*/
  • ก้อนหินยิ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nen..noi_th@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-03-01
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 156802
  • จำนวนผู้โหวต : 73
  • ส่ง msg :
  • โหวต 73 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551
Posted by ก้อนหินยิ้ม , ผู้อ่าน : 1842 , 09:04:56 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระไตรปิฏก 

ฉบับ บันทึกไดอะรี่ธรรม  

ของ...ก้อนหินยิ้ม

 

                                             คำนำ

          พระสูตรสำคัญจากพระไตรปิฏก ซึ่งผู้เขียนได้อ่านและบันทึกเป็น

ไดอะรี่ธรรมมาโดยตลอด  และผู้เขียนได้ตั้งใจไว้ว่าจะรวบรวมเป็นเล่มเพื่อ

เผยแผ่เป็นธรรมทานต่อไป

          งานเขียนนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนได้รับการแนะนำจากท่านผู้เคารพ

ท่านหนึ่งคุณธัชเสถียร เกตุวัง  ผู้เป็นกัลยณมิตรผู้หวังดี แนะนำให้ข้าพเจ้า

ได้อ่านพระไตรปิฏกอย่างจริงจังเสียที

          ข้าพเจ้าได้เริ่มอ่านพระไตรปิฏก ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 และ

บันทึกไดอะรี่ธรรมมาตลอด  การอ่านและบันทึกในช่วงแรกผู้เขียนได้ยืมมา

จากวัดทางสาย จ.ประจวบคิรีขันธ์ (พระอาจารย์ไมตรี ฐิตปัญโญ)

ครั้งละ 1 เล่ม  เมื่ออ่านจบเล่มหนึ่งก็จะนำไปเปลี่ยนมาใหม่  เป็นเช่นนี้เรื่อย

มา จนกระทั่ง

          วันหนึ่งผู้เขียนได้รับการสนับสนุนพระไตรปิฏกชุดใหญ่ จำนวน 45 เล่ม 

จากผู้ใจบุญคือท่านวันชัย ธนิตติราภรณ์ (ท่านรองกรรมการผู้จัดการใหญ่

สถาบันการเงินมีชื่อแห่งหนึ่ง) มอบให้แก่ผู้เขียนในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

 และยังมีคุณเชอร์รี่ เจ้าของบริษัทบุญศิริจำกัด  ได้มอบพระไตรปิฏก

ชุดพระนวกะ จำนวน 9 เล่ม ให้แก่ผู้เขียนอีกด้วย

          และเพื่อให้พระไตรปิฏก ทั้ง 2 ชุด จำนวนรวมแล้ว 54 เล่มนี้ ให้เกิด

ประโยชน์ให้มากที่สุด   มิใช่เพียงผู้เขียนมีไว้ในความครอบครองเป็นเจ้าของ

เท่านั้น  ผู้เขียนได้อ่านและย่อความ บันทึกเป็นไดอะรี่ธรรม เข้าใจง่าย กะทัดรัด

และจะพิมพ์ออกเผยแผ่เพื่อให้ผู้ใคร่สนใจในธรรมได้มีไว้อ่านศึกษาเพื่อความเจริญ แพร่หลายแห่งธรรมและความเจริญงอกงามแห่งปัญญาให้บังเกิดแก่พุทธบริษัทให้มากที่สุด

           สำหรับการย่นย่อ คัดลอก ตัดตอน บันทึกเป็นไดอะรี่ธรรมและรวบรวม

เป็นหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่ได้ยึด “พระไตรปิฏก  ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙  และพระไตรปิฏก ฉบับพระนวกะและพุทธศาสนิกชนทั่วไป” ซึ่งได้รับการสนับสนุน บริจาคมา จากท่านผู้ใจบุญทั้ง 2 ท่าน

           การขาดตกบกพร่อง  ที่มีอยู่ในเล่มนี้  ผู้เขียนขอรับผิดแต่ผู้เดียว 

อนึ่งขอผลบุญกุศลมหาศาล แห่งการบันทึดไดอะรี่ธรรมและการได้เผยแผ่

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนี้ ขอให้

ท่านผู้ใจบุญทั้ง 2 คน คือท่านรองวันชัย  ธนิตติราภรณ์  และคุณเชอร์รี่ ผู้บริจาค 

พระไตรปิฏก ให้แก่ผู้เขียน และท่านได้อ่านได้ศึกษาได้บันทึกไดอะรี่ธรรม

จงมีความสุข ความเจริญ และปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาแล้ว

ขอให้ดวงตาเห็นธรรม

ด้วยเทอญ..

 

        ขอให้มารดา พี่น้อง แห่งผู้เขียน

        ขอให้หมู่เพื่อนๆ แห่งผู้เขียน  

        ขอให้ครูธัชชะ  และหลวงตาชัยยัสสุ  ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนมา

โดยตลอด จงถึงพร้อมด้วยมหากุศล ในครั้งนี้ของผู้เขียน..เช่นกัน

                                                                     konhinsmile

                                                                    ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

และเริ่มเป็นพระสูตรแรก....

พระไตรปิฏก  พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๙

ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

มี ๑๓ พระสูตร

 

๑.    พรหมชาลสูตร

 

       พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุ ประมาณ 500 รูป  ขณะทรงพักแรมในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา กรุงราชคฤห์  ทรงตรัสถึงวิธีปฏิบัติเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่องพระรัตนตรัย

       พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงพวกเธอควรชี้แจงให้เห็นชัดว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริงไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่ปรากฏในพวกเรา”

        พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสามเหตุที่ทำให้คนสรรเสริฐพระองค์ ว่าได้แก่ ศีล 3 ชั้น

คือ

1.     จุลศีล  (ศีลอย่างเล็กน้อย)

2.     มัชฌิมศีล  (ศีลอย่างกลาง)

3.     มหาศีล  (ศีลอย่างใหญ่)

 

จุลศีล  (ศีลอย่างเล็กน้อย)  ได้แก่

  1. เว้นการฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์ ประพฤติล่วงพรหมจรรย์

  2. เว้นการพูดปด ส่อเสียดหยาบหยาม เพ้อเจ้อ

  3. เว้นการทำลายพืช ต้นไม้

  4. ฉันมื้อเดียว ไม่ฉันเวลาวิกาล ไม่ฟ้อนรำขับร้อง  เล่นดนตรี ดูการเล่น ไม่ทัดทรงดอกไม้ ของหอม เครื่องประทินผิต่างๆ ไม่นั่งนอนที่นองสูง หนา ยัดนุ่นสำลี ไม่รับทอง เงิน

  5. ไม่รับข้าวเปลือกดิบ เนื้อดิบ ไม่รับหญิงทาสีทาสา สัตว์ต่างๆ รมทั้งอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

  6. ไม่ทำการค้า การเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ การโกงต่างๆ การรับสินบน หลอกลวง ปลอมแปลง เว้นจากการตัดมือเท้าการฆ่า มัด ปล้น ทำร้าน ชิงทรัพย์

 

มัชฌิมศีล  (ศีลอย่างกลาง)  มีที่ซ้ำกับศีลข้อเล็กหลายอย่าง ที่ต่างออกไปมี

1.     เว้นจากการสะสมอาหาร ผ้า ทรัพย์สิน จำพวกสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

2.     เว้นจากการเล่นการพนัน

3.     ไม่ประดับประดาตกแต่งร่างกาย

4.     ไม่พูดเรื่องไร้ประโยชน์ และขัดกับสมณเพศ

5.     เว้นจากการพูดแข่งดี ข่มขู่

6.     เว้นการพูดประจบ พูดอ้อมค้อม (หวังลาภผล) การพูดปด พูดเพื่อหวังแลกเปลี่ยนเอาประโยชน์

 

มหาศีล  (ศีลอย่างใหญ่)

       ไม่ดำรงอาชีพด้วยมิจฉาชีพ ดิรัจฉานวิชา เช่นทายนิมิต ทายฝัน ดูดวง(โหราศาสตร์) ดูลักษณะแก้วมณี  ทานจันทรุปราคา สุริยุปราคา ทายฝนชุก ฝนแล้ง การบน การแก้บน การประกอบยา การดูลักษณะคนก็น่าจะรวมอยู่ในศีลนี้ด้วย

 

 

ที่มาจาก พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร

เล่มที่ ๙  หน้า ๑ ถึง ๔๗

 

ก้อนหินยิ้ม

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 14/11/2008 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ก้อนหินมาขอแก้ตัวเจ้าค่ะ
ขอสรุxพระสูตรนี้ใหม่อีกครั้งค่ะ ดังนี้.-

พระพุทธเจ้า ทรงแสดงศีล ๓ ชั้น คือจุลศีล มัชฌิชศีลและมหาศีล
คืออะไรบ้าง อย่างไร (ก้อนหินได้คัดลอกไว้แล้วข้างบนค่ะ)

และต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงทิฐิ
ที่มีอยู่ในสมัยนั้นถึง ๖๒ ประการ
โดยบางพวกเห็นว่าโลกเที่ยง บางพวกเห็นว่าไม่เที่ยง
โลกมีที่สุด ไม่มีที่สิ้นสุด บางพวกว่าโลกหน้ามี
บางพวกบอกว่าตายแล้วสูญ

ในสมัยพุทธกาล มีเจ้าสำนักมากๆ พอสรุปได้ เป็น ๖ ลัทธิ
ซึ่งแต่ล่ะลัทธิ สอนเรื่องทิฐิต่างๆ กันไป
เช่น ทิฐิที่เชื่อว่าทำบุญก็ไม่เชื่อว่าทำบุญ ทิฐิที่ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ทิฐิที่ทำบุญไม่มีผล ทิฐิที่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเที่ยง ทิฐิที่ถือเอาการทรมานตัว อดข้าวน้ำ เป็นสรณะ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือทิฐิที่พระพุทธองค์เปรียบเสมือน เป็นแหของชาวประมง ที่ครอบคลุมมนุษย์ไว้ไม่ให้เห็นธรรม ตามความจริง

ในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงทรรศนะ แบบกลางๆ ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุเมื่อเหตุดับ สิ่งที่เกิดแต่เหตุก็ย่อมดับไป เหมือนไฟซึ่งเกิดแต่เชื่อ เมื่อสิ้นเชื้อไฟย่อมดับไปเป็นธรรมดา

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

เกี่ยวกับสุขทุกข์แห่งชีวิตนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงสุขทุกข์ว่าเกิดแต่เหตุเช่น ในอริยสัจ ๔ ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ในเรื่องจริยธรรม ทรงสอนให้มนุษย์เว้นจากการเบียดเบียนกัน ให้เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน บำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม

สัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์ที่ถูกทิฐิต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วมาคล้องไว้ หมกอยู่ในทิฐิแล้วนั้นเหมือนปลาติดข่ายแห ไม่อาจดิ้นให้หลุดออกไปได้ พวกเขาพอใจติดใจในผัสสะแห่งอายตนะต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
มีความทะยานอยาก ยึดมั่น ติดใจ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

แต่พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตัดตัณหาอันเป็นเหตุให้วนเวียนเกิดในภพน้อยใหญ่ได้แล้ว ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ไม่มีทิฐิใดๆ คล้องไว้ได้ เหมือนปลาที่หลุดออกจากข่ายแห ว่ายไปได้ตามปรารถนา

ก้อนหินยิ้ม
๑๔ พฤศิกายน ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 12/11/2008 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

หวัดดีค่ะ ครูธัชชะ
กราบขอบพระคุณค่ะ ที่แนะนำ
ก้อนหินก็ว่ายังงั้น...แต่มันยากจังนะคะ

ส่วนย่อๆ แล้วก็ยังยาวอยู่ดี
ว่ากันตามที่ครูแนะนำดีนะคะ
ครูกลับมาครั้งหน้า อะไรๆ คงเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นค่ะ

และคิดว่าคงไม่เรียนต่อปริญญาเอกแล้วค่ะ
ขอใช้ชีวิตสงบๆ ล่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 22.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

คุณก้อนหินขา..มีศัพท์เทคนิคด้วย
ขอตั้งสติค่อยๆอ่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ธัชชะ วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tajji

@ อ่านพระสูตร..แล้วพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจรหัสนัยของคำสอน..จากนั้นจึงค่อยสรุปย่อตามที่เข้าใจ..อาจจะได้ข้อความที่สั้นและได้ใจความสำคัญมากกว่าครับ

@ พระสูตรขนาดยาวอย่างพรหมชาลสูตรนี้..ย่อความแล้วยิ่งยากที่จะเข้าใจได้ครับ..แล้วบังเอิญเป็นพระสูตรที่อาจกล่าวได้ว่ามีเนื้อหาสาระยากที่สุดพระสูตรหนึ่งในบรรดาพระสูตรทั้งหลายด้วยครับ ( เพราะฉะนั้น..อย่าเพิ่งทำการย่อ & สรุปความนัยของพระสูตรนี้..ข้ามพระสูตรนี้ไปก่อนน่าจะดีกว่า..เอาไว้ตอนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็แล้วกันครับ )

ธัชชะ
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 12.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ครูธัชชะ ค่ะ
ลองย่อ ให้คงเนื้อหาไว้ ก็ยังมีความยาวอยู่ดีเจ้าค่ะ

