• deedaailada
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-02-04
  • จำนวนเรื่อง : 264
  • จำนวนผู้ชม : 86144
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2563
Posted by deedaailada , ผู้อ่าน : 267 , 11:45:41 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

งานวิจัยเดลล์ เทคโนโลยีส์ เผย การโจมตีทางไซเบอร์ และเหตุฉุกเฉินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สำรวจถึง 84 เปอร์เซ็นต์

Dell Technologies Global Data Protection Index 2020 Snapshot ชี้ให้เห็นความท้าทายหลักที่ส่งผลต่อความพร้อมในการปกป้องข้อมูล

 

ประเด็นข่าวโดยสรุป

  • องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นจัดการข้อมูลโดยเฉลี่ยเป็นจำนวน 13.31 เพตาไบท์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ 693 เปอร์เซ็นต์จากปี 2016
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยประมาณของการสูญเสียข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งองค์กรในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉลี่ย
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรทั้งหมดต่างพยายามที่จะค้นหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ อาทิ 5G และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอดจ์ (75 เปอร์เซ็นต์) และ AI กับ ML แพลตฟอร์ม (72 เปอร์เซ็นต์)

 

ผลวิจัยดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก 2020 ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ หรือ Global Data Protection Index 2020 Snapshot เผยให้เห็นว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยกำลังจัดการข้อมูลที่มากกว่าที่เคยเป็นในช่วงปีที่ผ่านมา 64 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการเพิ่มสูงขึ้นของข้อมูลทำให้เกิดความท้าทายอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (77 เปอร์เซ็นต์) รายงานว่าโซลูชันการปกป้องคุ้มครองข้อมูลในปัจจุบันจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในทางธุรกิจในอนาคตได้ทั้งหมด รายงานสรุปดังกล่าวซึ่งเป็นดัชนีการป้องกันข้อมูลทั่วโลกที่จัดทำขึ้นในทุกสองปี ได้ทำการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 1,000 คนใน 15 ประเทศที่อยู่ในองค์กรภาครัฐ และองค์กรเอกชนที่มีพนักงานกว่า 250 คน เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของความท้าทายต่างๆ และเทคโนโลยีชั้นสูงมีต่อความพร้อมในด้านการปกป้องข้อมูล จากจำนวนผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีทั้งหมด 1,000 คน หนึ่งในสี่มาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น การค้นพบในระดับภูมิภาคยังแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในเชิงบวกจากจำนวน 75 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในภูมิภาคในปี 2019 สูงขึ้นจากจำนวน 74 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018 – ที่มองข้อมูลในฐานะสินทรัพย์ที่มีค่า และกำลังวางแผนที่จะดึงมูลค่าของข้อมูลออกกมาหรือกำลังวางแผนที่จะทำเช่นนั้นในอนาคต

“ข้อมูลคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจและเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่การปฏิรูปทางดิจิทัลขององค์กร” เบธ ฟาเลน ประธาน ด้านการปกป้องข้อมูลของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “เมื่อเราเข้าสู่ทศวรรษหน้าของข้อมูล (next data decade) กลยุทธ์การปกป้องข้อมูลที่ยืดหยุ่น เชื่อถือได้และทันสมัย คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัปดสินใจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น รวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งจัดการกับผลกระทบจากการดิสรัปชั่นที่มีราคาแพง”

“การเติบโตอย่างมหาศาลของข้อมูลผสานเข้ากับมูลค่าของข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังสร้างให้เกิดโอกาสต่างๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจากการที่องค์กรต้องรับมือกับการที่ว่าจะปกป้องข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืนได้อย่างไร อเล็กซ์ เล่ย รองประธาน โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูล เดลล์ เทคโนโลยีส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าว “จากการที่มูลค่าข้อมูลขององค์ กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เพิ่มสูงขึ้น มูลค่าของการสูญเสียข้อมูลก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2020 และปีถัดไปๆ องค์กรที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดการข้อมูลและการป้องกันที่ครอบคลุมในสภาพแวดล้อมแบบมัลติ-แพลตฟอร์ม และมัลติ-คลาวด์ จะได้รับการเตรียมพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับผลลัพธ์ในการดำเนินธุรกิจ

เหตุฉุกเฉินและภัยภิบัติที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ

จากการศึกษาพบว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กำลังจัดการข้อมูลจำนวนถึง 13.31 เพตาไบต์ (PB)ซึ่งเพิ่มขึ้น 64 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนเฉลี่ย 8.13 เพตาไบต์ (PB) ในปี 2018 และเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 693 เปอร์เซ็นต์จากการจัดการข้อมูลจำนวน 1.6 เพตาไบต์ขององค์กรในปี 2016 ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อข้อมูลทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มจำนวนสูงขึ้นของเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ (disruptive events) ต่างๆ ทั้งจากการโจมตีทางไซเบอร์ไปจนถึงการสูญหายของข้อมูล และการเกิดการหยุดการทำงานของระบบ (system downtime) องค์กรส่วนใหญ่ (84 เปอร์เซ็นต์ในปี 2019 เมื่อเทียบกับ 80 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018) ได้รับความเสียหายจากเหตุฉุกเฉินเหล่านี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ จำนวนอีก 70 เปอร์เซ็นต์หวาดกลัวว่าองค์กรของพวกเขาจะประสบเหตุการฉุกเฉินนี้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้นคือการค้นพบว่าองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลมากกว่าหนึ่งรายนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าเกือบสี่เท่าด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่ป้องกันการเข้าถึงข้อมูล (42 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการสองรายหรือมากกว่ากับ 11 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ผู้ให้บริการเพียงรายเดียว) แต่การใช้ผู้ให้บริการด้านการปกป้องข้อมูลจำนวนหลายหลายกำลังเพิ่มขึ้น 83 เปอร์เซ็นต์จากการที่องค์กรเลือกที่จะใช้โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลจากผู้ให้บริการมากกว่าสองราย คิดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์จากปี 2016

ค่าใช้จ่ายของดิสรัปชั่นยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ ต้นทุนโดยเฉลี่ยของการหยุดทำงานหรือ downtime ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นขึ้น 61% จากปี 2018 ถึง 2019 ส่งผลต่อการประมาณมูลค่าต้นทุนรวมอยู่ที่ 794,308 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 เพิ่มขึ้นจาก 494,869 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายโดยประมาณของการสูญเสียข้อมูลเพิ่มขึ้นจาก 939,703 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 เป็น 1,301,524 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 โดยเฉลี่ย โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญสำหรับองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลมากกว่าหนึ่งราย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการหยุดทำงานของระบบสูงขึ้นเกือบสี่เท่า และเกือบ 12 เท่าสำหรับค่าใช้จ่ายในการสูบเสียของข้อมูลโดยเฉลี่ย

เทคโนโลยีเกิดใหม่ ความท้าทายสำหรับโซลูชันการปกป้องข้อมูล

จากการที่เทคโนโลยีเกิดใหม่ หรือ emerging technologies ยังคงก้าวหน้าและเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ดิจิทัล องค์กรต่างกำลังเรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น การศึกษาระบุว่าองค์กรผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเกือบทั้งหมดกำลังลงในเทคโนโลยีใหม่หรือเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในห้าอันดับแรก (top 5) ดังนี้ 1) แอปพลิเคชันคลาวด์ หรือ cloud-native applications (64 เปอร์เซ็นต์) 2) ซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ (software-as-a-service: SaaS) (58 เปอร์เซ็นต์) 3) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) (50 เปอร์เซ็นต์) 4) 5G และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เอดจ์ (49 เปอร์เซ็นต์) และ 5) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์/เอ็นด์ พ้อยต์ (end point) (45 เปอร์เซ็นต์)

ถึงกระนั้นสามในสี่ (75 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้สร้างความซับซ้อนในการป้องกันข้อมูลให้มากขึ้นในขณะที่ 72 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปกป้องข้อมูล นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งของผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างพยายามค้นหาโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้ อันได้แก่

  • 5G และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เอดจ์ (75เปอร์เซ็นต์)
  • แพลตฟอร์ม AIและML (72เปอร์เซ็นต์)
  • คลาวด์-เนทิฟ แอปพลิเคชัน(64เปอร์เซ็นต์)
  • อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์/เอ็นด์ พ้อยต์ (59 เปอร์เซ็นต์)
  • กระบวนการอัตโนมัติในหุ่นยนต์(56เปอร์เซ็นต์)

การศึกษายังพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่เดิมขององค์กรของพวกเขาจะไม่สามารถตอบสนองความท้าทายทางธุรกิจในอนาคตได้ทั้งหมด โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุความไม่มั่นใจในส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • การ กู้คืนข้อมูลจากการโจมตีบนไซเบอร์ (70 เปอร์เซ็นต์)
  • การกู้คืนข้อมูลจากเหตุการณ์การสูญหายของข้อมูล (66 เปอร์เซ็นต์)
  • การทำตามกฏระเบียบของการกำกับดูแลข้อมูลในระดับภูมิภาค (65 เปอร์เซ็นต์)
  • การทำตามวัตถุประสงค์ตามระดับการให้บริการสำรองและกู้คืนข้อมูล (60 เปอร์เซ็นต์)

การปกป้องข้อมูลผนึกกำลังเข้ากับคลาวด์

องค์กรธุรกิจตอบรับรูปแบบการผสมผสานการใช้งานคลาวด์รูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกันเมื่อมีการใช้งานแอปพลิเคชันทางธุรกิจใหม่ๆ และเพื่อปกป้องเวิร์กโหลดต่างๆ อาทิ คอนเทนเนอร์ แอปพลิเคชันคลาวด์-เนทิฟและแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ (SaaS) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าองค์กรผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคชื่นชอบการใช้งานพับบลิคคลาวด์/SaaS (46 เปอร์เซ็นต์), ไฮบริดคลาวด์ (38 เปอร์เซ็นต์) และไพรเวทคลาวด์ (36 เปอร์เซ็นต์) เนื่องจากสภาพแวดล้อมการใช้งานแอปพลิเคชันที่ใหม่กว่าเช่นนี้ ขณะเดียวกัน 76 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่สำรวจระบุว่าเป็นข้อบังคับหรือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้บริการการปกป้องข้อมูลที่จะให้การปกป้องแอปพลิเคชันคลาวด์-เนทิฟ

จากการที่มีการเคลื่อนย้ายของข้อมูล ทั้งที่ผ่านไปจากหรืออยู่โดยรอบสภาพแวดล้อมของเอจด์ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกล่าวว่าต้องการการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์มากกว่า โดย 60 เปอร์เซ็นต์ระบุเป็นไพรเวทคลาวด์ และ59 ต้องการพับบลิคคลาวด์เนื่องจากแนวทางในการจัดการและปกป้องข้อมูลของพวกเขาสร้างขึ้นในพื้นที่ของเอจด์ (edge locations)




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน