• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 1219 , 13:17:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ฉันเห็นเธอตั้งแต่เมื่อแรกที่เดินเข้ามาในงานแล้ว   แต่ไม่มีโอกาสได้ทักทาย   เธอนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง  เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอมีทั้งหญิงและชายซึ่งบางคนฉันก็เคยรู้จัก  ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนายแบบนางแบบที่มีชื่อ  บ้างก็เป็นคนทำหนังสือ

เพื่อนศิลปินของฉันกำลังครวญเพลงเศร้า ๆ กับกีต้าร์โปร่งอยู่บนเวทีอย่างตั้งอกตั้งใจ  เพลงอะไรนะ  ฉันเองก็จำไม่ค่อยจะได้แล้วสิ   แต่ฉันพอจะจำเนื้อร้องได้บางท่อน

บอกเพียงสั้น ๆ  ว่าหัวใจเธอไม่มีฉันอยู่

แม้ใจหดหู่จะนิ่งฟังเธอด้วยเหตุผล

เธอรักฉันหรือรักใครไม่เห็นจริงใจสักคน

ฉันไม่อาจทนกับคนหลายใจ

ใช่...เธอช่างหลายใจจริง ๆ  หลายใจหลายรักจนฉันทนความปวดร้าวที่เกาะกินใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ไหว  และตัดสินใจหนีไปจากเธอในวันหนึ่งกลางฤดูหนาว

เพลงดำเนินมาถึงท่อนสุดท้าย  ฉันอดไม่ได้ที่จะฮัมเบา ๆ ตามไปด้วย

ฉันเพียงต้องการให้เธอแบ่งปันหัวใจให้บ้าง

แม้เราต้องห่างนับจากนี้ไปสักเพียงแค่ไหน

สุดขอบฟ้าแสนไกลจะจำเอาไว้ว่าเรา

เคยสุขเคยเศร้า...ด้วยกันสองคน

เนื้อเพลง ๆ นี้ช่างคล้ายกับความรู้สึกของฉันเหลือเกิน  แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนป่านนี้ฉันก็ไม่อาจสลัดความรู้สึก  “รัก”  ไปจากเธอได้เลย   ฉันยังคงจดจำวันชื่นคืนสุขเมื่อครั้งที่เราเคยใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างแม่นยำ  ราวกับว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

แล้วเธอล่ะ  จดจำแม้เพียงบางเสี้ยวได้หรือเปล่าหนอ

ฉันชำเลืองมองไปที่โต๊ะเธออย่างตั้งใจ  มันช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะเหลือเกินกับที่สายตาเราประสานกันโดยบังเอิญ  วินาทีนั้น...ฉันรู้ สึกว่าความอบอุ่นแล่นปลาบเข้ามาที่หัวใจ  แต่ก็เป็นเพียงประเดี๋ยวเดียว  เมื่อสังเกตเห็นสายตาคู่นั้นของเธอมีท่าทีเฉยชา

เธอโค้งศีรษะให้ฉันนิดหนึ่งเป็นการทักทาย  แล้วก็เหสายตาไปจากฉัน   ความปวดร้าวเดินทางเข้ามาเกาะกินหัวใจฉันอีกแล้ว   ท่าทางร่าเริงของเธอที่ฉันเห็นแต่แรกได้มลายไปสิ้น  เธอคงไม่มีความสุขอีกแล้วกระมังที่รู้ว่าฉันก็มาอยู่ในงานนี้ด้วย

มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเธอในงานนี้เหมือนกัน

สามปีแล้วที่ฉันได้ตายไปจากความรู้สึกของเธอ  และมันก็เป็นสามปีที่ฉันได้รับแต่ความทุกข์ทรมานเมื่อต้องไปจากเธอเช่นกัน   ทำไมชีวิตคู่ของเรามันถึงได้สั้นนัก   เพียงปีเดียวของการใช้ชีวิตร่วมกัน  และมันก็ล้มคว่ำลงอย่างไม่เป็นท่า

มันทำให้ฉันเตลิดหนีไปไกลจากเธอถึงอีสานโน่น

เธอจะรู้สักนิดไหมว่า  การจากไปของฉันในครั้งนั้น   มันได้ทำให้ฉันเกือบจะกลายเป็นคนเสียจิต  ฉันพล่านเหมือนคนบ้าอยู่พักหนึ่งใหญ่ ๆ กว่าจะทำใจได้บ้าง

ฉันได้สาบานกับตัวเองเอาไว้ว่า   ฉันจะไม่เข้ามากรุงเทพอีก  แต่แล้วความจำเป็นก็บีบบังคับให้ฉันต้องเข้ามาอีกจนได้เมื่อเพื่อนรักส่งการ์ดแต่งงานไปให้และมีโน้ตสั้น ๆ ว่า “แกต้องมาให้ได้”

เพื่อนศิลปินร้องเพลงจบไปเพลงแล้วเพลงเล่าสลับกับเสียงปรบมือจากแขกเหรื่อที่อยู่ในงาน   บริเวณงานถูกจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าบ่าวเอง  ซึ่งเป็นบ้านสวนบรรยากาศดีมากสำหรับคนที่รักความเป็นธรรมชาติ   ถัดจากลานกว้างที่ใช้สำหรับจัดงานไปเล็กน้อยก็เป็นคลองบางกอกน้อย  ตรงท่าน้ำมีศาลาหลังเล็ก ๆ อยู่หลังหนึ่ง  เมื่อก่อนมันเคยเป็นที่ซ่องสุมของพวกเราคนที่รักดนตรีรักการอ่านและการเขียนหนังสือ  พวกเราจะใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีอยู่มาสุมหัวกันอยู่ที่นี่   แม่ของเพื่อนรักที่เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้ท่านเป็นคนที่มีความเมตตาต่อพวกเราทุกคน  ท่านใจดีและมีความสุขที่ได้เห็นพวกเราสุมหัวร้องเพลงอ่านหนังสือและเขียนหนังสือกันที่ศาลาท่าน้ำอยู่บ่อย ๆ

และตรงศาลาท่าน้ำนี้เองแหละ  ความรักของฉันและเธอจึงได้ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น  เราสองคนต่างก็คิดว่าความรักของเราจะต้องไปสิ้นสุดที่การแต่งงาน

ผิด...เราสองคนต่างก็คาดการณ์ผิดถนัด

ฉันชำเลืองมองไปที่โต๊ะเธออีกครั้งอย่างตั้งใจเช่นเดิม  และรู้สึกใจหายวาบเมื่อไม่เห็นเธอนั่งอยู่ตรงนั้นอีก  เธอไปไหน  หรือว่ากลับไปแล้ว

เธอคงทนเห็นหน้าฉันไม่ได้อย่างนั้นกระมัง

ช่างเถอะ...

แม้จะคิดได้อย่างนั้นจิตใจฉันก็อดที่จะกระวนกระวายไม่ได้อยู่ดี   ฉันสอดส่ายสายตามองหาเธอในที่ต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ  แต่ก็ไม่พบเธอแม้แต่เงา

อะไรนะทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาอีก  ทั้ง ๆ  ที่มันได้สิ้นไปนานแล้ว

ฉันฉุกคิดถึงศาลาท่าน้ำขึ้นมาได้  ไม่แน่นะ...เธออาจจะหลบไปอยู่ที่นั่นก็ได้

แสงจันทร์ทอแสงผ่านแนวต้นชมพู่ลงไปในคลองบางกอกน้อย   ผิวน้ำระยับเป็นประกายพริ้ววาววับดั่งเงินยวง  ตรงศาลาท่าน้ำอันเปลี่ยวเหงามีใครคนหนึ่งนั่งจมจ่อมอยู่  เมื่อแรกเห็นฉันก็รู้ว่าเป็นเธอ  ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป

เธอหันมามองแวบหนึ่ง

ฉันเดินไปเท้าแขนตรงพนักด้านที่ติดกับลำคลอง   ช่างใจอยู่นานกว่าจะหลุดคำพูดออกมา

“โลกนี้มันคับแคบกว่าที่คิดนะ”

เธอยังนิ่งเงียบ

“ผมไม่คิดว่าจะได้พบคุณอีก  ไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหน”

“เสียใจมั๊ยที่พบฉันอีก”  เธอว่าบ้าง

ฉันใจชื้นขึ้นมาบ้างที่ได้ยินเธอพูด

“เปล่า   กลับรู้สึกดีใจเสียอีกที่เห็นคุณมีความสุขกว่าที่อยู่กับผม”

เธอเงียบไปอีก

“ชีวิตคุณเป็นไงบ้าง”   ฉันถามเธอโดยไม่ได้หันไปมอง

เธอลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วเดินลงบันไดท่าน้ำไปสองสามขั้นก่อนจะย่อตัวนั่งลง

“ก็มีความสุขตามที่คุณเห็น”   เธอตอบเสียงเรียบ ๆ

“ผมดีใจที่มันเป็นเช่นนั้น”

ฉันได้ยินเธอถอนหายใจหนัก ๆ

“แล้วคุณล่ะ...”

“หลังจากที่เราแยกทางกัน   ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสุข”

“ฉันเสียใจ”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิ   เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่มีใครถูกใครผิด”

“หมายความว่าคุณทำใจได้แล้วงั้นหรือ”

“เปล่า   จนบัดนี้ผมยังรักคุณอยู่”

เธอเงียบไปอีก  พลอยทำให้ฉันเงียบไปด้วย

คลองบางกอกน้อยยามนี้ดูสงัด   ไม่มีแม้แต่เรือหางยาวจะแล่นผ่าน  สายลมหนาวพัดผ่านมาแผ่ว ๆ  แม้หน้าหนาวในกรุงเทพจะไม่หนาวจับใจอย่างอีสาน  แต่ในยามสายลมรักพัดผ่านมาเช่นนี้มันก็ทำให้หัวใจหนุ่มสายสะท้านได้เหมือนกัน

“พายเรือเล่นกันมั๊ย”   ในที่สุดฉันก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น

เธอพยักหน้าช้า ๆ  แต่ไม่ได้หันมามอง

ฉันเดินผ่านร่างของเธอไปที่เรือลำเล็ก ๆ ที่จอดนิ่งอยู่ พอลงเรือแล้วก็ส่งมือไปให้เธอจับด้วยกลัวว่าเธอจะพาชุดสวย ๆ พลัดตกน้ำ  ทันทีที่มือสัมผัสกัน  อารมณ์ลึกที่ซ่อนอยู่ภายในหัวใจแต่ละดวงก็ไหววูบ

เรือลำน้อยค่อย ๆ พาเธอและฉันออกสู่สายน้ำที่เอื่อยไหลอย่างอ้อยอิ่ง

“คุณยังเขียนหนังสืออยู่หรือเปล่า”  เธอถาม

“ผมจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากเขียนหนังสือ”

“ดีขึ้นบ้างมั๊ย”

ฉันหัวเราะในลำคอ

เธอช้อนสายตาขึ้นมามอง

“ยังอดอยากอยู่เหมือนเดิม  ดีหน่อยก็ตรงที่บ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อ  เกาะพ่อแม่กินไปวัน ๆ “

“ทำไมไม่หางานอื่นทำบ้างล่ะ”

“ถ้าผมรักอย่างอื่นมากกว่าการเขียนหนังสือ  ผมคงไม่เสียคุณไปหรอก”

“ฉันไม่ได้หมายความว่าให้คุณเลิกเขียนหนังสือนะ  แต่อยากให้หาอาชีพเสริมรายได้”

“ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น”  ฉันบอกเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ไม่จริงหรอก  คุณไม่ยอมประณีประณอมกับชีวิตต่างหาก”

เรือน้อยยังคงลอยน้ำไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ  ผ่านเงาครึ้มของสวนผลไม้ริมคลองออกสู่ความสว่างของแสงจันทร์อีกครั้ง  เสียงเพลงของเพื่อนศิลปินดังออกห่างไปทุกที

เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เธอรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังทำอยู่  แต่เขาก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเธอคงจะเข้าใจ

“ผมไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อเงิน”

“แต่คุณต้องกินข้าวทุกวัน”

“ผมไม่เคยโอดครวญไม่ว่าหิวหรืออิ่ม”

“แต่คนที่อยู่ข้าง ๆ คุณโอดครวญ”  เธอไม่ยอมแพ้  “คุณไม่ใช่จะอยู่ตัวคนเดียวไปตลอดชีวิตของคุณ  คุณยังจะต้องมีอีกหลายชีวิตที่จะต้องรับผิดชอบ  ฉันกล้าพูดได้เลยว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มีความอดทนมากไปกว่าฉันนักหรอก”

ฉันปิดปากเงียบ  พายยังจ้วงน้ำไปอย่างช้า ๆ

ฉันไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล  แต่ฉันก็มีเหตุผลเหมือนกัน  ถึงตรงนี้ฉันก็มั่นใจแล้วว่าฉันไม่สามารถที่จะดึงเธอกลับมาได้

อีกครั้งที่ฉันรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง

หัวเรือลำน้อยค่อยเชิดเข้าไปในคลองซอยเล็ก ๆ  แม้จะเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้เข้าไปในคลองซอยสายนี้แต่ฉันก็มั่นใจว่าตัวเองจำได้ว่ามันจะไปสิ้นสุด    ที่ใด

“คุณจะพาฉันไปไหน”

“ไปทุกหนทุกแห่งที่เราเคยไป”  น้ำเสียงฉันแตกพร่า  “คุณคงยังไม่ลืมใช่ไหมว่าเราเคยนั่งเรือเที่ยวกันในคลองสายนี้”

“ค่ะ  แต่มันก็เป็นอดีตไปแล้ว”

“ผมเพียงแต่ต้องการหวนกลับไปหาอดีตสักครั้ง”

เธอรู้สึกร้อนวูบขึ้นที่ใบหน้าและรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด

ฉันวางพายพาดไว้ที่ตัก   ปล่อยให้เรือลำน้อยเคว้งคว้างไปตามยถากรรม   แล้วขยับเข้าไปหาเธอที่นั่งนิ่งอยู่กลางลำเรือ

