• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 965 , 11:09:47 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มันเป็นคืนที่ร้อนอบอ้าว   ราวกับว่าโลกทั้งโลกจะมอดไหม้เป็นจุลไปเสียอย่างนั้นแหละ  ฟ้าคำรามฮึ่ม ๆ มาตั้งแต่หัวค่ำ  แต่จนป่านนี้เกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว  แต่ฝนก็ไม่หล่นมาสักแหมะ

พัดลมโกโรโกโสครางหึ่ง ๆ  อยู่บนเพดานห้องตลอดเวลา  แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความอบอ้าวลดน้อยลงไปบางเลย  มิหนำซ้ำมันยังคอยแต่จะสร้างความรำคาญให้อีก  กระดาษต้นฉบับบนโต๊ะทำงานพะเยิบพะยาบจะปลิวมิปลิวแหล่และผมก็ต้องคอยตะครุบมันอยู่เรื่อย ๆ

ผมจำได้ว่าพัดลมตัวนี้  พี่เจ้าของห้องเช่าเอามาให้เมื่อครั้งที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแกใหม่ ๆ

“พี่เจอมันในห้องเก็บของน่ะ  เธอปัดฝุ่นมันเสียหน่อยแล้วก็เอาขึ้นไปติดเพดาน  มันออกจะเก่าไปสักหน่อย  แต่ก็ยังใช้ได้”  พี่เจ้าของห้องเช่าแกว่าอย่างยิ้มแย้ม

ไม่หน่อยหรอก  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี  ผมร้องอยู่ในใจ

พี่แกพูดขึ้นมาอีก  เมื่อเห็นผมจ้องเจ้าพัดลมตัวนั้นด้วยสายตาอันตื่นตระหนกราวกับเห็นชิ้นส่วนจากจานบิน

“ครับ   ดีครับ”  ผมอ้อมแอ้มตอบไปอย่างนั้น

ก็จะให้แข็งข้อได้อย่างไรเล่า  ก็พึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ยังไง ๆ  ก็อ่อนน้อมถ่อมตนกับเจ้าของบ้านเอาไว้ก่อน  เผื่อจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า

บ้านเช่าในกรุงเทพมันหาไม่ง่ายนักหรอก  โดยเฉพาะราคาถูก ๆ อย่างนี้  หวานอมขมกลืนยังไงก็ต้องให้ถูกใจเจ้าของบ้านไว้ก่อนเป็นดี

ฉันจำความเอื้ออารีย์จากพี่เจ้าของบ้านในวันแรกที่ฉันบากหน้ามาขอเช่าบ้านแกได้ดี  แกบอกว่า

“เห็นหน้าเธอปุ๊บ  พี่ก็รู้สึกถูกชะตาเลย  นี่กระมังที่พี่ให้เธอเช่าในราคาถูก ๆ อีกอย่างนะพี่เห็นว่าเธอพูดจาดี  สุภาพ  หน้าตาดีเหมือนคนมีสกุลลุนชาติ  แล้วก็ใบหน้าเธอละม้ายแฟนของพี่”

ได้ยินคำป้อยอซึ่ง ๆ หน้าอย่างนี้  ฉันงี้เขินบิดนิ้วมือตัวเองแทบหัก

ความภูมิใจของฉันที่ได้รับจากพี่แกเมื่อครั้งกระนั้นก็มีอันต้องมลายหายไป  เมื่อมารู้ทีหลังว่าแฟนของแกที่บอกว่าละม้ายฉันน่ะ  ตายไปตั้งนานแล้ว   ฉันงี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า  ก็มีอย่างที่ไหนเอาคนตายมาเปรียบกับคนเป็น

แต่แล้วฉันก็ปลงตก  ช่างเถอะ...อย่างน้อยความหน้าตาดีของฉัน (ในความรู้สึกของพี่แก)  ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง  ในยามตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้

พัดลมที่พี่แกให้มา  ฉันใช้ความพยายามอยู่หลายวันกว่าจะเอามันไปติดไว้บนเพดานได้  พอต่อสายฟืนสายไฟเสร็จเป็นที่เรียบร้อยฉันก็ลองเปิดดู   พอฉันเปิดสวิทเท่านั้นแหละ  ไอ้เสียงประหลาด ๆ  เอี๊ยดอ๊าด ๆ ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน   ซ้ำใบพัดของมันยังโคลงเคลงเหมือนคนเมาเหล้าไปเสียอีก  ฉันอดคิดไม่ได้ว่า  เออหนอชีวิตเราผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านทุกข์ผ่านโศกมาเยอะแยะมากมายจนนับไม่ถ้วน  แต่ถึงคราวตายจะมาตายเพราะพัดลมเก่า ๆ เครื่องนี้น่ะหรือ

ก่อนนอนทุกคืนฉันมักจะไหว้พระไหว้เจ้าเพื่อขอพรจากพระองค์  ให้ท่านช่วยคุ้มครองฉันให้รอดพ้นจากพัดลมเครื่องนี้  โถ...ใครจะรับประกันได้ว่า  เวลาที่ฉันกำลังหลับอย่างเป็นสุขมันจะไม่หล่นลงมาทับฉันตาย  นานเข้าฉันก็รู้สึกคุ้นเคยกับมันจนในที่สุดเราก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  วันไหนไม่ได้ยินเสียงประหลาด ๆ ของมันหรืออาการโคลงเคลงอย่างที่ว่า  ฉันกลับรู้สึกว่าบางอย่างในชีวิตขาดหายไป

เสียงยามชราเคาะเหล็กบอกเวลาดังแว่ว ๆ มาจากเบื้องล่าง  ฉันละจากหน้าแป้นพิมพ์ดีดไปชะโงกหน้ามองอย่างหาความหมายอะไรไม่ได้  ดูเหมือนว่ายามชราคนนั้นได้กลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุก ๆคืนชีวิตอันชราภาพของแกจะกลายมาเป็นนาฬิกาเคลื่อนที่คอยบอกเวลาให้แก่คนที่อยู่ในละแวก นั้นอย่างอัตโนมัติ  ทำไมชีวิตและวัยอันควรแก่การพักผ่อนหลับนอนอยู่กับบ้าน  ต้องมาคอยอดตาหลับขับตานอนเคาะเหล็กอยู่อย่างนี้

คืนนี้สมองไม่ดีเลย   จะคิดจะเขียนอะไรมันก็ติดขัดไม่ได้ดั่งใจ

ระยะหลัง ๆ นี้ฉันมักจะออกไปเดินท่อม ๆ มอง ๆ แถว ๆ สนามหลวงบ่อย ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าที่นั่นมีเรื่องราวหลายอย่างให้ฉันได้ค้นหากระมัง  ชีวิตของคนกรุงเทพบางชีวิตจะผุดขึ้นมาแสดงบทบาทของตัวเองก็ต่อเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้ว

ตลาดโจรสนามหลวงจะเปิดก็ต่อเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้ว  มีสินค้ามากมายหลากหลายวางขายกันเกลื่อน  ส่วนใหญ่เป็นของที่ใช้แล้ว  จำพวกพัดลม  หม้อหุงข้าว  เตารีด  หนังสือ ฯลฯ  สินค้าเหล่านี้ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน  แต่คำว่าตลาดโจรมันทำให้ฉันมีความรู้สึกว่าของที่วางขายเหล่านั้นเป็นของที่ได้มาโดยมิชอบ

ทำไมถึงเรียกว่าตลาดโจร  ฉันเองก็ไม่ค่อยจะรู้ที่มาของชื่อนี้ลึกซึ้งนัก  เคยถามพวกพ่อค้าแม่ค้าหลายหน  แต่พวกเขาก็มักจะตอบแบบติดตลกว่า  “มันจะได้เข้ากับบรรยากาศของโจรไง”  ฉันก็ได้แต่ครางอือ ๆ ในลำคอ  ฟังดูก็มีเหตุผลดีนะ  อย่างน้อยพวกโจรป่าห้าร้อยจะได้มีทีทางทำมาหากินกันเป็นหลักแหล่ง  แทนที่จะต้องไปหลบ ๆ ซ่อน ๆ  อยู่ในป่าให้ยุงกัดเล่นปลี้ ๆ  เปล่า

ไฟทางถนนราชดำเนินดูง่วงซึม  เหมือนดวงตาของคนนอนดึก  ฉันก้าวเท้าไปบนบาธวิถีอย่างหงอยเหงาและเลื่อนลอย  สายลมกรรโชกมาเป็นครั้งคราว  หอบเอาเศษกระดาษ  ถุงพลาสติกปลิวมวนไปตามแรง  ถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงตัวเองเสียมิได้  มันคงเหมือนกับพวกเศษขยะพวกนี้  ถูกทิ้งขว้างถูกพัดพา  ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย

หมาโซตัวหนึ่งหมอบอยู่บนบาธวิถีที่ฉันเดินผ่าน  มันเปิดเปลือกตาขึ้นมามองฉันแวบหนึ่ง  แล้วก็ปิดลงอย่างอ่อนระโหย  แม้เพียงแวบเดียวฉันก็เห็นว่า  ในแววตาของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในชีวิต

นี่ถ้าฉันสามารถสื่อสารกับมันได้ด้วยคำพูด  ฉันก็อยากจะถามมันเหมือนกันว่า  เมื่อครู่มันเห็นอะไรในแววตาฉันบ้าง

สามลมพัดกรรโชกมาอีก  ได้รับลมเย็นอย่างนี้ความอบอ้าวค่อยคลายลงหน่อย  ดวงตาก็แจ่มในขึ้น  โลกของเรานี่  บางครั้งก็มีความสวยงาม  บางครั้งมันก็บิดเบี้ยวไม่น่ามองเอาเสียเลย  เวลานี้ได้เบียร์เย็น ๆ สักแก้วก็คงจะดีไม่น้อย   ฉันอาจจะมีอารมณ์ฮัมเพลงรักสักเพลง

ตลาดโจรคืนนี้ดูบางตา  อาจจะเป็นเพราะฟ้าครึ้มฝนก็เป็นได้  ร้านหนังสือแบกะดินเจ้าประจำของฉันก็ดูจะมีหนังสือมาวางขายน้อยกว่าทุกครั้งที่เห็น  ย่างเข้าหน้าฝนแล้วการค้าคงฝืดเคืองกระมัง  ฉันกับเจ้าของร้านหนังสือรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี  เพราะเป็นลูกค้ากันมานาน  อีกอย่างเราต่างก็เป็นคอหนังสือด้วยกันทั้งคู่   บ่อยไปที่ฉันยืนคุยกับเขาเป็นครึ่งชั่วโมงในเรื่องหนังสือและงานเขียนของนักเขียนต่าง ๆ  เขาเป็นชายหนุ่มผมยาวสวย  ผิวคล้ำ  หน้าตาเข้ม  รูปร่างสูงแต่กระเดียดไปทางผอม  เป็นคนใต้เมืองพัทลุง   เวลาพูดน้ำเสียงออกแปร่ง ๆ หูดี    แต่ก็มีเสน่ห์  เขามีชื่อเล่นว่าช้าง  ฉันคิดเอาเองว่าเขาน่าจะชื่อยีราฟ   เพราะตัวสูงดี  เขาเป็นนักศึกษาอยู่ราม  ฉันก็เดาเอาอีกแหละว่าคงหมายถึงรามคำแหง

ฉันหยิบหนังสือขึ้นมาพลิกดูอยู่ครู่ใหญ่ ๆ  แต่ไม่มีเล่มไหนที่ฉันพอใจจะซื้อ ฉันจึงผละไปดูร้านอื่น  แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะล่ำลากันตามธรรมเนียม  ฉันเตร็ดเตร่ไปร้านนั้นออกร้านนี้อยู่อีกพักหนึ่ง  จึงรู้สึกหิวขึ้นมาตงิด ๆ  ตอนนี้แหละที่ฉันนึกถึงก๋วยเตี๋ยวน้ำตกรสเด็ดเจ้าหนึ่งที่ปากคลองตลาด

โต้รุ่งปากคลองตลาด  แม้จะดึกดื่นค่อนคืนยังไงผู้คนก็ยังพลุกพล่าน  ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มารอรับสินค้าจากต่างจังหวัดที่มากับรถบรรทุกต่างขนาด  จำพวกผัก  ดอกไม้  ผลไม้  ฯลฯ

นอกจากนั้นก็ยังมีพวกกรรมกรรถเข็น   คนขับรถแท็กซี่  สามล้อเครื่อง  นักเที่ยวราตรี  โต้รุ่งปากคลองตลาดยังเป็นที่รู้กันว่า  เป็นแหล่งขายอาหารหลากหลายชนิด  ตามแต่จะเลือกซื้อหา  คนทำงานดึกมักจะแวะเวียนมาหาของกินที่นี่กันเป็นประจำ  ถ้าหากว่าที่ทำงานหรือมีบ้านอยู่ไม่ไกลจากที่นั้นมากนัก  นอกจากร้านรวงที่เปิดขายอาหารกันแบบโต้รุ่งแล้ว  ปากคลองตลาดยังเป็นแหล่งเริงรมย์ราคาถูกอีกด้วย  มีโรงน้ำชาเปิดบริการลูกค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  สร้างความร่ำรวยให้กับพวกอาเสี่ยอาเฮียมานักต่อนักแล้ว

โรงน้ำชาที่นี่จัดว่าราคาถูกกว่าทุกที่  เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเงินเดือนน้อย  แต่อยากจะหาความสุขใส่ตัว  ความสุขที่พอหาซื้อได้มีตั้งแต่ราคา  50  ขึ้นไป  ตามแต่ความพอใจของลูกค้า   ทุกคืนจะมีบรรดาลูกค้ามาอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่น   ดูเหมือนว่าพอตะวันตกดินโต้รุ่งปากคลองตลาดจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอาหารนา ๆ ชนิดและความสุขบันเทิงเริงรมณ์ราคาถูก

ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกรสเด็ดหมดไปสองชาม  ตบตูดด้วยน้ำเย็น ๆ อีกแก้ว  แค่นี้ฉันก็สามารถที่จะมีชีวิตรอดไปจนถึงพรุ่งนี้เช้าแล้ว

ฉันผละจากที่นั่นไปด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ  เดินชมสถาปัตยกรรมวัดพระแก้วมาเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน  ข้ามสี่แยกไปฝั่งสนามหลวง   ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินวนไปทางซ้าย

ถนนด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉันเคยย่ำมานักต่อนักแล้วเมื่อครั้งที่เป็นลูกศิษย์วัดโพธิ์   ตอนนั้นฉันเข้ามากรุงเทพใหม่ ๆ  ไม่มีเพื่อน  ไม่มีญาติพี่น้อง  เสี่ยงโชคเข้ามาแบบวัดดวง  หาที่พักไม่ได้ก็อาศัยวัดโพธิ์นี่แหละเป็นแหล่งที่พักพิงชั่วคราว  พอมีการมีงานทำเป็นหลักเป็นฐานแล้วฉันถึงได้ย้ายออกไป  เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กวัดรุ่นใหม่เข้าไป

ฉันทอดน่องไปเรื่อย ๆ  ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปตามแต่มันจะไป  ในเวลาเช่นนี้แหละที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้รับการปลดปล่อยจากเครื่องพันธนาการที่มองไม่เห็น

ฉันเดินมาถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี  เสียงของใครคนหนึ่งในมุมมืดก็เจื้อยแจ้วขึ้น

“คุณ ๆ  คุณคะ”

ฉันหันขวับไปมองด้วยความตกใจ  ก็พอดีเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดิดออกมาจากทางด้านหลังต้นมะขามใหญ่

“ขอบุหรี่สักมวนสิ”  เธอมาหยุดอยู่ตรงหน้า

ฉันไม่พูดอะไร  หากแต่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบบุหรี่ออกมาส่งให้เธอ  เธอรับเอาไปแล้วคาบไว้ที่มุมปาก  จากนั้นเธอก็ดีดนิ้วเปาะ ๆ เป็นเชิงขอไฟจุด  ฉันกดไลท์เตอร์จุดให้เธอแสงไฟจากไลท์เตอร์มากพอที่จะทำให้ฉันเห็นหน้าเธอได้ค่อนข้างถนัดตา

ใบหน้าที่มีเค้าของความสวยถูกฉาบเอาไว้ด้วยเครื่องสำอางสีจัด  แต่สิ่งที่ฉันสะดุดความรู้สึกมากที่สุดก็คือ  กลิ่นกายของเธอที่หอมฉุน ๆ เหมือนพรมด้วยน้ำหอมราคาถูก

“ถ้าไม่รีบร้อนก็นั่งคุยกันก่อนสิ”  เธอว่าหลังจากที่อัดบุหรี่เข้าไปเต็มรัก

เธอเดินไปที่ม้านั่งริมฟุตบาธ  แล้วทิ้งตัวลงนั่ง   อะไรไม่รู้ที่สะกดให้ฉันเดินตามเธอไปอย่างว่าง่าย  ฉันนั่งลงข้างเธออย่างไม่ค่อยจะมั่นใจนัก

“พึ่งกลับจากทำงานหรือ”   เธอถามขึ้นมาอีกเมื่อเห็นฉันนั่งเงียบ ๆ

“เปล่า”  

เธอชำเลืองมาทางฉันนิดหนึ่ง

“ดูคุณไม่ชอบคุยเท่าไหร่นะ”

“มันเป็นเรื่องยากสำหรับผม  ที่จะหาเรื่องมาคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”

เธอหัวเราะออกมาอย่างเห็นขัน  เสียงหัวเราะของเธอสดใสเหมือนจิ้งหรีด

“มันก็จริงนะ”

“แล้วคุณล่ะ  มาทำอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ ในที่เปลี่ยวอย่างนี้”

เธอหันมามองฉันอีกครั้งอย่างสงสัย  แล้วก็หัวเราะออกมาอีก

“ต๊ายตาย   นี่คุณไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่”

“ถ้ารู้ผมจะถามทำไม”  ฉันตอบห้วน ๆ

“ดูคุณก็ไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกสักหน่อย”

“ผมไม่ใช่หมอดู  พอที่จะทำนายทายทักอะไรได้”

เธอดีดก้นบุหรี่ทิ้งไป  แล้วก็หันหน้ามาเผชิญหน้ากับฉัน  ดวงตาเธอมีประกายแห่งความหวังวาวโรจน์

“คุณอยากสนุกกับฉันไหม   ฉันคิดไม่แพงหรอก”

“อ้อ...”  ฉันครางออกมา

ความปวดแปลบวิ่งเข้ามาจุกที่อก  ใจคอตีบตันไปหมด  นานเท่าไหร่ไม่รู้กว่าฉันจะพูดออกมาได้อีกสักประโยค

“ขอโทษนะ  ผมไม่มีอารมณ์และก็ไม่มีเงิน”

ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังนั้นสลดลง  ดวงตาคู่นั้นมีแต่ความหม่นหมองและขมขื่น

“ช่างเถอะ”  เธอถอนหายใจแล้วก็เงียบไป

มีคำถามมากมายเรียงแถวเข้ามาในความรู้สึกของฉันเวลานี้  แต่ไม่มีสักคำถามที่ฉันจะตอบได้

“บุหรี่ไหม”  ฉันยื่นบุหรี่พร้อมกับจุดให้เธออีก

เธอสูดบุหรี่เข้าไปหลาย ๆ ครั้ง ติด ๆ กัน  ดวงตาเธอค่อยแจ่มใสขึ้น

“คุณทำงานอะไร”  เธอถามขึ้นลอย ๆ

“เขียนหนังสือ”

“เป็นนักประพันธ์รึ”

“ทำนองนั้น”

“ตายจริง”  ดูเธอตื่นเต้นในความเป็นนักประพันธ์ของฉัน  “นี่ฉันได้นั่งคุยกับนักประพันธ์หรือนี่  โอ..ฉันตื่นเต้นจริง ๆ  คุณใช้นามปากกาว่าอะไรบอกหน่อยสิ”

ความเป็นนักประพันธ์ของฉันในความรู้สึกของเธอ  มันคงยิ่งใหญ่และโก้หรูไม่น้อย  แต่เธอไม่รู้หรอกว่า  ฉันห่อเหี่ยวเพียงใดกับความเป็นนักประพันธ์ของตัวเอง

“ผมไม่มีนามปากกา”

“หมายความว่าคุณใช้ชื่อจริง”  เธอถามผมอย่างกระตือรือร้น

“ใช่  แต่คุณไม่รู้จักหรอก  เพราะผมเป็นนักประพันธ์ไม่มีชื่อเสียง”

“อืมม์”    เธอพยักหน้า    “แต่ฉันก็ดีใจที่ได้คุยกับนักประพันธ์อย่างคุณ  ฉันจะจำเอาไว้แม้ว่าคุณจะไม่ยอมบอกว่าชื่ออะไร  ถ้าวันหน้าฉันมีโอกาสได้อ่านนิยายสักเรื่อง  ฉันจะนึกถึงคุณ”

เราต่างเงียบกันไปพักใหญ่   ต่างคนก็ต่างจมจ่อมอยู่กับความคิดของตัวเอง  ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่  แต่สำหรับฉันกำลังคิดว่า  เธอจะเดินไปบนทางสายนี้อีกนานแค่ไหนหนอ  แล้วเมื่อไหร่เธอจะลงหลักปักฐานที่ดีกว่านี้   เมื่อไหร่จะมีผู้ชายที่ดีฉุดเธอให้ขึ้นไปสู่ชีวิตสามัญตามควรแก่ความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีพื้นฐานจิตใจที่งดงาม

เธอถอนหายใจออกมาแรง ๆ ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์

“ฉันเห็นจะต้องไปแล้วละ  ขอบคุณที่อุตส่าห์นั่งคุยเป็นเพื่อน”  เธอว่า

ฉันพยักหน้าให้เธอ  ขณะที่เธอลุกขึ้นยืน

“ลาก่อน  คุณนักประพันธ์”  น้ำเสียงเธอเบาหวิวราวสายลมยามเช้า

เธอเดินจากฉันไปอย่างเซื่องซึม

ฉันมองตามหลังเธอด้วยความห่อเหี่ยว  ห่อเหี่ยวในชะตากรรมความเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิเกิดหากแต่ไม่มีสิทธิที่จะมีความสุขทัดเทียมกัน

ทำไมสังคมเราจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวอันแสนจะน้ำเน่าอย่างนี้  เมื่อไหร่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจะถูกเยียวยา   หรือว่าสิ่งเหล่านี้คือความต้องการาของชนชั้นปกครอง

ฉันลุกจากม้านั่ง  ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกไป  เสียงของเธอก็แว่วมาไกล ๆ

“คุณคะ  ฉันอยากเป็นนางเอกในนิยายที่คุณเขียนจังเลย  แต่...”

เธอทิ้งค้างไว้แค่นั้น   แล้วก็หันหลังเดินหายไปในเงามืด.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เพียงลมพัดผ่าน วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daija
navy

ชอบเรื่องสั้นของคุณ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]