*/
  • เด็กคลองด่าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : phichan9@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-07-30
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 58832
  • จำนวนผู้โหวต : 5
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม 2555
Posted by เด็กคลองด่าน , ผู้อ่าน : 5091 , 11:58:46 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ ที่พูดกันว่าคนกินเนื้อสัตว์เป็นคนไร้เมตตาธรรมเท่ากับสนับสนุนให้มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนที่มีเมตตาแท้จริงต้องไม่กินเนื้อสัตว์ หรือที่เรียกกันโก้เก๋ว่า "มังสวิรัติ" จริงหรือไม่ 

 

ทั้งสองเรื่องนี้ มันมาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันผมค่อนข้างบ่อย บ่อยซะจนต้องเขียนเรื่อง "ขบวนการอรหันต์ดิบ" ลงในหนังสือรายเดือนฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ยังเหลือแต่เรื่องมังสวิรัติ ซึ่งก็ถึงเวลาอันเหมาะจะเขียนถึงพอดี 

ใกล้เทศกาลทานเจแล้วเป็นเรื่องที่ดี หากรับประทานด้วยสติ พิจารณารู้ประโยชน์ในการวิรัสงดเว้น

 

 

พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือเปล่า ถ้าพุทธศาสนิก (ในทะเบียนสำมะโนครัว) จะสนใจอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเพียงเล่มสองเล่ม (ไม่ต้องถึงพระไตรปิฎก) ก็จะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งคำถามเช่นนี้ 

 

พระพุทธเจ้าทรงเป็น "บรรพชิต" ตามรูปศัพท์แปลว่า "เว้นโดยสิ้นเชิง" หมายถึงเว้นจากพฤติกรรมทุกอย่างที่เคยทำสมัยยังครองเรือน หันมาถือเพศผู้ไม่มีเรือน (อนาคาริยะ) ก็ได้แปลว่า "เดินไปข้างหน้า" หมายถึงใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่อยู่ที่ไหนเป็นการถาวร หรือหมายถึงปฏิบัติมุ่งไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้ พระองค์ทรงดำรงชีวิตด้วยการขออาหารจากชาวบ้าน (ภิกษุ) บำเพ็ญตนเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย (สุภระ) เขาให้อะไรก็กินสิ่งนั้นเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ทำประโยชน์แก่สังคม (กายัสสะ ฐิติยา ยาปนายะ)

 

เมื่อรู้วิถีการดำรงชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเช่นนี้แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าเสวยทั้งอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ และอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ พูดง่ายๆ ก็ว่าทรงเป็นทั้งมังสวิรัติและไม่มังสวิรัติ ขึ้นอยู่กับผู้ถวาย ถ้าคนถวายเขากินเนื้อสัตว์เขาคงเอาเนื้อมาถวาย ถ้าเขากินเจเขาก็คงเอาอาหารเจมาถวาย 

 

เขาถวายอะไร พระองค์ก็รับมาเสวยทั้งนั้น ขณะรับก็มิได้จำแนกว่า เนื้อสัตว์หรือไม่เนื้อสัตว์ เจหรือไม่เจ ทรงคิดแต่เพียงว่า "รับอาหาร" 

 

ผมยังไม่อ่านเจอที่ไหนว่า พระองค์จะปฏิเสธอาหารที่เขานำมาถวาย ด้วยเหตุผลว่าปรุงด้วยเนื้อสัตว์ 

 

จะมีก็แต่พระภิกษุบางกลุ่มในปัจจุบันนี้แหละ ปฏิเสธชาวบ้านที่นำแกงเนื้อมาใส่บาตรด้วยเสียงดังฟังชัดว่า "พวกอาตมาไม่ฉันเนื้อสัตว์ อยากทำบุญด้วยเนื้อสัตว์ ไปถวายองค์อื่น" ว่าแล้วก็เดินเชิดหน้าหนีไปด้วยมาดสำรวม 

 

ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งประสบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก โยมคนนั้นจึงถือขันข้าวค้างด้วยความตกใจเป็นธรรมดา 

 

ต้นเหตุของมังสวิรัติก็คือพระเทวทัต พระเทวทัตเป็นใครเชื่อว่าชาวพุทธ (ในทะเบียนบ้าน) ก็คงรู้จัก เพราะท่านก็ "ดัง" ไม่แพ้หลวงปู่ หลวงพ่อขลังทั้งหลายในปัจจุบันนี้ หลังจากบวชแล้วไม่นาน พระเทวทัตก็คิดการใหญ่ หวังจักปกครองพระสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า 

 

เรียกอย่างสมัยนี้ก็ว่า คิดทำปฏิวัติ รัฐประหาร อะไรทำนองนั้น 

 

เทวทัตมีสหายคู่ในสี่รูปคือ โกกาลิกะ, กตโมรกติสสกะ, ขัณฑเทวีบุตร และสมุทททัตตะ วันดีคืนดีเข้าไปยื่น "โนติส" หรือเงื่อนไข 5 ข้อ ต่อพระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์

 

เงื่อนไข 5 ข้อ คือ 

 

(1) พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มีความผิด 

 

(2) พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดรับกิจนิมนต์ มีความผิด 

 

(3) พระต้องใช้ผ้าบังสกุลเป็นวัตร (หมายถึงหาเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิต รูปใดใช้ผ้าที่ทายกถวาย มีความผิด 

 

(4) พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงที่บัง มีความผิด 

 

(5) พระต้องไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉัน มีความผิด 

 

ข้อเสนอ 5 ประการนี้ส่อความจริงสองประการคือ ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์แน่นอน หาไม่เทวทัตจะยกเอามาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้พระองค์ห้ามพระฉันทำไม ถ้าพระองค์และพระสาวกไม่ฉันอยู่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง เทวทัตผู้ยื่นเงื่อนไขเองก็คงปฏิบัติตามไม่ได้ แต่ที่เสนอขึ้นมาเป็นเพียง "แผน" หาคะแนนนิยม หาสมัครพรรคพวกเท่านั้นเอง (เพราะขณะนั้นมีสมุนคู่ใจเพียงสี่รูปเท่านั้น) และรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงนิยม "การปฏิบัติสายกลาง" อะไรที่มัน "ตึงเกินไป" ย่อมขัดต่อพุทธประสงค์ 

 

การณ์ก็เป็นไปตามที่เทวทัตคาด พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธเงื่อนไขของพระเทวทัตด้วยเหตุผลว่า "อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยสามส่วน คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)" (เพราะไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 384 หน้า 185) 

 

เทวทัตได้ทีจึงขี่แพะไล่ทันที ประกาศก้องว่า เห็นไหมท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสันโดษมักน้อย ไม่สะสมมีความเพียร ปฏิบัติเคร่งครัดแต่ปาก ครั้นเราเสนอข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดกลับไม่อนุญาตให้พระปฏิบัติ แสดงว่าไม่เคร่งจริง ใครชอบปฏิปทาที่เคร่งครัดให้ตามเรามา 

 

กล่าวเสร็จก็ "วอล์กเอาต์" จากที่ประชุม 

 

พระบวชใหม่ประมาณ 500 รูป ที่ยังไม่รู้พระธรรมวินัยดีเห็นเทวทัตเธอพูดเข้าท่า จึงตามไปสมัครเป็นลูกน้องด้วย นับว่าแผนการยึดอำนาจของพระเทวทัตได้บรรลุผลไปขั้นหนึ่ง 

 

 

เรื่องเกี่ยวกับเสวยหรือไม่เสวยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ ชีวกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47-51) 

 

มีข้อความโดยย่อว่า หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริง หรือว่ากล่าวตู่ (กล่าวหา) พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง 

 

พระองค์ตรัสว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริง กล่าวหาด้วยเรื่องไม่มีมูล และตรัสต่อไปว่า

 

เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่ควรบริโภค คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขานำมาถวาย เขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาจะฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะ ก็ไม่ควรฉัน ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้ 

 

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงปฏิปทาของพระองค์และพระสาวกในเรื่องนี้ว่า ภิกษุจะไปอยู่ที่ใด ไม่ว่าบ้านหรือนิคม ย่อมมีจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นปกติอยู่แล้ว แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์หาที่สุดหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนใคร เมื่อชาวบ้านเขานิมนต์ไปรับ ภัต (อาหาร) ก็รับนิมนต์ วันรุ่งขึ้นก็ไปรับบิณฑบาตโดยมิได้ขอร้องให้เขาถวาย แผ่เมตตาไปยังผู้ใส่บาตร ไม่ติดในรสอาหาร ฉันอาหารด้วยอาการสำรวม ปลงและพิจารณาก่อนฉัน ฉันพอประมาณพอยังชีพอยู่เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม 

