• deweyfinn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : deweyfinn_2007@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-15
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 92731
  • ส่ง msg :
  • โหวต 25 คน
Voice
"some records are made to be broken others are made and become a part for life."
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/deweyfinn
วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน 2550
Posted by deweyfinn , ผู้อ่าน : 2960 , 00:38:47 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


-ก่อนจะถึงวันที่ 4 ตุลาคม 1970-

จากที่ได้บันทึกให้ทราบมาแล้วในช่วงต้นว่าชีวิตของจอปลินนั้นหมดเปลืองเวลาส่วนมากไปกับ "ดนตรี" และ "อบายมุข" มากกว่าชีวิตส่วนตนในแบบที่คนปกติธรรมดาสามัญเขาจะพึงประพฤติปฏิบัติกัน

และชีวิตส่วนตนของเธอที่เกี่ยวข้องกับดนตรีนั้นแทบจะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่ระยะเวลาปี
กว่า ๆ นับตั้งแต่เธอแยกตัวออกจากคณะ
Big Brother นั้น มีศิลปินที่เข้ามาร่วมงานกับเธอมากมายจนไม่เคยมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติทางดนตรีที่บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเธอเล่มไหนกล้ายืนยันว่าสามารถบันทึกรายละเอียดได้หมดและครบถ้วน

หลังจากที่ได้บันทึกรายละเอียดของศิลปินในนามคณะ The Kozmic Blues Band ที่เข้ามาเป็นวงคู่บุญบารมีของเธอเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งสั้นมาก ๆ แต่ในวงการดนตรีถือว่าเป็นวงในระดับ Initial-Line up ที่ดีที่สุดวงหนึ่งนับตั้งแต่มีการกำเนิดความหมายของคำว่า Initial-Line up ขึ้นมา

แต่ในช่วงที่บริษัทโคลัมเบียพูดจาหว่านล้อมให้จอปลินเล่นดนตรีนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่จอปลินได้ร่วมงานกับศิลปินกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ชื่อคณะว่า

The Full Tilt Boogie Band

ความสำคัญของคณะ
The Full Tilt Boogie Band และ เจนิส จอปลิน นั้นมีค่อนข้างสูง และเป็นความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อผลงานทางดนตรีของจอปลินที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน

ในขณะที่คุณผู้อ่านรู้จักคณะ
The Kozmic Blues Band ว่าสร้างชื่อให้กับจอปลินค่อนข้างสูงในการแสดงสด แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุปนิสัยของจอปลินหรือเพราะสาเหตุใดก็ตาม คณะ The Kozmic Blues Band ไม่ได้เข้าร่วมงานกับจอปลินในห้องสตูดิโอ

แต่คณะที่อยู่เบื้องหลังงานในสตูดิโอของจอปลินก็คือ

The Full Tilt Boogie Band

งานชุดแรกของจอปลินนั้นชื่อ

I Got Dem Ol’ Kozmic Blues Again, Mama

จากที่ได้บันทึกให้ทราบแล้ว่า ความประสงค์ในตอนแรกก็คือ เจนิส จอปลิน เป็นศิลปินเอกแต่มีคณะคู่บารมีชื่อ Kozmic Blues Band ทั้งจอปลินและทางคณะออกแสดงสดด้วยกัน สร้างชื่อเสียงขึ้นมาด้วยกัน แต่จอปลินเป็นผู้ได้รับเครดิตเพียงคนเดียวในแง่ของความจริงที่เกิดขึ้น

คิดกันง่าย ๆ ว่า มีปริมาณคนฟังสักกี่มากน้อยที่ทราบความหมายของคำว่า Kozmic Blues คือคณะดนตรีที่อยู่และร่วมงานกับจอปลิน

แต่ปรากฏกว่า เมื่อจอปลินเข้าสตูดิโอผลิตงานดนตรีจริง ๆ ศิลปินที่ร่วมงานกับจอปลินกับไม่ใช่คณะ
Kozmic Blues Band แต่กลายมาเป็นคณะ The Full Tilt Boogie Band ซึ่งแทบจะไม่มีใครให้ความสนใจกันนัก ในแง่คณะใดอยู่เบื้องหลังดนตรีที่เกิดขึ้น

และคณะ
The Full Tilt Boogie Band นี่ล่ะที่อยู่ร่วมกับจอปลินจนถึงช่วงเวลาก่อนวันที่ 4 ตุลาคม 70

ไม่แต่เท่านั้น รายละเอียดที่ทางคณะนี้ร่วมงานกับ เจนิส จอปลิน ยังมีความแปลกแยกบางประการที่คุณผู้อ่านต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าสนใจในแง่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางดนตรีอย่างจริงจัง

ความสัมพันธ์ระหว่าง เจนิส จอปลิน และคณะ
The Full Tilt Boogie Band นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นในตัวงานแต่ห่างเหินกันความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นบ่อยนักในวงการดนตรีกล่าวคือ

เจนิส จอปลิน นั้นดูเหมือนจะเป็นตัวเอกที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบไม่หวังผล ไม่สนใจใยดีต่อรายละเอียดของบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานทางดนตรีกับเธอเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็น
Big Brother คณะที่ส่งชื่อเสียงของเธอให้โด่งดัง คณะ Kozmic Blues Band ที่ทุกคนหวังไว้ว่าจะเป็นคณะคู่บารมีของเธอในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ร่วมงานกับศิลปินคณะ หรือ The Full Tilt Boogie Band คณะที่เดินทางเข้าออกห้องสตูดิโอร่วมกับเธอในฐานะศิลปินเดี่ยว

จอปลินปฏิบัติเหมือนกันหมด คือไม่ปฏิบัติอะไรเลย

จอปลินไม่ได้มองเหล่านักดนตรีที่กล่าวมาคือผู้ร่วมงานทางดนตรี ประพฤติปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนดั่งที่เหล่าผู้ร่วมงานกับเธอพึงจะคาดหวังว่าความสัมพันธ์ที่สมควรพึงจะมีนั้นควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ซึ่งเป็นไปด้วยเหตุผลง่าย ๆ แต่ทุกคนลืมมองไปว่า


"มาตรฐานทางความประพฤติแห่งการคบหาสมาคมกันนั้นจอปลินมีความแตกต่างจากสามัญชนทั่วไปสูงมาก"

ในขณะที่บริษัทตัวแทนทางการค้าของจอปลินวางตัวเป็นคนกลางอย่างแท้จริง ในฐานะจอปลินเป็นศิลปินภายในสังกัด ตราบใดก็ตามที่จอปลินยังสามารถผันความสามารถหรือชื่อเสียงที่เธอพึงมีกลายมาเป็นสินค้าและสินค้าชิ้นนั้นสามารถขายได้ ตราบนั้นจอปลินจะยังคงมีศิลปินมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนเวียนวนกันเข้ามาร่วมกันสร้างเสียงทางดนตรีให้กับเธอตลอดเวลา โดยการหาจากตัวแทนบริษัทนั่นเอง

และในจุดสุดท้าย ศิลปินที่เข้ามาร่วมงานกับจอปลินเรียกว่ามากขนาดที่กล้ายืนยันว่า ไม่เคยมีหนังสือภาคประวัติทางดนตรีเล่มไหนสามารถบันทึกรายละเอียดและกล้ายืนยันว่าสามารถบันทึกรายชื่อศิลปินเหล่านั้นได้หมด

ไม่ว่าศิลปินเหล่านั้นจะเข้ามาร่วมงานกับจอปลินด้วยเหตุผลใด และก้าวออกไปจากจอปลินด้วยเหตุผลที่คล้ายกันคือ

"ทำใจยอมรับพฤติกรรมส่วนตนของจอปลินไม่ได้"

แต่ไม่เคยมีศิลปินรายใดเลยที่จะกล้าพูดถึงจอปลินลับหลังว่า

"จอปลินไม่ใช่ศิลปิน"

มาตรฐานทางบุคลิกภาพเป็นปัญหาสำคัญทีสุด และเป็นปัญหาโลกแตกทีเดียว แม้กระทั่งคณะ The Full Tilt Boogie Band คืออีกคณะหนึ่งที่ทางบริษัทโคลัมเบียจัดการติดต่อเพื่อให้เข้ามาร่วมงานกับจอปลิน

และสมาชิกของทางคณะ
The Full Tilt Boogie Band นั้นก็ไม่ค่อยมีความผูกพันทางความรู้สึกกับศิลปินที่พวกเขาจะต้องทำงานร่วมด้วยมากเท่าไรนัก

ภายหลังจากการจบสิ้นบทบาทระหว่างทางคณะ
The Full Tilt Boogie Band ซึ่งได้ร่วมงานกับจอปลินจบสิ้นลง อาจจะกล่าวได้ว่าทางคณะได้ให้สัมภาษณ์ถึงความผูกพันที่พวกเขาพึงมีต่อจอปลินน้อยมาก แต่ในจำนวนน้อยนั้นที่หลุดออกมาเป็นคำพูด ก็ไม่ใช่มุมมองในแง่ดีนักเท่าไร

ในขณะเดียวกันคณะอย่าง
The Full Tilt Boogie Band ที่มีความสัมพันธ์อันน้อยก็ยังมีเรื่องบาดหมางจนถึงกับขั้นไม่มองหน้ากัน และมีการถอนตัวที่จะร่วมงานกับจอปลินต่อไปเกิดขึ้น

สมาชิก

Brad Campbell กีตาร์
John Till กีตาร์
Richard Bell เปียโน
Ken Pearson ออร์แกน
Clark Pierson กลอง


- 4 ตุลาคม 1970 -

พบศพ เจนิส จอปลิน เสียชีวิตที่โรงแรม
Hollywood
สาเหตุเนื่องมาจากการเสพยาเสพติดเกินขนาด
"เฮโรอีน" คือประเภทของยาเสพติดที่ถูกระบุว่าเป็นสารที่เธอใช้




- 1971 -

บริษัทโคลัมเบียนำผลงานของจอปลินวางตลาด โดยอาศัยช่วงจังหวะที่ข่าวคราวและความรู้สึกผูกพันที่แฟนดนตรีเก่า ๆ พึงมีต่อตัวจอปลินยังมีมนต์แห่งแรงดึงดูดอยู่

ผลงานชุดนั้นชื่อ

Pearl



ปรากฏว่าผลงานชุดนี้ประสบความสำเร็จทางการค้าอย่างสูง

และที่น่าแปลกมา ผลงานชุดนี้ได้รับการตอบสนองทางความคิดของบรรดาคนทำงานแสดงทัศนคติ และผู้ร่วมงานที่มีเครดิตเกี่ยวข้องต่อการออกงานชุดนี้ในแง่บวกทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่บรรดาคนทำงานแสดงทัศนคติส่วนมากมักจะสับงานเดี่ยวของจอปลินมาโดยตลอด

Fred Schruers ได้กล่าวถึงผลงานชุดนี้ไว้น่าสนใจว่า

"นี่คือวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งที่พึงแสดงออกในด้านแห่งความถวิลหาและคร่ำครวญถึงความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด ยิ่งถูกร้องออกมาโดยน้ำเสียงที่เอกอุไปด้วยวิญญาณของศิลปินที่มีประสบการณ์เช่นนั้นจริง ๆ ยิ่งทำให้บทเพลงมากมายดูน่าสนใจขึ้น โดยเฉพาะเพลง A Woman Left Lonely และ My Baby เสมือนหนึ่งว่าจอปลินกำลังจะรู้ว่าก่อนการจบสิ้นชีวิตของเธอ เธอต้องการถ่ายทอดอะไรออกมา"

หรือจากบทความเชิงสารคดีในลักษณะวิเคราะห์อันเกิดจากการศึกษาของ Colin Larkin ได้บันทึกถึงผลงานชุดนี้ไว้อย่างน่าฟังมากว่า

