖

 

๒๕. การละขันธ์ 

 

      [๒๕๑] ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะ รูปใด รูปนั้นตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูปมีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณ ไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะ กล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้. บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะเวทนาใด  ...  เพราะสัญญาใด  ...  เพราะ สังขารเหล่าใด  ...  เพราะวิญญาณใด  ..  วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้ดุจเป็นตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการ นับว่าวิญญาณ มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือน มหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิด ก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

อัคคิวัจฉโคตตสูตร 

 

 

๒๖. เทวดามีอยู่นั้น รู้กันได้โดยฐานะ

 

....ผู้ใดเมื่อถูกถามว่า “เทวดามีอยู่หรือ” พึงตอบว่า “ข้อที่ว่าเทวดามีอยู่นั้น รู้กันได้โดยฐานะ” พึงเข้าใจได้ว่า “เทวดามีอยู่โดยแน่แท้”  เขาสมมติกันในโลก  ด้วยคำศัพท์ที่สูง....

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

สังคารวสูตร

 

๒๗. สมถวิปัสสนา

 

      [๒๖๐] ก็ท่านวัจฉโคตรอุปสมบทแล้วไม่นาน คือ อุปสมบทได้กึ่งเดือน เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง  ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว. กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลสามเบื้องต่ำที่กำหนดไว้เท่าใด ที่บุคคล พึงบรรลุด้วยญาณของพระเสขะ ด้วยวิชชาของพระเสขะ ผลนั้นทั้งหมดข้าพระองค์บรรลุแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่ยิ่งขึ้นไปแก่ข้าพระองค์เถิด.
      ดูกรวัจฉะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเจริญธรรมทั้งสอง คือสมถะและวิปัสนาให้ยิ่งขึ้นไปเถิด
 ดูกรวัจฉะ ธรรมทั้งสอง คือสมถะและวิปัสนานี้ เธอเจริญให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว จักเป็นไปเพื่อแทง ตลาดธาตุหลายประการ.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาวัจฉโคตตสูตร 

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๗

 

๒๘.  ผู้เชื่อถือการฟังตามกัน  ฟังตามกันโดย สืบๆ กันมาว่าอย่างนั้นๆ โดยอ้างตำรา.

[๓๐๕] …… ศาสดาบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เชื่อถือการฟังตามกัน เป็นผู้เชื่อว่าจริงด้วยการฟังตามกัน ศาสดานั้นจึงแสดงธรรมโดยฟังตามกัน โดย สืบๆ กันมาว่าอย่างนั้นๆ โดยอ้างตำรา.

 .......ก็เมื่อศาสดาเชื่อถือการฟังตามกัน เชื่อว่าจริงด้วยการฟังตามกันแล้ว ย่อมมีการฟังดีบ้าง มีการฟังชั่วบ้าง เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง 

.........ในพรหมจรรย์ของศาสดานั้น วิญญูชนย่อมทราบตระหนัก
 ดังนี้ว่า ท่านศาสดานี้เป็นผู้เชื่อถือการฟังตามกัน เชื่อว่าจริงด้วยการฟังตามกัน. ท่านศาสดา ผู้นั้นแสดงธรรมโดยการฟังตามกัน โดยสืบๆ กันมาว่าอย่างนั้นๆ โดยอ้างตำรา. ก็เมื่อ ศาสดาเชื่อถือการฟังตามกัน เชื่อว่าจริงด้วยการฟังตามกันแล้ว ย่อมมีการฟังดีบ้าง การฟังชั่วบ้าง เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง. วิญญูชนนั้นครั้นรู้ว่าพรหมจรรย์นี้เว้นจากความยินดี ดังนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายหลีกไปเสียจากพรหมจรรย์นั้น…….. 

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

สันทกสูตร

 

๒๙.บรรลุทุติยฌาน ย่อมมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน

.......ดูกรสันทกะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารณ์ เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ อยู่. 

ดูกรสันทกะ ก็สาวกย่อมบรรลุคุณวิเศษอันโอหาร เห็นปานนั้น ในศาสดาใด วิญญูชน พึงอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสดานั้นส่วนเดียว และเมื่ออยู่ ก็พึงยังกุศลธรรมเครื่องออกไป จากทุกข์ให้สำเร็จได้

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

สันทกสูตร

 

๓๐. เจริญอินทรีย์ห้าเพื่อการบรรลุแห่งที่สุดอภิญญา 

 

 [๓๓๖] …. สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า. 

ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 

            เจริญสัทธินทรีย์    ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ 

            เจริญวิริยินทรีย์     ที่จะให้ถึงความสงบ ระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ 

            เจริญสตินทรีย์      ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ 

            เจริญสมาธินทรีย์  ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ 

            เจริญปัญญินทรีย์  ที่จะให้ถึงความ สงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้. 

ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้ว เจริญอินทรีย์ห้านั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา.

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๔๙

 

 

๓๑.เจริญพละห้าให้ถึงความสงบระงับ 

 

 [๓๓๗] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า. 

           ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญวิริยพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึง ความตรัสรู้ เจริญสติพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญสมาธิพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญปัญญาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญปัญญาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้. ก็เพราะ สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญพละห้านั้นแล สาวกของเราเป็น อันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่.

 

๓๒.  การปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด. 

 

  [๓๓๘] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด.ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญธรรม วิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน 

เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญโพชฌงค์เจ็ดนั้นแล สาวก ของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

๓๓.ปฏิปทาเจริญอริยมรรคมีองค์แปด. 

 

 [๓๓๙] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ เจริญสัมมาสังกัปปะ เจริญสัมมาวาจา เจริญสัมมากัมมันตะ  เจริญสัมมาอาชีวะ   เจริญสัมมาวายามะ เจริญสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิ. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตาม   ปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญอริยมรรคมีองค์  นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่.

 

อธิบายเพิ่มค่ะ

 

องค์มรรถ คือธรรมส่วนย่อยที่รวมกันเป็นองค์ประกอบของมรรค ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค) มี ๘ อย่างคือ

๑. สัมมาทิฐิ         ความเห็นที่ถูกต้อง  (รู้จักคิด คิดเป็น คิดถูกวิธี)

๒. สัมมาสังกัปปะ    ความดำริที่ถูกต้อง (ดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน)

๓.สัมมาวาจา          วาจาที่ถูกต้อง            (เว้นจากวจีทุจริต)

๔. สัมมากัมมันตะ    การงานที่ถูกต้อง (เว้นจากการทุจริต)

๕. สัมมาอาชีวะ       การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง (ไม่คดโกงหลอกลวง ไม่ค่าน้ำเมายาพิษ)

๖. สัมมาวายามะ      ความพยายามที่ถูกต้อง

๗. สัมมาสติ           สติที่ถูกต้อง(ไม่เผลอ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลื่อนลอย)

๘. สัมมาสมาธิ        สมาธิที่ถูกต้อง (ภาวะจิตแน่วแน่ มีสติ มีอุเบกขา ไม่วิตกวิจาร)

 

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๕๐

 

๓๔. พระรัฐปาละแสดงธรรม

 

พระรัฐปาละแสดงธรรม โปรดพ่อแม่และบริวาร

      “   จงมาดูอัตภาพอันวิจิตร มีกายเป็นแผล อันคุมกันอยู่
      แล้ว  กระสับกระส่าย     เป็นที่ดำริของชนเป็นอันมาก ไม่มี
      ความยั่งยืนมั่นคง จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล
      มีกระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามพร้อมด้วยผ้า (ของหญิง) เท้า
      ที่ย้อมด้วยสีแดงสด หน้าที่ไล้ทาด้วยจุรณ พอจะหลอกคนโง่
      ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพานไม่ได้
      ผมที่แต่งงาม ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด พอจะหลอกคนให้หลง
      ได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพานไม่ได้ กายเน่า
      อันประดับด้วยเครื่องอลังการ ประดุจทนานยาหยอดอันใหม่
      วิจิตร พอจะหลอกคนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหา
      ฝั่งคือพระนิพพานไม่ได้ ท่านเป็นดังพรานเนื้อวางบ่วงไว้ แต่
      เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่ เรากินแต่
      อาหารแล้วก็ไป. ”

(รัฐปาลกุลบุตร ศรัทราพระพุทธเจ้า ได้ขอพ่อแม่เพื่อบวชถึง 3 ครั้ง  พ่อแม่ไม่ให้บวช  รัฐปาลกุลบุตร จึงทรมานตัวเองด้วยการไม่กินอาหารและนอนในที่ไม่สะดวกสบาย  ร้อนจนกระทั่งสหายเพื่อนๆ ของรัฐปาลกุลบุตร  ต้องมาขอร้องพ่อแม่อีกแรงหนึ่งและท้ายที่สุด  พ่อแม่ก็ยอมให้บวช

ครั้นบวชแล้ว  ท่านพระรัฐปาละ ทำความเพียรอย่างรีบเร่งไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็น
ผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วย ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ท่านพระรัฐปาละได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย)

 

๓๕. ละทุกข์ ละสุขยังกุศลธรรมเครื่องออกไปทุกข์ให้สำเร็จได้.

 

......ดูกรสันทกะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละทุกข์ ละสุข และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.  

ดูกรสันทกะ ก็สาวกย่อมบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ ในศาสดาใด วิญญูชนพึงอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ในศาสดานั้นโดยส่วนเดียว และเมื่ออยู่ ก็พึงยังกุศลธรรมเครื่องออกไปจากทุกข์ ให้สำเร็จได้.

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

สันทกสูตร

บันทึกไดอะรี่ธรรม วันที่ ๑๕๑

 

 

๓๖. ธรรมเป็นเหตุให้ทำกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 

     [๓๓๓] ....... เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว    สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว  ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่….

             ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา  และโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. 

  

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

มหาสกุลุทายิสูตร

 

๓๗. ว่าด้วยมาณพชื่อวาเสฏฐะ  ซึ่งมาทูลถามเรื่องวรรณะ

 

พระองค์ทรงตรัส...

[๔๕๗ในหมู่สัตว์ ในสระของแต่ละคน  ไม่มีความแตกต่างกันเฉพาะตัว การเรียกกันในหมู่มนุษย์ เราเรียกตามบัญญัติ

ชาวนา  ช่างศิลป์  พ่อค้า คนรับใช้ โจร ทหาร พระราชา ฯ ทั้งหมดเรียกว่ามนุษย์

...และบุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม  เป็นช่างศิลปะก็เพราะกรรม

เป็นพ่อค้าก็เพราะกรรม   เป็นผู้รับใช้ก็เพราะกรรม  เป็นโจรก็เพราะกรรม  เป็นพระราชาก็เพราะกรรม

บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท  มีความรู้ความเข้าใจในกรรมและผลของกรรม  ย่อมพิจารณาเห็นกรรม ตามความเป็นจริงอย่างนี้  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม  สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน  เปรียบเหมือนรถมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้แล่นไปอยู่

 

ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ 

วาเสฏฐสูตร  หน้าที่ ๕๗๖-๕๘๒

 

ก้อนหินสรุปย่อรวมรวบ พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๑๓

และ post ให้อ่านทบทวนกันนะคะ

เล่มที่๑๓ นี้ ก้อนหินเริ่มอ่านตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม และจบวันที่ ๓๑ สิงหาคม

ใช้เวลา เกือบ 116 วันเลยค่ะ  นานมากเลยนะคะ  อาจเป็นเพราะเกเร ไม่ค่อยได้อ่านสม่ำเสมอเหมือนเล่มแรกๆ

 

และก้อนหินจะได้เริ่มอ่านเล่มที่ ๑๔  ต่อไปค่ะ

 

ก้อนหินยิ้ม

๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปลาชมพู วันที่ : 18/09/2008 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovebooks

สาธุค่ะด้วยค่ะ คุณก้อนหินยิ้ม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 31/08/2008 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

กราบขอบพระคุณค่ะ พี่ pepsi
ที่เข้ามาให้กำลังใจน้องก้อนหิน

ดีค่ะ..กำลังใจมาแระ..
สู้..สู้..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 31/08/2008 เวลา : 17.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...อ่านจบภายใน 116 วัน ถือว่าเก่งแล้วครับ...

...แต่ตอนปฏิบัตินี่สิ....

...ถ้าสำเร็จได้ภายในชาตินี้ ยิ่งถือว่าเก่งใหญ่...!!!

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 31/08/2008 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ยาวไปหน่อยนะคะ ขออภัยเจ้าค่ะ

ก้อนหินสรุปย่อๆ ให้แล้วนะคะ
คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ กับท่านที่สนใจและนำไปอ้างอิงได้ค่ะ
การอ่านพระไตรปิฏก แต่ละเล่ม ใช้เวลาเกือบ 4 เดือนน่ะค่ะ
มีทั้งหมด ๔๕ เล่ม ก้อนหินใช้เวลากี่ปี นะเนี่ย....
เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ

ก้อนหินยิ้ม
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน