• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 1189 , 00:39:09 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน
















     ทันทีที่รถแท็กซี่คันที่เขานั่งมาจากสนามบินแล่นเข้ามาในเขตบ้านสวน ดอมซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังได้ลดกระจกลงมาครึ่งหนึ่ง อดีตเมื่อสิบสี่ปีก่อนได้พรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับสายลมเย็นๆนี้ด้วย ตอนนี้เป็นเวลาสามโมงเย็น จะสามารถมองเห็นแสงอาทิตย์ก็ต่อเมื่อรถวิ่งอยู่ในเขตทุ่งนาเท่านั้น แต่พอเข้าเขตสวนผลไม้ซึ่งขนานไปกับลำคลอง บรรยากาศก็ออกจะทึมๆลง 

 ดอมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย เหมือนกับว่าการกลับมาบ้านสวนคราวนี้ ปราศจากความหวังและความหมายใดๆสำหรับเขา สองปีมาแล้วที่เขาจากที่นี่ไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย จากไปด้วยสาเหตุที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตพร้อมกันทั้งสองท่าน ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์แล้วเกิดระเบิดขึ้น ที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ซึ่งก็เป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่เขามีปัญหาหัวใจกับใครคนหนึ่งที่บ้านสวนนี้ด้วย

 ก่อนหน้านี้ดอมอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านสวนแห่งนี้ เมื่อไม่มีบุคคลทั้งสอง ดอมซึ่งมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ และมีความจำเป็นจะต้องมีคนคอยดูแล ก็จำต้องย้ายไปอยู่กับพี่สาวเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย พี่สาวมีครอบครัวและตั้งรกรากอยู่ที่นั่นอย่างถาวร

 ดอมลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเพียงใบเดียว ในนั้นมียาที่เขาต้องกินเป็นประจำและเสื้อผ้าอีกสองชุด เขาบอกกับตัวเองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ที่นี่นาน เขาจะกลับเชียงรายทันทีในวันรุ่งขึ้น หลังจากไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนสนิทในคืนนี้แล้ว

 คนดูแลบ้านเอากระเป๋าเดินทางของดอมมาวางไว้ที่เตียงนอนแล้วเลี่ยงออกไป เขารู้สึกลังเลและไม่คุ้นเคยเมื่อได้มายืนอยู่ภายในห้องนี้อีกครั้ง ทั้งๆที่เขาอาศัยนอนในห้องนี้มาเป็นเวลาตั้งครึ่งหนึ่งของชีวิต เขากวาดตามองรอบๆห้องนอน ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดีจากคนดูแลบ้าน และยังอยู่ที่เดิมของมันเช่นเมื่อสองปีก่อน 

 โต๊ะเขียนหนังสือซึ่งแต่เดิมก็คือโต๊ะนักเรียนใช้นั่งเรียนในห้องเรียนทำจากไม้ตัวนั้น เขาซื้อมาจากสวนจตุจักร วางอยู่ติดกับตู้หนังสือ เฟรมวาดรูปที่ยังวาดไม่เสร็จยังตั้งอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อสองปีก่อน และดอกหญ้าแห้งหนึ่งกำมือที่ใครคนหนึ่งเก็บให้ในวันที่ร่ำลากัน ก็ยังวางอยู่ในจานสี 

 ดอมถอดแจ็คเก็ตออก แล้วเดินมาที่ตู้หนังสืออย่างที่ไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ เขายืนตัวตรงและเอามือไพล่หลัง มองสิ่งของที่อยู่ภายในตู้หนังสือ ตู้ใบนี้มีขนาดกะทัดรัด คือมีความกว้างเพียงแค่หนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตรและสูงเพียงสองเมตร บานของตู้เป็นบานชนิดยาว-คู่ ติดด้วยกระจกใส สามารถมองเห็นสิ่งของต่างๆที่เก็บไว้ในตู้ได้อย่างชัดเจนทุกชิ้น ตู้ใบนี้ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ในการเก็บหนังสือที่ดอมซื้อหามาอ่านและเก็บสะสมไว้เท่านั้น มันยังทำหน้าที่เก็บของจุกจิกหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นต้นว่า การ์ดอวยพรที่เพื่อนๆส่งมาให้ในวาระต่างๆ ของชำร่วย ที่คั่นหนังสือ ตั๋วรถไฟ โปสการ์ด จดหมาย สมุดบันทึก และรูปภาพ

 เขาเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดของชีวิตตัวเอง แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆหรือเรื่องราวเล็กๆน้อยๆก็ตาม

 ดอมยืนมองสิ่งของเหล่านั้นทีละชิ้นด้วยความรู้สึกรักและหวงแหน แม้ว่าของบางอย่างมองแล้วจะทำให้ตัวเขาเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ และเสียวแปลบที่หน้าอก แต่เขาก็รักที่จะมองมัน และไม่เคยคิดที่จะทิ้งหรือเอาออกไปไว้ในที่ลับตา 

 ของทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ในตู้ใบนี้มีเรื่องราว มีคุณค่า และมีความหมายเสมอสำหรับเขา

 ดอมมองสิ่งของที่อยู่ภายในตู้ทีละอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับของชิ้นนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาอย่างแจ่มชัดในห้วงความคิด สายตาของดอมมาหยุดนิ่งอยู่ตรงช่องว่างของชั้นวางหนังสือชั้นที่สอง ที่อยู่มุมขวาสุดของตู้ ตรงนั้นมีพื้นที่ว่างเพียงเล็กน้อย ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับกรอบรูปขนาดเล็กเพียงแค่สามนิ้วจะวางไว้ 

 ดอมแน่วนิ่งอยู่กับภาพนั้น และแล้วเรื่องราวต่างๆที่ย้อนไปในอดีตเมื่อสิบสี่ปีก่อนก็พรั่งพรูออกมาในห้วงความคิด

 ในภาพซึ่งเป็นขาว-ดำนั้น เด็กผู้ชายรูปร่างผอมสูงกำลังปั่นจักรยานให้เด็กผู้หญิงตัดผมสั้นจนเห็นติ่งหูและท่าทางแก่นแก้วนั่งซ้อนท้าย ทั้งสองอยู่ในอารมณ์สนุกสนาน ขี่ไปบนถนนโรยกรวดสายเล็กๆ ในบรรยากาศของท้องไร่ท้องนา และสวนผลไม้ เป็นภาพที่ถ่ายจากด้านหลัง แต่ขณะที่ถ่ายเด็กทั้งสองหันมายิ้มและโบกมือให้

 เด็กผู้ชายในภาพคนนั้นก็คือดอม และเด็กผู้หญิงก็คือใบตองนั่นเอง

 ดอมจำวันแรกที่ได้รู้จักกับใบตองได้ดี วันนั้นเป็นวันที่บ้านของเขาทำบุญเลี้ยงพระ ในฐานะที่เป็นสมาชิกใหม่ของชุมชนแห่งนี้ พ่อแม่ของเขาจึงได้เชิญคนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงมาร่วมทำบุญด้วยกัน วันงานใบตองมากับแม่และยายของเธอตั้งแต่เช้า น้ารำไพแม่ของใบตองเป็นคนขยันและมีอัธยาศัยดี ในวันนั้นนอกจากน้ารำไพจะมาในฐานะแขกรับเชิญของครอบครัวเขาแล้ว น้ารำไพยังช่วยต้อนรับแขกคนอื่นๆดูแลความเรียบร้อยของงานเสมือนเป็นงานของตนเอง ด้วยเหตุนี้ครอบครัวของเราทั้งสองจึงปฏิบัติต่อกันเสมอญาติเรื่อยมา 

 ใบตองแต่งตัวด้วยกระโปรงสีชมพูยาวถึงหัวเข่าและน่ารักเหมือนนางฟ้าน้อยๆ ดอมแอบชำเลืองดูเธออยู่หลายครั้ง ก็รู้สึกเอ็นดูรักใคร่ใบตองตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และหลังจากนั้นเขาก็คอยดูแลเอาใจใส่ เอาอกเอาใจกันเรื่อยมา ส่วนใบตองก็ดูเหมือนจะติดดอมแจไม่ยอมห่างเหมือนกัน และเรียกดอมว่า...พี่ชาย ตั้งแต่บัดนั้นมา ทั้งๆที่ทั้งสองอายุเท่ากัน ทั้งนี้ใบตองให้เหตุผลว่า...

 “ก็พี่ชายตัวสูงกว่าเค้าตั้งเยอะ ก็สมควรจะเป็นพี่ชายเค้า...ไม่ใช่หรือ...” 

 ทั้งสองจะห่างกันบ้างก็เฉพาะในวันที่ต้องไปโรงเรียน เพราะดอมเรียนที่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนใบตองนั้นเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน

 พ่อแม่ของดอมเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยของรัฐในกรุงเทพฯ ครอบครัวของดอมเป็นครอบครัวขนาดกลาง มีปู่กับย่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้าน เป็นครอบครัวที่มั่นคงและอบอุ่นด้วยความรัก แต่ด้วยความจำเป็นจึงต้องย้ายออกจากบ้านหลังเดิมซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ โดยที่ปู่กับย่าไม่ได้ย้ายตามมาด้วย เข้ามาอยู่บ้านสวนแห่งนี้ซึ่งเป็นที่มรดกของปู่กับย่า ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ดอมมีโรคประจำตัวหลายโรค ก็คือโรคหัวใจ โรคหอบหืดและภูมิแพ้ ร่างกายของดอมแพ้เกือบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก ใบไม้ ขนสัตว์ ฝุ่น เสื้อผ้าที่เป็นใยสังเคราะห์ รวมไปถึงนมวัวด้วย 

 ตอนอายุขวบกว่าๆดอมเข้าโรงพยาบาลเพราะท้องอืด คุณหมอบอกว่าดอมเป็นโรคลำไส้อักเสบ สาเหตุเกิดจากแพ้นมวัว และนับแต่นั้นมาดอมถูกสั่งห้ามรับประทานนมวัวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีส่วนผสมของนมวัว รวมไปถึงน้ำอัดลมทุกชนิด 

 สุขภาพของเขาแย่เอามากๆ เขาต้องเทียวไปหาหมออาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย และต้องนอนโรงพยาบาลครั้งละหนึ่งอาทิตย์ในทุกๆปี การดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยมลพิษ ย่อมไม่เป็นผลดีกับดอมในระยะยาว 

 ตอนนั้นดอมอายุเก้า-ย่างสิบปีเท่านั้น

 ดอมมีพี่สาวเพียงคนเดียวซึ่งแก่กว่าเขาห้าปีชื่อวดีลดา เธอเป็นพี่สาวที่รักน้องมากที่สุดเท่าที่ดอมเคยพบเห็นในโลกใบนี้ เวลาที่ดอมอาการหนักและพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน พี่สาวคนนี้จะจัดการพาไปหาหมออย่างรวดเร็ว และดูแลน้องไม่ยอมห่างและไม่ขาดตกบกพร่อง บางครั้งดอมยังคิดเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวต้องย้ายมาอยู่ในที่ๆห่างไกลความเจริญเช่นนี้ และยังเป็นต้นเหตุทำให้พี่สาวที่เขารักต้องลำบากในการเดินทางไปเรียนหนังสือ

 ดอมมีหัวสมองทางด้านการเรียนปานกลาง ผิดกับพี่สาวที่เรียนดีมาตั้งแต่ชั้นประถมต่อเนื่องมาจนถึงมัธยม การเรียนก็ไม่เคยตกต่ำ จนถึงเวลาสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย พี่วดีลดายังสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์เป็นลำดับต้นๆ 

 แม้ดอมจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็เป็นคนอ่อนไหว ตกใจง่าย อาจเป็นเพราะเขาสุขภาพไม่แข็งแรงก็เป็นได้ แต่เขาก็มีฝีมือทางด้านศิลปะ โดยเฉพาะฝีมือทางด้านการวาดรูป

 โลกของดอมเป็นโลกที่สันโดษ เขาเก็บเนื้อเก็บตัว ชอบขลุกอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือ วาดรูป และบันทึกเรื่องราวต่างๆที่พบเห็น บันทึกความรู้สึกนึกคิดของตนเองต่อสิ่งต่างๆรอบๆตัว บุคคลต่างๆ ลงในสมุดบันทึก พอย้ายมาอยู่ที่นี่ ได้มารู้จักกับใบตองและเพื่อนคนอื่นๆที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากที่ดอมเคยสัมผัส โลกของเขาก็เปลี่ยนไป 

 ดอมชักชวนเพื่อนมาวาดรูปกันที่บ้านบ่อยๆ บางครั้งก็หอบเอาหนังสือการ์ตูนที่มีภาพประกอบมาแบ่งเพื่อนได้ดูและอ่าน และดอนก็พบว่าเด็กๆแถวนี้ชอบที่จะวิ่งเล่น ปีนต้นไม้ กระโดดลงเล่นน้ำในคลอง มากกว่าชอบอ่านหนังสือกัน เด็กจำพวกนี้รวมถึงใบตองด้วย ยกเว้นเพื่อนผู้ชายที่ชื่อโก้เขาจะสนใจใคร่รู้กว่าคนอื่นๆ 

 วันไหนที่ได้เล่นกับใบตองตามลำพัง ดอมก็จะพาใบตองซ้อนท้ายจักรยานผ่านทุ่งนาอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตามาที่ริมคลอง ซึ่งตรงนั้นมีต้นชมพู่ต้นใหญ่อยู่ริมตลิ่ง ดอมจะนั่งอ่านนิทานให้ใบตองฟัง และเธอก็ชอบฟัง

 จะว่าไปแล้วอะไรๆที่ออกมาจากปากของดอมใบตองจะชอบฟังไปเสียหมด

 เวลาที่ดอมอ่านหนังสือให้ใบตองฟัง เธอมักเอาศีรษะมาพิงที่หัวไหล่ของเขา บางครั้งก็เคลิ้มหลับไปเลย ครั้นพอรู้ตัวว่าคนฟังหลับไปเสียแล้ว และคนอ่านอยากจะขยับตัวบ้างเพราะความเมื่อยขบก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวคนกำลังหลับจะตื่น ดอมเองก็มีความสุขที่ใบตองนอนหลับอยู่บนไหล่ของตน

 ใบตองเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ เป็นคนพื้นเพนี้ เป็นลูกสาวชาวสวนสมบูรณ์แบบ ผิวของเธอค่อนข้างคล้ำ คุณย่าของใบตองบอกว่าเป็นผิวสีดำ-แดง เวลานั่งเล่นที่ริมคลองด้วยกันและถกเถียงกันถึงเรื่องผิว ดอมมักจะพูดล้อเธอว่า

 “เด็กอาไร้ ตัวด้ำดำ...ดำยังกะขอมพระร่วง โตขึ้นคงจะขายไม่ออก”

 ใบตองก็จะตอบโต้ด้วยใบหน้าเง้างอนว่า 

 “ถึงเค้าจะตัวดำแต่เค้าก็อาบน้ำทุกวันนะ ผิวเค้าก็นิ้ม...นิ่มด้วยล่ะ ไม่เชื่อพี่ชายเอามือลูบดูสิ” 

 พูดไม่พูดเปล่า ใบตองยังได้ยื่นแขนมาให้ดอมเอามือลูบอีก 

 “ไม่ได้สิ ใบตองเป็นผู้หญิงจะยื่นแขนมาให้ผู้ชายลูบง่ายๆได้อย่างไรกัน”

 ดอมตำหนิท่าทางขึงขัง

 “ก็ จะเป็นไรไปเล่า ตัวเองก็เป็นพี่ชายเค้าไม่ใช่หรือ เค้ายังกอดเอวพี่ชายแน่นเชียวเวลาซ้อนท้ายน่ะ”

 ใบตองพูดด้วยดวงตาเจิดจ้า

 เมื่อดอมเอามือแตะที่ผิวของใบตองเพียงเล็กน้อยอย่างจำยอมแล้ว ใบตองก็จะเอานิ้วชี้ของเธอจิ้มที่แขนดอมแรงๆพลางเหน็บแนมว่า 

 “ผิวขาวๆอย่างพี่ชายน่ะ อาบน้ำทุกวันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฮึ...”

 พูดเสร็จแล้วใบตองก็จะเชิดหน้าไปทางอื่น และทำท่าบึ้งตึงใส่ดอม ดอมซึ่งรู้นิสัยของใบตองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และวิธีการกำจัดความบึ้งตึงออกจากใบหน้าของใบตองก็คือ การนิ่งเงียบเสียไม่ตอแยด้วย เดี๋ยวเดียวใบตองก็กลับมาดีด้วยและพูดจ้อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในสายตาของดอมแล้วไม่ว่าใบตองจะพูดอะไรหรือทำท่าทางเช่นไร เธอก็ดูน่ารักไปหมด แม้แต่เวลาโกรธก็ช่างน่ารักเสียนี่กระไร

 นึกถึงคำพูดของตัวเองที่พูดล้อใบตองเล่นว่า “เด็กอาไร้ ตัวด้ำดำ...ดำยังกะขอมพระร่วง โตขึ้นคงจะขายไม่ออก” ขึ้นมาทีไร ทำให้นึกถึงโก้ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากขึ้นมาอีกคน โก้มีบุคคลิกเงียบขรึมและพูดจาน้อยเหมือนดอมนี่แหละ แต่ก็นิสัยดี เวลาเล่นด้วยกันโก้จะตามใจเพื่อนๆเสมอ ไม่ว่าเพื่อนอยากเล่นซ่อนหา ผู้ร้ายจับขโมย กระโดดเชือก หรือปีนต้นไม้ก็ตาม โก้ก็จะเออออเอาด้วยทุกครั้ง แต่เวลาแบ่งข้างกัน โก้จะแสดงความเต็มใจและกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีหากว่าได้อยู่ฝ่ายเดียวกับใบตอง

 วันหนึ่งพวกเด็กๆตกลงว่าจะเล่นขี่ม้าส่งเมืองกัน ผลจากการเป่ายิ้งฉุบเพื่อแบ่งข้าง ปรากฏว่าใบตองได้จับคู่กับโก้  แต่ใบตองเกี่ยงงอนเพราะไม่อยากขี่หลังโก้ แต่อยากขอเปลี่ยนขี่หลังดอมแทน เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเลยพูดแหย่ขึ้นมาว่า 

 “ไอ้ตองมันอายไม่อยากขี่หลังไอ้โก้ เพราะสองคนนั่นเป็นแฟนกัน”

 พอเพื่อนคนนั้นพูดจบ ก็มีเสียงเฮ...ตามมา ใบตองทั้งอายทั้งโกรธ เลยวิ่งจะไปตีคนพูด แต่คนพูดไหวตัวทันวิ่งหนีวนไปวนมาอยู่แถวนั้น กลับกลายเป็นว่าเป็นการยั่วยุให้ใบตองโกรธมากขึ้น เมื่อเพื่อนๆส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องสนุกก็เลยพูดล้อใบตองกันอื้ออึงไปหมด

 “ไอ้ตองเป็นแฟนกับไอ้โก้...”

 ใบตองวิ่งไล่กวด แต่ไม่ทันสักคน ยิ่งทำให้เธอโมโหมากขึ้น 

 “ฉันไม่ได้เป็น ฉันไม่ได้เป็น...” 

 เธอตะโกนใส่เด็กพวกนั้น ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เห็นโก้ยืนกระอักกระอ่วนอยู่เลยวิ่งเข้าไปผลักที่หน้าอก โก้ซึ่งไม่ทันระวังตัวและไม่คิดว่าใบตองจะทำเช่นนั้น ถึงกับล้มก้นกระแทกพื้น โก้เป็นเด็กล่ำสันแข็งแรง การล้มเพียงแค่นั้นไม่ทำให้เขาเจ็บอะไรมากมาย แต่โก้ก็หน้าซีดเผือดด้วยความอับอาย

 เมื่อทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านหมดแล้ว และขณะที่ดอมเดินจูงจักรยานมาตามถนนโรยกรวดเงียบๆโดยมีใบตองเดินตามหลังมาติดๆ เมื่อเดินมาถึงครึ่งทางเขาจึงเอ่ยถามเธอว่า

  “ทำไมไปทำโก้อย่างนั้นล่ะ เขาไม่มีความผิดอะไรสักหน่อย”

 “ก็โก้เป็นต้นเหตุให้คนอื่นล้อเค้านี่...”

 “ถึงยังไงก็ไม่ควรไปทำเขาอย่างนั้น”

 “เค้าโมโหมาก...”

 “โมโหแล้วต้องทำร้ายคนอื่นงั้นสิ...”

 แม้จะไม่ได้หันไปมอง แต่ดอมก็รู้ว่าสีหน้าคนพูดแสดงความสำนึกผิดและวิตกกังวลออกมา 

 ใบตองถึงจะเป็นเด็กแก่นแก้ว แต่เธอก็เกรงใจพี่ชายคนนี้มากเหลือเกิน ไม่ว่าเธอจะทำถูกหรือผิด หากดอมกล่าวตำหนิ เธอเป็นต้องออกตัวขอโทษขอโพยไว้ก่อนเสมอ

 “พี่ชายโกรธเค้าหรือ...เค้าขอโทษ...”

 เขาอยากจะดัดนิสัยเธอโดยตอบว่า “โกรธ” แต่แววตาใสบริสุทธิ์ที่กำลังมองเขาจากทางเบื้องหลังเวลานี้ ทำให้เขาพูดออกมาได้เพียงคำว่า “ เปล่า” เท่านั้น

 เดินต่อมาอีกเพียงเล็กน้อยก็พ้นจากเขตสวนผลไม้ ซึ่งเป็นช่วงที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็ออกสู่ท้องทุ่ง ซึ่งตอนนี้กำลังกลายสภาพเป็นท้องทุ่งสีทองเหลื่องอร่ามไปหมด 

 ดอมวาดขาขึ้นนั่งบนเบาะ

 “ทีหน้าทีหลัง ใบตองอย่าไปทำอะไรอย่างนี้อีกนะ”

 “จ๊ะ รู้แล้ว...”

 ใบตองกระโดดขึ้นนั่งซ้อนท้ายอย่างคุ้นเคย แล้วดอมก็ปั่นจักรยานออกไป

 “เค้าไม่ใช่แฟนของโก้ แล้วไม่มีวันชอบด้วย...”

 “แล้วมีคนที่ชอบหรือยังล่ะ...”

 ใบตองไม่ตอบ เธอเพียงวาดแขนโอบกอดเอวพี่ชายไว้แน่น พร้อมกับเอาแก้มแนบที่แผ่นหลังของเขา และมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ

 วันเวลาล่วงเลยมาหลายปี ต่างคนต่างก็ตัวโตขึ้นมากแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองยังมีให้กันเหมือนเดิม ดอมยังปฏิบัติต่อใบตองอย่างเช่นที่เคยเป็นมาไม่เปลี่ยนแปลง

 ส่วนนิสัยแก่นแก้วของใบตองที่ชอบทำอะไรโลดโผนก็ยังเป็นเช่นนั้นเหมือนเดิม เธอยังชอบปีนขึ้นไปบนต้นชมพู่ริมคลองแล้วส่งเสียงร้องเหมือนทาร์ซาน ก่อนจะกระโดดตูมลงไปในน้ำดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน เหมือนเธอเกิดมาเพื่อที่จะไม่อาทรร้อนใจต่อสิ่งใดเลย และดอมเฝ้ามองสิ่งเหล่านั้นด้วยความสุขใจ


           


 วันเวลาผ่านไปเงียบๆ ทั้งสองแทบจะไม่ได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำ จวบจนถึงยามบ่ายอันอบอ้าวของวันหนึ่ง ขณะที่ใบตองลงเล่นน้ำในคลองตามปกติวิสัย ดอมนั่งวาดรูปของเธอขณะเล่นน้ำอยู่ใต้โคนต้นชมพู่ จวบจนถึงเวลาเย็นสมควรที่จะกลับบ้านได้แล้ว เธอจึงขึ้นจากน้ำแล้วเดินขึ้นมาบนฝั่งตรงที่ดอมนั่งวาดรูปอยู่ เนื้อตัวเธอเปียกโชกด้วยน้ำ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่แนบชิดกับเนื้อตัวจนมองเห็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ดอมแค่ชำเลืองมอง เขาพึ่งจะสังเกตเห็นและใส่ใจว่าร่างกายของใบตองโตขึ้นมาก หลายสิ่งหลายอย่างผิดหูผิดตามากทีเดียว แต่มันก็ทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ แลดูสวยขึ้นมากกว่าแต่ก่อน 

 เวลานี้ดอมรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้น

 “พี่ชายแอบมองเค้าอยู่หรือ...”

 คำถามซื่อๆ แต่ทำให้คนฟังสะดุ้ง

 “...เอ้อ เดี๋ยวนี้ใบตองตัวโตขึ้นมากเลยนะ”

 ดอมอึกอัก

 “แล้วก็สวยขึ้นด้วยใช่ไหมล่ะ...”

 เธอยื่นหน้าทะเล้นมาใกล้ๆ

 “............”

 “ก็เค้าเป็นนักเรียนมัธยมแล้วนี่ แต่พี่ชายยังเห็นเค้าเป็นเด็กเรื่อยไป”

 แม้ใบตองจะเป็นเพียงเด็กผู้หญิง แต่ก็มีความอดทน แข็งแรง ไม่ขี้โรคเหมือนดอม นิสัยร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา เวลาพูดมักจะหัวเราะไปด้วย ไม่ค่อยจะมีความทุกข์ร้อนเหมือนใครอื่น แม้แต่เวลาฉีดวัคซีนที่โรงเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กๆกลัวกันมาก หรือบางครั้งโดนเพื่อนผู้ชายแกล้งแบบทำให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวมา ใบตองยังไม่ยอมร้องไห้ บางครั้งยังไปร่วมชกต่อยกับเขาอีก เวลาเจ็บป่วยใบตองก็เข้มแข็ง ไม่บ่อยนักที่ดอมจะเห็นใบตองร้องไห้ 

 วันนั้นใกล้จะสอบปลายภาคชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ใบตองเป็นไข้หวัด อาการหนักมาก แม้จะไปพบหมอแล้วแต่ไข้ก็ยังไม่ยอมลด ยังต้องนอนซมอยู่ตั้งสามวัน ดอมไม่มีโอกาสไปเยี่ยมไข้เพราะต้องไปโรงเรียน กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว ตั้งแต่ทราบข่าวว่าใบตองไม่สบาย หัวใจของเขาก็ว้าวุ่นอยู่ทุกเวลา วันคืนผ่านไป ไม่มีวันใดเลยที่ดอมไม่คิดถึงและห่วงหาใบตอง 

 ดอมอดทนรอคอยจนถึงวันเสาร์ด้วยความทุกข์ทรมาน เขาปั่นจักรยานออกจากบ้านตั้งแต่เช้า มุ่งหน้าไปที่บ้านของโก้ซึ่งเป็นเพื่อนรัก บ้านของโก้เปิดเป็นร้านขายของชำแล้วยังขายชา-กาแฟ-โอวัลตินด้วย และมีเพียงร้านเดียวในละแวกบ้านสวน 

 โก้ทราบข่าวใบตองไม่สบายตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ดอมสั่งโอวัลตินร้อนกับปลาท่องโก๋เพื่อที่จะเอาไปฝากคนที่นอนป่วยอยู่ โดยที่แม่ของโก้เป็นคนทำให้ ดอมรับของที่สั่งมาใส่ตะกร้าหน้ารถแล้วจึงรีบขี่ออกไปด้วยความร้อนใจ

 ทันทีที่ดอมก้าวขึ้นไปบนบ้าน น้ารำไพแม่ของใบตองซึ่งนั่งเฝ้าลูกสาวอยู่ ส่งยิ้มมาให้เป็นการทักทาย แล้วพยักหน้าให้ดอมเข้าไปใกล้ๆ ตอนนั้นดอมสังเกตเห็นว่าใบตองยังหลับอยู่ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอยิ่งทำให้หัวใจเขากระวนกระวายมากขึ้น ดอมนั่งลงข้างๆใบตองที่นอนห่มผ้าอยู่ ในขณะที่น้ารำไพก็ขอตัวลุกออกไปทำงานบ้าน

 แม้เปลือกตาจะปิดสนิทอยู่ แต่เหมือนเธอจะรู้ว่าเขามาเยี่ยมไข้ ใบตองลืมตาขึ้นช้าๆแล้วเลื่อนมือน้อยๆของเธอออกมาจากผ้าห่ม เพื่อยื่นมาให้ดอมจับ เขาเอื้อมมือออกไปประคองมือน้อยๆของเธอนั้นไว้ และบีบเบาๆ อย่างกับว่าจะถ่ายทอดเอาความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวง ที่เขามีต่อเธอในห้วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้พบกันให้เธอรับรู้ 

 ดอมรู้สึกว่ามือน้อยๆและนิ้วมืออันเรียวเล็กนั้นสั่นไหว คงเป็นเพราะพิษไข้

 “พี่ชาย...พี่ชายมาเยี่ยมเค้าแล้วหรือ เค้าปวดเนื้อปวดตัวเหลือเกิน ปวดหัว แล้ว...แล้วเค้าก็คิดถึงพี่ชายด้วย...” 

 น้ำเสียงอันแผ่วโหยนั้นเหมือนเสียงระฆังใบเล็กๆที่กังวานมาจากที่อันแสนไกล 

 “โธ่ ใบตอง...”

 เขาคร่ำครวญในอก

 

 

 ลมทุ่งพัดโชยมาอ่อนๆ ระฆังใบเล็กๆที่เขาแขวนเอาไว้ที่ชายคา ดังกรุ๊งกริ๊งๆ...อยู่ตลอดเวลา ดอมละสายตาจากภาพนั้น แล้วเดินมาที่ริมหน้าต่างซึ่งเปิดค้างไว้ 

 ระฆังใบนี้ดอมเอามาแขวนไว้นานหลายปีเต็มทีแล้ว ตั้งแต่เขาสาระภาพกับตัวเองว่า เสียงของใบตองนั้นช่างไพเราะเหมือนระฆังใบเล็กๆ เขาชอบฟังเวลาเธอพูด แม้บางครั้งเธออาจจะพูดไม่เป็นสาระอะไรนัก แต่เขาก็ยังชอบที่จะฟัง ด้วยเหตุนี้เองดอมจึงไปหาซื้อระฆังใบเล็กๆมาแขวนไว้ที่ชายคาตรงหน้าต่างห้องนอนของเขา เพื่อที่เขาจะได้นอนฟังเสียงของระฆังในยามที่ไม่ได้พบหน้ากัน

 อาจจะเป็นเพราะสิ่งนี้ด้วยกระมัง ที่แม้เวลาจะผ่านไปเนินนานเพียงใด หรือเขาจะหนีไปไกลแสนไกลเพียงใด เสียงของระฆังใบนี้ ก็เหมือนยังดังก้องอยู่ในหูของเขาตลอดเวลา

 เขาทอดตามองออกไปไกลแสนไกล พลางถอนหายใจ ไม่น่าเชื่อว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วเหลือเกิน จากวันนั้นถึงวันนี้นับเป็นเวลาสิบสี่ปีแล้ว ซึ่งก็รวมเอาสองปีให้หลังที่ดอมจากบ้านสวนแห่งนี้ไป หวังเพื่อจะหลบลี้หนีบางสิ่งบางอย่างในหัวใจตัวเองด้วย ไปอยู่เสียตั้งไกลถึงเชียงรายโน่น แต่จวบจนถึงวันนี้เขารู้แล้วว่าไม่อาจจะหนีสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจนั้นพ้น

 แสงแดดยามเย็นกำลังถูกความมืดกลืนกินไปทีละน้อย ท้องทุ่งที่เคยแลดูเป็นสีทองเหลืองอร่ามราวกับคลุมไว้ด้วยแพรไหมผืนใหญ่ กำลังค่อยๆกลายเป็นภาพที่พร่าเลือน ใครสองคนกำลังปั่นจักรยานซ้อนกันมาตามถนนโรยกรวด คงเป็นคนสวนที่เลิกงานแล้วและกำลังจะกลับบ้าน สองคนนั่นพูดคุย หัวเราะคิกคัก คงกำลังคุยกันในเรื่องที่ทำให้พวกเขามีความสุข เสียงนั้นแว่วมาแต่ไกล ช่างเหมือนเสียงพูดเสียงหัวเราะของใบตองเสียนี่กระไร

 ดอมมองจนสองคนนั้นปั่นจักรยานผ่านหน้าบ้านไป เขาเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าเป็นชายและหญิงในวัยหนุ่มสาวทั้งคู่ เขาอาจเป็นคู่รักกัน หรืออาจเป็นเพื่อนกัน แต่ถึงอย่างไรภาพอันแสนหวานและน่าประทับใจนี้ ได้ฉุดดึงให้เขาพาความคิดของตนเองดิ่งด่ำลงสู่ภวังค์ในอดีตเมื่อสองปีก่อนอย่างไม่รู้ตัว

 

 

 ในระหว่างทางที่ดอมขี่จักรยานเพื่อไปพบใบตองที่บ้านในวันนั้น หัวใจเขาสับสนจนแทบจะคุมไม่อยู่และระเบิดออกมา เขาตะโกนคำว่า...ใบตอง...ใบตอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง

 ใบตองนั่งทำงานอยู่ในบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเรียกอยู่หน้าบ้านเธอก็รู้ทันทีว่า นั่นคือเสียงของพี่ชาย เธอขานรับและโผล่หน้าออกมาจากประตูบ้านเกือบจะทันที เธอคิดถึงและเป็นห่วงเขามาก ที่จู่ๆพี่ชายก็หายหน้าไป ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เคยลดน้อยลงไปเลยไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน พี่ชาย...ยังเป็นคนที่เธอคิดถึงและห่วงใยเสมอ 

 หลังจากที่พี่ชายหายหน้าไป พอเลิกงานและกลับถึงบ้านตอนเย็น ใบตองจะมานั่งรอเขาที่หน้าบ้านทุกวัน โดยหวังว่าพี่ชายของเธอจะโผล่หน้ามาให้เห็นสักวันหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด หนึ่งสัปดาห์ก็ไม่เห็นแม้เงาของเขา

 เมื่อแรกสบสายตากัน ความทุกข์ร้อนที่ฉายฉานออกมาจากแววตาของพี่ชาย ทำให้เธอรู้สึกลังเลใจ ใบตองรู้ดีว่า นับจากนี้ไปคงไม่อะไรเหมือนเก่าอย่างแน่นอน แต่เธอก็เพียงหวังว่าให้พี่ชายเข้าใจในสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจไปแล้วเท่านั้น

 เมื่อเห็นใบตองละล้าละลังอยู่ แม่ของเธอซึ่งพึ่งจะเดินออกมาจากทางด้านหลังบ้าน และพอจะเดาเหตุการณ์ออก ก็เดินเข้ามาประชิดตัวเธอและเอามือแตะเบาๆที่แผ่นหลังของเธอ

 ดอมขี่จักรยานค่อนข้างเร็วโดยที่มีใบตองนั่งซ้อนท้ายไปด้วย ไปตามถนนโรยกรวดซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อและมีโคลนตมเป็นช่วงๆ ยิ่งทำให้คนที่นั่งซ้อนท้ายกอดกระชับเอวเขาเอาไว้แน่น ความโกรธ ความรู้สึกสูญเสีย แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจ อย่างไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต ทำให้เขาแสดงออกไปเช่นนั้น 

 ใบต้องรับรู้ความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจของพี่ชายของเธอในเวลานี้ได้ดี เธอทั้งรู้สึกสงสารและเห็นใจอย่างที่สุด แต่เธอก็คิดว่า...อนาคตของเธอและครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่จะทำเป็นเล่นๆได้ ชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องจริงจัง การตัดสินใจที่จะดำเนินชีวิตไปอย่างไรในอนาคต เป็นสิ่งที่เธอจะต้องคิดให้มากๆ และต้องมีเหตุมีผลมาเกี่ยวข้องด้วย จะคิดจะทำอะไรก็ปุบปับตามใจเหมือนตอนเป็นเด็กเห็นจะไม่ได้ ตอนนี้เธอเรียนจบและรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาล ถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วและมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัว เพราะพ่อแม่ก็นับวันจะแก่ตัวลง 

 เธอไม่ใช่เด็กเล็กๆที่เอาแต่หาเรื่องเล่นสนุกสนานไปวันๆเช่นเมื่อก่อนแล้ว

 ในเรื่องของหัวใจนั้น ใบตองก็มีความรู้สึกอะไรที่ไม่ต่างไปจากพี่ชายแม้แต่น้อย เธอใช้ชีวิต คลุกคลีและมีความผูกพันอยู่กับพี่ชายมาครึ่งค่อนชีวิต ทำไมเธอจะไม่รู้หัวใจพี่ชาย ในวันที่ได้ตัดสินใจลงไปในเรื่องนี้พร้อมกับความเห็นชอบของพ่อแม่และยาย และพ่อกับแม่ยังเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อแม่ของพี่ชายอีกด้วย เนื่องจากพ่อแม่ของเธอนับถือท่านทั้งสองเสมือนญาติผู้ใหญ่ ท่านทั้งสองเห็นดีเห็นงานและยังฝากแสดงความยินดีมาถึงเธอด้วย คืนนั้น...เธอเองก็นอนไม่หลับทั้งคืน นึกสงสารพี่ชายขึ้นมาจับใจ และก็สางสารตัวเองด้วยเช่นกัน เฝ้าถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า...ทำไมหนอ...ชีวิตที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นสงบสุข กลับต้องมาพลิกผันให้เป็นอย่างนี้ 

 ใบตองพยามหาเหตุหาผลมาปลุกปลอบใจตัวเองทุกๆค่ำคืนนับแต่นั้นมา และพยามจะหาคำพูดอะไรสักคำหรือสักประโยค ที่สามารถพูดออกไปแล้วหัวใจพี่ชายจะไม่บอบช้ำไปมากกว่านี้ แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือ 

 ในที่สุดใบตองก็คิดได้ว่า...หากพี่ชายรักน้องสาวของเขาจริงๆ พี่ชายคงจะเข้าใจและให้อภัยเธอ ดั่งที่พี่ชายเคยให้อภัยเธอตลอดมาไม่ว่าเธอจะทำผิดสักกี่ครั้ง

 ฝ่ายดอมนั้นทันทีที่เขาทราบข่าวการหมั้นหมายระหว่างใบตองกับโก้ซึ่งเป็นเพื่อรักของเขา จากพ่อแม่ของเขาหลังอาหารเย็น หัวใจอันเปราะบางของเขาก็หล่นวูบและแตกสลายลงทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เหตุใดใบตองจึงไม่เคยแพร่งพรายให้เขารู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลย 

 ดอมเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้านถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ได้พบหน้าใบตองเหมือนอย่างเคย เขาอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดว่าเป็นอย่างไรกันแน่จากปากของเธอ แต่เขาก็รู้สึกขลาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง แต่ความเรียกร้องภายในจิตใจรุกเร้าอย่างหนักหน่วงจนมิอาจต้านทานได้ นี่เป็นเหตุให้เขาตัดสินใจออกมาพบเธอ

 เมื่อขี่มาถึงต้นชมพู่ริมคลองซึ่งเป็นที่ๆเขาและใบตองชอบมานั่งเล่นกัน ดอมก้าวลงจากจักรยานอย่างหงอยเหงา เขาจอดไว้บริเวณนั้นแล้วเดินไปนั่งลงบริเวณโคนต้นชมพู่ ที่เขาเคยนั่งเป็นประจำ ใบตองเป็นกังวลใจมากแต่พยามไม่แสดงออกมา เธอเดินไปนั่งลงข้างๆพี่ชายแล้วพยายามฝืนยิ้ม

 ยิ้มของใบตองงดงามเสมอแม้ในเวลาเช่นนี้

 ดอมนิ่งเงียบ เขาเอาแต่มองน้ำในลำคลอง ใบตองก็เช่นกัน เธออยากจะพูดอะไรสักอย่างออกมาเพื่อให้บรรยากาศอันมึนตึงนี้ผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่เธอก็จนปัญญา ความเป็นผู้ใหญ่ช่วยให้ใบตองตัดสินใจอะไรได้ในหลายอย่าง แต่ในเรื่องแบบนี้เธอกลับเป็นคนที่ไร้เดียงสาจริงๆ

 

 ในที่สุดดอมก็พูดออกมา

 “ตัดสินใจดีแล้วหรือในเรื่องนั้น...”

 ใบตองพยักหน้า แต่เธอก็ไม่ได้ตอบออกไปในทันที

 “โก้เขาเร่งรัดมา...”

 น้ำเสียงเธอเบาและต่ำ

 “อีกไม่นานโก้เขาก็จะจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว เขาอยากแต่งกับเค้าทันทีที่จบ เขาต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้ว่า...จะเอาอย่างไร อีกอย่างโก้เขาบอกว่าต้องการกำลังใจจากเค้าด้วย เค้าก็เลยตกปากรับคำไป”

 แม้จะรู้เรื่องราวต่างๆจากพ่อกับแม่แล้วก็ตาม ถึงอย่างไรเขาก็ยังอยากที่จะฟังจากปากของใบตอง ทั้งๆที่ฟังแล้วยิ่งทำให้หัวใจตัวเองปวดร้าวมากขึ้น 

 “ปรึกษาผู้ใหญ่แล้ว ทุกคนก็เห็นดีกันหมด คงถึงเวลาของเค้าด้วยกระมัง...”

 เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

 “เค้าดูแล้ว...โก้ก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร ดีเสมอต้นเสมอปลายกับเค้า...เหมือนพี่ชายนั่นแหละ อีกอย่างเราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นคนในชุมชนเดียวกัน รู้เรื่องราว รู้นิสัยกันเป็นอย่างดี เมื่อแต่งงานกันแล้ว โก้เขาคงไม่คิดจะทำลายน้ำใจเค้ากระมัง”

 “ไหนเคยป่าวประกาศต่อหน้าใครต่อใครว่าไม่ได้เป็นแฟนเขา และไม่มีวันจะชอบเขาด้วย...”

 ใบตองหันมามองหน้าดอมอย่างเต็มตา

 “พี่ชายโกรธเค้าเพราะเรื่องนี้หรือ...”

 ดอมโยนก้อนหินลงไปในน้ำ ผิวน้ำอันราบเรียบแตกออกเป็นวง แล้วก็ค่อยๆจางหายไป

 “พี่ควรจะดีใจกับเธอต่างหากไม่ใช่หรือ แต่ก็รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้ยินใบตองบอกสักคำ”

 ดอมไม่เคยเอ่ยปากหรือแสดงอะไรออกมาว่า “รัก” ใบตองในแบบหนุ่มสาว ใบตองก็เช่นกัน เพื่อน คนในครอบครัว ไม่มีใครเลยที่จะล่วงรู้ถึงความรู้สึกเบื้องลึกของคนสองคนนี้ มีแต่หัวใจของคนทั้งสองที่ผูกพันธ์กันมานานแสนนานเท่านั้น ที่ต่างรู้ดีว่า พวกเขารู้สึกเช่นไรต่อกัน

 มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าคนอื่นจะเข้าใจ 

 ใบตองนิ่งเงียบครู่หนึ่งหยาดน้ำใสๆก็ไหลรินออกมาจากดวงตาของเธอ 

 มันเป็นสิ่งที่ดอมยอมรับไม่ได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีวันใดเลยที่เขาจะทำให้ดวงตาคู่นี้ต้องเปลอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา เขาคิดว่าตัวเองควรจะเก็บงำเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ในใจ จะต้องไม่แสดงให้ใบตองได้เห็นว่าเขารู้สึกเสียใจเพียงใดในสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจไปแล้ว เพราะนั่นจะทำให้เธอรู้สึกผิดและหาความสุขไม่ได้ 

 ใบตองเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม เธอจะต้องรู้สึกเช่นนั้นแน่นอน 

 เขาควรจะตั้งสติให้มั่นคง ไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอครอบงำจิตใจเช่นที่ผ่านมา 

 ดอมสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วบอกกับตัวเองว่า นับแต่นี้ต่อไปเขาควรจะทำตัวให้เป็น “พี่ชาย” โดยสมบูรณ์เสียที เขาจะต้องแสดงให้เธอเห็นว่า สิ่งที่เธอตัดสินใจไปนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ผู้หญิงที่ดีอย่างใบตองควรจะได้พบเจอกับชายหนุ่มที่รักเธอหมดหัวใจ...เหมือน... เป็นผู้นำเพื่อนำพาชีวิตของเธอไปพบกับความสุขที่แท้จริง ใบตองควรมีอนาคตที่มั่นคง มีหัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็งสามารถปกป้องคุ้มครองเธอได้ ไม่ใช่คนที่อยู่ไปวันๆอย่างไม่มีที่ยืน ไม่มีจุดหมาย อ่อนแอ และเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าเช่นตัวเขา

 เขาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมแห้ง แล้วดวงตาเขาเองก็พร่ามัวไปด้วยน้ำตา

 

 

 เมื่อร้องไห้จนน้ำตาแห้งหมดแล้ว ดอมจึงหันหน้ามามองใบหน้าอันซีดเซียวของใบตอง เสร็จแล้วก็เป็นฝ่ายหัวเราะขึ้น

 “นี่มันอะไรกัน ใบต้องกำลังจะได้รับการหมั้นหมายกับผู้ชายที่ดีๆสักคน เป็นก้าวย่างก้าวแรกของการเริ่มต้นชีวิตคู่ เป็นเรื่องที่ดีและเป็นมงคล แต่เรากลับพากันมานั่งร้องไห้ ใบตองจ๋า...เราเลิกร้องไห้กันเถอะนะ...”

 ใบตองระบายยิ้มออกมา เธอดีใจอย่างที่สุด เพราะในที่สุดแล้วพี่ชายก็เข้าใจเป็นอย่างดี ทุกอย่างคงจบด้วยดี จบลงตรงนี้ ใบหน้าเธอสดใสขึ้นเหมือนดวงจันทร์ที่กำลังเริ่มทอแสง หลังจากคืนเดือนมืดผ่านไป จากนั้นเธอก็เอาศีรษะพิงที่ไหล่พี่ชาย หลับตา และล่องลอยไปในฝันอันแสนสุขของเธอ

 แม้จะเป็นช่วงยามบ่ายแก่ๆแล้ว แต่แสงแดดก็แรงมาก ก้อนเมฆมีให้เห็นทั่วไป ลมเริ่มจะพัดมา มันพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้ก้อนเมฆที่กระจัดกระจายกันอยู่ไหลมารวมตัวกัน ได้ยินเสียงฟ้าร้องร้องคลืนๆมาแต่ไกล

 “ฝนจะตกแล้ว เรากลับกันเถอะ...ใบตอง”

 เธอนิ่งเงียบเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด แต่ความจริงเธอได้ยินชัดเจน เพียงแต่ไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหน ในเวลาอันแสนสั้นและมีความหมายเช่นนี้ เธออยากจะหลับไปชั่วนิรันดร์

 สายลมเริ่มกรรโชกแรง ความมืดมนที่เกิดจากการรวมตัวของก้อนเมฆ เหมือนวงแขนอันมืดมนกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้

 ดอมพยามจะออกแรงถีบจักรยานให้เร็วขึ้น เม็ดฝนที่ปลิวมากับสายลม ปะทะเข้าตามใบหน้าและแขน ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบไปหมด เหมือนโดนก้านมะยมหวด อีกทั้งสายลมที่พัดสวนมา ก็ทำให้เขาประครองจักรยานด้วยความยากลำบาก หวุดหวิดจะพาจักรยานล้มหลายครั้ง เขาคิดว่าคงไปต่อไม่ไหวเสียแล้ว เม็ดฝนก็ลงมาเม็ดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ข้างหน้ามีกระท่อมโรงนาทำแบบหยาบๆที่ชาวนาทำไว้หลบแดดฝนชั่วคราว เขาจึงพาใบตองหลบเข้าไปที่นั่น

 ทั้งสองนั่งเบียดชิดกันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ฟังเสียงอื้ออึงของพายุโดยไม่ได้พูดอะไรกัน ใบตองเอามือรองน้ำที่รั่วลงมาจากหลังคาเล่น

 “พี่ชายว่าฝนจะตกนานไหม...”

 “อืมม...”

 ดอมกอดอก เขาหนาวจนพูดอะไรไม่ออก เพราะสายลมหอบเอาละอองฝนมาทางด้านหน้าในตอนที่ถีบจักรยาน เสื้อผ้าเขาจึงชื้นไปหมดทั้งตัว โรคที่เขาเป็นอยู่ไม่ค่อยถูกกับความเย็นมากๆ ตอนนี้เขาเริ่มหายใจลำบากขึ้น

 “พี่ชายไม่โกรธเค้าแล้วจริงๆนะ...”

 เมื่อถามคำถามนั้นออกไปแล้ว ใบตองก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรถามคำถามเช่นนั้นอีกต่อไป ทุกอย่างจบลงด้วยความเข้าใจกันดีแล้ว เหมือนบาดแผลซึ่งได้รับการเยียวยาแล้ว ไม่ควรไปทำอะไรให้มันเลือดไหลออกมาอีก

 ใบตองส่งยิ้มให้กับพี่ชาย พี่ชายก็ยิ้มตอบเธอ

 “รู้ไหม ทั้งสัปดาห์เค้านั่นรอพี่ชายมารับไปขี่จักรยานเล่นทุกวัน พี่ชายคงไม่รู้ว่า เค้าเศร้าใจมากแค่ไหนที่พี่ชายทำแบบนั้น”

 แท้จริงแล้วเธอมีความคิดถึงเขาอยู่ทุกวันนี่เอง เป็นเรื่องที่น่าละอายแท้ๆเชียว ที่ตัวเองกลับไปทำลายน้ำใจเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของใคร หากแต่เป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

 หากวันคืนย้อนกลับไปได้ ณ จุดเริ่มต้น เขาก็คิดว่า จะไม่ขอเปลี่ยนแปลงอะไร จะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น โก้กับใบตอง...พวกเขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็นคู่รักกันและร่วมชีวิตกัน แต่สำหรับเขา...คงเกิดมาเพื่อที่จะได้รักเธอเท่านั้นเอง... 

 เขาคลายวงแขนที่กอดอกอยู่ แล้วเอามือลูบผมเธออย่างอ่อนโยน

 “ต่อไปนี้พี่ชายยังจะมารับเค้าไปขี่จักรยานเล่นเหมือนอย่างเคยไหม...”

 แววตาที่เธอมองเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ดอมรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเวลานี้แห้งแล้งเหมือนทะเลทราย

 “โธ่ เด็กโง่เอ๊ย มีคนอาสามาแทนพี่แล้ว อย่าห่วงเลย...”

 ดอมเอามือชี้ที่หน้าผากเธอเบาๆ

 พายุฝนพัดผ่านไปแล้ว มีแสงแดดอุ่นๆลอดผ่านสวนผลไม้มา

 “ถ้าเช่นนั้น...วันนี้คงเป็นวันที่เราจะล่ำลากัน...”

 ใบตองเดินออกไปนอกโรงนา เธอคุกเข่าลงเพื่อเก็บดอกหญ้าขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วเดินกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพี่ชาย 

 “ให้ถือเสียว่าดอกหญ้าหนึ่งกำมือนี้คือชีวิตของเขา ถึงอย่างไรเค้าก็ยังให้พี่ชายมีสิทธิ์ในชีวิตนี้ตลอดไป” 

 นัยน์ตาเธอวาววามไปด้วยน้ำใสๆ ที่กำลังจะเอ่อท้นขอบตา

 “ขอให้เค้าได้กอดพี่ชายอีกสักครั้งเพื่อเป็นการร่ำลาจะได้ไหม...”

 ดอมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกควักเอาหัวใจออกมา การไม่เห็นหน้าเธอเพียงหนึ่งสัปดาห์มันก็เป็นเรื่องที่ทรมานมากแล้วสำหรับเขา นี่ยังจะห่างหายไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ...

 ทั้งคู่ผวาเข้าหากัน และต่างคนก็ต่างหลั่งน้ำตาให้แก่กัน.


 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 29/07/2010 เวลา : 02.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

มาแอบอ่าน..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปองเพียงหทัย วันที่ : 29/07/2010 เวลา : 01.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetrypong

เศร้า ไม่จบเหมือนละครเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]