• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 441087
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม 2553
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 11285 , 13:59:43 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รามางกูร ณ โคตะปุระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 รามางกูร ณ โคตะปุระ (อักษรละติน: Ramangkool Na Kothapura) เป็นวงศ์สกุลที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองธาตุพนม ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นจัตวาขึ้นกับเมืองนครพนมมาตั้งแต่โบราณ ต้นตระกูลเป็นเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์เก่า โดยปรากฏในบันทึกของนายมหาดวง รามางกูร ว่า "ขุนราม" แต่เดิม สกุล รามางกูร ณ โคตะปุระ แตกสายมาจาก สกุล รามางกูร และสกุล รามางกูร ก็แตกสายมาจาก สกุล บุคละ อันเป็นสกุลดั้งเดิมที่สุดที่มีมาตั้งแต่สมัยหลวงกลางน้อยศรีมงคล

 เนื้อหา

 

  • 1 ความหมายของคำ
  • 2 รายนามเจ้าเมืองธาตุพนม
    • 2.1 เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 1 อาชญาเจ้า ขุนรามฯ
    • 2.2 เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 2 หลวงปราณีพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร ณ โคตะปุระ)
    • 2.3 เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 3 หลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร ณ โคตะปุระ)
    • 2.4 ว่าที่เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 4 ท้าวเฮือง รามางกูร
    • 2.5 กำนันตำบลธาตุพนมคนที่ 7 นายสุนีย์ รามางกูร
  • 3 สายสกุลอัญญานางบุษดี รามางกูร
  • 4 สกุลอันเป็นมหาสาขา
  • 5 บุคคลสำคัญของตระกูล
  • 6 อ้างอิง

  ความหมายของคำ

 

คำว่ารามางกูร แปลว่า หน่อเนื้อเชื้อไขของราม คือขุนราม โดยนำเอาราชทินนามของต้นตระกูลมาเป็นนามสกุล ผู้ใช้สกุลนี้เป็นคนแรกคือ นายฮ้อยเฮือง รามางกูร (นายเรือง) บุตรของหลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร ณ โคตะปุระ) เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 3

 

คำว่า ณ โคตะปุระ (คำว่า โคตะปุระนี้ เขียนอย่างภาษาลาว มาจากพงศาวดารลาว และพงศาวดารภูไท) แปลว่า แห่ง เมืองที่อยู่ทิศตะวันออก โคตะปุระ หรือโคตรบูร เป็นนามเดิมของเมืองธาตุพนม ซึ่งกินอาณาเขตตั้งแต่ปากเซบั้งไฟของลาวมาแต่โบราณ สกุลนี้เปนสกุลคนละสายกัน และไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสกุล ณ นครพนม แต่มีความเกี่ยวดองทางเครือญาติกับลูกหลานเจ้าเมืองเรณูนคร คือ สกุลบัวสาย (เจ้าเมืองเรณูใช้สกุล แก้วมณีชัย(แก้วมณี) เตโช โกพลรัตน์ บัวสาย อินทร์ติยะ)เนื่องด้วยสกุลรามางกูรนี้เปนสกุลอันรับราชกาลแผ่นดินสยามในฐานะหัวเมืองเล็กติดชายพระราชอาณาเขต ขึ้นต่อพระพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศทศบุรี ศรีโคตรบูรหลวง เจ้าเมืองนครพนม มาแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เรื่อยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จนรัชกาลปัจจุบัน คือ ศ.ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฯลฯ เป็นนักเรียนทุนพระราชทาน และได้รับพระราชทานแหวนทองคำ พร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตระกูลนี้จึงมีความดีความชอบเฉกเช่นสกุล ณ ต่าง ๆ ที่สืบมาจากเจ้าเมืองในหัวเมืองอีสานทั้งหลาย

 

 รายนามเจ้าเมืองธาตุพนม

 เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 1 อาชญาเจ้า ขุนรามฯ

เปนต้นตระกูลรามางกูร ,รามางกูร ณ โคตะปุระ,บุคละ สมรสกับอาญานางบุญมา (ในสกุลใดไม่ปรากฏ) มีบุตรธิดา 6 ท่าน อาทิ นางกอง ท้าวศรี ท้าวโหง่น นางหล้า เป็นต้น ท่านมีน้องสาว 2 ท่าน คือ อาญานางทิพย์ (สมรสกับท้าวโพธิสาร เมืองมุกดาหาร)และอาญานางจันทรา (สมรสกับท่านหลวงทศฯ ต้นตระกูล ทศศะ เมืองมุกดาหาร)ท่านเป็นชาวธาตุพนมโดยกำเนิด เกิดในรัตนโกสินทร์ตอนต้น บิดานามว่าท้าวเพียเมืองฮาม (พระยาเมืองราม) แห่งเมืองเวียงจันทร์ ไม่ปรากฏมารดานามว่าอะไร ทราบแต่บิดามารดาเป็นเชื้อสายพระราชวงศ์เวียงจันทร์เก่ามาก่อน ตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา และมาสู่เมืองธาตุพนมเมื่อครั้งชาวลาวอพยพสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงครั้งเจ้าอนุวงศ์แตกเวียงจันทร์ สมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พุทธศักราช 2370 และถือเป็นการอพยพครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ของชาวเวียงจันทร์สู่เมืองธาตุพนม ครั้งแรกคือเมื่อสมัยญาครูเจ้าโพนเสม็กหนีพระราชภัยนำเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรตั้งราชอาณาจักรจำปาศักดิ์ ขุนรามฯ นั้นท่านมารับราชกาลสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองธาตุพนมท่านแรก ก่อนหน้านี้พระพิทักษ์เจดีย์พยายามจะทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ยกเมืองธาตุพนมเป็นเมืองใหญ่เช่นเดียวกับเรณูนคร แต่ไม่ทรงอณุญาต ทำให้เมืองธาตุพนมยังคงเป็นเมืองเล็กชั้นจัตวาอยู่ และในประวัติศาสตร์ก็เรียกว่า บ้านทาษพนม ทำให้บรรดาศักดิ์ของท่านเป็นชั้นขุน เพราะว่าเป็นเจ้าเมืองเมืองเล็ก อย่างไรก็ตามในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวแน่ชัดว่าท่านเป็นเจ้าเมืองคนแรก แต่ในทางตระกูลนั้นยกย่องให้ท่านเป็นเจ้าเมืองคนแรก และในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าเมืองคนก่อนหน้าท่านเลย อีกประการคือ ไม่ปรากฏหลักฐานตราตั้ง ใบบอกเจ้าเมือง และไม่ปรากฏว่ามีการแต่ตั้งผู้ใดให้เป็นอัครฮาด อัครวงศ์ และอัครบุตร แต่ในบันทึกของตระกูลกล่าวถึงตระกูลของหมื่นนำรวง (สายสกุลทางภริยาหลวงกลางน้อยศรีมงคล บุตรขุนราม)ซึ่งเป็นกรมการเมืองขุนนางในเมืองธาตุพนม จึงสันนิษฐานว่า หมื่นนำรวง นี้เองที่เป็นผู้ช่วยราชการงานบ้านเมืองในสมัยขุนรามปกครองเมืองธาตุพนม อย่างไรก็ดี เมืองธาตุพนมมีลักษณะเมืองแบบพุทธนครมีฝ่ายศาสนจักรมีบทบาทมากกว่าฝ่ายอาณาจักร ทำให้ประวัติของขุนรามไม่ปรากฏเท่าที่ควร

เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 2 หลวงปราณีพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร ณ โคตะปุระ)

มีศักดิ์เป็นหลานขุนราม เป็นบุตรนางกอง ซึ่งสมรส 2 ครั้ง นางกองเป็นพี่สาวของหลวงกลางน้อยศรีมงคล ทั้งสองท่านเป็นบุตรของขุนราม ลูกหลานของหลวงปราณีพุทธบริษัทได้ตั้งรกรากที่หมู่บ้านพระกลาง เมืองธาตุพนม เป็นส่วนมาก ในประวัติศาสตร์กล่าวว่าท่านเป็นเจ้านายท่านหนึ่งที่มีชื่อปรากฏในจารึกอิฐเผาวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ร่วมบูรณะองค์พระธาตุพนมเจ้า ร่วมกับพระศรีวรราช และกรมการบ้านทาษพนม เมื่อ พุทธศักราช 2444 สมัยนี้ที่หัวเมืองอีสานเกิดกบฏผีบ้าผีบุญขึ้นมากมาย เป็นที่ยุ่งยากแก่ทางราชการมาก แต่กลับเป็นการดีต่อการบูรณะซ่อมแซมองค์พระธาตุพนมบรมเจดีย์ แห่งเมืองธาตุพนม

เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 3 หลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร ณ โคตะปุระ)

เป็นต้นสกุลบุคละ เป็นบุตรของขุนรามกับนางบุญมา หลวงปราณีซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองก่อน สมรสกับอาญานางบุษดี รามางกูร ซึ่งเป็นธิดาของหมื่นนำรวง กรมการเมืองธาตุพนม มีบุตร 5 ท่าน อาทิ ท้าวบุญมี ท้าวเฮือง ท้าวพรหมบุตร ท้าวผิว จารย์พุทธา เป็นต้น หลวงกลางน้อยมีศักดิ์เป็นทวดของ ดร. วีระพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรีฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฯ ที่มาแห่งราชทินนามบรรดาศักดิ์นั้น มาจากคำว่า ราม เป็นบรรดาศักดิ์เดิมของขุนรามผู้บิดา ราม แปลว่า กลาง เมื่อท้าวศรีเลื่อนบรรดาศักดิ์จากขุนเป็นหลวง ก็ใช้คำแปลของคำว่า ราม มาเป็นชื่อ ส่วนคำว่า น้อย ที่ต่อท้ายคำว่า กลาง นั้น ก็บ่งบอกว่าท่านเป็นบุตรของขุนราม หรือขุนรามผู้น้อย นั่นเอง เมื่อนำคำทั้งหมดมาเรียงต่อกัน ก็ได้ความว่า หลวงกลางน้อย แปลว่า ท่านหลวงผู้เป็นขุนรามผู้น้อย (ลูกขุนราม)แล้วต่อด้วยคำว่า ศรีมงคล แปลว่าท้าวศรีผู้มีความดีงาม ที่ใช้คำว่า ศรี นั้นเพราะเป็นนามเดิมของท่าน (อนึ่ง คำว่า หลวงกลางน้อย นี้เป็นการเล่นไล่ลำดับความหมายของคำไปด้วย ซึ่งแปลว่า ใหญ่กลางเล็ก นั่นเอง)อย่างไรก็ดี ยังมีความสับสนอยู่เกี่ยวกับลำดับการดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองของหลวงกลาง และหลวงปราณีว่าท่านใดกันแน่ที่เป็นเจ้าเมืองลำดับที่ 2 และที่ 3 เพราะว่าเมื่อหลวงปราณีเป็นหลานของท่านหลวงกลางก็น่าจะปกครองธาตุพนมทีหลังท่านหลวงกลางมกกว่า

 ว่าที่เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 4 ท้าวเฮือง รามางกูร

เป็นบุตรของหลวงกลางฯ จะได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองท่านที่ 4 แต่เกิดการปฏิรูปการปกครองเสียก่อน พุทธศักราช 2449 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้นำเจ้านายจากส่วนกลางมาปกครอง เหตุผลประการหนึ่งที่ท่านไม่ได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองอาจเป็นเพราะลูกพี่ลูกน้องของท่าน คือ ท้าวเมฆ รามางกูร (หลวงปราณีพุทธบริษัท)ได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองก่อน)ท่านจึงมีตำแหน่งเป็นนายฮ้อยใหญ่แห่งเมืองธาตุพนม สมัยนั้นนายฮ้อยแห่งเมืองธาตุพนมมี 3 ท่าน คือนายฮ้อยเฮือง นายฮ้อยเหล็ก นายฮ้อยเหลือ ท้าวเฮืองเป็นคหบดี รำรวย มีหน้ามีตา ค้าขายกับชาวลาว ชาวไทย ชาวจีน และชาวญวน ท่านเป็นผู้สร้างเมรุเผาศพประจำตระกูล สร้างพระพุทธรูปประจำตระกูล มีฝีมือในเชิงช่างมาก และเป็นผู้ใช้สกุล รามางกูร เป็นคนแรกด้วย โดยนำเอาบรรดาศักดิ์ราชทินนามของเจ้าคุณปู่ของท่านคือขุนราม มาเป็นชื่อสกุล ท่านมีภรรยา 13 คน อาทิ นางสูนทอง นางบัวบิน นางจำปี นางอด นางแก้ว เป็นต้น หนึ่งในนั้นเป็นลูกหลานเจ้าเมืองเรณูนคร คือ นางสูนทอง สกุลเดิม คือ บัวสายอันเป็นสายสกุลของท้าวบุตร อุปฮาดเมืองเรณูนคร (พี่เขยเจ้าสาย)ในสมัยพระแก้วโกมล (เจ้าสาย)เป็นเจ้าเมืองคนแรก พุทธศักราช 2387 ท้าวเฮืองนับว่าเป็นแบบอย่างของการประพฤติตนของเจ้านายในหัวเมืองอีสานท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด เจ้ายศ รู้เรื่องมารยาทมาก และสอนลูกหลานให้ทะนงตนประพฤติตนตามแบบอย่างโบราณ และระลึกถึงความเป็นผู้มีสายเลือดเจ้าเมืองอยู่เสมอ อีกทั้งปลูกฝังความคิดให้ลูกหลานมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องเป็นเจ้าคนนายคน เป็นผู้นำ

 กำนันตำบลธาตุพนมคนที่ 7 นายสุนีย์ รามางกูร

เป็นบุตรท้าวบุญมี รามางกูร และเป็นหลานหลวงกลางฯ บิดาของนายสุนีย์ รามางกูร เป็นบุตรท้าวเฮือง รามางกูร ซึ่งแต่เดิมท้าวบุญมีเป็นชาวลาว มีภรรยา 3 คน ภรรยาคนที่ 3 เป็นคนลาวแท้ ชื่อ นางบัวสี บุคละ ท้าวบุญมี และนางบัวสี เป็นบิดามารดาของนายคำมี รามางกูร และนายคำมี รามางกูรมีศักดิ์เป็นปู่ของนายเพลิงสุริยเทพ รามางกูร ณ โคตะปุระ ผู้ขอจดทะเบียนสร้อยสกุลรามางกูร ว่า ณ โคตะปุระ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552

 สายสกุลอัญญานางบุษดี รามางกูร

นอกจากนี้แล้วสายสกุลย่าทวดบุษดี รามางกูร ณ โคตะปุระ น้องสาวของท้าวผาย คือภริยาของหลวงกลางน้อยศรีมงคล เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ 3 ยังเป็นเจ้านายกรมการเมืองในเมืองธาตุพนมด้วย คือ

หมื่นนำรวง (บิดานางบุษดี ภริยาหลวงกลางน้อยฯ)

หลวงอามาตย์ (ท้าวอำนาจ)น้องชายหมื่นนำรวง

ท้าวราชวัตร (ท้าวราชวงศ์)น้องชายหมื่นนำรวง

หมื่นแผ้ว (บุตรท้าวราชวัตร)

วัดประจำตระกูล รามางกูร คือวัดหัวเวียงรังษี อำเภอธาตุพนม เดิมเรือนเจ้าเมืองจะอยู่ทางคุ้มใต้วัดแห่งนี้ วัดนี้เป็นวัดโบราณ ภายในมีสิมเก่าและฮูปแต้ม (จิตรกรรมฝาผนัง)สกุลช่างสยาม เดิมนั้นบรรพบุรุษของตระกูลจะนิยมอุปถัมภ์ และบรรพชาอุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ นอกจากนี้แล้ว ดร. วีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังได้สร้างกุฏิหลังใหญ่ อุทิศถวายแด่ ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร ผู้เป็นบิดา ณ วัดแห่งนี้ด้วย

เมรุเผาศพประจำตระกูล ประดิษฐาน ณ วัดป่าสุริโย อำเภอธาตุพนม ท้าวเฮือง รามางกูร เป็นผู้สร้าง ปัจจุบันสร้างเป็นพระนอนทับไว้ จึงใช้เมรุเป็นฐานพระพุทธรูป โดยนายกง รามางกูร กำนันเผย นิตชิน และคณะ แต่เดิมทางวัดจะทำการรื้อถอน เพื่อสร้างเมรุมาศใหม่ แต่ทางลูกหลานของตระกูลไม่อนุญาต เพราะถือเป็นสมบัติอันเป็นโบราณสถานของตระกูลที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ธาตุบรรจุอัฐิบรรพบุรุษของตระกูล คืออัฐิท้าวเฮือง รามางกูร และนางสูนทอง รามางกูร ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ในกำแพงแก้วรอบองค์พระธาตุพนมบริเวณหาบซ้างซาแมว นอกจากนี้ภายในระเบียงรอบองค์พระธาตุพนม ยังเป็นที่เก็บอัฐิของกำนันสุนีย์ รามางกูร และนายมหาดวง รามางกูร (พระราชทานเพลิง) อดีพระสหายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ (เจริญ สุวัฒโน)ด้วย

พระพุทธรูปประจำตระกูลมีทั้งหมด 9 องค์ เป็นไม้แกะสลักศิลปะพื้นบ้านอีสาน ท้าวเฮือง รามางกูร เป็นผู้แกะ แล้วแจกให้ลูกหลานภายในตระกูล แต่ละองค์ตกเป็นสมบัติของลูกหลานในตระกูล อาทิ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร นายกมล รามางกูร นายคำมี รามางกูร เป็นต้น

 สกุลอันเป็นมหาสาขา

นอกจากนี้แล้วนามสกุล รามางกูร ณ โคตะปุระยังมีสกุลอันเป็นมหาสาขาร่วมด้วย 18 สายสกุล แต่เดิมมี 16 สกุล และแต่ละสกุลก็ตั้งแยกย้ายตั้งรกรากกันไปทั้งฝั่งไทยฝั่งลาว ทั้งในธาตุพนม เมืองเรณูนคร สามแยกเรณู บ้านพระกลาง บ้านหัวบึง วัดเกาะแก้วอัมพวัน บ้านดอนนางหงส์ ท่าอุเทน กรุงเทพมหานคร หลักสี่ นครหลวงเวียงจันทร์ นครจำปาศักดิ์ บ้านเวิ่น

สกุลอันเป็นมหาสาขานั้นมี รามางกูร บุคละ ประคำมินทร์ พุทธศิริ ชุณหปราณ จันทศ ลือชา ธีระภา สุมนารถ ทามนตรี มนารถ สารสิทธิ์ ครธร รัตโนธร มันทะ เป็นต้น

 บุคคลสำคัญของตระกูล

ขุนราม รามางกูร ณ โคตะปุระ

หลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร ณ โคตะปุระ)

หลวงปราณีพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร ณ โคตะปุระ)

ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ วีรพงษ์ รามางกูร

นายฮ้อยเฮือง (เรือง) รามางกูร

กำนันสุนีย์ รามางกูร

นายฮ้อยพรหมบุตร (เที่ยง) รามางกูร

นายมหาดวง รามางกูร (พระราชทานเพลิง)

ร้อยตำรวจตรี ประดิษฐ์ รามางกูร (พระราชทานเพลิง)