 

สุดท้ายทรงสรุปว่า ใครก็ตามที่ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (หมายถึงบาปมาก) ด้วยเหตุ 5 สถาน คือ 

 

(1) สั่งให้นำสัตว์ตัวนี้มา (เท่ากับชักนำให้คนอื่นร่วมทำบาปด้วย) นี่บาปสถานหนึ่ง 

 

(2) สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่า ถูกลากถูลู่ถูกังมา ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก นี่บาปสถานสอง 

 

(3) ออกคำสั่งให้เขาฆ่า (ตัวเองก็บาป คนฆ่าก็บาป) นี่บาปสถานสาม 

 

(4) สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าได้รับทุกขเวทนาสาหัสจนสิ้นชีพ นี่บาปสถานสี่ 

 

(5) ทำให้คนอื่นเขาหาช่องว่าพระตถาคตและสาวกด้วยเรื่องเนื้อสัตว์ที่ไม่ควร นี่บาปสถานห้า 

 

(จริงอยู่ ถ้าพระไม่รู้ไม่เห็นไม่สงสัย ว่าเขาจะฆ่าเจาะจงตนไม่ต้องอาบัติ แต่คนภายนอกอาจหาว่าพระรู้แต่แกล้งไม่รู้ หรือปากว่าตาขยิบก็ได้) 

 

ผมได้กล่าวไว้แล้วว่า พระพุทธเจ้าเสวยทั้งเนื้อสัตว์และมิใช่เนื้อสัตว์ คือบางครั้งเสวยอาหารที่ปรุงด้วยปลาและเนื้อ บางครั้งเสวยอาหารเจ ขึ้นอยู่กับบิณฑบาตได้อาหารอย่างใดมา เขาถวายอะไรก็เสวยอย่างนั้น 

 

พูดให้ถูกก็ว่า พระองค์เสวยอาหารเพียงเพื่อยังชีพให้ยืนยาวต่อไป เพื่อมีกำลังบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก มิได้มานั่งจำแนกว่านี่เนื้อสัตว์ นี่มิใช่เนื้อสัตว์ 

 

ไม่ว่าพระองค์จะเสวยอะไร ทรงเสวยด้วยอาการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่คือประเด็นที่ควรใส่ใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กินอะไร แต่อยู่ที่กินด้วยอาการอย่างไร 

 

ที่น่าสังเกตก็คือ บุคคลที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขณะเดียวกันมีการจำแนกหรือให้ความหมายแก่อาหารที่กิน และคนกินอาหารไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ไม่ดี ผักหญ้าเท่านั้นดี คนกินเนื้อสัตว์เป็นคนเลว คนไม่มีเมตตากรุณา คนไม่กินเนื้อสัตว์อย่างฉันเท่านั้นคือคนดี 

 

นักมังสวิรัติพวกนี้กินอาหารด้วยอุปาทาน คือยึดติดอยู่สิ่งที่กินและไม่กิน คนพวกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์จริง แต่กิน "อุปาทาน" เข้าไปเต็มกระเพาะ 

 

นักมังสวิรัติบางพวกเอาแป้งมาทำเป็นอาหารทุกชนิด เช่น ลูกชิ้น เนื้อ ปลา หมู แม้กระทั่งกระเพาะปลา ไส้หมู แล้วนำมาต้มแกงใส่เครื่องปรุงตามกรรมวิธีของเขา ดูแล้วทั้งสีและกลิ่นไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากของจริง 

 

แถมรสชาติยังเอร็ดอร่อยยิ่งกว่าของจริงเสียอีก 

 

นักมังสวิรัติพวกนี้ นอกจากจะพอกอุปาทานให้เหนียวแน่นจนยากจะแกะออกได้แล้ว ยังหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย 

 

พวกนี้กำลังกินแป้งก็จริง แต่ขณะเคี้ยวอยู่ก็นึกวาดภาพว่าตนกำลังกินลูกชิ้นปลา ไส้หมู กระเพาะปลาอย่างเอร็ดอร่อยดูแล้วก็บ้าดีพิลึก 

 

ใครเป็นนักมังสวิรัติประเภทนี้ ผมก็อยากจะฝากคำถามให้คิดว่า "การกินเนื้อสัตว์ แต่คิดว่าตนกำลังกินแป้ง กับกินแป้ง แต่คิดว่ากำลังกินเนื้อสัตว์ อย่างไหนจะให้ผลในทางปฏิบัติได้ดีกว่ากัน" 

 

พูดถึงเรื่องกินเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์นี้นึกถึงหลวงพ่อเทียนขึ้นมาได้ หลวงพ่อเทียนท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่มีลูกศิษย์ลูกหามากรูปหนึ่งในปัจจุบัน วันหนึ่งมีสาวกของนักมังสวิรัติไปต่อว่าท่ามกลางประชาชนที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่ว่าหลวงพ่อคุยว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ อย่างนี้ไม่มีทางบรรลุหรอก แค่เมตตาขั้นพื้นฐานยังทำไม่ได้ 

 

หลวงพ่อเทียนท่านตอบว่า "โยมเอ๋ย การจะบรรลุหรือไม่ไม่ขึ้นอยู่กับกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินดอก คนลงจะไม่ถึงคราวบรรลุแล้วอย่าว่าแต่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่กินข้าวมันก็ยังไม่บรรลุ ดูอย่างพระพุทธเจ้าสิ ก่อนตรัสรู้ อดข้าวแทบสิ้นพระชนม์ยังไม่บรรลุ ต้องหันมาเสวยข้าวให้มีเรี่ยวมีแรงจึงบรรลุ" 

 

มังสวิรัติกถา ก็จบลงด้วยประการฉะนี้เอวัง 

 

(คัดจาก พุทธศาสนา : ทัศนะและวิจารณ์ หน้า 118-121)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พี่โบเดีย วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/borderline

ได้ความกระจ่างดี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เดินติดดิน วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 16.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sake

เห็นด้วยครับ ที่คนทางมังสวิรัติ ไม่ควรยกตนว่าสะอาด กว่าผู้ทานเนื้อสัตว์
และต้องมีสติว่ากำลังทานอะไรอยู่

ผมทานมังสวิรัติ ไม่เคยว่าใครดีกว่าหรือไม่ดีกว่าเพียงแค่การทานครับ และสิ่งสำคัญคือการศึกษาด้านโภชนาการ ว่าทานอย่างไรจึงครบ 5 หมู่ เพราะเราต้องทานอย่างมีสติ

ผมทานมังสวิรัติ โดยที่ไม่เคยบังคับใครว่าต้องทานอย่างตนเอง ไม่ว่าจะคนในครอบครัวหรือเพื่อร่วมงาน เพราะเป็นเรื่องการฝึกอย่างมีสติ ของใครของเรา ขอแค่ไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน ผมก็มีความสุขแล้วครับ

พระพุทธเจ้า จะทานเจ ทานเนื้อหรือไม่ ยากที่จะทราบได้ เพราะคนเขียนไตรปิฎก ก็ไม่ใช่พระองค์ สามารถเขียนได้ทุกอย่าง แต่แก่นสารที่พระองค์จะถ่ายทอดถึงผู้บำเพ็ญในปัจจุบันต่างหากที่สำคัญ อย่างที่ท่านผู้ตั้งกระทู้ได้กล่าวถึง...

แต่ถึงอย่างไร ก็หวังอย่าได้พึงอคติ กับผู้ทานมังสวิรัติ บางส่วนที่เป็นอย่างที่่ท่านกล่าวมา เพราะอีกส่วนหนึ่ง ก็สงบ..และทานอย่างมีสติ ครับ..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Quixote วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/coolfool
Twitter: QuixoteDeBKK Instagram: quixotedebkk

กระจ่าง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Toitoi วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

เห็นว่ายังมีข้อที่ว่า
ภิกษุไม่ควรฉันเนื้อ ๑๐ อย่างอันได้แก่
๑.เนื้อมนุษย์
๒.เนื้อช้าง
๓.เนื้อม้า
๔.เนื้อสุนัข
๕.เนื้องู
๖.เนื้อราชสีห
๗.เนื้อหมี
๘.เนื้อเสือโคร่ง
๙.เนื้อเสือดาว
๑๐.เนื้อเสือเหลือง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ฉันท์ชนก วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/juab77
oe!l

ทางสายกลาง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน