• Dekthep
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-13
  • จำนวนเรื่อง : 298
  • จำนวนผู้ชม : 500052
  • ส่ง msg :
  • โหวต 249 คน
Dek Thep
ระหว่างทาง... ..มีเรื่องราว ระหว่างบรรทัด..มีมุมมอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dekthep
วันพุธ ที่ 25 กันยายน 2556
Posted by Dekthep , ผู้อ่าน : 31347 , 16:05:42 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน toondee , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

29 กค.56  รับทราบข่าวโปรโมชั่นเการบินไทยที่ให้นำไมล์สะสมแลกไปที่ต่างๆด้วยคะแนนเพียงครึ่งหนึ่ง โดยสิ้นสุดวันที่ 31 กค. 56  เหลือเวลาเพียง 2 วันในการตัดสินใจ  แผนตะลอนเที่ยวมะละกา เมืองมรดกโลกที่ผลัดเลื่อนมาตลอด  ผุดขึ้นมาอย่างฉุกละหุก ไปติดต่อสำนักงานการบินไทย แถวนราธิวาสคนเยอะ รอคิวนานหลายชั่วโมง ส่วนใหญ่(จะ)ไปญี่ปุ่น แต่ต้องอกหักกลับบ้านมือเปล่า เพราะที่เต็ม ส่วนกัวลาลัมเปอร์ ไม่มีปัญหา เลือกเที่ยวบินเดินทางได้อย่างสบายๆ  อ่านรีวิวตามเว็บไซด์ วางแผนท่องเที่ยว จองโรงแรม จัดกระเป๋า รอเวลาเดินทาง

วันแรก 22/8/56  เลือกเที่ยวบินเช้า  เพราะบินแค่  2.10 ชั่วโมง จะได้มีเวลาเที่ยวช่วงเย็น มาถึงสนามบิน KLIA  เที่ยง  ผ่านตรวจคนเข้าเมือง (ไม่ต้องกรอกเอกสารเข้าเมือง)  ขึ้นรถเมล์ที่อยู่ชั้นล่างKLIA เพื่อไปต่อรถบัสไปมะละกา ที่ท่าออกรถบริเวณของสนามบิน LCCT  (Low Cost Carrier Terminal)อีกทอดหนึ่ง  นั่งรถบัส 2ชั่วโมง ถึง Melaka SenTral  ต่อรถเมล์สาย 17 เข้าตัวเมือง 15 นาที ก็มาจอดป้ายหน้าโรงแรม Hatten   ถึงโรงแรมราวสี่โมง ออกเดินย่ำเท้าเที่ยวเมือง เป้าหมายที่ จัตุรัสโปรตุเกส  แหล่งรวมร้านอาหารทะเล  สอบถามเส้นทาง คนพื้นที่ไม่ค่อยรู้จัก บอกทางไปคนละทิศ โชคดีเจอสาวที่กำลังไขกุญแจรถ สาวเจ้าทำสีหน้าตกใจ เมื่อได้ยินว่า” พวกเราจะเดินไป จัตุรัสโปรตุเกส” จึงอาสาขับรถพาเราไปส่งถึงที่  ระยะทางไกลโขทีเดียว ต้องขอบคุณสาวมะละกาน้ำใจงามคนนี้จริงๆ 

นั่งบัสที่ LCCT คนละ24.1 ริงกิต แล้วต่อรถเมล์สาย17 ที่Melaka Sentral ป้ายจอดรถอยู่หน้าโรงแรม

อาหารทะเลอร่อยๆ  ริมทะเล ดูพระอาทิตย์ตก  แถวๆ “จัตุรัสโปรตุเกส” 

หลังจากจัดการกับอาหารทะเลเรียบร้อย เจ้าของร้านแนะนำเส้นทางลัด เพื่อเดินกลับโรงแรม ซึ่งดูเหมือนไม่ไกล แต่เอาเข้าจริงต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงถึงโรงแรม เป็นการทดสอบฝีเท้าการเดินตั้งแต่วันแรกเลย

วันที่สอง 23/8/56  ก่อนจะสาวเท้าเดินย่ำรอยเที่ยว  เรามาทำความรู้จักมะละกา สักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจและเพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

 ประวัติความเป็นมาของเมืองมะละกา

มะละกา เป็นเมืองท่า ที่ตั้งเหมาะแก่การค้าขาย แรกเริ่มจีนเข้ามาทำการค้าขายด้วยเรือสำเภา ตามด้วยอินเดีย ต่อมาในยุคล่าอาณานิคมในภูมิภาคเอเชีย โปรตุเกสเข้ามาครอบครองนานถึง 130 ปี ในปี ค.ศ. 1640 ฮอลันดาก็เข้ามายึดมะละกาจากโปรตุเกส  ต่อมาฮอลันดาแพ้สงครามต่อฝรั่งเศส จึงยกมะละกาให้กับอังกฤษ เพื่อกันไม่ให้ฝรั่งเศสมามาครอบครองมะละกา

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้คืนเอกราชให้กับมาเลเซีย วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 วันนี้วันที่ประวัติศาสตร์ชาติมาเลเซียต้องจารึกไว้ มาเลเซียไม่ต้องขึ้นกับประเทศใดๆ แล้ว การประกาศเอกราชมีขึ้นที่เมืองมะละกา บริเวณหน้าอาคาร Proclaimation of Independence Memorial

ด้วยเหตุนี้ มะละกาจึงเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมและศาสนาจากหลากหลายชนชาติ UNESCO ประกาศให้ มะละกา เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2008 ทำให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเที่ยวมะละกากันมากขึ้น  

หลังทราบประวัติความเป็นมาโดยย่อ ก็ถึงเวลากางแผนที่กำหนดจุดลำดับก่อนหลังที่จะเที่ยวชม โดยสถานที่ท่องเที่ยวในมะละกา ส่วนใหญ่กระจุกตัวอาณาบริเวณใกล้กัน ถ้าจับหลักโดยหันหน้าเข้าตัวโรงแรมที่พัก เสมือนเป็นชายขอบซ้ายสุด ที่ท่องเที่ยวจะอยู่ตามรายทางด้านขวาทั้งหมด  จึงง่ายและสะดวกต่อการเดินเท้าเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

Proclaimation of Independence Memorial เป็นสถานที่ประกาศเอกราชไม่ขึ้นตรงกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1957  ภายในมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคม การเป็นเมืองท่าช่องแคบมะละกา มีภาพถ่าย รูปปั้นจำลองของผู้คนในสมัยนั้น

ป้อม เอฟาโมซา( A’Fomosa)  เป็นส่วนหนึ่งของประตูซานดิเอโก (Parta De Santiego) ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ 1511  ประตูแห่งนี้สร้างโดยโปรตุเกส โดยสร้างไว้รอบเนินเขามะละกา เมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองมะละกาจึงสั่งให้ทำลายป้อมปราการและกำแพงรอบๆทิ้ง โชคดีที่ถูกเผาไม่หมด เหลือซากให้เป็นมรดกให้คนรุ่นหลัง นอกจากนี้บนเนินเขามีโบสถ์St.Paul สังเกตที่มือขวาของท่านจะหายไปเป็นเพราะว่ามีต้นไม้ใหญ่ล้มทับ  

มะละกา เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญที่อนุรักษ์ไว้ เช่นวังสุลต่านอิสตันนา แกลอรี่ด้านอวกาศ พิพิธภัณฑ์แสตมป์ เป็นต้น

ถนน ทางเดินสะดวก สวนสาธารณะร่มรื่น สะอาด เหมาะแก่การเดินท่องเที่ยว หรือจะใช้บริการรถสามล้อถีบ ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้และไฟประดับ(ยามค่ำคืน) ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่อย่างหนึ่งของมะละกา อากาศไม่เป็นใจ ฝนตก ไม่ได้ขึ้นหอคอย Menara Taming Sari ที่หมุนรอบ 360 องศา ชมเมืองมะละกาในมุมสูง

Maritime museum เป็นเรือที่จำลองมาจากเรือสำเภาฟลอเดอรามาร์ (Flor de lama) ของโปรตุเกส  จำลองบรรยากาศการใช้ชีวิตบนเรือ สมบัติมีค่าจากวังสุลต่าน และยังมีพิพิธภัณฑ์ในอาคารให้ชมด้วย

ทางเดินเลียบเป็นแนวตลอดคลองมะละกา  มีป้อมปืนและกังหันวิดน้ำ ให้รำลึกถึงความหลัง

จุดศูนย์กลางเมืองมะละกา คือ Ducth Square หรือจัตุรัสแดง ที่มีป้ายทะเบียนรับรองการเป็นเมืองมรดก จากUNESCO น่าเสียดายที่ทางการไม่ใส่ใจ กลายเป็นที่จอดรถ แลดูไม่สง่างามเลย

เดินมาครึ่งวัน ถึงถนนการค้าJONKER Street ย่านไชน่าทาวน์ ช่วงกลางวันยังเงียบเหงา แวะเติมพลังที่นักท่องเที่ยวไทยต้องมา ร้านข้าวมันไก่ลูกบอลที่มีเอกลักษณ์ FAMOSA Chicken Rice Ball

เติมพลังเสร็จสรรพ เดินมาสุดถนนแล้วเดินย้อน U-TURN ด้านหลังถนน JONKER ไหว้พระขอพรที่วัดเซ็งฮุนเต้ง เป็นวัดจีนที่เก่าแกที่สุดในมาเลเซีย สร้างตั้งแต่ ค.ศ.1645 และได้มีการขยายไปอีกฟากถนนเป็นศาลเจ้าหินอ่อนสองชั้นภายในประดิษฐานพระพุทะรูปหยกขาวที่อัญเชิญมาจากพม่า

จุดนัดพบและพักผ่อนนักท่องเที่ยว บริเวณ Christ Church Melaka  สร้างขึ้นในปี 1741 เพื่อเป็นที่ระลึกครบรอบ100ปี ที่ดัทช์ปกครองมะละกา และในเวลาต่อมา มีการสร้างน้ำพุหินอ่อน เนื่องในโอกาสพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 65 ปี ของพระราชินีวิคตอเรีย ประเทศอังกฤษ

เดินเที่ยวมาค่อนวัน ก็ตัดสินใจเดินย้อนกลับทางเดิม เพื่อกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม ก่อนจะมาลุยเที่ยวต่อในช่วงเย็น

ช่วงเย็น เดินตามรายทางเดิมมาที่ท่าขึ้นเรือ นั่งเรือล่องมาตามคลองมะละกา ชมบ้านเรือนและแหล่งท่องเที่ยวในอีกมุมหนึ่ง ก่อนที่เรือย้อนกลับมาขึ้นฝั่งที่ไชน่าทาวน์

มาถึงไชน่าทาวน์ต้องแวะร้าน GI KIAT HUAY หรือ jonker88  ขายก๋วยเตี๋ยว ของทอด ที่ได้รับการการันตรีจากTrip Advisor ที่ร้านนอกจากขายอาหาร ยังมีขายของสะสม เช่น ธนบัตรเก่า หลายประเทศ รวมทั้งไทย ด้วย

ไชน่าทาวน์ Jonker street ยามค่ำคืนคึกคัก มีการปิดถนน ร้านค้าขายของก็เหมือนถนนคนเดินทั่วๆไป ที่ดูเด่นคือจักรยานถีบสามล้อที่ประดับไฟตระการตาจริงๆ รวมไปถึงมีเวทีให้บรรดาผู้สูงวัย รวมกลุ่มสังสรรค์ผลัดกันขึ้นมาร้องเพลงและโชว์สเต็ปให้ผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้มโดยทั่วกัน 

เดินเที่ยวทุกซอกมุมของไชน่าทาวน์จนมืดค่ำ ยังมีพลังเหลือพอเดินย้อนกลับโรงแรม ถึงประมาณ4ทุ่ม 

วันที่สาม (24/8/56) ออกจากโรงแรม เหมาTAXI ไปส่งที่ปุตราจายา แล้วเลยต่อไปส่งที่ โรงแรม ย่าน Bukit Bintang กัวลาลัมเปอร์ (คำนวณค่าใช้จ่าย 4 คน แล้วต่างกับใช้บริการรถบัส+รถไฟฟ้า ไม่มากนัก  แต่ได้รับความสะดวก ประหยัดเวลาได้มากกว่ากันเยอะ)

ประวัติ  ปุตราจายา (Putrajaya)

ปุตราจายาเป็นเมืองใหม่  เกิดจากแนวความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่จะสร้างเมืองใหม่ เมื่อปี 2538  อยู่ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ 25 กม.  เพื่อเป็นศูนย์การบริหารและปกครอง ต้องการควบคุมปัญหาการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและแก้ไขปัญหาการจราจรใน เมืองหลวง   เป็นการเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคนมาเลเซีย ให้ประเทศก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป  นอกจากนี้ยังมีเมืองคู่แฝดของปุตราจายา คือ ไซเบอร์จายา  เป็นเมืองสำหรับโลกอนาคตดิจิตอลโดยแท้จริง

มัสยิด สีชมพู Masjid putra (ต้องใส่เสื้อคลุม) ช่วงที่ไปมีพิธีละหมาด จึงได้ชมแค่หน้าประตูทางเข้าเท่านั้น ด้านหลังเป็นทะเลสาบที่ขุดขึ้นเอง เป็นที่พักผ่อนและมีศูนย์อาหารรองรับนักท่องเที่ยว

ทำเนียบรัฐบาล Perdana putra ศูนย์กลางแห่งอำนาจ และสภาพแวดล้อมมีสะพาน และคอนโดที่พักข้าราชการในเมือง ปุตราจายา สะอาด กว้างขวางใหญ่โต อากาศร้อน เพราะต้นไม้ยังไม่โตเต็มที่

ช่วงบ่าย2 ออกจากปุตราจายา ไปที่โรงแรม Capitol I ย่าน Bukit Bintang มีห้างเรียงรายสวรรค์ของนักช้อป  เก็บกระเป๋า พักผ่อน ก่อนเดินเท้าไปตึกแฝด ปิโตรนาส สัญลักษณ์ กรุงกัวลาลัมเปอร์

ตึกแฝด ปิโตรนาส (Petronas Twin Tower) นอกจากจะเป็นตึกสูง มีห้างใหญ่โต ด้านหลังยังสงวนพื้นที่มี สวนน้ำ ลานกิจกรรม สวนสาธารณะขนาดย่อม ให้ประชาชนพักผ่อน ออกกำลังกาย น่าชื่นชมกับวิสัยทัศน์ผู้บริหาร

ตกหัวค่ำ ศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าไปย่านไชน่าทาวน์  เดินเล่นและหาของกิน  สภาพที่นี่ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบแตกต่างจากที่มะละกา ขากลับได้นั่งรถเมล์ฟรี ประชานิยม มาเลเซีย ลงป้ายใกล้โรงแรม

วันที่ 4 (25/8/56) หลังจากลุยเดินมาตลอด 3 วัน วันนี้จึงสบายๆ แต่มาถึง กัวลาลัมเปอร์ ไม่ได้กิน บะกุ๊เต๋ ซุปกระดูกหมูกับเครื่องยาจีน ก็เหมือนมาไม่ถึง โชคดีได้พี่หมอนวดแผนไทย ที่อยู่มา 30 ปี แนะนำ เรียกแท็กซี่พาไป

บะ กุ๊ด เต๋ที่แม้แต่อดีตนายกฯสมัครผู้ล่วงลับ ยังการันตี จึงได้แต่ซุ้ดปาก ชิมไปบ่นไป อิ่มท้องเลย

 

หลังจากจัดการมื้อเช้า ก็เดินกลับโรงแรม เช็คเอ๊าท์ พร้อมฝากกระเป๋าไปเที่ยวต่อย่าน จัตุรัสเมอร์เดก้า  โดยการนั่งรถรางไฟฟ้าโมโนเรล ไปลงย่านไชน่าทาวน์อีกฟากหนึ่ง(ต่างจากเมื่อคืน)

วัดเก่าแก่ของจีน Chan See Shue Yuen สร้างเมื่อปี 1906 ย่านไชน่าทาวน์

ณ.บริเวณจัตุรัสเมอร์เดก้า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1957 ประชาชนต่างรวมตัว จดจ่อกับการชักธงชาติมาเลเซียขึ้นอยู่ยอดเสาแทนยูเนียนแจ๊ค อังกฤษ แสดงออกถึงการมีเอกราชอย่างเป็นทางการ ผู้คนโห่ร้อง เปล่งเสียงตะโกน Merdeka Merdeka Merdeka  ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข  คำว่า Merdeka เป็นภาษามาลายู แปลว่า เอกราช ช่วงวันที่ไปทางการกำลังเตรียมพื้นที่เฉลิมฉลอง ตามตึกหรือสถานที่ทั่วไปจะประดับประดาด้วยธงชาติเล็กใหญ่ แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอย่างแท้จริง

เดินเลียบจัตุรัสเมอร์เดก้าเล็กน้อย จะพบกัน KUALA LUMPER CITY GALLERY เป็นของเอกชน ภายในจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมือง คำว่า KUALA LUMPER  มีความหมายว่า สันดอนที่เป็นโคลน ซึ่งอุดมด้วยแร่ดีบุก ที่ฝรั่งขุดเอาไปใช้จนร่อยหรอ (คล้ายกับภูเก็ต) นอกจากนี้มีห้องภาพแสดงแสงสีเสียง เป็นโมเดลของเมือง รวมไปถึงงานแกะสลักฝีมือไว้จำหน่าย นักท่องเที่ยวควรไปเยี่ยมชม

เดินเที่ยวเมืองมาทั่วตลอดทริป 4 วัน ถึงเวลาเข้าห้างช้อปปิ้ง ร้านค้า สินค้าต่างๆก็แตกต่างจากบ้านเรา ไม่ได้เสียตังค์เว้นแต่นั่งชิลๆดูผู้คน และหาของกินตามรอยโลโก้นักชิม คล้ายๆกับหมึกแดง ผลไม่ได้เรื่อง ไม่อร่อยเลยครับ

 

ขอบคุณทุกท่านที่ตามมาเที่ยว ถึงบรรทัดสุดท้าย กล่าวโดยสรุป การมาเที่ยวมะละกา และกัวลาลัมเปอร์ นั้นไม่ยุ่งยาก คนที่นี่ส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้ สถานที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไปดูปลอดภัย  ผมคิดว่า มาเลเซีย แม้เป็นประเทศที่เกิดมาได้เพียง 56 ปี แต่ดูเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก   บ้านเมืองดูเป็นระเบียบ สะอาด ไม่ค่อยเห็นร้านค้า รถเข็น ขายของ ขายอาหารบนฟุตบาท สภาพถนนหนทางแข็งแรงเรียบร้อยดีมาก การคมนาคมสะดวก รถเมล์ก็ดี  มีรถไฟฟ้าหลายสาย (กำลังขยายก่อสร้างเพิ่มเติม)  รวมถึงมีการขยายสนามบินเพิ่มเติม (เปิดใช้ปี 2557)  เมื่อย้อนคิดถึงประเทศไทย แล้วอดสงสัย ตั้งคำถาม  “ประเทศไทยที่ไม่ไปไหน  ย่ำอยู่กับที่ หรือเรียกได้ว่าถอยหลังเข้าคลอง ”  คำตอบสุดท้ายน่าคิดเห็นตรงกัน คือ การเมืองและคุณภาพของนักการเมือง ที่สะท้อนกลับมาถึงความคิดอ่านของประชาชนและสังคมไทยครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
BlueHill วันที่ : 28/09/2013 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ถ้าผมจะไปมาเลเซีย
ก็คงไปดูนกนั่นแหละครับ
แถวเฟรเซอร์ฮิลล์ นกดีมากๆ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
toondee วันที่ : 26/09/2013 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toondee
เกษียณแล้ว ไปไหน

ข้าวมันไก่เหมือนภาคบังคับนะคะ ทุนดีทานทุกครั้งที่ไป

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/09/2013 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อ่านสนุกมากครับ คุณDekthep รูปเล็กไปนิดครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Dekthep วันที่ : 25/09/2013 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

มะละกา เป็ยเมืองที่เดินเที่ยวเองได้สะดวก สถานที่เที่ยวก็อยู่ใกล้ๆกัน น่าเสียดาย ช่วงที่ไปปิดทำการซ่อมปรับปรุงหลายแห่งครับ

ส่วนปุตราจายาเป็นเมืองใหม่ ที่จริงก็แวะเข้าไปดูเมืองและวิสัยทัศน์ของผู้นำที่คิดไปข้างหน้า แต่สำหรับนักท่องเที่ยว ถ้าไม่มีเวลาจะไม่เข้าไปก็ไม่ได้รู้สึกเสียดยพลาดโอกาสใดๆ และที่จริงถ้านั่งบัสหรือรถไฟฟ้าไปเอง ไม่ใช้TAXI ผมว่าไม่ค่อยสะดวกครับ

กัวลาลัมเปอร์ มีรถไฟฟ้าหลายสายและมีการก่อสร้างส่วนขยายรถไฟฟ้าเพิ่มเติม มีตึกสูงๆเยอะทีเดียว บ้านเมืองสะอาด ไม่รกรุงรัง เดินทางไปไหนสะดวกครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/09/2013 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เป็นเมืองเล๋กๆที่เขาทำให้ไน่าเที่ยว"ได้ดี
ทั้งแบบจีน มาเลย์และฝรั่ง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

to be number one

เพลงประจำฟุตบอลโลก 1990

View All
<< กันยายน 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]