 อ้างอิง

  • อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร /วีรพงษ์ รามางกูร
  • ประวัติอำเภอธาตุพนม /ประวิทย์ คำพรหม
  • เมืองมุกดาหาร /สุรจิตต์ จันทรสาขา
  • ไฮคลาส ปีที่ 14 ฉบับ 162 ต.ค. 2540-สืบวงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม/วีรพงษ์ รามางกูร
  • รามางกูร ณ โคตะปุระ ตระกูลอันสืบมาแต่วงศ์วานเจ้าเมืองธาตุพนม /เพลิงสุริยเทพ รามางกูร ณ โคตะปุระ
  • เอกสารการจดทะเบียนนามสกุล รามางกูร และอนุญาตให้ใช้สกุล รามางกูร พุทธศักราช 2490
  • เอกสารการจดทะเบียนนามสกุล รามางกูร ณ โคตะปุระ พุทธศักราช 2552
  • เอกสารการเปลี่ยนสกุลจาก บุคละ เป็น รามางกูร ของนายคำมี รามางกูร
  • บันทึกลำดับวงศ์สกุล รามางกูร /นายมหาดวง รามางกูร

สัมภาษณ์

นายกมล รามางกูร

นายสุพรรณ รามางกูร

นางทองแสง (นีระพงษ์) รามางกูร (ถึงแก่กรรม)

นางจันเนา รามางกูร

นางสุวรรณญา รามางกูร

นางแสงเดือน รามางกูร

นางแสงจันทร์ รามางกูร

นางธนียา (โภคทวีทรัพย์)รามางกูร

นางฉวีวรรณ (ใจสุข)รามางกูร

นางพิศมัย (ยอดเพชร)รามางกูร

นางบัวระพันธุ์ (โคตรศักดิ์เค) รามางกูร

 

 

นายเริ่ม โลกานัง

 

แก้วมณีชัย-แก้วมณี ประวัติตระกูลเจ้าเมืองนครรัฐเรณู

 

คุณย่าทิ แก้วมณีชัย พร้อมผู้เฒ่าผู้แก่ชาวผู้ไทเมืองเรณูนครหลายท่าน ได้เล่าตำนานประวัติของชนชาติผู้ไทยเมืองเรณูนครให้ผู้เขียนและลูกหลานฟังเสมอๆ ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอในครั้งนี้ คุณย่าเล่าว่า เดิมบรรพบุรุษชาวผู้ไทยเมืองเรณูนครมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู ต่อมาบ้านเมืองเกิดการอัตคัตอดยาก ไร่นาไม่อุดมสมบูรณ์และมีพวกฮ่อรุกราน ท้าวก่าหัวหน้าชนชาติผู้ไทยจึงได้อพยพลูกหลานชาวผู้ไทยลงมาทางใต้ ซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์กว่า เข้ามาอยู่ในเขตปกครองของเจ้าอนุรุธ เจ้าเมืองหลวงพระบาง และเจ้าอนุรุธได้ให้ชาวผู้ไทยไปอยู่ที่เมืองวัง ซึ่งเป็นเขตปกครองของพวกข่า ชาวผู้ไทยและพวกข่าเมื่ออยู่ด้วยกันก็เกิดการแย่งชิงกันเป็นใหญ่ จึงได้ตกลงสัญญาแข่งขันการยิงธนูขึ้นเพื่อตัดสินว่า ผู้ใดเก่งกว่าจะได้เป็นเจ้าปกครอง โดยมีข้อแม้ว่าถ้าลูกธนูของฝ่ายใดสามารถยิงใส่หน้าผาแล้ว ลูกธนูติดหน้าผาไม่ตกลงมา จะถือว่าฝ่ายนั้นเก่งกว่าและชนะการแข่งขันชาวผู้ไทยมีความคิดดีกว่าพวกข่าได้นำขี้สูด(ชันมะโรง) ติดใส่ปลายลูกธนูแล้วยิงใส่หน้าผา ลูกธนูของชาวผู้ไทยจึงยึดติดหน้าผาทุกดอก พวกข่ายอมแพ้และได้ยอมตัวให้ชาวผู้ไทยเป็นใหญ่ได้ปกครองเมืองวังหรือชาวผู้ไทยมักเรียกว่า เมืองวังอ่างคำ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เจ้าอนุรุธ เจ้าเมืองหลวงพระบางแต่งตั้งให้ท้าวก่าเป็น "พระศรีวรราช" แต่ชาวเมืองวังเรียกว่า "พระยาก่า" พร้อมกับได้ประทานบุตรสาวชื่อ นางช่อฟ้า ซึ่งชาวเมืองวังเรียกว่า "นางลาว" ให้เป็นภรรยา พระยาก่ามีบุตรชายกับนางลาว ๓ คน คือ พระยาเตโช พระยาก่ำ และ พระยาแก้ว ต่อมาเมื่อพระยาก่าถึงแก่กรรม ชาวผู้ไทยจึงได้แต่งตั้งให้พระยาเตโช บุตรชายคนโต เป็นเจ้าเมืองวังแทน เนื่องจากพระยาเตโชมีบุตรชายหลายคนเมื่อโตขึ้นต่างก็แก่งแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ระหว่างญาติพี่น้องเดียวกัน โดยเฉพาะพระยาก่ำน้องชายเป็นผู้มีจิตใจดุร้ายเหี้ยมโหด ก็ต้องการเป็นใหญ่เช่นกัน ส่วนพระยาแก้วน้องชายคนเล็กเป็นคนสัตย์ซื่อมีน้ำใจโอบอ้อมอารีย์เป็นที่รักใคร่ของชาวเมืองยิ่งนัก พระยาเตโชมีความวิตกว่าพระยาก่ำน้องชายและลูกๆ คงมีปัญหาแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในภายภาคหน้าแน่นอน จึงได้ให้พระยาแก้วน้องชายและเจ้าเพชร เจ้าสาย บุตรชายทั้ง ๒ คน พร้อมญาติสนิท รวบรวมชาวผู้ไทยส่วนหนึ่งแยกตัวออกไปตั้งบ้านเมืองใหม่ และตั้งชื่อว่า เมืองวังเว หรือชาวเมืองมักเรียกสั้นๆ ว่า "เมืองเว" พระยาแก้วเป็นเจ้าเมืองและขึ้นตรงต่อเมืองวัง เมืองวังเว หรือ เมืองเว เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากชาวผู้ไทยส่วนใหญ่จากเมืองวัง ที่นิยมนับถือพระยาแก้ว ได้พากันอพยพลูกหลานไปอาศัยอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก พระยาก่ำรู้ตัวว่าชาวเมืองวัง และเมืองวังเว จะนิยมนับถือพระยาแก้วมากว่าตัวเอง ต่อไปภายหน้าคงจะยกบ้านเมืองให้ปกครองเป็นแน่แท้ จึงออกอุบายว่าตัวเองป่วย แล้วให้พระยาแก้ว น้องชายเข้าไปเยี่ยมที่เมืองวัง และเอาหอกแทงพระยาแก้วจนเสียชีวิต นางลาวผู้เป็นมารดาทราบเรื่องก็มีความโกรธมากจึงได้แช่งไว้ว่า " คนเชื้อชาติผู้ไทยนี้พี่น้องเดียวกันแท้ๆ ก็ยังฆ่ากันเอง ต่อไปภายหน้าขออย่าให้คนพวกนี้มีอายุมั่นยืนนาน ถ้าจะได้เป็นเจ้าเป็นนาย ก็ขออย่าให้ได้รับความเจริญ รุ่งเรืองแต่อย่าให้คนจำพวกนี้อยู่เรือนพื้นกระดานฝากระดานเลย "พระยาเตโช ทราบเรื่องก็เสียใจมากแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากตนเองก็มีอายุมากแล้ว ดังนั้น จึงได้ให้เจ้าเพชร และเจ้าสาย บุตรชายทั้ง ๒ คน นำญาติพี่น้องชาวเมืองวังเวหรือเมืองเวและลูกหลานชาวผู้ไทยจากเมืองวัง อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เพื่อตั้งบ้านแปงเมืองใหม่และเพื่อความ ปลอดภัยของชีวิต เจ้าเพชร เจ้าสาย ๒ พี่น้อง ได้นำญาติสนิทซึ่งเป็นพี่สาว พี่เขย และญาติพี่น้องชาวผู้ไทยจากเมืองวังเวหรือเมืองเว จากเมืองวังอ่างคำหรือเมืองวัง ที่มีความสมัครใจข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝากฝั่งทางขวา(ภาคอีสานปัจจุบัน) ในการอพยพมาครั้งนั้นมีอนุภรรยาของพระยาเตโช ซึ่งท้องแก่ตามมาด้วยคนหนึ่งและได้คลอดบุตรชายกลางป่าในระหว่างเดินทาง จึงตั้งชื่อให้ว่า "ไพร" หรือ "ไพ" เจ้าเพชร เจ้าสาย ๒ พี่น้อง ได้นำชาวผู้ไทยล่องเรือข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งที่บ้านโพธิ์สามต้น(ปัจจุบันคือบ้านพระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม) แต่เห็นว่าที่ตรงนั้นยังไม่มีความเหมาะสมในการตั้งบ้านเมือง จึงได้อพยพนำชาวผู้ไทยไปตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ริมหนองหาร(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร) อยู่ได้ประมาณ ๖ เดือน ปรากฎว่าชาวเมือง บุตร หลาน ต่างเจ็บไข้ได้ป่วยเสียชีวิตไปหลายคน เจ้าเพชร เจ้าสาย ได้ปรึกษาหารือกับบรรดาชาวเมืองว่า เดิมพวกเฮาอยู่เมืองวังอ่างคำ อยู่เมืองเว อยู่ดงหนาป่ามืด บัดนี้ลงมาอยู่ทุ่งกว้างป่าแปน(ที่ลุ่ม) ผิดน้ำผิดอากาศ บุตรหลานของพวกเฮาจึงพากันเจ็บไข้ได้ป่วยตายไปเสียมาก ขืนอยู่ต่อไปบุตรหลานจะพากันตายเสียหมด พวกผู้ไทยจะสูญพันธุ์เสียเท่านั้น ดังนั้น จึงได้ชวนกันเดินทางกลับเมืองวังถิ่นเก่าอันเป็นดงหนาป่ามืดอยู่ท่ามกลางหุบเขาต่อไป เมื่อมาถึงริมแม่น้ำโขงที่บ้านโพธิ์สามต้นหรือบ้านพระกลางทุ่ง เจ้าเพชร เจ้าสายและญาติผู้ใหญ่หลายคนได้แวะเข้าไปนมัสการองค์พระธาตุพนม และกราบพระภิกษุทา เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวการเดินทางไปอยู่หนองหารให้ทราบและกำลังจะเดินทางกลับเมืองวัง พระภิกษุทาจึงบอกว่าบัดนี้พระยาเตโชเจ้าเมืองวังได้เสียชีวิตแล้ว พระยาก่ำได้ยกตนเองขึ้นเป็นเจ้าเมืองวังแทนและกำลังมีการต่อสู้กันอยู่อย่าได้ข้ามกลับไปเลย ถ้าข้ามกลับไปคงจะไม่ปลอดภัยแก่ชีวิต จึงได้แนะนำสถานที่เหมาะสมสำหรับจะตั้งบ้านเมืองให้แห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศเหนือองค์พระธาตุพนม มีปูปลานาน้ำ บ่อทานาเกลืออุดมสมบูรณ์ มียอดบุ่นยอดหวายสัตว์ป่าชุกชุมมากมาย ท่านได้เรียกให้ควาญช้างนำช้างบักเอก(ช้างงาเดียว) เดินทางนำ เจ้าเพชร เจ้าสาย ๒ พี่น้องพร้อมญาติพี่น้องชาวผู้ไทยไปดูสถานที่ดังกล่าว เจ้าเพชร เจ้าสาย เมื่อเดินทางถึงและพิจารณาดูพื้นที่ภูมิประเทศแล้ว อุดมสมบูรณ์ดีนัก "ดินกะดำน้ำกะชุ่ม" มีป่าไม้สูง มีกอหวายขึ้นเป็นดง มีหนองน้ำขนาดใหญ่ มีบ่อเกลือ มีลำห้วยน้ำไหลตลอดปี ดังนั้นจึงเดินทางไปอพยพลูกหลานชาวผู้ไทยพากันมาตั้งบ้านเมืองขึ้นที่โนนดงหวาย มีลำห้วย สายบ่อแกไหลผ่าน จึงตั้งชื่อบ้านเมืองใหม่ว่า "บ้านดงหวายสายบ่อแก" แต่ชาวเมืองมักเรียกสั้น ๆ ว่า "บ้านดงหวาย" หรือ "เมืองเว" (เนื่องจากเป็นชาวผู้ไทย "เมืองวังเว หรือ เมืองเว นั่นเองย่าทิ แก้วมณีชัย เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เจ้าเพชร เจ้าสาย ตั้งเมืองเวก่อนเจ้าอนุวงศ์ แห่งเมืองเวียงจันทน์ คิดกบฎต่อกรุงเทพฯ ประมาณปีกว่าๆ ปัจจุบันชาวเมืองเรณูนคร ยังคงเรียกชื่อ เมืองเว ติดปากมาจนถึงปัจจุบัน) ในราวปี พ.ศ.๒๓๖๙ ซึ่งตรงกับต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงค์จักรี และสมัยนั้นประเทศลาว มีเจ้าอนุวงศ์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปกครองเมืองเวียงจันทน์ เมืองประเทศราชของไทย ชาวผู้ไทยบ้านดงหวาย เป็นชาวผู้ไทยที่มีนิสัยรักความสงบ ชอบความอิสระ สตรีชอบทำการฝีมือทอผ้า เย็บปักถักร้อย บุรุษชอบทำการค้าขาย โดยเป็นพ่อค้านำสินค้าไปขายยังต่างเมือง ต่างแดน เป็นนายฮ้อยนำฝูงคาราวานควายไปขายยังกรุงเทพมหานคร และบางคณะจะนำฝูงคาราวานควายไปขายถึงเมืองมะระแมง ประเทศพม่า ดังนั้น จึงได้พบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองอื่นๆเสมอ พร้อมกลับได้แลกเปลี่ยนสินค้าใหม่ๆกลับเข้ามาสู่หมู่บ้านอีกด้วย ประกอบกับชาวผู้ไทยจากเมืองวัง(อยู่ฝั่งซ้าย) ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาสมทบอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก บ้านดงหวาย หรือ เมืองเว จึงเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเป็นลำดับ พ.ศ. ๒๓๗๓ พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมืองยโสธร ได้มาจัดราชการอยู่ ณ เมืองนครพนม และมีใบบอกขอตั้งบ้านดงหวายเป็น "เมืองเรณูนคร" เนื่องจากสตรีสาวชาวผู้ไทย เมืองเวนั้น ได้ชื่อว่าเป็นคนสวย มีผิวพรรณขาว บุคลิกลักษณะน่ารัก น่าเอ็นดู มีนิสัยเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยไมตรีดี มีความซื่อสัตย์ แต่งกายสะอาด เป็นคนฉลาดรอบรู้ ชอบเข้าสังคม และเป็นผู้ยึดมั่นรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น "เมืองเรณูนคร" จึงหมายถึง เมืองแห่งคนสวย เปรียบดังเมืองแห่งดอกไม้งาม วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๑ เจ้าเพชร ท้าวบุตร ท้าววอ ได้เดินทางเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี เป็นครั้งแรก เพื่อรับพระราชทานน้ำพิพัฒน์สัตยาและรับพระราชทานเงินตราคนละห้าตำลึง เสื้อโหมดเมืองบนคนละตัว ผ้าไหมนุ่งคนละผืน แพรจุนติ๋วคนละผืน วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๔ พระมหาสงครามผู้อยู่รักษาเมืองนครพนม ได้จัดกองทัพหัวเมืองในภาคอีสานข้ามแม่น้ำโขงเข้าตีเมืองวัง เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองเชียงรม เมืองผาบัง ซึ่งตั้งตัวแข็งเมืองกับกรุงเทพมหานครและไปฝักใฝ่กับพระเจ้าแผ่นดินเมืองแกว เจ้าสาย นายบ้านดงหวายและชาวผู้ไทยบ้านดงหวาย หรือ เมืองเว ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วย เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพมหานคร ผลปรากฎว่ากองทัพพระมหาสงครามสามารถตีเมืองต่างๆ ได้และยอมเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพมหานครต่อไป พ.ศ. ๒๓๘๕ เจ้าเพชร เจ้าสาย นายบ้านดงหวาย ได้จัดนอระมาด ๒ ยอด งาช้าง ๔ กิ่ง เร่วหนัก ๓ หาบ ส่งให้เจ้าเมืองนครพนม โดยมีเจ้าเพชร กับไพร่คุมไปทูลเกล้า ถวายรัชการที่ ๓ ที่กรุงเทพมหานคร พร้อมเครื่องราชบรรณาการของเมืองนครพนมด้วย(ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่า เจ้าเพชร เดินทางไปเข้าเฝ้าครั้งนี้ เพื่อรับสัญญาบัตรพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเรณูนคร และได้ป่วยขณะเดินทางกลับพร้อมทั้งเสียชีวิตก่อนเดินทางกลับถึงเรณูนคร) พ.ศ. ๒๓๘๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านดงหวาย เป็น " เมืองเรณูนคร " และพระราชทานสัญญาบัตรแต่งตั้งให้ เจ้าสาย เป็น " พระแก้วโกมล " เจ้าเมืองเรณูนคร เนื่องจาก เจ้าสาย เคยไปราชการกองทัพร่วมกับพระมหาสงครามและได้รับชัยชนะกลับคืนมา จึงได้รับพระราชทานนามสกุล เป็นต้นตระกูล "แก้วมณีชัย" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่าเดิมนั้น ชาวผู้ไทยยังไม่มีนามสกุลใช้แต่ทุกคนเป็นญาติ พี่น้องมีสายเลือดเดียวกัน เจ้าสายไปราชการชนะศึกสงครามมาจึงเป็นต้นตระกูล " แก้วมณีชัย " ซึ่งสายสกุลบางส่วนตัด “ชัย” หรือ “ไชย” ออก เหลือใช้เพียง”แก้วมณี” ในญาติพี่น้องบางสายที่ย้ายถิ่นไปตามจังหวัดต่างๆ รวมทั้งสระบุรี อยุธยา และสุราษธาณี

 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสายสกุลเจ้านายนี้ ก็ยังมีเจ้านายใช้เป็นจำนวนมากในประเทศลาว และเจ้าเมืองแขวงน้ำทาคนปัจจุบัน เป็นผู้สืบทอดการใช้สายสกุลเก่าแก่นี้ในประเทศลาว  

 

สายสกุลสามารถรวบรวมได้ดังนี้

สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองนครพนมหรือเมืองนครบุรีราชธานี ได้แก่ ณ นครพนม ๑ พรหมประกาย ๑ พรหมประกาย ณ นครพนม ๑ สูตรสุคนธ์ ๑ สูตรสุคนธ์ ณ นครพนม ๑ พิมพานนท์ ๑ พิมพานนท์ ณ นครพนม ๑ มังคละคีรี ๑ สิงหวาระ ๑ พรหมสาขา ณ สกลนคร ๑ ปทุมชาติ ๑ นาครทรรภ ๑ ประสิทธิ์สา ๑
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองเรณูนครหรือเมืองวังเว ได้แก่ แก้วมณีชัย ๑ แก้วมณีไชย ๑ แก้วมณี ๑ เตโช ๑ โกพลรัตน์ ๑ บัวสาย ๑ อินทรติยะ ๑
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองท่าอุเทน ได้แก่ กิติศรีวรพันธ์ ๑ บุพศิริ ๑ วดีศิริศักดิ์ ๑
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองธาตุพนมหรือเมืองพนม ได้แก่ รามางกูร ๑ รามางกูร ณ โคตะปุระ ๑ บุคคละ ๑ มันทะ ๑ มันตะ ๑ มัณฑะ ๑ รัตโนธร ๑ ครธน ๑ ทามนตรี ๑ อุทา ๑ สายบุญ ๑ พุทธศิริ ๑ ประคำมินทร์ ๑ มนารถ ๑ สุมนารถ ๑ ธีระภา ๑ จันทศ ๑ จันทร์ทศ ๑ ทศศะ ๑ จันทนะ ๑ ลือชา ๑ ฤาชา ๑ อุปละ ๑ อุประ ๑ สารสิทธิ์ ๑ จันทรา ๑ จันทะนะ ๑ ประคำ ๑ ชุณหปราณ ๑ วงษ์ขันธ์ ๑ วงศ์ขันธ์ ๑ ราชวงศ์ ๑
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองรามราชหรือเมืองลำ ได้แก่ นีวงษา ๑ นิวงษา ๑ แก้วนิวงศ์ ๑
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองอาจสามารถหรือเมืองอาทมาต ได้แก่ อาจสามารถ ๑ และอื่นๆ
สกุลเจ้านายและเชื้อสายฝ่ายเมืองไชยบุรีหรือเมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี ได้แก่ เสนจันทร์ฒิไชย ๑ และอื่นๆ

(ที่มา http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=64)

 

