• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63199
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 986 , 19:23:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ดวงตะวันลับเส้นขอบฟ้าไปนานแล้ว  แต่ดวงจันทร์ยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ขึ้นมาปลอบโยนจิตใจนางให้คลายความเปล่าเปลี่ยวลงบ้างเลย   บรรยากาศยามหน้าหนาวดูขมุกขมัวชวนหดหู่ใจยิ่งนัก   และดูเหมือนว่าสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวนางเวลานี้กำลังตกอยู่ในความหลับใหล  ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงนางและลูกเท่านั้นที่อาศัยอยู่   นาน ๆ ครั้งจิ้งหรีดจะกรีดเสียงขึ้นสักทีหนึ่ง   แต่ก่อนแต่ไรมาเสียงของเจ้าสัตว์ปีกตัวน้อย ๆ  เคยไพเราะเพราะระรื่นหูเสียหนักหนา  แต่เวลานี้กลับกลายเสมือนคมหอกคมดาบคอยทิ่มตำใจนางไปเสียแล้ว

หน้าหนาวปีนี้  นางรู้สึกว่ามันหนาวแปลกกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา  ความหนาวมันไม่ได้บาดผิวให้ได้รู้สึกแต่เพียงผิวกายเท่านั้น  หากแต่มันได้บาดลึกเสียดแทงและทิ่มตำเข้าไปจนถึงกระดูกถึงทุกอณูเนื้อแห่งชีวิตของนางในทุกค่ำคืนเลยเทียว  บางทีนางก็อดคิดเสียไม่ได้ว่า...นี่ถ้าพ่อบักหำน้อยยังอยู่นางจะรู้สึกเหน็บหนาวและกลายเป็นความทุกข์ทรมานมากมายอย่างนี้หรือเปล่าหนอ

เมื่อคืนที่ผ่านมานี้  ความเหน็บหนาวบีบคั้นหัวใจนางเหลือเกิน   นางจึงเอาผ้าห่มผืนใหม่ลงมาจากชั้นวางผ้าห่มทั้ง ๆ ที่ยังนึกเสียดาย  ผ้าห่มผืนนี้นางได้รับมาเป็นค่าจ้างจากการรับจ้างทอผ้าจากเพื่อนบ้าน  เมื่อตอนที่พ่อบักหำน้อยพึ่งจะไปทำงานที่ไต้หวันใหม่ๆ  และนางก็มีความตั้งใจว่าจะเก็บเอาผ้าห่มผืนนี้ไว้เป็นของขวัญเมื่อเขากลับมา  แต่เวลาผ่านไปแล้วเกือบสามปีอย่างสูญเปล่าและสิ้นหวัง  นางได้รับจดหมายและเงินค่าแรงจากการทำงานของเขาเพียงห้าหกเดือนแรกเท่านั้น  แต่หลังจากนั้นนางเพียงได้ข่าวว่าเขาติดการพนันและผู้หญิง  และไม่ได้รับการติดต่อจากเขาอีกเลย  เวลาล่วงเลยมาเข้าปีที่สามแล้ว  เขาจะเป็นหรือตายนางไม่รู้ทั้งนั้นและความหวังที่นางจะได้พบเขาอีกในชาตินี้มันดับมอดลงแล้ว

1

เสียงไอขลุก ๆ ของลูก  ปลุกให้นางตื่นจากภวังค์  ผละจากเสาเรือนที่นั่งพิงอยู่ลนลานเข้าไปหาลูก   สอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปช้อนเอาศีรษะลูกยกขึ้น  มืออีกข้างหนึ่งก็ลูบหน้าอกถี่จนเสียงไอนั่นสงบลงนั่นแหละนางถึงได้ยอมวางลูกลงที่เดิม   และห่มผ้าให้เสียมิดชิด

แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดวอมแวมส่องให้เห็นใบหน้าอันซีดเซียวของลูก  ปีกจมูกที่หุบเผย ๆ เป็นจังหวะช้า ๆแสดงถึงอาการหายใจไม่ค่อยสะดวกของลูก  นั่นมันช่างเป็นภาพที่ทำให้หัวใจนางสะท้อนความเจ็บปวดได้มากมายยิ่งนัก  นางเบือนหน้าหนีไปเสียอีกทางหนึ่งเมื่อรู้สึกว่าน้ำตากำลังจะไหลออกมา  แล้วยกหลังมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาป้อย ๆ  จากนั้นก็ถอยห่างออกมานั่งพิงเสาเรือนเสาเดิมอีกครั้ง

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มปรากฏ  ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ กลืนแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดไปทีละน้อย ๆ จนหมดสิ้น  นางคลานเข้าไปใกล้ ๆ ลูกอีกครั้ง  ลูกยังหลับอยู่  สีหน้าของลูกไม่ดีขึ้นเลย  เห็นทีจะต้องไปหาหมอในเมืองเสียแล้ว ...นางคิด  จากนั้นจึงผละจากลูกไปที่ชั้นวางหยิบเอาหมอนใบหนึ่งลงมา  แล้วสอดมือเข้าไปในปลอกหมอนหยิบห่อกระดาษที่ลีบแบนติดมืออกมา  ในนั้นมีเงินจำนวนเล็กน้อยที่นางได้มาจากค่ารับจ้างทำงานจิปาถะและเก็บออมมันไว้อย่างรัดกุม  ไม่ยอมให้มัดหลุดลอดออกจากมือหากไม่จำเป็นจริงๆ  และบัดนี้มันก็ถึงเวลาแล้วที่นางควรจะนำมันออกมาเพื่อเยียวยาชีวิตของลูก

เสียงไอขลุก ๆ ของลูกเรียกให้นางเข้าไปหา  นางย่อตัวลงข้างๆรอจนเสียงไอนั้นสงบลงนางจึงเอ่ยกับลูก

“หำน้อยเอ๊ย  ลืมตาดูแม่บ้างเถอะลูก  พูดกับแม่สักคำ”

ลูกชายวัยห้าขวบของนางนิ่งเฉย  ซึ่งผิดปกติวิสัยของลูก  เมื่อก่อนลูกซนยังกะหมาน้อย  ไม่เซื่องซึมเป็นลูกแกะขี้โรคอย่างนี้

“วันนี้แม่จะพาเอ็งเข้าเมือง   หมอในเมืองเขาเก่ง  เขาต้องรักษาเอ็งให้หายได้  แม่มั่นใจอย่างนั้น”

2

ดวงตะวันยังขึ้นไม่สูงนัก  นางอุ้มลูกเดินตัดทุ่งมุ่งสู่ถนนใหญ่   ที่มองเห็นอยู่ลิบลับอย่างทุลักทุเล  ยิ่งเดินนางก็รู้สึกว่าระยะทางมันยิ่งไกลออกไปทุกที   ทันทีทันใดนั้นนางรู้สึกว่าตัวของลูกเกิดอาการเกร็งและกระตุกสองสามครั้ง  จากนั้นมือน้อย ๆของลูกก็ชูขึ้นเหมือนกำลังคว้าอะไรสักอย่าง  ในที่สุดลูกก็ค้าเอาปอยผมของนางเข้า  แล้วกระตุกแรง ๆ  นางรู้สึกว่าขณะนี้เนื้อตัวลูกมีอาการเกร็งขึ้นมาอีก  ขาสองข้างเหยียดจนเป็นเส้นตรง  อาการอย่างนี้นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน  นางยิ่งตกใจและหวาดกลัวมากขึ้น

ลูกเริ่มดิ้นทุรนทุรายมากขึ้น  ความหนักหน่วงยิ่งเพิ่มขึ้นราวกับว่าหัวไหล่ของนางจะหลุดออกจากบ่าเสียอย่างนั้น  ในเวลานี้นางปรารถนาเหลือเกินที่อยากจะให้ใครสักคนมาช่วยแบ่งเบา  หรือแม้ปาฏิหาริย์มีอยู่จริง  ก็อยากจะเห็นพ่อบักหำน้อยมายืนอยู่ตรงหน้า  มาช่วยแบ่งเบาเอาความทุกข์ทรมานอันนี้ร่วมกัน   

นางพาลูกน้อยมาถึงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งนาต้นหนึ่ง  อาการทุรนทุรายของลูกสงบลงแล้ว   ใจนางค่อยชื้นขึ้นมาบ้าง  นางอยากจะนั่งพักที่ใต้ร่มไม้เสียหน่อยแต่ใบหน้าอันซีดเซียวของลูกไม่อนุญาตให้นางทำเช่นนั้น

“ลำดวน   ลำดวน...รอข้าสักเดี๋ยว”

น้ำเสียงคุ้นหูของใครคนหนึ่งดังมาทางเบื้องหลัง   ฉุดฝีเท้านางไว้  นางหันกลับไปมองด้วยความลำบาก 

อ้ายทิดทองนั่นเอง  เขาตามนางมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันสังเกต

“มา   ส่งบักหำน้อยมาให้ข้าเถอะ  ข้าจะช่วยอุ้ม”  ทิดทองยื่นมือออกไป

ลำดวนลังเลใจ

“ส่งมาให้ข้าเถอะ  เอ็งน่ะเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว”

ยามนี้ใจคอนางไม่มั่นคงเอาเสียเลย  เมื่อตะกี้ยังปรารถนาอยากจะมีคนมาแบ่งเบาความหนักหน่วงอยู่เลย  แต่พอมีใครสักคนมาจริง ๆ  นางกลับรู้สึกอึดอัดและเกิดความรู้สึกไปในทางตรงกันข้ามอย่างบอกไม่ถูก

ลำดวนก้มหน้าหลบสายตาอ้ายทิดทองที่มองมา   และอยากจะเอ่ยปากปฏิเสธ  แต่มาคิดอีกทีก็ดูจะเป็นการหักหาญไมตรีกันเกินไป   อันที่จริงมันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย  อ้ายทิดทองก็เป็นคนดีทั้งยังผ่านการบวชเรียนมาแล้วตั้งห้าหกพรรษา  อีกอย่างในยามทุกข์ยามยากก็เห็นจะมีแต่อ้ายทิดทองนี่แหละที่คอยดูดำดูแดงมาเสมอต้นเสมอปลาย  คิดถึงตรงนี้นางค่อยสบายใจและคลายความอึดอักลง  และความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดคืบคลานเข้ามาสู่จิตใจนาง

เมื่อทิดทองเห็นลำดวนนิ่งเฉยไม่ว่ากะไร  จึงถือวิสาสะสอดมือเข้าไปรับเด็กที่อยู่ระหว่างอกลำดวน  ทันทีที่หลังมือทิดทองสัมผัสกับทรวงอกของนาง   นางรู้สึกร้อนวูบที่ทรวงอกขึ้นทันทีและแล่นปลาบไปถึงใบหน้า

มือของอ้ายทิดทองร้อนยังกับเปลวไฟ... ลำดวนคิดอย่างหวั่นไหว

“เอ็งจะพาบักหำน้อยเข้าเมืองก็ไม่เห็นบอกข้าสักคำ”

ทิดทองเอ่ยขึ้นขณะเดินทอดน่องไป  แต่ลำดวนหาได้เอ่ยคำใดออกมาไม่  หัวใจนางกำลังว้าวุ่นสับสน

“ข้าเฉลียวใจ  จึงลองเดินผ่านไปทางเรือนเอ็ง  เห็นประตูเรือนปิดเงียบก็รู้ทันทีว่าบักหำน้อยต้องอาการไม่ดีแน่  ข้าร้อนใจถึงได้รีบตามมา”

ลำดวนอยากจะพูดขอบใจอ้ายทิดทองสักคำ  แต่ก็เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่ลำคอนางเอาไว้

“เมื่อคืน  ข้าเองก็นอนไม่หลับ  จิตใจมันคอยแต่จะห่วงเอ็งกะลูก  อยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนเอ็ง  แต่ก็กลัวคำครหานินทาของคนอื่น  เวรกรรมของข้าแท้ๆ..”

“ไม่เป็นไรหรอก”  น้ำเสียงลำดวนแผ่วโหยจนไม่คิดว่าทิดทองจะได้ยิน

“ถ้าเอ็งอยากจะตำหนิข้าก็ได้นะลำดวน..”

นางชำเลืองดูแววตาที่จริงจังคู่นั้นของอ้ายทิดทองแวบหนึ่ง   ก่อนจะเหไปทางอื่น  น้ำตาเริ่มจะเอ่อท้นขึ้นมาคลอหน่วยจนมองอะไรพร่าไปหมด

ทิดทองพูดอะไรกับนางอีกหลายอย่าง  แต่นางก็มิได้โต้ตอบไปมากนัก  เมื่อมาถึงถนนใหญ่จุดที่จะยืนคอยรถโดยสารเข้าในเมือง  นางก็ขอลูกคืน

ทิดทองส่งลูกคืนให้ลำดวน  จากนั้นเขาจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง  หยิบเงินที่พับเอาไว้อย่างเรียบร้อยออกมาจำนวนหนึ่ง  แล้วยัดใส่มือนาง

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ  ลำดวน  ให้ข้าได้ช่วยเหลือเอ็งบ้างในเวลาอย่างนี้”

ลำดวนพยายามจะชักมือกลับโดยหวังจะปฏิเสธความช่วยเหลือ  แต่ทิดทองก็ไม่ยอมปล่อยมือของนางเช่นกัน  เขารวบมือของนางขึ้นมากำเงินจำนวนนั้นไว้และบีบมันแน่นชั่วอึดใจหนึ่ง  แล้วผละจากไปโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

ลำดวนยังกำมือแน่นมองอ้ายทิดทองเดินจากไปด้วยสายตาเลื่อนลอย 

3

ทั้งคนเจ็บทั้งญาติมายืนออกันอยู่หน้าห้องตรวจราวฝูงเป็ด  บ้างก็ชะเง้อชะแง้มองเข้าไปในห้องตรวจซึ่งมีม่านกั้นระดับสายตาเอาไว้   บ้างก็พูดคุยถึงอาการเจ็บป่วยของตัวเองบ้างคนอื่นบ้าง  ในที่สุดก็ลงท้ายด้วยการก่นด่าสาปแช่งโชคชะตา

ลำดวนอุ้มลูกเดินเข้าไปต่อคิวในช่องที่มีป้ายบอกว่า “ทำบัตรใหม่”  นางเป็นคนที่ยิ่สิบแปดที่จะต้องทำบัตรใหม่

กว่าจะถึงคิว  หัวไหล่ของลำดวนก็ปวดชาแทบจะหลุดออกจากตัว  แต่ถึงกระนั้นหัวใจนางก็ไม่เคยย่อท้อ

“เคยมารึเปล่า”

เจ้าหน้าที่นางนั้นพูดกับลำดวนด้วยสุ่มเสียงที่แห้งแล้งและมีกังวานอำนาจ  ใบหน้าที่มองผ่านช่องกระจกเข้าไปและมีระยะห่างแค่ช่วงแขน  เฉยชาเหมือนเครื่องจักร

“ไม่...”  นางบอกไปตามตรง

“คนป่วยชื่ออะไร”

เจ้าหน้าที่นางนั้นหยิบกระดาษสองสามแผ่นขึ้นมาเขียนอะไรสักอย่างขยุกขยิก  สุดที่ลำดวนจะอ่านออกได้  เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ส่งบัตรคนไข้ใหม่ให้แก่นาง

“เสียค่าทำบัตรด้วย  แล้วไปรอที่หน้าห้องตรวจโน่น” 

ลำดวนแทบจะไม่ได้ยินเสียงพูดของเจ้าหน้าที่นางนั้นเลย  เพราะจิตใจนางจ่มจ่อมอยู่แต่กับอาการเจ็บป่วยของลูก

เกือบจะเที่ยงวันกว่าลูกของนางจะได้เข้าห้องตรวจ  หมอคนที่ทำการตรวจนั้นยังไม่แก่เลย  อายุอานามคงไล่ ๆ กับพ่อบักหำน้อย   นางคิด

สีหน้าของหมอแสดงอาการวิตกออกมาอย่างเห็นได้ชัด  เมื่อทำการตรวจลูกของนางอย่างละเอียดแล้ว  นางรู้สึกใจหายวาบและรู้สึกว่างโหวงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  แต่ก็พยายามทำใจดี ๆ เอาไว้

ในที่สุด  ลูกของแม่ก็จะต้องหาย... นางพูดปลอบใจตัวเองในความรู้สึก

“ต้องนอนโรงพยาบาลนะครับ”   หมอเอ่ยออกมาเมื่อตรวจอาการจนแน่ใจแล้ว  “อาการเด็กอยู่ในขั้นที่อันตราย  อันที่จริงไม่ควรรอให้อาการถึงขั้นนี้เลย  น่าจะพามาหาหมอก่อนหน้านี้”

เย็นมากแล้ว  ลำดวนเกาะติดขอบเตียงลูกแจไม่ยอมห่าง   ทุกครั้งที่ลูกโขยกไอขลุก ๆ นางรู้สึกว่าสายตาได้แลเห็นความเจ็บปวดปะปนออกมาพร้อมกับลมหายใจของลูกทุกครั้งไป

ตกมากลางดึกของคืนนั้น  ขณะที่ลำดวนเคลิ้ม  ๆ ไปด้วยความเหนื่อยอ่อน จู่ ๆ ลูกก็ร้องไห้จ้า   กำปั้นน้อย ๆ ชูขึ้นพร้อมกันนั้นร่างกายที่เกร็งเขม็งก็กระตุกสองสามครั้ง   และก็ร้องเรียก “แม่”  เสียคำหนึ่งจากนั้นลูกก็แน่นิ่งไป  เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาใต้รูขุมขน   นางเอามือลูบดูก็รู้สึกว่ามันเหนียวเหมือนยางไม้

ลำดวนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ญาติของคนป่วยที่อยู่เตียงข้าง ๆ เริ่มตีวงล้อมเข้ามา  ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่   บัดนี้ลำดวนรู้แล้วว่าลูกได้จากนางไปแล้ว  นางกรีดร้องบออกมาอย่างหมดความยับยั้งชั่งใจราวกับคนเสียสติ

4

งานศพลูกจัดขึ้นแบบง่าย ๆ  ตามฐานะ  ทิดทองมาช่วยงานอย่างขันแข็ง  แต่ลำดวนก็ไม่มีโอกาสจะได้พูดคุยกับอ้ายทิดทองแม้แต่คำเดียว   ลำดวนสังเกตเห็นว่าใบหน้าของอ้ายทิดทองเคร่งเครียด   แม้นางจะเป็นคนโง่แต่นางก็พอจะมองออกว่า  ใบหน้าของอ้ายทิดทองไม่ได้เคร่งเครียดเพราะบรรยากาศงานศพ  หากแต่เคร่งเครียดเพราะมีปัญหาบางอย่างในใจของแกที่แก้ไม่ตก

วันเผาศพลูกเป็นวันที่ลำดวนโศกเศร้ามากที่สุด   จนคิดว่าถ้าเผาตัวนางเองไปพร้อมกับลูกก็น่าจะดี  เพราะนับแต่นี้ไปร่างที่ไร้วิญญาณของลูกก็จะไม่เหลือไว้ให้นางได้เห็นอีกแล้ว  ชีวิตของนางก็จะไม่เหลืออะไรอีกเลย  ไม่ว่าลูกหรือผัว

นับแต่นี้ไป  ชีวิตของนางจะต้องอยู่เพียงเดียวดายในโลกอันเงียบเหงา  ดั่งเรือน้อยที่คว้างลำอยู่กลางมหาสมุทร  ขาดผัวก็เหมือนขาดหางเสือ  ขาดลูกก็เหมือนขาดแสงสว่าง   นับแต่นี้ไปชีวิตของนางคงจะมีแต่ความมืดมนอนธกาล

5

เดือนลอยขึ้นมาเหนือทิวไผ่แล้ว   ขณะที่ทิดทองยื่นหน้าเข้าไปเป่าตะเกียงน้ำมันก๊าดให้มอดดับ  ลำแสงอ่อนละมุนของคืนแรมสิบสี่ค่ำลอดผ่านรูโหว่ของฝาเรือนที่ทำจากแถบใบตองกุงเข้ามา   บรรยากาศในเรือนมองเห็นพอลาง ๆ  ลำดวนยังสะอื้นฮัก ๆ  อยู่ในอ้อมอกของอ้ายทิดทอง

“อย่าร้องไห้อีกต่อไปเลยลำดวนเอ๋ย  เอ็งน่ะร้องมาหลายวันแล้ว  สงบอกสงบใจเสียบ้างเถอะ   ยังไงซะบักหำน้อยก็ไม่คืนกลับมาหาเอ็งดอก  มันก็จากไปแล้ว  ไปอยู่ในที่ๆดีกว่าเอ็งกะข้าเสียอีก   มันหมดทุกข์หมดโศกแล้ว  อย่าเหนี่ยวรั้งมันไว้ด้วยหยาดน้ำตาของเอ็งเลย”

“อย่าห้ามฉันเลยอ้ายทิดทองเอ๋ย  ให้ฉันร้องเถอะ   ให้ฉันร้องให้สาสมใจกับที่ฉันรักมันเถอะ  นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะร้องไห้ให้กับลูก”   น้ำเสียงของลำดวนขาดเป็นห้วง ๆ  บ่งบอกให้รู้ว่า  นางกำลังอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ทรมานใจอย่างแสนสาหัส

ทิดทองรู้สึกร้อนฉ่าที่ขอบตา  พลางรั้งร่างของลำดวนเข้ามากระชับอกให้แนบแน่นยิ่งขึ้น  ไก่ขันยามสองแล้ว  แต่ทั้งลำดวนและทิดทองก็ยังไม่สามารถจะปิดเปลือกตาลงได้  ยิ่งเสียงไก่ขันกระชั้นถี่ขึ้นเท่าไหร่ซึ่งหมายความว่าจวนใกล้จะสว่างเต็มทีแล้ว  หัวใจของลำดวนและทิดทองยิ่งกระวนกระวายและตีบตันมากขึ้นเท่านั้น

พรุ่งนี้เช้า   ลูกเมียของอ้ายทิดทองคงจะพากันร้องไห้ฟูมฟาย  ก่นด่า  และป่าวประกาศเพื่อประจานให้คนรู้ทั่วทั้งหมู่บ้านว่า  “อีลำดวน..ผู้หญิงแพศยา”  เป็นชู้กับอ้ายทิดทองผัวของนาง

และตลอดหน้าหนาวปีนี้  ชาวบ้านคงมีเรื่องโจษขานกันอย่างสนุกปาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปองเพียงหทัย วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetrypong

โธ่..ลำดวนเอ๊ย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดาวสอง วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/read2love

มาอ่านเรื่อง ชู้ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เดือนสิบสอง วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/museum-rung
 National Museum ( * - * )..Rung.. ( * - * )

โดนนน*0*

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]