• พันเขียน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-01
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 29318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
;.:*Wheelchair @ Travel ;.:*
::: อิสระเพื่อความเสมอภาค (ไร้สังกัด) :::
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/daybyday
วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2550
Posted by พันเขียน , ผู้อ่าน : 4559 , 21:00:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสำหรับคนพิการ: ประวัติโดยสังเขป


ผู้พิการมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในสังคม เช่นเดียวกับบรรดาผู้ปกครอง บุตรหลาน เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้านของเรา การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้พิการดังกล่าวนี้ ยังนับว่าเป็นสิ่งใหม่ แม้ว่าผู้พิการ จะเป็นสมาชิกของสังคมส่วนใหญ่เสมอมา แต่พวกเขาเพิ่งจะเริ่มตระหนักถึง สิทธิของตนเองในฐานะกลุ่มสังคม ที่มีความสัมพันธ์อันเหนียวแน่น เมื่อไม่นานมานี้เอง

สหรัฐมีประชากรที่เป็นผู้พิการอยู่เกือบ 54 ล้านคน ในฐานะชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ พวกเขาจึงเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่ทรงพลัง กระนั้นก็ตาม ผู้พิการหลายคนยังยืนยันว่า พวกตนเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้พิการมีความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคตินี้เสียใหม่ และจะผลักดันปัญหาความต้องการ ความวิตกห่วงใย และสิทธิของคนพิการ ให้ได้รับความสนใจในระดับประเทศ

ในอดีตนั้นถือว่าการมีคนพิการในสังคมเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ในสมัยก่อนยุคอุตสาหกรรม เมื่อผู้พิการยังไม่ค่อยได้รับโอกาส ให้ทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเอง หรือครอบครัวของตนนั้น พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม เป็นพวกที่น่าสมเพช หรือเป็นผู้ที่ดำรงชีพได้ ด้วยการทำบุญทำทาน ในยุคต้นๆ ของสหรัฐนั้น สังคมยึดถือแนวทางการ ใช้อำนาจแบบบิดากับผู้พิการ โดยมักจะเสือกไสให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในสถานพักพิง หรือโรงพยาบาลพิเศษ ผู้พิการจะถูกมองว่า เป็นผู้ป่วย หรือผู้พักพิงที่ต้องการการบำบัดรักษา ในสถานที่ดังกล่าว ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเบื้องต้น มักจะเป็นบุคลากรด้านการแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์แทนที่จะเป็นผู้พิการเอง

ผลที่ตามมาก็คือ ผู้พิการเหล่านี้จะพบว่า ตนเองถูกกีดกันออกจากสังคมส่วนใหญ่ ในขณะที่สังคมตั้งสมมุติฐานว่า ผู้พิการจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาจาก "ปัญหา" ของตน แต่ปัญหาส่วนใหญ่มีเงื่อนไข ที่ไม่มีแนวทางแก้ไขได้ในเวลานั้น ดังนั้นสังคมจึงไม่เปิดประตูรับพวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันจึงดำรงอยู่เรื่อยมา

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกสองครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ก็มีผลอย่างมากต่อทัศนคติ และการปฏิบัติของสังคมที่มีต่อผู้พิการ เมื่อทหารที่บาดเจ็บนับพันคน เดินทางกลับประเทศ สังคมได้เปิดช่องทางไว้รับพวกเขา เข้าสู่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน สภาคองเกรสสหรัฐ ได้ผ่านกฎหมายฟื้นฟูวิชาชีพฉบับแรกๆ ในช่วงทศวรรษที่เริ่มต้นด้วย พ.ศ. 2463 เพื่อจัดหาสวัสดิการให้กับ ทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่งผู้พิการ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดได้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของขบวนการสิทธิมนุษยชน ในช่วงทศวรรษที่เริ่มต้นด้วย พ.ศ. 2503 เช่นเดียวกับชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกัน สตรี ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ กลุ่มผู้พิการ ก็เริ่มมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองมากขึ้นด้วย

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของผู้พิการ ก็คือการตัดสินใจรับเอ็ด โรเบิร์ตส์ เข้าศึกษาที่ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กเลย์ ในปี พ.ศ. 2505 โรเบิร์ต ซึ่งเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา เนื่องจากป่วยเป็นโรคโปลิโอ สมัยเมื่อยังเด็ก สามารถเอาชนะเสียงคัดค้าน และได้เข้าไปพักอยู่ใน โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง ลงข่าวพาดหัวว่า "คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้"

จากนั้นอีกไม่นาน หนุ่มสาวผู้พิการอีกหลายราย ก็มีโอกาสได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เช่นเดียวกับเขา กลุ่มนักศึกษาผู้เรียกตัวเองว่า "Rolling Quads" ได้รวมตัวกันต่อสู้เรียกร้อง เพื่อให้พวกตนได้รับบริการที่ดีขึ้น และให้ทางมหาวิทยาลัย อนุญาตให้พวกตน หาที่อยู่อาศัยได้อย่างเสรี แทนการต้องอยู่ในโรงพยาบาล ด้วยเงินช่วยเหลือ จากสำนักงานการศึกษาสหรัฐ พวกเขาได้ก่อตั้งโครงการนักศึกษา ผู้มีความพิการทางกายภาพ (The Physically Disabled Students Program) ขึ้นเป็นโครงการครั้งแรก ในรั้วมหาวิทยาลัยของสหรัฐ โครงการดังกล่าว ถือเป็นต้นกำเนิดของการเรียกร้องเพื่อเลือกดำเนินชีวิตอย่างเสรี

การเคลื่อนไหวดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิด ว่าด้วยการให้อำนาจควบคุมแก่ผู้บริโภค การพึ่งพาตนเอง และสิทธิทางเศรษฐกิจ แนวคิดดังกล่าว ปฏิเสธการใช้อำนาจสิทธิขาด ในการตัดสินใจของบุคลากรด้านการแพทย์ และสนับสนุนสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของ ศูนย์การเลือกดำเนินชีวิตอย่างเสรีแห่งแรก เปิดดำเนินการในเมืองเบิร์กเลย์ใน พ.ศ. 2514 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนแก่ เพื่อนร่วมชะตากรรม ให้บริการแนะนำเพื่อส่งต่อสถานพยาบาลอื่น ฝึกอบรม และให้ข้อมูลทั่วไป ในปัจจุบัน มีศูนย์ประเภทนี้อยู่กว่า 200 แห่งทั่วสหรัฐ

จากความสำเร็จของการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องในการเลือกดำเนินชีวิตอย่างเสรี ผู้พิการจึงเริ่มรวมตัวกัน รณรงค์เรียกร้องสิทธิพลเมืองของตน ในช่วงต้นทศวรรษที่เริ่มต้นด้วย พ.ศ. 2513 พวกเขาได้ผลักดันสภาคองเกรส ให้บรรจุเนื้อหาว่าด้วยสิทธิพลเมืองของผู้พิการเข้าไว้ใน ร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ ได้ผ่านกฎหมายการฟื้นฟูฉบับแก้ไข โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดของกฎหมายดังกล่าวคือมาตรา 504 ซึ่งเป็นวรรคที่มีข้อความเพียงประโยคเดียว ระบุห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับโครงการ หรือกิจกรรมใดๆ ที่รัฐบาลสหรัฐ ให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน

กิจกรรมที่ดำเนินควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้พิการ คือการรณรงค์ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่กฎหมาย ว่าด้วยการศึกษา สำหรับเด็กพิการทั้งมวล (The Education for All Handicapped Children Act) ซึ่งผ่านการพิจารณาเห็นชอบใน พ.ศ. 2518 ให้ประกันสิทธิการ ได้รับบริการด้านการศึกษาของรัฐอย่างเท่าเทียม สำหรับเด็กกลุ่มนี้ กฎหมายดังกล่าวซึ่งได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น กฎหมายว่าด้วยการศึกษาของผู้พิการ (Individuals with Disabilities Education Act - IDEA) ใน พ.ศ.2533 เรียกร้องให้รัฐจัดหาบริการการศึกษา แบบให้เปล่าที่เหมาะสม แก่เด็กผู้พิการทุกคนโดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด กฎหมายฉบับนี้ ยังส่งเสริมแนวคิดการรวมผู้พิการ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยกำหนดให้จัดนักเรียนกลุ่มนี้ เข้าเรียนร่วมกับนักเรียนปรกติในชั้นเรียนทั่วไป ให้ได้มากเท่าที่จะสามารถทำได้

แต่ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายเหล่านี้ บุคคลผู้พิการก็ยังไม่ได้รับสิทธิพลเมืองอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศใช้ กฎหมายว่าด้วยชาวอเมริกันผู้พิการ (The Americans with Disabilities Act) ใน พ.ศ. 2533 กฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติฉบับสำคัญของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งร่างขึ้นโดยใช้กฏหมายสิทธิพลเมือง พ.ศ. 2507 เป็นต้นแบบฉบับนี้ ให้หลักประกันสิทธิเท่าเทียม ในด้านโอกาสการจ้างงาน และการมีที่อยู่อาศัยของบุคคลผู้พิการ กฎหมายดังกล่าวให้ประกันว่าบุคคลผู้พิการจะไม่ถูกกีดกัน แยกออก หรือได้รับการปฏิบัติแตกต่างไปจากบุคคลที่ไม่มีความพิการอื่นๆ ด้วยกฎหมายฉบับนี้ สภาคองเกรสได้ระบุให้การเข้ามีส่วนร่วมและการรวมผู้พิการ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเต็มที่ให้เป็นเป้าหมายของชาติ

แม้ผู้พิการจะสามารถเข้าถึงโอกาสด้านการจ้างงานและบริการสาธารณชนมากขึ้น แต่การเลือกปฏิบัติก็ยังคงมีอยู่ เช่น อุปสรรคในการใช้สิทธิด้านการมีที่อยู่อาศัย การขนส่ง การศึกษา และการเข้าอยู่อาศัยในสถานที่ที่รัฐจัดหาให้ อุปสรรคเหล่านี้หลายอย่างเป็นผลมาจากการขาดการศึกษา และความไม่ตระหนักถึงสิทธิของผู้พิการของสาธารณชนที่ยังคงดำเนินอยู่ สิ่งนี้เองที่ได้นำไปสู่ความเคลื่อนไหว ในการที่จะก่อตั้งกลุ่มวัฒนธรรมของผู้พิการขึ้น

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนับเป็นขั้นตอนแรก ในการแสวงหาสิทธิของผู้พิการ ขั้นตอนที่สองคือสิ่งที่ ดร. พอล ลองมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้พิการ เรียกว่า "การแสวงหาเอกลักษณ์ของกลุ่ม" ซึ่งเป็นการค้นหาคำตอบว่า ความพิการมีผลอย่างไร ต่อการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน

กลุ่มวัฒนธรรมผู้พิการมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้พิการรู้สึกภาคภูมิใจ กับความพิการของตน สร้างภาพตนเองในเชิงบวก และสร้างสังคมที่ไม่เพียงแต่จะให้การยอมรับความหลากหลายเท่านั้น แต่ยังยินดีต้อนรับความหลากหลายนั้นด้วย กลุ่มวัฒนธรรมผู้พิการเรียกร้อง ให้มีการเก็บรวบรวม ประวัติศาสตร์ของผู้พิการ ก่อตั้งกรณีศึกษา ว่าด้วยความพิการในแวดวงนักวิชาการ และสนับสนุนการแสดงออก ทางศิลปะของประสบการณ์ของผู้พิการ ผ่านทางบทกวี ศิลปะ เพลง และการเต้นรำ

คารอล กิลล์ นักจิตวิทยาผู้ทำการศึกษาวัฒนธรรม ของผู้พิการมาเป็นเวลานานกล่าวว่า "ผู้พิการค่อยๆ เริ่มค้นพบประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของตนมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเขากำลังแสวงหาความสนับสนุน และความเกี่ยวเนื่องในชุมชน หรือครอบครัว ของผู้พิการรายอื่นๆ//... 


==============================================

คัดลอกมาจาก: http://usa.or.th ( ปี คศ.2004




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน