• เดือนค้างณทะเลหญ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : denchainawa@hotmail.c0m
  • วันที่สร้าง : 2010-06-07
  • จำนวนเรื่อง : 64
  • จำนวนผู้ชม : 63199
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
สำนักพิมพ์ดอกไม้ภูพาน
วรรณศิลป์สถาน บ้านของความรัก มิตรภาพ ในอ้อมกอดขุนเขา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/denchainawa
วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม 2553
Posted by เดือนค้างณทะเลหญ้า , ผู้อ่าน : 793 , 21:15:10 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน










    ช่วงเวลาที่แสงรุ้งมีความสุขมากที่สุดในชีวิตก็คือ การที่ได้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตและได้ทำงานทันทีหลังจากจบแล้ว ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการของบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นเวลาสองปีที่ผ่านมาแล้ว เวลานี้เธออยู่ในสถานะคนตกงานเช่นเดียวกับเพื่อนๆอีกหลายคน ที่โดนทางบริษัทบอกเลิกจ้างเพราะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากปัญหาเศรษฐกิจของโลกอยู่ในภาวะตกต่ำนั่นเอง 

 บริษัทได้จ่ายเงินชดเชยมาให้บ้างเล็กน้อย และเธอก็มอบเงินจำนวนนั้นให้พ่อกับแม่ทั้งหมด เพื่อไว้ใช้จ่ายในครอบครัวและสำรองเอาไว้เป็นค่าเล่าเรียนของน้องชาย ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในช่วงที่เธอยังหางานทำใหม่ไม่ได้นี้

 สิ่งที่แสงรุ้งปฏิบัติเป็นประจำ หลังจากตกอยู่ในสภาพคนตกงานก็คือ หลังจากกลับจากตระเวนสมัครงานในแต่ละวัน เธอจะซื้อหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศรับสมัครงานติดมือกลับบ้านด้วย หลังจากเสร็จภารกิจประจำวันในบ้านแล้ว เธอจะขลุกอยู่ในห้องนอน เพื่ออ่านข้อความรับสมัครงาน ของบริษัทต่างๆที่ลงในหนังสือพิมพ์อย่างละเอียด กรอบไหนที่เธอสนใจก็จะตัดรวบรวมเก็บไว้ในแฟ้ม เพื่อจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการไปสมัครงานบริษัทนั้นๆในวันรุ่งขึ้น 

 มีอยู่กรอบหนึ่งเป็นกรอบเล็กๆ ลงประกาศว่า...ต้องการพี่เลี้ยงดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นหญิงไม่มีพันธะ ไม่จำกัดอายุและการศึกษา มีความอดทนสูง สามารถอยู่ประจำที่จังหวัดเชียงรายได้ มีที่พัก อาหาร เงินเดือนหกพันบาท สมัครได้ วดีลดา โทรศัพท์086......... เธอก็ยังอุตส่าห์ตัดเก็บไว้ในแฟ้ม ทั้งๆที่ไม่คิดว่าตัวเองอยากจะทำงานแบบนี้ 

 แสงรุ้งเป็นคนที่มีความเชื่อมันในตัวเองสูง เธอเชื่อในความสามารถของตัวเอง เชื่อในความพยายามและการทำงานอย่างทุ่มเทจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ แม้ว่าวันนี้จะยังไม่ใช่วันของเธอก็ตาม 

 ชีวิตของแสงรุ้งในวัยเด็กหาได้สุขสบายอะไรมากนัก พ่อของเธอเป็นคนต่างจังหวัดที่อพยพพาครอบครัวเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ โดยการเป็นคนขับแท็กซี่ ส่วนแม่ของเธอก็เพียงแต่ค้าขายอะไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

  ในวัยเด็กแสงรุ้งเจอความลำบากมามากและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ซึ่งเธอก็พบว่า...งานหนักไม่ได้เท่าให้ใครตาย จะว่าไปแล้วทุกวันนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอและครอบครัว ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก คุณภาพชีวิตก็มีมากขึ้น สมัยที่เธอเป็นเด็ก ไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆในชุมชน เพราะต้องช่วยแม่ทำขนมไปขาย ต้องหารายได้เพิ่ม จะมาอาศัยเพียงรายได้จากพ่อเพียงฝ่ายเดียวคงไม่พอ

 ในบ้านของเธอไม่เคยมีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆเลย นอกจากทีวี ตู้เย็น และก็พัดลม ซึ่งเป็นของพื้นๆที่ทุกบ้านถึงยากดีมีจนอย่างไรก็มีของพวกนี้กันอยู่แล้ว แสงรุ้งคิดว่า...ความจน...ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะทำให้เธอรู้สึกหมดหวัง แต่ตรงกันข้าม มันกับเป็นพลังที่ทำให้เธออยากจะเอาชนะ

 แม้แสงรุ้งจะเป็นคนตกงาน แต่เธอก็ไม่เคยกล่าวโทษใครหรือโทษสิ่งใด เธอยังมีความหวังอยู่ในหัวใจเสมอ  เธอไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ออกตระเวนหางานทำทุกวัน จากแหล่งงานที่บอกเอาไว้ในหนังสือพิมพ์รายวัน วารสารรับสมัครงาน แม้จะยังไม่มีโชค แต่เธอก็ยังอดทนอดกลั้น ไม่ยอมให้ประตูแห่งความหวังในหัวใจของตัวเองต้องปิดลงง่ายๆ

 

 แม้จะอยู่ในช่วงต้นฝนและบนท้องฟ้าก็มีกลุ่มเมฆจับตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ แต่แสงแดดก็แผดแรงเสียจนราวกับว่าจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ให้มอดไหม้เป็นผุยผงเสียอย่างนั้น แสงรุ้งปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาที่ข้างแก้มขณะที่ยืนรอรถเมล์อยู่ เธอดูนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบห้า กำหนดการไปสมัครงานสำหรับวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว เธอคิดว่าจะแวะไปหาปรานคนรักของเธอ ณ ที่ทำงานของเขาเสียหน่อย เพราะพรุ่งนี้เธอจะหยุดพักผ่อนสักวันหนึ่ง หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการตระเวนหางานทำมาเป็นเดือนๆ เธออยากจะให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง ด้วยการพบปะกับคนรัก เพื่อกินข้าว ดูหนัง  และเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า หรือย่านช็อปปิ้งอื่นๆตามแต่ใจจะคิด 

 เธอคำนวณเวลากับระยะทางแล้วเธอน่าจะถึงที่ทำงานก่อนที่ปรานจะเลิกงานประมาณสิบนาที เธอหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายมากดหารายชื่อเพื่อจะโทรไปบอกเขาล่วงหน้า แต่เธอก็กดยกเลิกในนาทีสุดท้ายก่อนจะโทรออก เพราะคิดได้ว่าไปเซอร์ไพร้ซ์เขาดีกว่า 

 ปกติทั้งสองจะพบกันอาทิตย์ละครั้งในวันหยุด แต่ช่วงนี้หลายวันแล้วที่แสงรุ้งไม่ได้พบกับปราน เพราะเธอก็มัวยุ่งอยู่กับการตระเวนหางานทำ ส่วนปรานซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทนำเข้ากาแฟยี่ห้อหนึ่งก็มีงานยุ่งพอๆกัน ความจริงชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ก็มีเวลาที่จำกัดจำเขี่ยกันอยู่แล้ว ทุกๆชีวิตต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกอย่างนี้ ทุกคนต้องใช้เวลาทำงานให้มากขึ้น เพื่อชดเชยกับรายได้ที่ลดลงแต่ค่าครองชีพยังเท่าเดิม หรืออาจมากขึ้น

 แสงรุ้งมาถึงหน้าบริษัทที่ปรานทำงานอยู่เวลาบ่ายสี่โมงยี่สิบนาที อีกเพียงสิบนาทีปรานก็จะเลิกงาน แสงรุ้งเคยมาพบปรานที่บริษัทของเขาหลายครั้ง และทุกครั้งเธอจะนั่งรอเขาที่ห้องรับรองลูกค้า พนักงานต้อนรับของบริษัทก็คุ้นหน้าคุ้นตากับเธอเป็นอย่างดี แต่วันนี้แสงรุ้งไม่อยากเข้าไปนั่งรอเขาข้างใน เธอเลือกที่จะนั่งรอเขาในสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับลานจอดรถบริษัทเขาจะดีกว่า 

 เธอเลือกนั่งที่ม้ายาวไม่ห่างจากรั้วมากนัก เพื่อจะได้มองเห็นได้ง่ายเมื่อเขาเดินออกมาขึ้นรถ อากาศตอนนี้เริ่มเย็นลงมากแล้ว มีสายลมพัดพรายมาอ่อนๆ ฝนคงจะตกในอีกไม่ช้า

 ขณะที่แสงรุ้งนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้เพียงครู่เดียว ได้มีรถเก๋งสีขาวใหม่เอี่ยมวิ่งเข้ามาภายในลานจอดรถ รถคันนั้นวิ่งไปจอดตรงหน้าโรงจอดรถที่มีป้ายติดเอาไว้ตรงด้านบนว่า “เฉพาะผู้บริหาร” ในชั้นแรกแสงรุ้งมองเพียงผ่านๆไม่ได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด แต่ทันทีที่คนในรถก้าวลงมานั่นแหละ แสงรุ้งจึงถลันลุกขึ้นยืนด้วยอาการตกตลึง และเมื่อแน่ชัดแล้วว่าเป็นใคร เธอถึงได้รู้สึกว่าหัวใจตัวเองได้หล่นไปกองอยู่กับพื้น

 ปรานก้าวลงมาจากด้านคนขับด้วยอาการกระฉับกระเฉง มีรอยยิ้มแต้มที่ใบหน้าเขาตลอดเวลา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนที่ก้าวลงมา เป็นหญิงสาวแต่งตัวเลิศหรูด้วยชุดกระโปรงยาวซึ่งเผยให้เห็นหัวไหล่และแผ่นหลัง ทั้งคู่เดินมาพบกันตรงท้ายรถ และยืนคุยกันอีกเล็กน้อยด้วยท่าทางที่สนิทสนมและลึกซึ้ง 

 และก่อนที่หญิงสาวคนนั้นจะผละจากปราน เพื่อก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับและขับออกไปอย่างรวดเร็วนั้น เธอได้ประทับรอยจูบที่แก้มของเขาด้วย

 แสงรุ้งรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดและฉีกขาดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เธอจ้องมองอย่างโกรธแค้นด้วยดวงตาที่แดงจนมองเห็นเส้นเลือด ภาพที่เห็นช่างเสียดแทงหัวใจเธอยิ่งนัก แสงรุ้งรู้สึกว่าตัวเองโงนเงนเหมือนจะทรงตัวไปอยู่ เธอกำหมัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ สายตายังจับจ้องจนปรานหายเข้าไปในตัวตึก แล้วน้ำตาเธอก็ไหลพรากออกมา 

 เธอปล่อยให้แฟ้มเอกสารร่วงหลุดจากมือ เอกสารเหล่านั้นถูกสายลมที่เริ่มจะแรงพัดกระจัดกระจายไปทั่ว 

 แสงรุ้งเริ่มออกเดิน เดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย เดินไปร้องไห้ไป ยามตกต่ำอะไรๆมันก็ดูตกต่ำตามกันไปเสียหมด...เธอร่ำร้องอยู่ในใจ แม้แต่คนที่คบกันมาตั้งเรียนมหาวิทยาลัย เป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอคบหาในชีวิตและเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก เป็นกำลังใจและแสงสว่างให้แก่กันมาตลอด วาดหวังว่าจะได้แต่งงานร่วมทุกข์ร่วมสุข ใช้ชีวิตร่วมกัน กลับมาแปรเปลี่ยนไป

 นับแต่นี้ไป ชีวิตจะเหลืออะไรอีกหนอ...

 เธอพยามเช็ดน้ำตาให้แห้งขณะยืนรอรถเมล์จะกลับบ้าน แต่มันยังไหลออกมาอีกมากมายราวกับว่า บ่อน้ำตาของเธอกว้างใหญ่ดั่งท้องทะเล เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อสกัดกั้นความรวดร้าวในหัวใจ

 

 

 แสงรุ้งกลับถึงบ้านในเวลาที่เย็นมาก ซึ่งเป็นเวลาที่สมาชิกทุกคนในบ้านกำลังจะลงมือกินข้าวเย็นกัน เธอแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยออกมาเพื่อเป็นการปกปิดอำพรางตัวเอง เพื่อเป็นเหตุผลในการเลี่ยงเข้าห้องนอน เธอไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับใครก็ตามในเวลานี้ โดยเฉพาะกับสายตาของแม่ที่แทบไม่มีอะไรในบ้านนี้ เล็ดลอดไปจากสายตาคู่นั้นได้เลย

 เมื่อวางกระเป๋าสะพายไว้ที่โต๊ะแต่งตัวแล้ว แสงรุ้งทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต คิดน้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาของตนเอง ในยามที่ตกต่ำ อะไรหลายๆอย่างในชีวิตมันก็พลอยตกต่ำตามกันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ความรัก คนรักที่คบหากันมาเกือบสิบปี ทำตัวเป็นเสมือนหนึ่งเงาร่างของกันและกัน คอยเป็นกำลังใจ เป็นที่ปรึกษาให้แก่กัน กลับกลายเป็นเพียงแค่ความฝัน ที่พลันลืมตาตื่น...ทุกอย่างก็มลายหายไป

 แสงรุ้งคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ใจกว้าง เข้าใจโลกและเข้าใจชีวิตพอสมควร และคิดในแง่มุมที่ดีเสมอ คนเรารักกันต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ต้องให้เกียตริและเคารพในความเป็นส่วนตัวของกันและกันในบางเรื่อง ไม่ใช่ว่าทำตัวจุ้นจ้านไปเสียทุกเรื่อง แต่เธอก็ไม่คิดว่า ความเข้าใจผู้อื่น ความใจกว้างของตัวเอง จะนำมาซึ่งเหตุการณ์เช่นวันนี้ 

 ความจริงเธอก็เคยได้ข่าวลือเรื่องความเจ้าชู้ของปรานเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ชายทั่วๆไป ที่อาจจะแอบไปทำตัวซุกซนคึกคะนองและหาส่วนเกินของชีวิตบ้าง แต่เธอก็เชื่อใจเขาและมีความมั่นใจในตัวเขามาก ว่าเขาจะไม่ถลำลึกลงไปจนล้ำเส้นแห่งความพอดีพองาน 

 เมื่อคิดถึงคำพูดของพ่อที่ว่า...เชือก...เวลามันจะขาด มันก็จะขาดตรงที่เป็นรอยแหว่งวิ่นนั่นก่อนที่อื่นเสมอ แล้วรอยแหว่งวิ่นในชีวิตเธอมันอยู่ตรงไหนหนอ... อยู่ตรงที่การให้เกียตริซึ่งกันและกัน การไว้เนื้อเชื่อใจ การเป็นคนใจกว้างเข้าอกเข้าใจผู้อื่น หรืออยู่ตรงที่เธอเป็นคนตกงาน... 

 พอถึงตรงนี้ น้ำตาที่ทำท่าว่าจะแห้งเหือดตั้งแต่เดินเข้าซอยมาแล้ว ก็พรั่งพรูออกมาอีก

  “แสงรุ้ง...เป็นอะไรหรือเปล่าลูกเอ๊ย...”

 เสียงแม่มาเคาะประตูเรียกนั่นเอง

 แสงรุ้งเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ พยามควบคุมจิตใจให้เป็นปกติโดยเร็ว แล้วลุกขึ้นมาเปิดประตู

 แม้เธอจะพยามสักปานใด แต่ก็ไม่อาจซ่อนเร้นร่องรอยความเศร้าโศกเจ็บปวดจากสายตาของแม่ได้ เมื่อแม่เดินเข้าไปและเธอปิดประตูห้องแล้ว แสงรุ้งก็โผเข้ากอดแม่และสะอื้นขึ้นมาอีก

 “มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า บอกแม่มาสิ”

 แม่เอามือลูบหัวเธออย่างห่วงใย

 ชั่วอึดใจหนึ่ง เมื่ออาการสะอื้นค่อยผ่อนลง เธอจึงถอนตัวจากอกแม่และพยามเอามือเช็ดน้ำตาที่ทะลักล้นออกมา...

 “ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะแม่ หนูแค่เหนื่อย และท้อใจที่หางานไม่ได้”

 แม้เธอจะพูดปดออกไปเช่นนั้น แต่ในหัวใจของแม่ก็ใช่ว่าจะเชื่อในสิ่งที่ลูกพูดทั้งหมด แสงรุ้งเป็นเด็กที่มีความเข้มแข็ง อดทนอดกลั้น มีมานะพยายามแต่ไหนแต่ไรมา ทำงานช่วยพ่อกับแม่มาตั้งแต่เด็ก เยี่ยงลูกชายคนหนึ่งก็ไม่ปาน ลำพังแค่เรื่องหางานทำไม่ได้คงไม่สามารถเรียกน้ำตาของลูกให้ไหลออกมาได้อย่างแน่นอน แม่เลี้ยงลูกมากับมือตั้งแต่เล็กจนโตขนาดนี้ ทำไมแม่จะมองไม่ออกว่าหัวใจลูก...เจ็บปวดด้วยเรื่องใด แต่ในเมื่อลูกยังไม่พร้อมที่จะพูดความจริงกับแม่ แม่ก็จะไม่เซ้าซี้รบเร้าเอากับลูกในยามนี้

 “เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสียก่อน ถ้าคืนนี้ลูกอยากให้แม่มานอนเป็นเพื่อนก็ค่อยบอกแม่”

 ในยามที่หัวใจร้าวรานและแหลกยับลงเช่นเวลานี้ แม่ยังยืนอยู่ข้างกายเธอเสมอ แม้เพียงถ้อยคำแห่งความเอื้ออาทร ความห่วงใยเล็กๆน้อยๆจากปากของแม่ ก็ทำให้หัวใจของแสงรุ้งอบอุ่นขึ้นมาอย่างมากมาย 

 

 

 ปรานโทรมาหาเธอตอนทุ่มครึ่งของวันถัดมา เขาก็เอะใจอยู่เหมือนกันที่แสงรุ้งเธอเงียบหายไป ซึ่งผิดปกติที่เคยเป็นมาที่จะต้องโทรหากันทุกวัน 

 น้ำเสียงเขายังร่าเริงแจ่มใสอย่างเป็นปกติ เขาพูดและทักทายกับเธอด้วยคำพูดแบบเดิมที่เขาเคยพูด และแสดงกิริยาเหมือนเดิมที่เขาเคยเป็น เธอชอบฟังเวลาที่เขาออดอ้อนว่า...ที่รักผมรักคุณ...คิดถึงคุณ...ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่จ๊ะยอดรัก...โธ่...ได้โปรดมาหาชายที่คิดถึงคุณทุกลมหายใจเข้าออกด้วยเถิด...ได้โปรดมาดูแลหัวใจชายที่กำลังจะตายเพราะคิดถึงคุณ... 

 ถ้าไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แสงรุ้งจะรู้สึกดีมากๆ ทุกถ้อยคำที่เขาพูด เธอก็จะหัวเราะคิกคักไปกับเขาด้วยทุกครั้ง มันเป็นมนต์เสน่ห์ของเขาที่ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายแม้จะคบหากันมาเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม

 แต่ช่วงเวลาอันหอมหวานเช่นนั้นมันผ่านไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อบ่ายของวันวาน แม้มันจะน่าเสียดายเพียงใดก็ตาม มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหวนคืนสำหรับเธอ แสงรุ้งเป็นคนที่จริงจังกับชีวิต เมื่อมีความรักเธอจึงทุ่มเทจนหมดหัวใจ

 แสงรุ้งตัดสินใจพูดกับปรานตามตรงว่าเมื่อตอนบ่ายวันวานเธอไปรอพบเขาที่บริษัท และเธอได้พบเห็นอะไรบ้าง 

 น้ำเสียงเขาก็เปลี่ยนไปทันที แม้ไม่ได้พูดกันต่อหน้า แต่แสงรุ้งก็รู้ว่าปรานมีอาการตกใจจนเห็นได้ชัด เขาชะงักและพูดตะกุกตะกัก น้ำเสียงที่ขี้เล่นแต่ทีแรกอันตรธานหายไปสิ้น มีเพียงเสียงลมหายใจของเขา ซึ่งแรงเหมือนคนที่วิ่งมาไกลแสนไกลดังลอดเข้ามาในสาย 

 

 ปรานไม่ปฏิเสธเรื่องระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็แก้ตัวว่าไม่ได้จริงจังอะไร เขายังรักเธอตลอดเวลา และยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดพลาดของเขาเอง เขายินดีจะตัดความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นลงอย่างง่ายดาย...เพียงเธอให้โอกาสเขา

 ในเวลานั้นแสงรุ้งไม่มีแก่ใจที่อยากจะคุยกับเขาในเรื่องนี้ หรือทุกเรื่องเกี่ยวกับเขา เธออยากอยู่เงียบๆ อยากมีเวลาไตร่ตรองอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองต่อไป ก่อนที่เธอจะวางสาย ปรานขอพบเธอในวันพรุ่งนี้ 

 เขาวิงวอนขอความเห็นใจจากเธอ ขอให้เขาได้พบเธออีกครั้ง 

 เธอช่างใจอยู่ครู่หนึ่ง...แล้วเธอก็ตอบตกลง

 ฝนพึ่งจะหมาดจากฟ้า ดวงตะวันจึงโผล่ออกมาจากหลังก้อนเมฆให้เห็น เมื่อคืนฝนตกหนักตลอดทั้งคืน แสงรุ้งนอนลืมตาโพลงจวนจะรุ่งเช้าจึงม่อยหลับไป สองคืนแล้วที่เธออยู่ในอาการแบบนี้ ดวงหน้าที่เคยอวบอิ่ม ซีดเซียวลง และขอบตาเริ่มมีริ้วรอยหมองคล้ำจนเห็นได้ชัดเจน

 

 เมื่อเรื่องราวของตนกับผู้หญิงคนนั้นถูกเปิดเผย ปรานก็รับรู้ในหัวใจทันทีว่า ต่อไปเขาจะต้องพบกับความยุ่งยากสักแค่ไหน เขาหวั่นไหวในใจและวิตกไปต่างๆนาๆ เขารู้นิสัยของแสงรุ้งดีว่าเธอจริงจังกับชีวิตมากแค่ไหน และเธอก็ยังเป็นหญิงสาวที่ใจคอเด็ดเดี่ยวอีกด้วย

 หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว ปรานก็นอนกระสับกระส่ายทั้งคืน และคิดโทษตัวเองตลอดเวลาที่ไปก่อเรื่องยุ่งยากแบบนี้ขึ้นมา ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยกับความรักสนุกเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ต้องแรกมาด้วยความเสียใจของแสงรุ้ง

 สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรเทียบเธอได้เลย

 เขาอยากให้เวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อยากให้ดวงตะวันทอแสงมา เขาจะรีบเดินทางไปพบเธอ ไปยืนอยู่ต่อหน้าเธอและสารภาพกับเธอถึงสิ่งที่เขาทำลงไป อยากให้เธอตำหนิเขาด้วยถ้อยคำรุนแรงให้สาสมกับความเจ็บปวดจากสิ่งที่เขาได้ย่ำยีลงไปในหัวใจเธอ หรือแม้แต่เธออยากด่าทอเขาอย่างเคียดแค้น เขาก็จะไม่ตอบโต้แต่ย่างใด แต่...คนอย่างแสงรุ้งไม่มีวันจะให้คำพูดเช่นนั้นหลุดออกมาจากปากของเธออย่างแน่นอน 

 ทั้งหมดนี้ เขาขอเพียงความหวังเล็กน้อยคือ...ให้เธออภัยแก่เขาสักครั้ง 

 ปรานขับรถเข้ามาในซอยที่เล็กและแคบจนบางทีรถสวนกันต้องหยุดให้อีกคันผ่านไปก่อน บ้านของแสงรุ้งอยู่เกือบสุดซอย ความจริงมันเป็นแค่บ้านเช่าเท่านั้นเอง แต่แสงรุ้งและทุกคนก็อยู่มานานจนมีความผูกพันราวกับว่าเป็นบ้านที่แท้จริงของตนเอง เธอเคยคิดเอาไว้เหมือนกันว่า หากเธอสามารถหาเงินมาได้สักก้อนหนึ่งที่มากพอจะซื้อบ้านสักหลัง เธออยากจะขอซื้อบ้านหลังนี้จากเจ้าของเดิม ให้พ่อกับแม่และน้องได้อยู่ 

 เมื่อเขาขับรถมาถึงก็เห็นแสงรุ้งนั่งคอยอยู่ที่ระบียงบ้านแล้ว เธอนั่งหย่อนขาและแกว่งมันไปมา ท่าทางเธอเหม่อลอยและขุ่นมัว 

 ดวงหน้าเธอเหมือนดวงจันทร์ในคืนที่ถูกม่านหมอกอำพราง 

 แสงรุ้งแต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์เก่าสีออกซีดจางกับเสื้อยืดคอกลมสีเทาและสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมสีดินเผาจางๆ ทำให้เธอแลดูหม่นหมองยิ่งขึ้นและเศร้าซึมมากขึ้น 

 ขณะที่นั่งรถมา ทั้งสองไม่ได้พูดจากัน มีเรื่องมากมายและสับสนในสมองของทั้งสองที่ต้องขบคิด

 สีหน้าของปรานแสดงถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เขาขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย ส่วนแสงรุ้งก็เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอทำราวกับว่ากลัวสายของเธอจะมองเห็นเขา และเขาคือสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การมอง 

 แสงรุ้งไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นความทุกข์ระทมในจิตใจของเธอแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ยิ่งทำให้หัวใจของปรานร้อนใจ กระวนกระวายเพิ่มมากขึ้น 

 เขารู้มานานแล้วว่า ในหัวใจเขามีแต่แสงรุ้งเท่านั้นที่เป็นเจ้าของครอบครองอยู่ เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาอยากแต่งงานด้วย อยากให้เธออยู่กับเขาตลอดไป การที่เขาไปแอบข้องแวะกับผู้หญิงอื่นมันไม่ได้เกิดจากความรักแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงความคึกคะนอง ความต้องการหาเศษหาเลย ตามประสาชายหนุ่มที่ต้องการใช้ชีวิตที่ยังโสดให้คุ้มค่าและโลดโผนบ้างเท่านั้น แต่ถึงอย่าไรเขาก็ยังไม่เคยลืมเลือนว่า ผู้หญิงคนนี้เขาได้มอบหัวใจไว้ให้เธอครอบครองแต่เพียงผู้เดียวแล้ว 

 สำหรับเขา...แสงรุ้งคือเพชรเม็ดงามเพียงเม็ดเดียวที่เขาทั้งรักและหวงแหน และไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ หากต้องสูญเสียไป

 “เป็นไงบ้าง...คุณคงโกรธผมมาก...”

 ปรานเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกติดขัดในลำคอ

 “ฉันสบายดี...” 

 แสงรุ้งลากเสียงยาวเป็นพิเศษ เธอไม่ได้มีเจตนาเย้ยหยัน แต่เขาก็รู้สึกอย่างนั้น

 “สบายดีอย่างที่คุณเห็นนี่ไง”

 เมื่อได้ยินคำพูดที่เสมือนตอกย้ำนั่น หัวใจของเขาเกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง จนอยากร้องไห้ออกมา เขาอยากเอื้อมมือไปแตะต้องตัวเธอและกล่าวคำขอโทษ คำขอโทษที่ออกมาจากใจจริง ออกมาจากส่วนที่อยู่ลึกสุดของหัวใจของเขา...ที่บัดนี้รู้สึกนึกแล้ว แต่สีหน้าและอารมณ์ของแสงรุ้งในเวลานี้ไม่อนุญาตให้เขาทำเช่นนั้นได้

 ในหัวใจเขาเวลานี้มีสิ่งที่อยากจะพูดกับเธออัดแน่นอยู่เต็มอก แต่ก็ไม่สามารถระบายอะไรออกมาได้

 แสงรุ้งจ๋า...ผมขอโทษที่ทำผิดพลาดไป ให้อภัยแก่ผมสักครั้งหนึ่งเถิด ได้โปรดอย่าเย็นชากับผมต่อไปอีกเลย...เขาร้องขึ้นในอกใจ หัวใจเขาปวดร้าวจนแทบจะทนไม่ไหว ที่เห็นเธอทำเป็นไม่สนใจเขา ทั้งๆที่เขาก็รู้ดีว่า...นั่นมันเป็นสิ่งที่แสงรุ้งเสแสร้งทำเท่านั้นเอง

 ปรานเลี้ยวรถเข้าไปจอดตรงริมทะเล ตรงนั้นเป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวชมนกน้ำนาๆชนิด และชมความงามของท้องทะเล เขาจงใจที่จะจอดให้ห่างไกลจากผู้คนซึ่งก็ไม่ได้มีมากมายอะไรในวันนี้ เขานึกไม่ออกว่ามาจนถึงชายทะเลนี้ได้อย่างไร มันเป็นการขับมาเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย

 เป็นเวลาสายมากแล้ว แต่แสงแดดก็ไม่ได้ร้อนแรง ก้อนเมฆที่จับตัวกันแน่นหนาบนท้องฟ้าช่วยกรองให้แสงเบาบางลง เหลือเป็นเพียงความอบอุ่นสบายๆ สายลมหอบเอากลิ่นทะเลลอยมา แสงรุ้งสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

 คลื่นม้วนตัวกระทบโขดหินสีดำที่ยื่นออกไปในทะเล จนเป็นฟองแตกกระจาย ผืนทะเลยามนี้งดงามยิ่งนัก แสงรุ้งยืนกอดอกมองออกไปสู่ท้องทะเลอันเวิ้งว้าง ปล่อยให้หัวใจโบยบินไปไกลแสนไกลท่ามกลางฝูงนกนางนวลที่บินฉวัดเฉวียนอยู่นั่น ทิ้งร่างกายนี้ไว้ตรงนี้ชั่วขณะ ลมทะเลพัดเส้นผมที่ยาวสลวยลู่ไปทางด้านหลัง เวลานี้เธอนิ่งเหมือนรูปหินสลัก ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้เพียงน้อยนิด มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ดวงระเรื่อเหมือนจะร้องไห้ออกมา

 แสงรุ้งยืนกอดอกอยู่ตอนที่ปรานเดินเข้ามายืนใกล้ๆ จนรู้สึกว่าหัวไหล่นั้นเบียดชิดกัน แต่ในหัวใจกลับรู้สึกว่าต่างก็ไกลกันคนละฟากฟ้า เขาเอาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ห่อไหล่ขึ้นสูงเหมือนคนที่รู้สึกหนาว เขาก็ตกอยู่ในอากัปกิริยาเดียวกับเธอ เขาทำอะไรไม่ถูก เหมือนคนโง่ ไม่มั่นใจแม้แต่อยากจะเอ่ยคำใดออกมา 

 ยิ่งเห็นอากัปกิริยาของเธอเช่นนี้ เขายิ่งรู้สึกและมองเห็นความผิดของตัวเองมากมายเป็นกองเท่าภูเขา

 “เห็นฉันเป็นแบบนี้แล้ว รู้สึกเวทนาฉันไหม...”

 น้ำเสียงของแสงรุ้งแผ่วเบา และถูกกลืนหายไปในทะเล

 มีก้อนอะไรสักอย่างวิ่งเข้ามาจุกที่หน้าอกของเขาในทันที

 “ไม่หรอก...ผมต่างหากที่ควรเป็นเช่นนั้น”

  แสงรุ้งยิ้มอย่างเยือกเย็นที่มุมปาก 

 ปรานรู้สึกว่านั่นคือรอยยิ้มที่เย้ยหยันเขา

 “ในที่สุดฉันก็รู้ความจริงในหัวใจของคุณ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากบอกฉันแม้แต่คำเดียว แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว”

 “จะไม่ให้อภัยกันเลย...อย่างนั้นหรือ...”

 ปรานรู้สึกว่าตัวเองได้กลั้นลมหายใจหลังจากพูดจบประโยคนั้นแล้ว

 “ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ...”

 แสงรุ้งสวนออกมาทันที

 “ฉันรู้ว่าเวลาคุณจะทำอะไรลงไปสักอย่าง ก็มักจะต้องไตร่ตรองไว้ก่อนเสมอ และฉันก็เชื่อว่า...”

 เธอกัดริมฝีปากแน่น และกลืนน้ำลายขมๆลงคอ

 “...คุณ...ไตร่ตรองเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดีแล้ว...”

 “ผมไม่เคยมอบหัวใจให้กับผู้หญิงคนไหนนอกจากคุณ ผมรักคุณคนเดียวนะ...แสงรุ้ง”

 “คุณจุมพิตผู้หญิงที่คุณไม่มีหัวใจให้ ได้อย่างดูดดื่มเช่นนั้นเสมอหรือ...ปราน...”

 “..........”

 ปรานนิ่งอึ้ง เขาผิดต่อเธอจริงๆจนไม่สามารถหาเหตุผลใดๆมาเอ่ยอ้างกับเธอได้ และคิดว่า...ความผิดของเขาได้แสดงตัวตนของมันออกมาแล้ว

 “ปราน...ถึงตอนนี้ แม้ฉันยังทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ฉันก็จะพยายาม แล้วทั้งหมดที่คุณทำกับฉัน ย่ำยีหัวใจฉันให้แหลกยับสักปานใด ฉันก็จะไม่โทษคุณอีกต่อไป ฉันจะมองว่า...มันเป็นความผิดของฉันเอง ที่คิดเอาแต่ฝ่ายเดียวว่าคุณคงไม่ใช่ผู้ชายประเภทใจโลเล เหมือนกับที่ฉันเคยพบเห็นอยู่ทั่วๆไป แล้วฉันก็เชื่อโดยสนิทใจเสียอีกว่า คุณจะไม่มีวันทำให้หัวใจฉันปวดร้าว ฉันเชื่อแบบนี้มาตลอด เชื่อจนถึงวันนี้...วันที่ฉันเกิดปวดร้าวหัวใจขึ้นมาจริงๆ...”

 แสงรุ้งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไปอีกได้

 “สิ่งที่มันแตกร้าวไปแล้ว ไม่อาจทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ความรักระหว่างเราก็เช่นกัน เมื่อมีรอยปริร้าวแล้ว ก็ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม เราจะอยู่กันอย่างหวาดระแวง หาความสงบสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย ...”

 แสงรุ้งหันมามองเขาด้วยใบหน้าซีดเซียว

 “หากเรายังดื้อดึงที่จะคบหากันต่อไปอีก ก็ไม่มีอะไรจะมาคาดเดาได้ว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เหมือนเราเอาขวดเปล่าสักใบหนึ่งมาปิดฝาให้มิดชิด แล้วโยนลงไปในทะเลที่ไหนสักแห่ง เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า มันจะล่องลอยไปในทิศทางใด หรือไปได้ไกลสักแค่ไหน เพราะขวดใบนั้นมันไม่สามารถควบคุมทิศทาง ระยะทาง ของตัวมันเองได้ มันไม่มีจุดหมายสำหรับตัวมันเอง มันเคลื่อนไหวไปตามแต่สภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวมันเป็นตัวกำหนด สายลม กระแสน้ำ หรือแม้แต่ผู้คน ล้วนแต่มีส่วนกำหนดทิศทาง และระยะทางของมันทั้งสิ้น ปราน...เราสองคนเวลานี้ก็เป็นเช่นกัน ความรักของเราหลังจากนี้ไปก็เหมือนกับขวดใบนั้น ซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะจบลงอย่างไร เพราะเราปล่อยให้บางสิ่งบางอย่างที่อยู่รอบๆตัวเรา มาเป็นตัวกำหนดจุดหมายปลายทางของเรา มากำหนดชะตากรรมแห่งความรักของเรา...”

 เธอสูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วยืดตัวขึ้น

 “ถ้าเป็นเช่นนั้นเรา...ก็...ก็ควรจะเลิกรากันไปเสียจะดีกว่า...”

 พูดอย่างนั้นแล้วก็เหมือนตีลงที่หัวใจตัวเอง น้ำตาแสงรุ้งจึงไหลริน

 ปรานรู้สึกร้าวรานใจ เขารู้ว่าเธอหมายถึงสิ่งใด เขาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องคร่ำครวญในอก...

 แสงรุ้งผมจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับได้ ผมจะหาหนทางดึงคุณกลับมา มันต้องมีสักทางหนึ่งสิ...ต้องมีอย่างแน่นอน แม้มันจะยากเย็นแสนเข็ญสักแค่ไหน หรือต้องใช้เวลารอคอยนานเท่าใด ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แสงรุ้งจ๋า...ผมรักคุณ...ผมจะรอคุณ...

 

 แสงรุ้งยอบตัวลง คลานเข่าเข้าไปกราบที่ตักพ่อซึ่งนั่งทำสีหน้าไม่สู้ดีอยู่เพื่อเป็นการอำลา และขอคำอวยพรแก่เธอ จากนั้นก็คลานไปหาแม่ซึ่งนั่งน้ำตาคลออยู่ เธอกราบลาที่ตักแล้วโผเข้าซบที่อกแม่

 แม่เอามือลูบเส้นผมอันยาวสลวยของเธอ แต่ไม่ได้พูดจาอะไร ความโศกเศร้าจู่โจมเข้าสู่หัวใจแม่ เหมือนคลื่นทะเลยามคุ้มคลั่งตบตีชะง่อนหินอย่างไร้ความปราณี น้ำตาก็ไหลทะลักออกมา 

 แสงรุ้งรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของแม่ แม้ในวันที่เธอรู้สึกเยียบเย็นหัวใจที่สุด เธอยังเป็นเด็กหญิงเสมอสำหรับแม่ เธอยังต้องการการปลอบประโลมในยามที่หัวใจแตกสลาย

 “ตัดสินใจดีแล้วหรือลูก...”

 เสียงของแม่แหบพร่า

 เธอเงยหน้า แล้วมองเข้าไปในดวงตาของแม่ ก่อนพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ

 แม่ก็รู้อยู่เต็มหัวอกว่า ลูกสาวเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวและหัวดื้อเพียงใด แต่ก็ยังอดที่จะถามไม่ได้

 “จำไว้นะลูก เมื่อยามเราตกต่ำ เราต้องลุกขึ้นมาสู้ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมลงไปกับความพ่ายแพ้ ไม่เช่นนั้นเราจะจมลงไปเรื่อยๆและไม่สามารถกลับขึ้นมาได้อีก แน่นอน...เราอาจเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดมันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น รู้จักชีวิตมากขึ้น”

 พ่อซึ่งเงียบมานานเอ่ยเตือนสติขึ้น

 

 ก่อนที่แสงรุ้งจะก้าวขึ้นรถโดยสารปรับอากาศ สายกรุงเทพฯ-เชียงราย นั้น เธอไม่ลืมที่จะโทรไปนัดแนะกับคุณหมอวดีลดาผู้กำลังจะกลายมาเป็นนายจ้างในทันทีที่เธอไปถึงจุดหมาย เธอบอกกับคุณหมอว่าเธอจะถึงเชียงรายประมาณหกโมงเย็น ตามที่เจ้าหน้าที่ผู้ออกตั๋วให้เธอแจ้งให้เธอทราบ และคุณหมอยังกำชับกับเธออีกว่าจะมารับเธอด้วยตัวเอง แม้วันนี้คุณหมอจะติดเข้าเวรที่โรงพยาบาล แต่ก็จะปลีกตัวมารับตามเวลาที่นัดกันไว้ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่นัดแนะกันไว้ ให้ติดต่อกับคุณหมอโดยทันที

 น้ำเสียงที่นุ่มนวลและมีกังวานของคุณหมอวดีลดา แสดงออกถึงความเป็นห่วงและเอาใจใส่ ต่อผู้ที่กำลังจะเดินทางมา แม้เธอจะเป็นเพียงแค่ลูกจ้างธรรมดาคนหนึ่งก็ตาม ทำให้แสงรุ้งรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา แม้การสนทนาจะจบลงในเวลาเพียงสั้นๆและไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

 เมื่อรถโดยสารวิ่งออกมาพ้นเขตกรุงเทพฯแล้ว ตึกรามบ้านช่องที่แออัดก็ค่อยๆหดหายไปจากสายตา กลับกลายเป็นท้องทุ่งบ้าง เป็นป่าไม้ และสวนผักสวนผลไม้บ้าง มีบ้านเรือนชาวบ้านปลูกอาศัยกันเป็นหย่อมๆ ความเป็นชนบทที่มองแล้วทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

 เธอได้ที่นั่งติดหน้าต่าง นานๆทีจะได้นั่งรถโดยสารออกต่างจังหวัดเสียทีหนึ่ง ทำให้หวนคิดถึงการนั่งรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกับปรานในหลายๆครั้งในอดีตที่ผ่านมา แสงรุ้งจะรู้สึกเพลิดเพลินและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ออกไปต่างจังหวัด เธอจะชี้ให้ปรานซึ่งนั่งสัปหงกอยู่ข้างๆดูนั่นดูนี่อยู่เกือบตลอดเวลา ในขณะที่อีกคนกลับไม่ค่อยจะใส่ใจกับบรรยากาศแบบนี้เท่าใดนัก

 ภาพเก่าๆอันแสนหวานเหมือนภาพยนตร์ที่กำลังเริ่มการฉายในความคิด

 เธอเผลอยิ้มโดยไม่รู้สึกตัว ยิ้มกับภาพในอดีตที่แจ่มชัด แต่ดวงตากลับพร่าพรายด้วยน้ำใสๆ เธอแหงนมองท้องฟ้า ท้องฟ้าที่ตอนนี้มีแต่ก้อนเมฆจับตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับหัวใจเธอในตอนนี้...แม้เพียงสักนิด

 แสงรุ้งพยามแข็งขืนหัวใจเอาไว้ ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา แต่มันก็ไหลออกมาจนได้ เธอเกลียดการร้องไห้ เพราะน้ำตาทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนอ่อนแอ 

 เธอจะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาดนะ...แสงรุ้ง 

 เธอยกมือซ้ายขึ้นมาทำทีว่าดึงหมวกแก็ปลงมา ขณะที่มือขวาก็รีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง เธอกลัวคนที่นั่งข้างๆจะเห็น และคิดไปต่างๆนาๆเกี่ยวกับเธอ 

 เมื่อจัดการกับน้ำตาแล้ว เธอก็เอาศีรษะพิงที่กระจก ดวงตาเหม่อมองออกไปเบื้องนอก บรรยากาศภายนอกแม้จะไม่แจ่มใสนักตอนนี้ เพราะเมฆเริ่มมีมากขึ้น แต่หัวใจเธอหม่นมัวมากกว่า เธอมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย และคิดว่า...ทำไมตัวเองถึงต้องเป็นฝ่ายวิ่งหนีด้วยเล่า ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากการวิ่งหนีหัวใจตัวเอง ทำไมไม่กลับไปเริ่มต้นใหม่ กลับไปทำความเข้าใจกัน ด้วยเหตุผล ตกลงใจกันในแบบดีๆ 

 ทุกคนเกิดมาย่อมเคยกระทำความผิด ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องสำคัญใหญ่โตแค่ไหน ทุกอย่างมีทางออกของมันเสมอ ทางออกที่ทุกคนจะต้องช่วยกันคิดและหาทางแก้ไข และยินดีจะก้าวออกไปทางประตูนั้นร่วมกันด้วยความสุข 

 บางครั้งการทำความผิดก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า...เมื่อทำผิดแล้ว คนที่ทำผิดเขายอมรับในการกระทำนั้นอย่างจริงใจหรือไม่ เมื่อยอมรับแล้วจะยอมแก้ไขด้วยความเต็มใจหรือไม่...นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ

 ทุกคนต้องใจกว้างพอที่จะให้โอกาสผู้อื่น ยอมให้เขาได้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ คนที่ทำผิดทุกคนย่อมต้องการโอกาส

 แสงรุ้งถามตัวเองว่า...เธอจะให้โอกาสเขาไหม หรือปล่อยให้มันผ่านเลยไป ผ่านเลยเหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนคืน

 แล้วลืมเขาให้ได้... 

 ภาพของปรานก็มาปรากฏเป็นเงาขึ้นที่กระจก

 “จะไม่ให้อภัยกันเลย...อย่างนั้นหรือ...”

 คำพูดของเขายังดังอยู่ในหัว

 แสงรุ้งสะอื้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกตอนนี้เหมือนถูกควักเอาหัวใจออกไป

 แน่ใจแล้วหรือ...ที่จะไปจากเขา

 ข้อนี้เธอยืนยันกับตัวเองไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นัก เพราะความผูกพันกันมานานเกือบสิบปี มันหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจมากแล้ว เธอคบหากับเขาในฐานะเป็นแฟนกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่หนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยมองผู้ชายคนไหนอีกเลยที่จะคบหากันในลักษณะแบบนี้ นอกจากความเป็นเพื่อน เธอมั่นใจถึงกับวาดหวังอนาคตไว้ล่วงหน้าว่า เขาจะเป็นสามีที่ดีสำหรับเธอ 

 แต่ความเจ็บปวดจากการกระทำของเขาก็มีมากมายเช่นกัน

 แสงรุ้งถอนใจเบาๆ

 จนถึงบัดนี้เธอยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในเวลานี้มันถูกหรือผิด ที่เป็นฝ่ายจากมา หัวใจเธอจะลืมเขาได้จริงหรือ จะหนีเขาไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่...หรือนี่เป็นเพียงสิ่งที่เธอทำไปเพื่อเป็นการประชดประชันเขาเท่านั้น

 มันช่างไม่มีอะไรแน่นอนเอาเสียเลย

 ยิ่งภาพในอดีตอันหอมหวานฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในห้วงความคิดเช่นนี้ มันยิ่งทำให้หัวใจเธอเหมือนมีไฟไหม้ลุกลามไปไม่สิ้นสุด

 เราจะแหวกว่ายผ่านพ้นห้วงทะเลแห่งความทุกข์นี้ไปได้หรือเปล่าหนอ...หรือจะจ่มดิ่งลงไปกับมัน

 ต้องได้สิ...พ่อบอกกับเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า...ความเจ็บปวดจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และรู้จักชีวิตมากขึ้น นี่คงเป็นบทเรียน บทที่สำคัญที่สุด ที่สอนให้เธอได้รู้จักชีวิตมากขึ้น

 จะต้องไม่ยอมแพ้นะ...เราจะต้องไม่ยอมแพ้...






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 03/08/2010 เวลา : 08.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

อ่านยังไม่จบ..
มีโอกาสจะเข้ามาอ่านอีกรอบครับ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]