"ถ้าจะกล่าวกันตามความเป็นจริงอย่างใจเป็นธรรม เนื้อหาสาระที่ปรากฏจากผลงานชุดนี้นั้นมีความแหลมคมทางอารมณ์ในระดับสูงทีเดียว แต่ถ้าบทเพลงเหล่านั้นไม่ได้น้ำเสียงของจอปลิน สิ่งที่จะปรากฏขึ้นนั้นอารมณ์แวดล้อมแห่งสาระที่จะถูกบรรยายสื่อสารออกมานั้นจะมีผลทางความรู้สึกประการใดน่าจะเป็นเรื่องที่คาดเดาออก สำหรับบุคคลที่คุ้นเคยกับน้ำเสียงของนักร้องในระดับคุณภาพ แต่รับรองได้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นนำมาคาดเดาความรู้สึกแห่งสาระที่ถูกส่งผ่านทางน้ำเสียงของจอปลินไม่ได้เลย"

"My Baby, Cry Baby และ Get It While You Can สามบทเพลงจากฝีมือการประพันธ์ของ Jerry Ragavoy ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชุดนี้ คือความเอกอุอย่างแท้จริง จอปลินไม่ได้สร้างรูปแบบของแนวทางดนตรีขึ้นมาเท่านั้น แต่สิ่งที่จอปลินทำให้กับดนตรีก็คือทำให้บทเพลงทุกบทที่เธอร้องกลายมาเป็นบทเพลงต้องห้าม (Forbidden Music) ทำให้ไม่มีใครกล้าหยิบบทเพลงที่เธอร้องขึ้นมาร้องใหม่ เพราะคนที่จะนำบทเพลงที่จอปลินเคยร้องมานำเสนอใหม่จะต้องถามตนเองว่าจะนำเสนอออกมาในรูปแบบใด ถ้านำเสนอออกมาในแนวทางที่ส่งให้ตนเองประสบความสำเร็จ อารมณ์ที่จะแสดงออกจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกถ้อยคำที่เปล่งเสียงกลายเป็นบทเพลงมีวิญญาณเช่นเดียวกับที่จอปลินได้กระทำ"

Cry Baby


"เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากว่า บทเพลงที่จอปลินได้ร้องออกมานั้นจะต้องติดตัวจอปลินตลอดไป เพราะเป็นความสมบูรณ์แบบที่ปั้นแต่งเสริมเพิ่มเติมไม่ได้อีกแล้ว"


"การทำให้บทเพลงเหล่านั้นมีความงดงามทางเมโลดี้ สิ่งที่จะสูญเสียไปก็คือความงามทางวิญญาณแห่งสาระของบทเพลง ในขณะที่จะพยายามคงเอาไว้ซึ่งความงามทางสาระของบทเพลง ศิลปินที่จะนำบทเพลงนั้นมาร้องก็จะต้องคิดหนักว่าจะสอดใส่ลีลาแห่งท่วงทำนองในแบบฉบับของตนเองลงไปในจุดใดที่จะไม่ทำให้สาระและคุณค่าทางความรู้สึกของเนื้อเพลงเหล่านั้นลดลง"

"บทเพลงของจอปลินแม้จะเอางานของคนอื่นมาร้อง ก็จะกลายเป็นงานของจอปลินตลอดไป ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่เกิดขึ้นทุกวัน พวกเขาจะรู้จักจอปลินก็จากปากคำที่คนรุ่นจอปลินพูดและถ่ายทอดออกมาเท่านั้น แต่คงจะยากมากที่จะได้ยินงานของศิลปินร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ที่จะกล้าเอาบทเพลงที่จอปลินเคยร้องมาร้องใหม่"

"บางครั้งคุณค่าของความดีที่ศิลปินรายหนึ่งได้ทำ ทำให้เกิดการหยุดนิ่งของรูปแบบแนวทางดนตรีโครงสร้างหนึ่งโครงสร้างหนึ่งที่ควรจะพัฒนาขึ้นไปได้ต้องมาถึงทางตัน เพราะเมื่อเกิดความลงตัวที่เสริมแต่งไม่ได้แล้ว จะมีใครกล้าหาญที่จะเข้าไปเสริมแต่งแนวทางนั้นถ้ารู้ตัวว่าแม้กระทั่งตนเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะพัฒนาแนวทางนั้นไปด้านใด ๆ ซึ่งถ้าทำลงไปก็มีแต่เปลืองตนเองเท่านั้น"

"สู้เอาความคิดนั้นไปคิดหาเอกลักษณ์ส่วนตนให้กับตนเอง หรือเล่นดนตรีตามยุคสมัยเพื่อความสำเร็จของตนเองไม่กว่าหรือ"

"โอกาสแห่งความสมบูรณ์ที่เสริมแต่งไม่ได้นั้น เรียกว่าเป็นทฤษฏีที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อ เจนิส จอปลิน ออกผลงานในชุด
Pearl"

"แต่ความลงตัวทางดนตรีที่ปรากฏในผลงานชุด Pearl นั้นถ้าจะลองย้อนหันไปมองในอดีต จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้จอปลินได้ทำขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า"

"ต่อให้คุณค่าทางดนตรีที่ปรากฏจะมีความบกพร่องในตนเองขนาดใดก็ตาม แต่ถ้าได้เสียงจอปลินเติมลงไป ช่องโหว่เหล่านั้นจะกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาได้ทันที"

"เป็นจุดแข็งที่อาจจะทำให้มืออาชีพทางดนตรีต้องเกิดความสงสัยขึ้นมาในทันทีที่ได้รับฟังเพลงเหล่านั้นว่า จะเล่นดนตรีให้ออกมาได้อย่างไรที่จะทำให้เสียงที่ออกมาขาดไปซึ่งความสมบูรณ์ แต่มีพลังดุจดั่งปราการเหล็กกล้าที่หาช่องโหว่ไม่พบเมื่อได้เสียงของจอปลินเข้ามาเสริม"

"คุณค่าทางดนตรีจากงานในชุด Pearl ดูน่าจะเป็นงานที่น่าทึ่งแต่ความเป็นจริงหาใช่เช่นนั้นเลย ถ้ามองย้อนกลับไปสู่อดีตต่อในสิ่งที่จอปลินได้ทำขึ้นมา"

"ความลงตัวและความงามทางดนตรีที่เกิดขึ้นในครั้งแรก ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำก็ตาม เราอาจจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ว่าเป็นความบังเอิญ แต่ถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง เราก็อาจจะเรียกเหตุการณ์นั้นว่าการแสวงหาผลประโยชน์จากการย่ำรอยเท้าแห่งผลงานของตนเอง แต่ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราจะต้องเรียกว่าเป็นความสามารถ"

"และถ้าเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่าคือความสามารถ เจนิส จอปลิน พิสูจน์ความหมายของถ้อยคำนี้จากผลงานชุด Pearl โดยมีคุณค่าของการรองรับความหมายมาจากผลงานในอดีตของเธอที่ออกมาก่อนหน้านี้"

ที่บันทึกมาทั้งหมดเป็นงานเขียนเชิงวิเคราะห์ของ Colin Larkin ที่พึงมีต่องานของจอปลินจากชุด Pearl ที่ดึงเอาเฉพาะในส่วนแนวความคิดที่ถูกนำเสนอออกมา แต่มีความเกี่ยวพันต่อแง่มุมของงานในอดีตที่จอปลินเคยผลิตขึ้น

เพื่อจะได้ทำให้คุณผู้อ่านมองเห็นแง่มุมว่า ก่อนที่จะมีก้าวแห่งการยอมรับนั้น การทำงานของศิลปินรายใดรายหนึ่งมักจะมีที่มาและที่ไปอย่างสม่ำเสมอ

แต่ในส่วนนักดนตรีหรือนักธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อผลประโยชน์อันพึงจะได้ กลับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า กล่าวคือ

ในอดีตก่อนที่ผลงานชุด Pearl จะถูกผลิตขึ้นมา ข่าวคราวและความคิดเห็นของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมักจะพูดถึงจอปลินในแง่ลบมาโดยตลอด อาจจะเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ ๆ คือยิ่งจอปลินถูกสร้างภาพพจน์ในแง่กบฏต่อสังคมมากขนาดไหน ก็จะยิ่งกระตุ้นความสนใจของคนฟังให้เข้ามาหาซื้อผลงานที่เธอผลิตมากขึ้น โดยที่พวกบุคคลให้ข่าวไม่เคยสนใจต่อความรู้สึกที่จอปลินจะรู้สึกกันออกมาเลย แต่ภายหลังที่จอปลินได้เสียชีวิตผลงานชุด Pearl ออกวางสู่ท้องตลาด ทุกคนที่เกี่ยวข้องซึ่งครั้งหนึ่งเคยกระทำพฤติกรรมทางด้านลบจากที่กล่าวมา ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวในทำนองคล้ายคลึงกันถึงการทุ่มเทวิญญาณและความรู้สึกของจอปลินที่พึงมีผลงานในชุดนี้

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วงานในชุดนี้แทบจะไม่แตกต่างจากงานในชุดอื่นเลย คือไม่มีบทเพลงใดบทเพลงหนึ่งที่ถูกกำหนดการนำเสนอออกมาอย่างแน่นอน เป็นเพียงการเข้าห้องสตูดิโออัดบทเพลงที่อยากอัด ถ้าใช้ได้ก็เก็บเป็นเดโมเทป พอครบจำนวนก็นำบทเพลงเหล่านั้นมาคัดเลือกว่าสมควรนำบทเพลงไหนผลิต และนำมารวมตัวกันเพื่อออกวางสู่ท้องตลาดเท่านั้นเอง

แต่อย่างน้อยก็เป็นการดี ที่แม้กระทั่งคนตายไปแล้วยังไม่เอาจุดส่งเสริมการขายได้ด้านลบมานำเสนอ

Pearl

ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อผลงานของ เจนิส จอปลิน เท่านั้น แต่ The Pearl ยังเป็นชื่อที่คนในวงการดนตรีรู้จักและใช้เรียกจอปลินอีกด้วย

ดังนั้นชื่อของผลงานชุดนี้ ตัวแทนของบริษัทได้ออกมาแถลงให้ทราบว่าเป็นการตั้งชื่องานเพื่อให้เกียรติและไว้อาลัยต่อการที่วงการดนตรีต้องสูญเสียไข่มุกเม็ดงามที่มีคุณค่าต่อวงการออกไป และในขณะเดียวกันก็เป็นการสดุดีคุณค่าของระดับความสามารถที่ผลงานในชุดนี้สามารถเปล่งประกายออกมาได้


--------------------
หมายเหตุ

บทความ เจนิส จอปลิน ทั้งสี่ตอนผม (เจ้าของบล็อก) ได้เรียบเรียงจากงานเขียนของ พัณณาศิส ศิลาพันธ์ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสตาร์พิคส์ คอลัมน์ "เรื่องเหล่านี้คือตำนาน" ตอน "ตัณหา ราคะ และประกายไข่มุก" โดยมีเมนคัลเลอร์อยู่ที่อัลบั้มชุด
Cheap Thrill ของ Big Brother and The Holding Company ที่มี เจนิส จอปลิน เป็นนักร้องนำ โดยอัลบั้มชุดดังกล่าวติดอันดับที่ 50 ของการจัดอันดับอัลบั้มยอดเยี่ยมโดยนิตยสาร Rolling Stone ในปี 1987

บทความต้นฉบับมีความยาวมาก เพราะคุณพัณณาศิส ค้นคว้าโดยละเอียด ผมนำมาโพสท์ในบล็อกนี้โดยไม่ได้ขออนุญาตเนื่องจากติดต่อคุณพัณณาศิสไม่ได้ ถ้าหากเกิดข้อบกพร่องจากการตัดทอน และเรียบเรียงของผม ต้องขออภัยให้ ณ ที่นี้ด้วย แต่โดยส่วนตัวไม่อยากเก็บงานเขียนชิ้นนี้ไว้คนเดียว เท่าที่เห็นคอลัมน์นิสต์ในบ้านเราที่เคยเขียนถึง เจนิส จอปลิน ก็คือ สิเหร่ ซึ่งได้รวมตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ "บทเพลงของดอกไม้" จึงหวังว่าเรื่องของ เจนิส จอปลิน จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
TheQueenofNostalgia วันที่ : 04/11/2007 เวลา : 02.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

สนใจ และขอบคุณค่ะ
ทั้งคุณดิวอี้ และคุณพัณณาศิส
แต่ขอย้อนกลับไปอ่านตอนต้นก่อนนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]