และจะทำอย่างไรค่ะ

ครูแนะนำด้วยค่ะ หรืออ่านใหม่หมด และย่อตามความเข้าใจของตัวเองค่ะ

ก้อนหินค่ะ
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 12.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการพวกที่มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ... พวกที่มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ... พวกที่มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว ...พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ... พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต ... พวกที่มีทิฏฐิว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ... พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ... พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ...พวกที่มีทิฏฐิว่าขาดสูญ ... พวกที่มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ... พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต ...พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๖๒ ประการ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกถูกต้องๆ แล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง ๖ ย่อมเสวยเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพเพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาส
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับคุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้นเมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกทิฏฐิ ๖๒ อย่างเหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ติดอยู่ในข่ายนี้ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำอันเล็ก เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหครอบไว้ อยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแห ถูกแหครอบไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย. สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ก็ฉันนั้นที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตกล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่าน่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า อรรถชาละก็ได้ว่าธรรมชาละก็ได้ ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละก็ได้ ว่าพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมก็ได้.
ครั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม
เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ หมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหวแล้วแล.

จบพรหมชาลสูตรที่ ๑. พระสุตตันตปิฏกเล่มที่ ๙

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ทิฏฐิ ๖๒
[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกแลที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยากสงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่านั้นเป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ?
ฐานะที่ 1 สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการคือ ตามระลึกชาติได้ จุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน
ที่โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหมที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานนั้นแต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสันความดิ้นรนขึ้นว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมาสัตว์เหล่าอื่นก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน
ฐานะที่ 2 พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่
ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่น
อยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติ หลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น
ฐานะที่ ๓ พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกัน
เกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น
ฐานะที่ ๔ นี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดี
ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอัน
แปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง
ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล.
สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด ว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัดทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดนั้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออก ไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.
สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง มีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว
ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เกิดความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจในข้อนั้น และกลัวแต่การซักถาม และ เป็นคนเขลา งมงาย เพราะเขลา เพราะงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ เขาจึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว...
แต่พระพุทธเจ้าจะได้ทันทีพยากรณ์ว่า มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ... ถ้าท่านถามเราว่า สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีหรือ มีผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีหรือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไม่มีอยู่หรือ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นลอยๆ ด้วยเหตุ ๒ ประการ
(๑) พวกเทวดาชื่อว่าอสัญญีสัตว์มีอยู่ ก็และเทวดาเหล่านั้นย่อมจุติจากชั้นนั้น เพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา
(๒) สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นลอยๆ
สมณพราหมณ์เหล่านั้น กำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ประการนี้แล.
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย.
(๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๓) อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๔) อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา ไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๘) อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญาไม่มีสัญญา.มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
(๙) อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๐) อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๑) อัตตาที่มีสัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๒) อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๓) อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๔) อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๕) อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา.
(๑๖) อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา.

[๔๙] มีทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ เช่น อัตตานี้มีรูป สำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความขาดสูญความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. มีอารมณ์ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง

[๕๐] มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้าฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง. พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้นความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีตจะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

จบทิฏฐิ ๖๒.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

มาเพิ่มเติมข้อมูลค่ะ
เหตุของพระสูตรนี้และทิฏฐิ อันเป็นเหตุให้หลงผิด

.....พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปและสุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทาง และพรหมทัตตมาณพ ก็เดินทางมาเช่นกันในระหว่างทางนั้นพรหมทัตตมาณพ ได้ยินสุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์
ข้างพรหมทัตตมาณพ กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง

ฉะนี้....พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องและ
“ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ?
.........เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด
นั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้า มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เช่นนี้ว่า-
“ ๑.พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่.
๒.พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้
ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่.
๓.พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน.
๔.พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก.
๕.พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น ….ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้างชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน
๖.พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ
เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ.
๗.พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ
ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง
๘.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม
๙. พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล.
๑๐.พระสมณโคดม เว้นขาดฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น
๑๑.พระสมณโคดม เว้นขาดการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยของหอม
๑๒.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่.
๑๓.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
๑๔.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.
๑๕.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.
๑๖. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมาร.
๑๗. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
๑๘. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.
๑๙. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร.
๒๐. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.
๒๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
๒๒. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้.
๒๓. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อการขาย.
๒๔. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงตราชั่ง โกง ปลอม
๒๕. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง.
๒๖. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฆ่า จองจำ ตีชิง ปล้น การกรรโชก.
๒๗.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๒๘. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอน เครื่องประเทืองผิว ของหอม อามิส.
๒๙.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
๓๐. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการขวนขวายเล่นพนัน
๓๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น
๓๒. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็น ฐานแห่งการแต่งตัว
๓๓. พระสมณโคดม เว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้
๓๔. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน
๓๕. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้
๓๖. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ.
๓๗. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เพื่อ ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ
1. ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทำนายฝัน บูชาไฟ เบิกแว่นเวียนเทียน ซัดแกลบบูชาไฟ ซัดรำบูชาไฟ ซัดข้าวสารบูชาไฟ เติมน้ำมันบูชาไฟ พิธีเสกเป่าบูชาไฟ พลีกรรมด้วยโลหิต หมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ที่นา เป็นต้น
2. ทายลักษณะแก้วมณี ไม้พลอง ผ้าทาย ลักษณะศาตรา ดาบ ศร ธนู อาวุธ ทายลักษณะสตรีบุรุษ กุมาร กุมารี เป็นต้น
3. ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก ไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด จักถอย จักยกเข้าประชิด จักมีชัย เป็นต้น
4.พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส นักษัตรคราสดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง เดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้นตก มัวหมอง กระจ่าง เป็นต้น
5. พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักได้ยาก จักมีความเกษม มีภัย เกิดโรค มีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนนคำนวณ นับประมวล แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์
6. ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอนดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี เคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง กระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ.
7.ทำพิธีบนบาน แก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกัน บ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยา เป็นต้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้นเท่านี้แล………

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Phithak_C. วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phithak1970

อืมม!อ่านแล้วทำให้โลกและชีวิตเคลื่อนที่ช้าลงมากๆสำหรับเอนทรี่นี้
อย่างว่าไม่มีอะไรเป็นบุญใหญ่เท่ากับการให้ธรรมะเป็นทาน ยิ่งกล่าวมาถึง"พระอาจารย์ไมตรี"ด้วยแล้วกระผมขนลุกด้วยความศรัทธา!และยังไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นภิกษุจากบ้านเดียวกันและเรียนรู้วิถีอริยะของท่านมาช่วงหนึ่ง

ขอบคุณขอ-รับ
ขอตัวกลับก่อนล่ะ! ปรู๊น ปรู๊น น น น น...

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

สาธุค่ะคุณก้อนหิน รู้สึกซาบซึ้งกับความตั้งใจดี
และน้ำใจในการแบ่งปันธรรมะของคุณก้อนหินมากๆเลยค่ะ
สำหรับตนเอง ยังบกพร่องอยู่มาก
ไม่ว่าจะศีลอย่างเล็ก อย่างกลาง หรือ อย่างใหญ่
ไงๆ ก็ขอให้ได้อานิสงค์
จากการอ่านไดอารี่ธรรมะของคุณก้อนหิน
ทำให้มีโอกาสได้มีดวงตาเห็นธรรมอย่างแท้จริงบ้าง
สักวันค่า

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ธัชชะ วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tajji

@ ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทั้งผู้ให้ & ผู้รับพระไตรปิฎกเพื่อศึกษาและเผยแพร่เป็นธรรมทานต่อผู้อื่น
@ และขออวยพรให้กิจกรรมนี้สำเร็จลุล่วงสมดังเจตนาของคุณก้อนหินทุกประการครับ

ธัชชะ
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

อ้อลืมไป ขอแสดงความยินดีกับผลการสอบด้วยครับ ผมเองไม่เคขได้ A กับเขา เลยไม่รู้ความรู้สึก เรียนราม ครับมีแต่ P กับ G

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

อนุโมทนาด้วยครับคุณก้อนหิน จะอ่านไปพร้อมๆกันเลยครับ ตอนนี้อยากอ่านภาษาบาลีออก อยากอ่านพระพุทธวัจนะแบบที่เหมือนมาจาก พระโอษฐ์ของพระองค์เอง แต่ตอนนี้อ่านไม่ออก ก็ต้องอ่านภาษาไทยไปก่อน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
TaTee วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

อนุโมทนาด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
www.pierra-vejjabul.com วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 12.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vejjabul

ขอร่วมอนุโมทนา ค่ะ
.
ศึกษาอ่าน พระไตรปิฏก ถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่
.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
raksanok วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 11.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raksanok
 raksanok เพราะควมสุขอยู่ทีใจ  www.sumbydesign.net

คิดถึงจังเลยก้อนหิน

ช่วงนี้งานรุมไม่ได้กระดิกเลย

สบายดีนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
spyone วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดินเดินทาง วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/din-travel


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ก้อนหินก็เพิ่งรู้ว่า นอกจาก ศีล 5 ศีล 8 ศีลอุโบสถแล้วยังแบ่งออกเป็น ศีล 3 ชั้น อย่างนี้อีกเจ้าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน