*/
  • ก้อนหินยิ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nen..noi_th@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-03-01
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 156802
  • จำนวนผู้โหวต : 73
  • ส่ง msg :
  • โหวต 73 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน 2551
Posted by ก้อนหินยิ้ม , ผู้อ่าน : 1441 , 22:07:04 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระไตรปิฏก  พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๙

ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค  โสณทัณฑสูตร 

 

๓. โสณทัณฑสูตร

 

ศีลและปัญญา ต้องมีอยู่คู่กัน

 

          พระผู้มีพระภาคเจ้า  ประทับอยู่ที่ใกล้สระชื่อคัคครา  เขตกรุงจัมปา

เมืองหลวงของแต้วนอังคะ

         โสณทัณฑพราหมณ์  ผู้มีใจเสื่อมใสในพระผู้มีพระเจ้าอยู่แล้ว 

ได้มาเข้าเฝ้าและสนธนากับพระองค์

         พระผู้มีพระภาคเจ้า  ยืนยันในเรื่องศีลและปัญญา ต้องมีอยู่คู่กัน 

 เพราะศีลช่วยชำระปัญญาให้บริสุทธิ์  ปัญญาก็ช่วยชำระศีลให้บริสุทธิ์ 

ปัญญามีแก่ผู้มีศีล  ศีลมีแก่ผู้มีปัญญา  ศีลกับปัญญาเป็นสิ่งล้ำเลิศในโลก 

เปรียบเหมือนบุคคลใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้า ฉันใด 

ศีลกับปัญญาก็ชำระกันและกันฉันนั้น

          ศีลได้แก่ศีล ๓ ระดับ คือจูฬศีล  มัชฌิมศีล และมหาศีล 

ผู้มีศีล ๓ ระดับนี้มีอินทรีย์สังวร  มีสติสัมปชัญญะ  มีสันโดษและ

ละนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว สามารถบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน ๔ 

ผู้ได้ฌาน ๔ แล้วสามารถพัฒนาต่อไปจนได้วิชชา ๘

 

ที่มาจาก พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค โสณทัณฑสูตรเล่มที่ ๙ 

หน้า ๑๑๑ ถึง ๑๒๔

 

ก้อนหินยิ้ม

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 09.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

โดยปกติเรามักพูดถึงไตรสิกขาว่าประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แต่ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า การให้ความสำคัญกับศีลมาก่อนสมาธิและปัญญา เป็นการที่เหมาะกับภิกษุที่มอบตัวให้พุทธศาสนาแล้ว

แต่ปุถุชนอย่างเรา ควรเริ่มจากปัญญา ก่อน แล้วจึงมีศีล และพัฒนาปัญญาต่อด้วยสมาธิ ดังที่พระพุทธองค์ได้เรียงลำดับมรรคมีองค์ ๘ ( หรือก็คือไตรสิกขา) จากสัมมาทิฏฐิก่อน แล้วจึงไปจบด้วยสัมมาสมาธิ

นั่นคือพัฒนาปัญญา ( ระดับทิฏฐิ) ก่อนด้วยการตรึกตรองหาเหตุผลตามความเป็นจริง ให้รู้ว่าตัวเราปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างไร มีทัศนคติต่อตัวเองอย่างไร เมื่อรู้ตนว่าควรพัฒนาอะไร ก็ระวังตนไม่ให้สิ่งที่ตนบกพร่องล่วงเกินบุคคลอื่นทั้งกาย วาจา ใจ และดำเนินชีวิตอยู่ในคลองธรรม (รักษาศีล )

และฝึกจิตด้วยการทำสมาธิเพื่อพัฒนาปัญญาทิฏฐิไปสู่ปัญญาระดับญาณและเพื่อนำปัญญามาพิจารณาสิ่งดีที่ตนมีอยู่แล้วและเสริมให้ดียิ่งขึ้นไป

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ดับจิต วันที่ : 24/11/2008 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/eyeplay
ว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องมีอะไรดับอะไร

ศีลกับปัญญาชำระกันได้น่าจะถูกแล้วครับ เพราะนี่เป็นเรื่องของการชำระใจ ชำระของเก่าออกไปเพื่อพร้อมสำหรับการเจริญสมาธิและเจริญสติ

แต่ถ้าสมาธิจับคู่กับปัญญานั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นการลับมีด(สติ) เพื่อเอาไว้ดับเพลิงกิเลสมากกว่าครับ

อีกอย่างครับผมเป็นฆราวาสมิใช่พระครับ ถ้าเห็นบทความแปลกๆใน blog/eyeplay ล่ะก็จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าพระมายุ่งอะไรกับทางโลก

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 23/11/2008 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

แม้ไม่ได้เข้ามาติดตามอ่านอย่างรวดเร็ว ก็แวะมาศึกษาและเป็นกำลังใจให้เช่นเดิม ดั่งเช่นบันทึกไดอะรี่ธรรมเรื่องแรก ๆ มุ่งมั่นในธรรมต่อไปครับ เด็กหญิงก้อนหินยิ้มบุตรในพระพุทธองค์

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
sodaaban วันที่ : 22/11/2008 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sodaaban

หนูก้อนหินโชคดี
มีคำตอบให้อ่านมากมาย
ความรู้ดี ๆ ทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/11/2008 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

เจ้าภูผา เพื่อนรักมากๆ ก้อนหินก็ยังปฏิบัติไปไม่ถึงไหนหรอกเจ้าค่ะ
พวกเรามาเรียนรู้ไปด้วยนะค่ะ
ช่วยๆ กัน ใครมีปัญหาติดค้างอะไร เข้ามา post ถามกันได้เลยค่ะ พี่ๆ เพื่อนๆ หลายท่านจงช่วยเข้ามาต่อยอดทางความคิดกัน อย่างนี้แหละค่ะ ดีมากๆ

ก้อนหินขอบคุณ ทุกท่านเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/11/2008 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

กราบขอบพระคุณ หลวงปู่ดับจิต
และคุณพี่พระจันทร์ ที่เข้ามาช่วยกันแสดงความคิดเห็น
และช่วยๆ กันต่อยอดทางความคิด

ก้อนหิน คิดว่าดีมากๆ เจ้าค่ะ
ก้อนหินอยู่ตั้งนาน..ว่าทำไมพระพุทธบิดา ไม่พูดถึงสมาธิ ในช่วงพระสูตร นี้

ได้รับความกระจ่างแล้วค่ะ ต้องขอบคุณ คุณพี่ทั้ง 2 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/11/2008 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ขอบคุณอาโป ค่ะ
และหลวงตาชัยฯ ก็มาช่วยตอบปัญหา ให้ก้อนหินแล้ว
เห็นมั๊ยหน่อเนื้อพุทธองค์...เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะนิ่งเฉย..เวลาลูกหลานจนปัญญา

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

ปัญญาที่แท้ยังไม่มาเลยค่ะคุณก้อนหิน..
ตอนนี้พยายามรักษาศีลเป็นพื้นฐาน
ตามที่ครูบาอาจารย์สอนค่ะ
แต่แม้แต่พื้นฐานก็มีความละเอียดอ่อน
ที่ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์เหมือนกันค่ะ
อย่างเรื่องการพูด ยังเพ้อเจ้ออยู่มากค่ะคุณก้อนหิน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

ในเมื่อนั่งเรือถึงฝั่งแล้วจะไปยกเอาเรือขึ้นฝั่งไปด้วยทำไม

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

อันนี้ผมคิดเอาเองนะครับว่าความสำคัญของสมาธิก็เพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดปัญญา ดังนั้นจุดที่สำคัญคือปัญญา ไม่ใข่สมาธิ ส่วนสมาธิเป็นเพียงเรือข้ามฟากเพื่อไปให้ถึงปัญญาเท่านั้น ในเมื่อผู้มีศีลอันดีแล้วดังที่อธิบายในความเห็นก่อนย่อมนำไปสู่ปัญญา อันเป็นเป้าหมายสำคัญ ดังนั้นพระองค์จึงคงพูดถึงแค่ศีลและปัญญาเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 15.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

จะรักษาศีลได้ต้องมีสติ จะรักษาศีลได้ต่อเนื่องแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีสติได้ต่อเนื่องแค่ไหน และเมื่อมีสติอันดีแล้วย่อมเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ และเมื่อเป็นผู้มีสติและสมาธิอันดี ใช้สติและสมาธิเพียรเฝ้าดูจิต ย่อมเห็นจิตเข้าใจจิต รู้เท่าทันจิต เมื่อรู้และเข้าใจในจิต ก็ย่อมเกิดปัญญาเห็นแจ้งในจิต เมื่อเป็นผู้รู้และเข้าใจในจิตของตัวเอง ก็จะเป็นผู้รู้และเข้าใจในจิตของผู้อื่น และเมื่อมีปัญญาอันฉลาดในจิตตนก็ย่อมรู้ว่าอะไรนำมาซึ่งประโยชน์แห่งตน ก็เท่ากับว่าเป็นเหตุให้ปัญญากลับมารักษาศีลนั่นเอง


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chaiyassu วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 10.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ปล.
๑.ในชีวิตความเป็นจริง เราก็พอจะมีตัวอย่างของการพูดถึงสิ่งหนึ่ง ไม่พูดสิ่งหนึ่ง แต่ทั้งสองก็อิงอาศัยกัน สำคัญในฐานะเป็นองค์ประกอบของกันและกัน เช่น เมื่อถึงวันแม่ เราก็พรรณนาเฉพาะพระคุณแม่อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่กล่าวถึงพ่อเลย ถ้าจะตั้งคำถามว่า ทำไมไม่พูดถึงพ่อ หรือเมื่อถึงวันพ่อ เราก็พูดถึงแต่พ่อ ไม่พูดถึงแม่เลย เราก็คงจะหาเหตุผลมาอธิบายได้โดยไม่ยากว่า เหตุที่เราพูดถึงเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเพราะเราต้องการเน้นเป็นการเฉพาะ การเน้นเป็นการเฉพาะเช่นนี้ เราต้องไม่สรุปว่าส่วนที่เราไม่ได้เน้นไม่มี ไม่สำคัญ...
๒.เรื่องตรัสเฉพาะศีลกับปัญญาก็ทำนองเดียวกัน..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ขอบคุณค่ะ หลวงปู่ดับจิต
ดีใจจังหลวงปู่มาช่วยตอบแล้วล่ะ กระจ่างเลยเจ้าค่ะ

แต่พระสูตรนี้ มีเหตุอันใดถึงไม่เอยถึง สมาธิ ด้วยเจ้าค่ะ
สงสัยจัง...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chaiyassu วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ตรวจสอบอรรถกถาและบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว
พอจะสรุปได้ถึงเหตุผลที่ไม่ตรัสถึงสมาธิในบาลีบทนี้เพราะ
๑.ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการที่อิงอาศัยกันในเชิงปฏิบัติที่ไม่สามารถละส่วนใดส่วนหนึ่งได้อยู่แล้ว การไม่ตรัสให้ครบทั้ง ๓ เป็นเพราะบาลีบทนี้ต้องการแสดงเพียงความสัมพันธ์ระหว่างศีลและปัญญาว่าเกื้อกูลกันอย่างไร
๒.เมื่อพิจาณาในเชิงปฏิบัติแล้ว ปัญญาในบาลีบทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสมาธิอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ตรัสถึงโดยตรงก็ตาม ข้อนี้สอดคล้องกับบาลีหลายแห่ง เช่น "ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง",(หมายถึง มีสมาธิ จึงมีปัญญา) "ไม่มีฌานก็ไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญาก็ไม่มีฌาน ฌานและปัญญาไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นได้ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพาน"
๓. อรรถกถาในเรื่องนี้ ท่านพรรณนายกตัวอย่างภิกษุรูปหนึ่ง ป่วยแต่ร้องครวญคราง ทำให้ไม่เป็นที่เลื่อมใสพระราชาซึ่งเสด็จมาวัด ลูกศิษย์ท่านจึงเรียนให้ท่านทราบ ว่า พระราชาเสด็จมา เห็นท่านร้องครวญครางจึงไม่เข้ามาไหว้ ท่านจึงขอโอกาสฝึกจิตใช้สมาธิข่มเวทนาได้ จึงให้ศิษย์ไปทูลพระราชาอีกครั้ง พระราชาทราบข่าวจึงเสด็จมาสักการะภิกษุนั้น จากนั้นท่านก็สรุปเนื้อหาว่า การที่ภิกษุรูปนี้บำเพ็ญสมาธิ เพราะเบื้องต้นท่านได้ใช้ศีล และปัญญาที่ท่านมีอยู่แล้วเป็นเครื่องมือในการฝึกจิต กระทั่งจิตหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์
๔.เจตนาในการตรัสเรื่องนี้จึงปรารภให้เห็นถึงบทบาทของศีลกับปัญญาว่าเกื้อกูลกันอย่างนี้ การไม่ตรัสถึงสมาธิจึงเป็นอันละเอาไว้ในฐานะเข้าใจแล้วว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เชื่อมโยงเป็นกระบวนการอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ดับจิต วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/eyeplay
ว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องมีอะไรดับอะไร

อันนี้จริงอย่างยิ่งครับ ถ้าใครไม่รักษาศีลจิตจะไม่เป็น "ปกติ" ก็ไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด "ปัญญา" และเมื่อปัญญาจากการเจริญภาวนาเกิด "ปัญญา" นั้นก็จะกลับมารักษาศีลเอง

การรักษาศีลช่วงแรกจะยากครับแต่เมื่อเจริญภาวนาไปเรื่อยๆก็จะเห็นโทษของการไม่รักษาศีลเอง จึงเรียกว่าปัญญากลับมารักษาศีลให้เรา

แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ก็ขึ้นกับบุญบารมีของแต่ละคนด้วยครับ บุญนี่ไม่ใช่ว่ารวยแล้วมีบุญอย่างเดียวนะครับ พวกที่รวยนั้นมาจากทาน ผู้มีบุญมากจะศึกษาและปฏิบัติธรรมได้เร็ว ถ้าบุญมากจริงๆก็จะได้บวชเป็นพระตลอดชีวิต

อย่างท่านว.วชิรเมธีนี่ไง ท่านมีบุญบารมีมากถึงได้บวชตั้งแต่ยังเล็ก

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

มาอ่านธรรมะชำระใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อาโป วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 07.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

...สีเลนะ โภคะ สัมปะทาฯ

....สีเลนะ สุคะติง ยันติฯ

....สีเลนะ นิพพุติง ยันติฯ

.............

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
roselobster วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

มาทักทายยามดึกค่ะคุณก้อนหิน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/omikami

ช่วย
พระนเรศวรยังไง
โดนหมอผีทำพิธีข่มอยู่

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 22.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

เปรียบเหมือนบุคคลใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้า ฉันใด
ศีลกับปัญญาก็ชำระกันและกันฉันนั้น

เป็นคำสอนของพระพุทธบิดา นะเจ้าค่ะ
เดิมที ก้อนหิน คิดแต่เพียงว่า "ศีล" เป็นฐานของสมาธิ
และสมาธิเป็นฐานให้เกิด "ปัญญา"
"ศีลกับปัญญาก็ชำระกันและกัน"ได้

ไม่คิดว่า ศีล..ข้ามไปหาตัว "ปัญญา"ได้ เลยโดยไม่ผ่าน "สมาธิ"

หลวงปู่ดับจิต คุณพี่พระจันทร์ หลวงตา..ผ่านมาแล้วอธิบายให้ก้อนหินยิ้ม ฟังทีนะ..

ก้อนหินยิ้ม
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พร-หล้า วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 22.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/karnpipatch
~แค่ผู้หญิงธรรมดาจอมเพ้อเจ้อ...~


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน