• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 1048 , 14:15:01 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เขาจากเธอและลูกไปแล้ว

จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์  ปล่อยให้เธอและลูกสู้กับชะตาชีวิตแต่เพียงลำพัง  ตำรวจบอกแก่เธอเมื่อตอนไปรับศพว่า...

“ สามีของคุณขับรถขณะมึนเมาจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต  ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ”

-1-

นิ่มเกลียดเหล้า...

ไม่ใช่พึงจะมาเกลียดเอาตอนนี้   แต่เธอเกลียดมันมานานเหลือเกิน   เกลียดมาตั้งแต่เธอจำความได้  เมื่อเริ่มที่จะรับรู้ว่า  พ่อของเธอตกเป็นทาสมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นและชอบตบตีแม่เป็นประจำเมื่อพ่อขอเงินจากแม่ไปซื้อมันไม่ได้  เมื่อโตเป็นสาวนิ่มแอบฝันว่า  ถ้าเธอจะต้องแต่งงานเธอจะเลือกเอาผู้ชายที่ไม่ดื่มเหล้า

และหลังจากนั้นนิ่มก็เฝ้าฝันว่า  ในวันหนึ่งผู้ชายในอุดมคติคนนั้นจะเดินทางมาสู่ชีวิตเธอ

แล้ววันนั้นก็มาถึง...

วันที่เธอได้พบกับพล  ผู้ชายในอุดมคติของเธอ   วันนั้นเป็นงานวันเกิดของเพื่อนในโรงงานเดียวกันที่จัดขึ้นในห้องเช่าเล็ก ๆ  พลเป็นคนสุภาพในสายตาของเธอ  เขาออกจะขรึมและพูดจาน้อย  เวลาเพื่อนกระเซ้าเย้าแหย่เขาก็เพียงแต่หัวเราะเบา ๆ แล้วก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก  เขาติดจะขี้อายน้อย ๆ  อีกด้วย

แม้เพียงครั้งแรกที่ได้พบเห็นและพูดคุย  นิ่มก็บอกกับตัวเองว่า  นี่แหละคือผู้ชายที่เธอเฝ้ารอ

หลังจากนั้นมาเขาและเธอก็เริ่มพบกันบ่อยขึ้น  ในวันหยุดพลจะมาหาเธอที่บ้าน  บางครั้งก็หอบหิ้วเอาอาหารสด ๆ มาให้เธอทำให้กิน  บางครั้งก็มาชวนเธอออกไปเที่ยวดูหนัง ชอปปิ้งตามศูนย์การค้า  กินไอติมในร้านเล็ก ๆ หามุมสงบ ๆ นั่งคุยกันเป็นนานสองนาน  แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะพาเธอเข้าไปในสถานเริงรมย์  เป็นต้นว่า  คาเฟ่  ดิสโก้เธค  หรืออะไรทำนองนั้น

นิ่มเคยแย้มถามเขาเป็นการหยั่งเชิงครั้งหนึ่งในทำนองที่ว่าไม่เห็นเขาพาเธอไปเที่ยวในสถานที่แบบนั้นเลย  แล้วเขาก็ตอบให้เธอชื่นใจว่า...

“ นิ่มจ๊ะ   ผมไม่สูบบุหรี่แต่ในนั้นมีควันบุหรี่เต็มไปหมด  ผมไม่ดื่มเหล้าแต่ในนั้นมีเหล้าสารพัดชนิดเชิญชวนให้ลิ้มลอง   เราอย่าเข้าไปเลยนะ...”

และด้วยเหตุผลข้อนี้ของเขานี่แหละ  ที่หนุนส่งให้เธอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขา

-2-

ชีวิตคู่ของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงาม  และดำเนินไปอย่างไม่มีอุปสรรคใดดังที่วาดเอาไว้   พลยังเป็นพลคนเก่าที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ดื่มเหล้า  เขาขยันขันแข็งในหน้าที่การงานและกลับบ้านตรงเวลาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

นับวันนิ่มก็ยิ่งรักเขามากขึ้น ๆ  มากพอที่เธอคิดจะมีลูกกับเขาเสียที

พลแสดงอาการลิงโลดใจจนออกนอกหน้า  เมื่อเธอบอกกับเขาว่าเธอตั้งครรภ์แล้ว

“ ผมจะทำงานให้มากขึ้น  เก็บเงินเก็บทองเอาไว้เยอะ ๆ  เพื่อนิ่มและลูกจะได้สบาย  ผมลำบากไม่เป็นไร  ขออย่าให้คุณและลูกลำบากก็พอ ” เขากระซิบที่ข้างหูเธอในคืนหนึ่ง

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา  พลก็ทำงานมากขึ้นอย่างที่เขาพูดไว้จริง ๆ เขาทำงานล่วงเวลาไปจนถึงสี่ทุ่มเกือบจะทุกคืน  กว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืนเข้าไปแล้ว  บางครั้งเขาก็ต้องพาเจ้านายไปต่างจังหวัดครั้งละหลายวัน  ตัวเลขในบัญชีเงินฝากเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ   แต่ขณะเดียวกันนิ่มก็รู้สึกว่าสุขภาพของพลทรุดโทรมลงเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

เขาซูบผอมลงผิดตา  นิ่มเคยขอร้องให้เขาหยุดทำงานล่วงเวลา  แต่เขาก็ยังยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า  เขายังมีกำลังมากพอที่จะสู้กับงาน

“ นิ่มอย่าห่วงผมเลย  ห่วงตัวเองเถอะ อย่าคิดอะไรมากเดี๋ยวลูกเกิดมาไม่สวยเหมือนแม่นะ   ผมยังมีกำลังเหลือเฟือที่จะทำเพื่อคุณและลูก”

วันที่นิ่มจะคลอด  เธอสังเกตเห็นใบหน้าของเขาเคร่งเครียดและหมองคล้ำ  อาจจะเป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากกรำงานมาอย่างหนักก็ได้...เธอคิด

เขาเดินมาส่งเธอถึงหน้าห้องคลอด  ก่อนที่บุรุษพยาบาลจะเข็นร่างเธอเข้าไปในห้องทำคลอด   เขาฉวยเอามือเธอขึ้นมากุมไว้แนบอก  เหมือนกับว่าต้องการจะถ่ายเทและเอาพละกำลังทั้งกายและใจของเขาเข้าไปสู่ร่างกายของเธอ

“ นิ่มจ๊ะ  ผมจะรอคุณและลูกอยู่ตรงนี้นะ  ผมจะไม่ไปไหนเด็ดขาดจนกว่าคุณและลูกจะออกมา”

น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาเหมือนสายลมพัดผ่านระฆังใบเล็ก ๆ บนหลังคาโบสถ์กังวานหวานแว่วเหลือเกินในความรู้สึกของเธอ  นิ่มยิ้มให้กับเขาเหมือนอย่างจะบอกว่า...

“ ที่รักจ๋า   บัดนี้ฉันพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับความเจ็บปวดใด ๆ อันเกิดจากการเดินทางมาของลูกเรา”

สีหน้าอันเคร่งเครียดมลายหายไปสิ้นจากใบหน้าของเขา  ทันทีที่รู้ว่าเธอและลูกปลอดภัย  นิ่มมีลูกให้เขาเป็นผู้ชาย  ตัวอ้วนกลมน่ารักเชียว  สามวันที่เขาลางานมาอยู่เป็นเพื่อนเธอและลูกที่โรงพยาบาล  และก็เป็นสามวันที่เธอขบขันกับความเคอะเขินของเขาในการดูแลลูกคนแรกในชีวิต

พอนิ่มออกจากโรงพยาบาลได้สองวัน  พลก็จัดงานเลี้ยงรับขวัญให้เธอกับลูก  เขาชวนเพื่อนที่ทำงานสี่  ห้าคนมากินข้าวที่บ้าน  มันเป็นงานเลี้ยงเล็ก ๆ หากแต่เธอก็รู้สึกอบอุ่นและมีความหมาย  และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นพลดื่มเหล้า

พลยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่เช่นเดิม  เขาไม่เคยปริปากบ่นถึงความทุกข์ยากลำบาก  แต่ในระยะหลัง ๆ นี้สุขภาพเขาทรุดโทรมขนาดหนัก  เขากลับถึงบ้านในสภาพที่อ่อนระโหยโรงแรง  บางคืนเขาต้องตะเกียกตะกายขึ้นเตียงทั้งชุดทำงาน  และหลับลงอย่างง่ายดาย

เงินทองที่สะสมเอาไว้ก็หมดไปกับการคลอด   ยิ่งในระยะหลัง ๆ นี้  ลูกก็เริ่มเจ็บไข้ออด ๆ  แอด ๆ  เงินทองที่พลเพียงคนเดียวหามาเติมใส่บัญชีถูกเบิกออกมาใช้จ่ายแทบจะทุกอาทิตย์  แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความขมขื่นให้แก่เธอและพลมากที่สุดก็คือ...หมอบอกว่าลูกน้อยเป็นโรคหัวโต

พลเริ่มจะเครียดหนักและหงุดหงิด  บางคืนเธอรู้สึกเหมือนได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ จากลมหายใจของเขา  แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากถาม  พฤติกรรมบางอย่างของเขาเริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป  บางทีเธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขาพยายามจะเลี่ยงเธอและลูก  การพูดจากันมีน้อยลงเรื่อย ๆ  กับลูกก็ไม่ค่อยจะเล่นหัวกันดังก่อน

นิ่มแอบร้องไห้ในคืนหนึ่ง  หลังจากที่เขาและลูกหลับไปแล้ว

พลจะต้องไปต่างจังหวัดกับเจ้านายอีกแล้ว  เธอตื่นแต่เช้าเพื่อจัดกระเป๋าเดินทางให้เขา  แต่เช้านี้จิตใจเธอมันรู้สึกหวิวๆอย่างไรพิกล  มันเหมือนกับจะเป็นลางสังหรณ์อะไรสักอย่าง

ก่อนออกจากบ้านเช้านั้น  พลกำชับเธอครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องการดูแลลูก  เธอมาส่งเขาที่หน้าประตูบ้าน  ท่าทางเขาลังเลอย่างไรพิกลเหมือนกับว่าไม่อยากไป   เขาวางกระเป๋าลงที่พื้นและขอลูกไปอุ้ม  เขาหอมลูกครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกับจะชดเชยให้แก่ลูกกับวันเวลาที่ห่างเหินไปในระยะหลัง ๆ  สุดท้ายก็กอดลูกไว้แนบอกอยู่นิ่งนานแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ  ครู่หนึ่งนิ่มจึงขอลูกคืนเพราะกลัวว่าเขาจะสาย

เขาหอมแก้มลูกอีกครั้งหนึ่งก่อนจะส่งคืนให้เธอ

“ อยู่กับแม่อย่าโยเยนะลูก  เป็นเด็กดีนะ”  เขาก้มลงหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วเดินเข้าไปโอบกอดเธอและลูก  “ ดูแลลูกเราให้ดีนะจ๊ะนิ่ม  ผมต้องไปแล้วล่ะ ” 

เขาเดินจากไปท่าทางหงอย ๆ  นิ่มรู้สึกใจหายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  ทั้ง    ที่นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เขาต้องไปต่างจังหวัด

และนั่น...ก็คือความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่เธอมีต่อเขาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

-3-

เขาจากเธอและลูกไปแล้ว

จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์  ปล่อยให้เธอและลูกสู้กับชะตาชีวิตแต่เพียงลำพัง

พิธีฌาปณกิจผ่านไปหลายวันแล้ว  ความเศร้าโศกค่อยคลายลงนั่นแหละ  เธอถึงมีแก่ใจจะคิดถึงเรื่องอื่น   นิ่มตัดสินใจที่จะกลับไปอยู่กับพ่อแม่เหมือนเดิม  แม้เธอจะไม่ปรารถนาเช่นนั้น  แต่สถานการณ์อย่างนี้เธอต้องมีที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ

รถที่เธอว่าจ้างมาขนของ  พาเธอและลูกค่อย ๆ แล่นห่างออกไปทุกที    อะไรไม่รู้ที่ทำให้เธอต้องหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีก   อาจจะเป็นเพราะเธอต้องการจะจดจำบางสิ่งบางอย่างที่งดงามและเคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนั้นเป็นครั้งสุดท้ายกระมัง  หน้าต่างชั้นบนยังเปิดอ้าอยู่  โมบายเปลือกหอยเก่า ๆ ที่ซื้อมาจากชะอำเมื่อครั้งไปเที่ยวทะเลกับพลถูกลมพัดปลิวไปมา  แวบหนึ่งในความรู้สึก  คล้าย ๆ กับว่าเธอเห็นพลมายืนเกาะขอบหน้าต่างมองมายังเธอและลูกด้วยวงหน้าเศร้า ๆ  และก่อนจะลับสายตาเธอเห็นเขาโบกมือให้ไหว ๆ

“ อย่านะ  อย่าไหลออกมาอีกนะน้ำตา  แกไหลออกมามากพอแล้ว ” นิ่มหลับตาลงช้า ๆ  และคร่ำครวญในอก

คนขับรถชำเลืองดูเธอแวบหนึ่ง  เขาคงพลอยโศกเศร้าไปกับชะตากรรมของเธอด้วยกระมัง

นี่ถ้าวิญญาณมีจริง  วิญญาณของพลคงวนเวียนอยู่แถวนี้  และคงจะรู้แล้วว่าบัดนี้หัวใจของเธอกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลน้ำตาที่บ่าท่วมอยู่ในอก

นิ่มมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ได้ระยะหนึ่ง  พออะไรมันเข้าที่เข้าทางแล้วเธอจึงเริ่มออกหางานทำ  ค่าที่ว่าเธอมีฝีมือทางการเย็บจักรมาก่อนจึงหางานได้ไม่ยาก  เธอได้งานที่ร้านตัดเสื้อผ้าสตรีแห่งหนึ่ง   เป็นร้านที่ใหญ่โตและหรูหราพอสมควร  ลูกค้าที่มาสั่งตัดส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีฐานะดี  บ้างก็เป็นดาราที่เธอเคยเห็นในทีวี  แม้รายได้จะไม่มากมายนัก  แต่ก็พอใช้จ่ายไม่ถึงกับขัดสนนัก

ช่วงนี้อาการเจ็บป่วยของลูกดูจะทุเลาเบาบางลง  นิ่มจึงมีเวลาทำงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  บางวันนิ่มต้องทำงานล่วงเวลาเพราะทางร้านขอร้อง  แต่ก็เป็นเพียงครั้งคราวเท่านั้น  โดยทางร้านจะเป็นผู้ออกค่าแท็กซี่ให้ถ้าวันไหนต้องทำงานล่วงเวลาจนดึก

คืนนี้กว่าเธอจะออกจากร้านได้ก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม   คิดถึงลูกขึ้นมาตงิด ๆ  ป่านนี้ลูกหลับหรือยังก็ไม่รู้  หรือว่ายังลืมตาโพลงคอยแม่อยู่  เธอจับแท็กซี่เหมือนทุกวันที่กลับดึกและให้ส่งแค่ปากซอย   เพราะในซอยที่เธออยู่เป็นซอยเล็กและแคบ  อีกอย่างพื้นถนนก็ขรุขระเสียจนไม่อยากเรียกว่าถนน  ถ้าให้แท็กซี่เข้าไปส่งก็คงจะกลับรถออกมาลำบากสู้ลงแต่ปากซอยแล้วเดินเข้ามาเพียงสี่ห้านาทีก็มาถึงบ้านแล้ว

นิ่มลงจากแท็กซี่และเดินเข้าซอยได้ไม่ทันไร  ก็รู้สึกว่ามีคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังมา  เธอจึงหันกลับไปดูด้วยสัญชาติญาณ   ภูเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหนังสือและเช่าบ้านอยู่ติดกับบ้านเธอนั่นเอง

“วันนี้  พี่นิ่มกลับดึกนะ  ที่ร้านงานยุ่งรึ”

“ฮื้อ  แล้วภูล่ะไปไหนมาค่ำมืด”

“...ผมออกมาหาอะไรกินครับพี่”

นิ่มปรายสายตาไปมอง

“จริงรื้อ...”

เด็กหนุ่มหลบสายตาเธอวูบอย่างขวยเขิน   เหมือนเด็กทำความผิดแล้วโดยครูจับได้

“เอ้อ...ครับ”

นิ่มไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก  เช่นเดียวกับภูที่เอาแต่ก้มหน้าเดินงุด ๆ  นิ่มรู้สึกอึดอัดใจกับท่าทีแปลก ๆของเด็กหนุ่มคนนี้  หลายครั้งแล้วที่เด็กหนุ่มคนนี้มาคอยดักเธอ  จะมาด้วยเหตุผลใดก็ตามเถอะ  เธอก็ไม่ชอบเพราะถ้าใครมารู้มาเห็นเข้า  จะเก็บไปนินทาได้ว่าผัวตายไม่ทันไรก็ริอ่านจะมีผัวใหม่

นิ่มรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีความรู้สึกกับเธออย่างไร  เธอไม่ปรารถนาที่จะให้เขาคิดกับเธออย่างนั้น  แต่จะทำอย่างไรล่ะ  ในเมื่อเธอเองก็ไม่กล้าพอที่จะพูดอย่างเปิดอกกับเขา

“ขอบใจนะภูที่เดินมาเป็นเพื่อน”  นิ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน

“ครับ”  ภูพยักหน้า  แล้วเดินผ่านไปเงียบ ๆ

“ภู...”

เด็กหนุ่มหันกลับมามองเจ้าของเสียงที่ยืนหน้านิ่วอย่างใช้ความคิดอยู่

“มีอะไรหรือครับ  พี่นิ่ม”

นิ่มใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะหลุดคำพูดที่จุกอยู่ที่ลำคอออกมาสักประโยค

“ภู  พี่รู้ว่าเธอมาคอยรับพี่  แต่พี่ไม่อยากให้เธอทำอย่างนี้อีก  เก็บเอาเวลาเหล่านั้นไว้ดูตำราเรียนดีกว่า”

นิ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

ใบหน้าของภูซีดเผือดลงทันทีด้วยความขัดเขินเมื่อนิ่มพูดจบประโยค

ลูกหลับไปแล้ว  หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จจึงออกมานั่งรับลมที่ระเบียง  นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย  คิดถึงพล  คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง  คิดถึงตัวเอง

“..เพียงแค่สายตาเย็นชาของเธอ  ก็เกินไปแล้วที่ฉันจะทนไหว  ได้โปรดอย่าทำอย่างนั้นกับฉัน  ขอเพียงให้ฉันได้รักจากใจของเธอ  เพียงเป็นกำลังใจ  หากต้องหมดลมหายใจ  ก็ขอตายไปพร้อมกับรักนั้นไซร้  จะไม่ขอเสียดายชีวา..”

เสียงเพลงจากบ้านข้าง ๆ ฉุดให้เธอตื่นจากภวังค์

บ้านนั้นตั้งวงเหล้าอีกแล้ว...เธอคิด

และเจ้าของเสียงเพลงเมื่อครู่นี้ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากภู  นิ่มฟังเขาร้องเพลงนี้จนชินหูไปเสียแล้ว  เมื่อไหร่บ้านนั้นตั้งวงเหล้าและมีภูร่วมอยู่ด้วยเป็นต้องได้ยินเพลง ๆ นี้ทุกทีไป  แล้วคนร้องก็เหมือนกับว่าจะจงใจให้เธอได้ยินเสียด้วย

“เฮ้ย  นายมีอะไรในใจก็พูดออกมาสิวะภู  อมพะนำอยู่ได้”  เสียงอ้อแอ้ของใครคนหนึ่งในวงเหล้าร้องขึ้น

“ใช่ ๆ  เพื่อนกันทั้งนั้น”  เสียงอ้อแอ้ของอีกคนสนับสนุน

นิ่มเงี่ยหูฟังด้วยหัวใจระทึก  แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ได้ยินเสียงภูเอ่ยอะไรขึ้นมา

-4-

รุ่งขึ้นนิ่มออกไปทำงานแต่เช้าตามปกติ  ลูกยังไม่ตื่น  เธอรู้สึกแปลกใจที่วันนี้ลูกนอนตื่นสาย  ซึ่งปกติลูกจะตื่นพร้อม ๆ กับเธอและจะโยเยเมื่อเธอออกไปทำงาน

ลูกคงเป็นเด็กดีกระมังวันนี้ถึงไม่ตื่นขึ้นมาโยเยกับแม่...เธอคิด

ตอนสายๆของวัน  ขณะที่นิ่มกำลังเร่งมือทำงานอยู่นั้น  จู่ ๆ ภูก็ไปปรากฏตัวขึ้นที่ร้าน  นิ่มใจหายวาบเพราะไม่คิดว่าจะเห็นภูที่นี่  และเขาจะมาด้วยเหตุผลใดก็ไม่รู้แต่ความรู้สึกบางอย่างว่าบอกเธอว่ามันต้องเกี่ยวพันกับตัวเธออย่างแน่นอน

“พี่นิ่ม  กลับบ้านเถอะลูกพี่อาการหนักมาก  แม่ของพี่ใช้ให้ผมมาตาม”

นิ่มอึ้งไป  และรู้สึกปวดแปลบที่ทรวงอกเหมือนมีใครมาควักเอาดวงใจไปอย่างนั้น  พอตั้งสติได้ก็ฉวยเอากระเป๋าเดินลิ่วออกนอกร้านโดยไม่ได้พูดกับใคร   ภูเดินตามมาติด ๆ  และเป็นคนเรียกแท็กซี่ให้  ตลอดทางนิ่มนั่งนิ่งราวกับไร้ชีวิต  หัวใจเธอได้ล่องลอยไปอยู่กับลูกก่อนหน้านั้นแล้ว

นิ่มผลัดเปลี่ยนชุดทำงานออก  ใส่ชุดใหม่ลวก ๆ  แล้วกระวีกระวาดหอบลูกออกจากบ้านไป  ขณะที่เดินออกจากซอยนิ่มไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่าภูก็กำลังตามเธอมาด้วยอาการร้อนรนพอ ๆ กัน  เขามาทันเธอตรงปากซอยพอดี  และเป็นคนเรียกรถให้และเปิดประตูให้เธอหอบลูกเข้าไปนั่ง  ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรภูก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือของเธอ  กว่าจะรู้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่ง  แท็กซี่ก็พาเธอไปไกลโขแล้ว

สีหน้าของหมอเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่ตรวจอาการลูกของเธอเสร็จ  หมอเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานที่อยู่ติดกับเตียงตรวจ  เอาปากกาเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างใช้ความคิดก่อนจะเขียนอะไรขยุกขยิกลงบนกระดาษสองสามแผ่นที่วางอยู่ตรงหน้า

“ต้องนอนโรงพยาบาลนะ  คงไม่เป็นอะไรมากหรอก”

นิ่มรู้สึกว่าเสียงของหมอลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

ลูกต้องหายสิ...เธอคิด

บุรุษพยาบาลเข็นร่างที่นอนนิ่งของลูกเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งขณะที่เธอก็ตามติดแจอย่างไม่ยอมห่างเช่นกัน  นิ่มรู้สึกว่าบุรุษพยาบาลคนนี้เดินเร็วเหลือเกินจนเธอต้องวิ่งตาม  ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องนั้น  นิ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความทุกข์ทรมาน

เตียงสีขาวผ้าปูสะอาดและหมอนใบนั้น  เหมือนกับว่าจะรอคอยลูกของเธอยู่นานแล้ว  บุรุษพยาบาลช้อนเอาร่างลูกของเธอขึ้นไปวางบนเตียง  จัดโน่นจัดนี่ให้เข้าที่เข้าทางแล้ว  เขาก็เข็นรถที่ว่างเปล่าจากเธอและลูกไปด้วยใบหน้าที่เฉยเมย

เย็นมากแล้ว  นิ่มยังไม่ยอมห่างจากเตียงลูก  จู่ ๆ ลูกก็ร้องไห้จ้า  มือน้อย ๆ ชูขึ้นเหมือนกับกำลังจะไขว่คว้าหาอะไรสักอย่าง  เนื้อตัวเกร็งเขม็งไปหมดทุกส่วนและกระตุกสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป

นิ่มตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่ร้องตะโกนให้คนช่วยลูกของเธอ  พอตั้งสติได้ก็ผวาเข้าโอบกอดลูก  และด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่  บัดนี้เธอรู้แล้วว่าลูกได้จากเธอไปแล้ว  นิ่มกรีดร้องออกมาอย่างหมดความยับยั้งชั่งใจราวกับคนเสียสติ

งานศพลูกจัดขึ้นที่วัด  ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันทำพิธีฌาปนกิจ  และตั้งแต่เช้ายันดึก  ภูอยู่ช่วยงานตลอด  แต่นิ่มก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือกล่าวขอบคุณภูสักคำ  เพียงได้สบสายตากันโดยบังเอิญบ้างในบางครั้ง  ที่เดินสวนกันไปมาในงาน  และสิ่งหนึ่งที่นิ่มได้เห็นจากใบหน้าของภูก็คือความเครียดขรึม  จนเขาแทบจะกลายเป็นคนละคนกับที่เธอเคยรู้จัก  มันไม่ใช่ความเครียดขรึมเพราะบรรยากาศของงานศพ  แต่มันเป็นการเครียดขรึมด้วยปัญหาอะไรสักอย่างที่นิ่มไม่อาจคาดเดาได้

เพื่อนร่วมบ้านเช่าเดียวกันกับภูก็มาร่วมงานกันทุกคน  แต่เป็นเพียงการมาแสดงความเสียใจกับเธอเท่านั้น  ซึ่งผิดกับภูซึ่งเขาตั้งใจช่วยงานศพราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเธอ

วันฌาปนกิจเป็นวันที่นิ่มโศกเศร้ามากที่สุด  นับแต่นี้ไปแม้แต่ร่างที่ไร้วิญญาณของลูก  เธอก็จะไม่ได้เห็นอีกแล้ว   เธอพูดตัดพ้อกับตัวเองว่า  ชีวิตของเธอช่างไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่ามีค่าอยู่อีกเลย  ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือลูกอันเป็นที่รัก

นับแต่นี้ต่อไป  ชีวิตของเธอจะต้องอยู่แต่เพียงเดียวดายในโลกอันกว้างใหญ่และเงียบเหงา  ดั่งเรือน้อยที่คว้างลำอยู่กลางมหานทีที่กว้างใหญ่  ซึ่งที่สุดแล้ว  ก็แล้วแต่สายลมจะพาพัดไปหรือนี่

ขาดสามีก็เหมือนเรือขาดหางเสือ  ขาดลูกก็เหมือนขาดแสงสว่างสุกใส  นับแต่นี้ไปดวงใจของเธอก็จะมีแต่ความโศกตรม

สามวันเต็ม ๆ ที่นิ่มนอนซมอยู่บนเตียงด้วยความโศกเศร้า  จนน้ำตาเหือดแห้งไปหมดแล้วนั่นแหละ  เธอถึงมีแก่ใจจะคิดถึงเรื่องอื่น ๆ

ในตอนเย็นหลังจากที่นิ่มอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว  เธอจึงเดินไปเคาะประตูบ้านที่ภูและเพื่อน ๆ เช่าอยู่  นิ่มคิดว่า  อย่างน้อยเธอก็ควรจะได้กล่าวคำขอบอกขอบใจเขาบ้าง   ในยามทุกข์ยามยากเห็นจะมีก็แต่ภูนี่กระมังที่พลอยเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเธอด้วย...นิ่มคิด

คนที่มาเปิดประตูไม่ใช่ภู   แต่เป็นเพื่อนของเขา  นิ่มรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่วันนี้ที่บ้านเช่าหลังนี้เงียบเหงาผิดกว่าปกติที่เคยเป็น

“อ้าว   พี่นิ่มเองหรอกหรือ”  เด็กหนุ่มที่เป็นคนเปิดประตูร้องทัก  จากนั้นเขาก็ดันประตูให้เปิดกว้าง

“จ๊ะ   พี่มาหาภูเขาน่ะ  อยากจะขอบใจเขาเสียหน่อยที่อุตส่าห์ไปช่วยงานศพทุกวัน  เขาอยู่มั๊ยจ๊ะ”

“อ๋อ   ไม่อยู่ครับ  ภูเขากลับไปต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับพี่นิ่ม”

“เขาบอกไหมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความอปลกใจ  แล้วก็หันไม่มองหน้าเพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง  ซึ่งสองคนนั้นก็มีท่าทางไม่ต่างกัน

“ภูมันคงไม่กลับมาอีกแล้วล่ะครับ”

นิ่มบอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นแล้ว  ถึงรู้สึกใจหาย

“ทำไมละจ๊ะ”  นิ่มพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ

“พี่นิ่มไม่รู้หรอกหรือครับว่าภูมันไม่ได้ไปสอบกับพวกผม”

“ภูไม่ได้ไปสอบ...”  นิ่มคร่ำครวญในความรู้สึก

“ครับ  ก็เป็นช่วงที่ตรงกับงานศพนั่นแหละครับ  พวกผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่ไปสอบ  พอคาดคั้นเอาคำตอบจากมัน  มันก็ตอบเหมือนคนจะสิ้นใจตายว่าไม่เรียนแล้ว จะกลับไปอยู่บ้านนอก  พวกผมก็นึกว่าพี่นิ่มรู้แล้วเสียอีก”

นิ่มกลับเข้าบ้าน  ทรุดตัวลงบนเตียงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง  ซบหน้าลงกับหมอน  แล้วน้ำตาที่เธอคิดว่ามันเหือดแห้งขอดไปจากร่างกายของเธอหมดแล้ว  ก็ไหลพรากออกมาอีก  ไม่มีช่วงชีวิตใดอีกแล้วที่เธอคิดว่าจะข่มขื่นและร้าวรานใจเท่านี้

นี่มันเป็นครั้งแรก  ที่เธอร่ำร้องโหยหาใครสักคนให้กลับคืนมาอยู่ใกล้ๆเธอ   มาคอยเป็นห่วงเป็นใย  คอยปลอบประโลมใจยามทุกข์ยามโศก  คอยเดือดเนื้อร้อนใจในยามมีปัญหาคอขาดบาดตาย

นิ่มร้องไห้จนเหนื่อยอ่อน  พอตกกลางคืนเธอแข็งใจลุกออกไปที่ระเบียงบ้าน  คืนนี้ที่บ้านหลังข้างเคียงเงียบราวกับป่าช้า  ไม่มีเสียงพูดคุย  ไม่มีเสียงหยอกล้อกัน  ไม่มีวงเหล้าให้เธอได้รำคาญใจ  ไม่มีเด็กหนุ่มแก่แดดคนนั้นร้องเพลงจีบเธอ 

แต่ทำไมหนอ  คืนนี้จิตใจของเธอจึงโหยหาสิ่งที่เธอคิดว่าตัวเองเกลียด  ให้มันกลับคืนมาดังแต่เก่า

ดวงดาวที่เคยพร่างพราวบนฟ้าแต่คืนนี้กลับหลบลี้หนีหน้าเธอ  จะเหลือก็แต่ดวงจันทร์อันซีดเซียวที่แขวนหรุบหลู่อยู่ที่มุมฟ้าด้านทิศตะวันตก

ภูเกลียดพี่หรือ  แม้จากไปก็ไม่ล่ำลา.. 

นิ่มปิดเปลือกตาลงช้า ๆ อย่างโรยแรง

เพียงนอนหลับ  นิ่มปรารถนาเหลือเกินที่อยากจะให้ทุกสิ่งเป็นแต่เพียงแค่ความฝัน  ที่พลันลืมตาตื่นทุกอย่างก็กลับคืนดังเดิม

ก่อนจะม่อยหลับไปตรงริมระเบียงในคืนนั้น  นิ่มรู้สึกเหมือนมีใครคนหนึ่งยื่นหน้ามาใกล้ๆแล้วร้องเพลงเพียงแผ่วเบากระซิบกระซาบที่ข้างหู

“..เพียงแค่สายตาเย็นชาของเธอ  ก็เกินไปแล้วที่ฉันจะทนไหว  ได้โปรดอย่าทำอย่างนั้นกับฉัน  ขอเพียงให้ฉันได้รักจากใจของเธอ  เพียงเป็นกำลังใจ  หากต้องหมดลมหายใจ  ก็ขอตายไปพร้อมกับรักนั้นไซร้  จะไม่ขอเสียดายชีวา..”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]