เธอเชิดหน้าขึ้นมามองฉันอย่างคนที่กำลังตัดสินใจบางอย่าง

“ปรัชคะ  เรามาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาดีกว่าค่ะ”

ฉันจ้องไปที่ใบหน้าเธออย่างแน่วแน่

“ฉันยอมรับค่ะว่าฉันรักคุณ  แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็เถอะ  จะมีผู้หญิงคนไหนคะที่จะลืมผู้ชายคนแรกของตัวเองได้  แต่เวลานี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันได้ผ่านเลยไปแล้ว  และมันก็ไม่มีใครถูกใครผิดอย่างที่คุณว่า  ฉันมีเหตุผลของฉัน  คุณก็มีเหตุผลของคุณ  เราต่างก็มีเหตุผลของกันและกัน  โชคร้ายที่เราไม่สามารถยอมรับเหตุผลของกันและกันได้”

ฉันนิ่งเงียบ   ดวงตาจับจ้องอยู่ที่เรียวปากงาม ๆ ของเธอซึ่งขณะนี้มันสั่นระริก

“ฉันยอมรับค่ะว่ามีความอดทนต่อความลำบากความอดอยากน้อย  และฉันก็ไม่โทษคุณที่พาฉันไปสู่สิ่งเหล่านั้น  ปรัชคะ  ฉันคิดว่าตัวเองเข้าใจคุณมากที่สุด  แต่แล้วฉันก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด  จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้มีความเข้าใจในตัวคุณเลยแม้แต่น้อย”

ในดวงตาวาวใสคู่นั้น  น้ำตาค่อย ๆ เอ่อท้นออกมา

เธอเอื้อมมือมาเกาะที่หัวเข่าของฉันเอาไว้

“คุณรู้ไหมค่ะ  ว่าหลังจากที่เราแยกทางกันวันนั้นแล้ว  ฉันก็ได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่า  สักวันหนึ่งปรัชคนเก่าในความคิดใหม่  จะกลับมาปรากฏกายต่อหน้าฉัน  และฉันก็ดีใจที่คุณมาปรากฏกายต่อหน้าฉันอีกครั้ง  แต่ในความดีใจนั้นฉันกลับมีความเสียใจยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่าคุณยังเป็นปรัชคนเก่าในความคิดเก่าผู้ไม่เคยประนีประนอมกับชีวิต”

น้ำเสียงของเธอขาดเป็นห้วง ๆ  และมันได้ทำให้ฉันชาดิกไปทั้งร่าง

“ฉันปรารถนาเหลือเกินที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคุณอีก  แต่มันจะมีประโยชน์อะไรละค่ะ  ในเมื่อเราต่างฝ่ายต่างก็ยึดมั่นในเหตุผลของตัวเองอย่างเหนียวแน่นอย่างนี้   เราจะหาความสุขอะไรไม่ได้เลยในชีวิตคู่ถ้าเราคนใดคนหนึ่ง  ไม่ยอมเข้าใจในรสนิยมและอุดมคติของอีกคนหนึ่ง  เวลานี้เราต่างก็เหมือนอยู่โลกคนละใบ  ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งยอมสละโลกใบที่ตัวเองอยู่  เพื่อไปร่วมอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งของคนที่ตนรักด้วยความสมัครใจ

เธอก้มหน้านิ่ง  ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองฉันอีกเลยตลอดระยะทาง

เธอยืนยันกับฉันว่าไม่อยากกลับเข้าไปในงานแต่งงานนั้นอีก  ฉันจึงพายเรือไปส่งเธอที่ท่าน้ำหน้าบ้านของเธอที่อยู่ไม่ไกลนัก

เมื่อเรือจอดเทียบท่าเธอก็ก้าวขึ้นไปยืนบนฝั่ง  และเดินจากฉันไปโดยปราศจากคำอำลาใด ๆ

ไปเถอะ...ที่รัก   ถ้าเธอปรารถนาที่จะไปในที่ ๆ ไม่มีฉัน  และอย่าได้เวทนาหรือสงสารฉันเลย  ที่ฉันเลือกเดินทางไปในทางสายนี้  ทางสายที่เต็มไปด้วยความอดอยากแร้นแค้น  และก็อย่าได้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่สามารถฉุดให้ฉันขึ้นไปยืนหรือเดินเคียงคู่กับเธอบนทางสายที่สะดวกสบาย  เอมอิ่มอย่างที่เธอปรารถนา  แต่ถึงอย่างไรฉันก็ขอขอบใจเธอที่อุตสาห์เดินทางเข้ามาก่อกองไปในใจฉัน  แม้มันจะเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เพียงลมพัดผ่าน วันที่ : 14/06/2010 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daija
navy

มาอ่านค่ะ


ชอบ

มาก

มาก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปองเพียงหทัย วันที่ : 14/06/2010 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetrypong

อหังการ์ในความรัก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]