 พระราชพงศาวดารชาติเชื้อสกุลวงษ์ราชวงษ์เมืองเรณูนครสังเขป

อาชญาพระเปนเจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) เจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนู (น้ำน้อยอ้อยหนู, เมืองแถน, เมืองแถง, หรือเมืองเดียนเบียนฟู ในแคว้นสิบสองจุไทย หรือแคว้นสิบสองเจ้าไท) ทรงมีพระราชโอรส ๘ พระองค์คือ
๑. อาชญาเจ้านางลูกกก เปนพระราชบุตรีหัวปี มิทราบพระนามเดิม
๒. อาชญาเจ้าหาญโปง (พระยาคำพิฑูรย์) ซงตั้งพระนามตามนามพระราชบิดา ทรงเปนเจ้าเมืองมหาชัยกองแก้วหรือเมืองมหาไชยก่องแก้ว แขวงเมืองวัง ปุตตนัดดาของพระองค์อพยพมาอยู่เมืองสกลนครทวาปีในประเทศสยาม ทรงมีราชโอรสคือ อาชญาเจ้าอุปฮาด (เจ้าคำสาย) พระเจ้าเมืองญวนตั้งให้เปนที่ ติเจา คือเจ้าเมือง ๑ อาชญาเจ้าราชวงศ์ (เจ้าคำ) ๑ อาชญาท้าวจุลนี (เจ้าอิน) ๑ ท้าวห้าว ๑ แลท้าวห้าวมีโอรสคือ ท้าวโถง เจ้านายสายอาชญาเจ้าหาญโปงนี้ ใช้ราชตระกูล พรหมสาขา ณ สกลนคร อย่างไรก็ดี พระยาประจันตประเทศธานี (ท้าวโหง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เจ้าเมืองสกลนครองค์สุดท้าย เหนว่า เจ้าเมืองมหาชัชกองแก้วองค์แรกนั้นคือ พระบรมราชา (เจ้ากู่แก้ว) ราชโอรสใน อาชญาพระเปนเจ้าขัตติยวงศา ราชบุตรามหาลือไชยไตรทศลือเดช เชษฐบุรีศรีโคตรบูรหลวง เจ้าเมืองศรีโคตรบูร พระบรมราชา (เจ้ากู่แก้ว) มีราชโอรสคือ พระบรมราชา (เจ้าพรหมา) ได้เปนเจ้าเมืองนครหรือเมืองละคร แลปุตตนัดดาได้อพยพไปอยู่เมืองมหาไชยกองแก้ว แลจึงอพยพมาตั้งเมืองสกลนครทวาปี
๓. อาชญาเจ้าหาญแดง (พระยาแก้ว)
๔. อาชญาเจ้าหาญแพง (พระยาหน้าก่ำ)
๕. อาชญาเจ้าหาญตุ้ย (มิปรากฏนามบรรดาศักดิ์)
๖. อาชญาเจ้าหาญสุกสุ้ย (พระยาราชเตโช) ซงมีพระราชโอรสคือ อาชญาเจ้าเพ็ชร ๑ อาชญาเจ้าสาย ๑ อาชญาเจ้าคำไพ ๑
๗. อาชญาเจ้าหาญปุ้ย (มิปรากฎนามบรรดาศักดิ์)
๘. อาชญาเจ้าหาญดอกเลา บรรดาศักดิ์ที่ พระศรีวรราช ตำนานเรียก ท้าวกล้า ๑ ท้าวก้า ๑ ท้าวก่า ๑ บ้างก็เรียกพระยากล้าหรือพระยาก่า ๑ ปุตตนัดดาอพยพเข้ามาอยู่เปนขอบขัณฑเสมาประเทศสยาม ตั้งเปนเมืองกุดสิมนารายณ์แลเมืองพรรณานิคม พระองค์ซงเป็นเจ้าเมืองวังอ่างคำ (เมืองวัง) ในมลาวประเทศล้านช้าง พระองค์ซงอภิเษกกับ อาชญาเจ้านางลาวซ่อฟ้า (เจ้านางคำเพา) ราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ พระเปนเจ้าเสวยราชย์พระนครจันทบุรีศรีสัตตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ บ้างก็ว่าพระนางเปนพระสนมในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ บ้างก็ว่าเปนนางพระราชทาน อาชญาเจ้าหาญดอกเลามีพระราชโอรสคือ พระยาราชเตโชเจ้าเมืองวัง ลางตำนานบ้างก็ว่าเปนพระเชษฐาธิราชของพระองค์ ๑ พระยาก่ำ ๑ พระยาแก้วอุปฮาตเมืองวัง ต่อมาว่าได้เปนเจ้าเมืองวังเว ๑
พระยาราชเตโช เปนต้นราชตระกูล เตโช แห่งเมืองเรณูนคร ซงมีพระราชโอรสพระราชธิดาอันประสูติแต่หม่อมเอกคือ เจ้านางเอื้อยกก ๑ เจ้านางเอื้อยรอง๑ เจ้าเพ็ชรเจ้าเมืองเว ๑ พระแก้วโกมล (เจ้าสาย) เจ้าเมืองเรณูนครองค์แรก ๑ แลซงมีพระราชโอรสประสูติแต่หม่อมรองคือ พระแก้วโกมล (เจ้าไพ เจ้าคำไพ หรือเจ้าไพร ก็ว่า) เจ้าเมืองเรณูนครองค์ที่ ๒
ราชวงษ์เมืองวัง อุพยพข้ามน้ำของมาค่ายโพธิ์สามต้น บ้านผกรางทุ่ง ขึ้นเมืองพนม อาชญาเจ้าหัวครูทา เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุพนม ให้อุพยพหนีไทพนม แลหนีอากาศไปอยู่ดงหวายสายบ่อแก แลตั้งเปนเมืองวัง บ้างเรียกเมืองวังเว ตามนามเมืองเดิม
อาชญาเจ้าเพชร เจ้าเมืองเวองค์แรก เปนต้นราชตระกูล แก้วมณีไชย ๑ แก้วมณีชัย ๑ แก้วมณี ๑ ซงอภิเษกกับ เจ้านางม้อมแก้ว อัญญานางมณีโคตร บัวสาย ผู้เปนทายาทว่า เจ้านางซงพิราลัยที่เมืองพนม (เมืองธาตุพนม) มีบุตร์ด้วยกันคือ อัญญาเจ้าพรหมา ๑ แลอัญญาเจ้าพรหมา อภิเษกแต่ อัญญานางม้อมยา มีพระราชโอรสธิดาคือ พระแก้วโกมล (เจ้าเหมน หรือเหม็น โกพลรัตน์) เจ้าเมืองเรณูนครองค์สุดท้าย ผู้ว่าราชการเมืองเรณูนครคนแรก แลเปนบิดาของ ขุนสมัครสมานราษฎร์ (ท้าวโพธิสาร แก้วมณีชัย) ผู้ช่วยราชการเมืองเรณูนคร ๑ เจ้านางม้อมคำ ๑ เจ้าวงศ์ ๑ เจ้านางม้อมใก้ ๑ เจ้าด้วง ๑ เจ้านางม้อมน้อย ๑ แลฝ่ายเจ้านางม้อมใก้พระราชธิดานั้น มีธิดา ๗ นางคือ อัญญานางมณีโคตร บัวสาย ๑ อัญญานางหลู่ ๑ อัญญานางคำแพง ๑ อัญญานางโง่น ๑ อัญญานางทะ ๑ อัญญานางกาบ ๑ อัญญานางบุญเพ็ง ๑
อาชญาเจ้าสาย ต่อมาเปนที่ พระแก้วโกมล เจ้าเมืองเรณูนครองค์แรก มีภริยาหลายนาง ที่สืบได้สังเขปมี อัญญานางม้อมน้อย ๑ มีแลบุตร์ธิดาด้วยกันคือ อัญญานางมะนีลาวัน ๑ ผู้เปนมารดาใน เพียพรรณละบุตร์ (ท้าวพัน บัวสาย) ต้นราชตระกูล พรรณุวงศ์ แห่งเมืองเรณูนคร
อาชญาเจ้าไพ หรือเจ้าคำไพ ต่อมาเปนที่ พระแก้วโกมล อภิเษกกับ เจ้านางสุวรรณดี ๑ อัญญานางยุย ๑ อัญญานางบุตซ ๑ มีบุตร์ธิดา ๑๒ ท่านคือ ๑. พระแก้วโกมล (พิมพสอน) เดิมบรรดาศักดิ์ที่ ท้าววรบุตรภักดี เษกกับอัญญานางแป้ม (แฟ้ม) ธิดาอาชญาเจ้าอุปฮาต (อินทิสาร) มีบุตร์ธิดาด้วยกัน คือ อัญญานางบัวลิพันธ์ ๑ อัญญาท้าวหน่อเมือง ๑ อัญญาท้าวคำสุทัต ๑ อัญญาท้าวกัลลา ๑ อัญญาท้าวสุพรหมตา ๑ ๒. อัญญานางสุมณฑา มีบุตร์ธิดา คือ อัญญานางสุนทร ๑ อัญญาท้าวคูณ ๑ ๓. อัญญานางเข็มมา เษกกับ อัญญาท้าวจันทชมภู เมืองเรณูนคร มีบุตร์ธิดาคือ อัญญานางอบ ๑ อัญญานางบรรพาวรรณ ๑ อัญญาท้าวจันทรี ๑ อัญญานางทุมมา ๑ ๔. อัญญานางอึ่ง ๕. ขุนพินิจยุทธกรรม (อัญญาท้าวตูม เตโช) ผู้ช่วยราชการเมืองเรณูนคร เษกกับอัญญานางไกรสร มีบุตร์ธิดาคือ อัญญานางสมพร ๑ อัญญาเจ้าราชบุตร์ (บัวเพ็ชร เตโช) ๑ อัญญาท้าวสิทธิชัย เตโช ๑ อัญญานางสวัสดิ์ ๑ อัญญาท้าวศรีจักร เตโช ๑ ๖. อัญญาท้าวด้วง เษกกับอัญญานางอ่อนศรี ๗. อัญญาท้าวเขียวนิล เษกกับ อัญญานางป้อง มีบุตร์ธิดาคือ อัญญานางจันทิมา ๑ อัญญานางปิงคำ ๑ อัญญาท้าวลุย ๑ อัญญาท้าวคำสูน ๑ อัญญานางทิพย์ ๑ อัญญานางชาดี ๑ อัญญานางนิรพรรณ ๑ อัญญานางโคตมี ๑ อัญญานางศรีสมอ่อน ๑ ๘. อัญญานางแพง เษกกับอัญญาท้าวสาย มีบุตร์ธิดาคือ อัญญานางสัมฤทธิ์ ๑ อัญญานางหนูอ่อน ๑ อัญญานางศักดิ์ ๑ ๙. อัญญาท้าวเกาะ เษกกับอัญญานางคำแพง มีบุตร์ธิดาคือ อัญญาท้าวภูทิน ๑ อัญญาท้าวศรีกระทุม ๑ อัญญาท้าวจันทบาล ๑ อัญญานางบ่อคำ ๑ ๑๐. อัญญาท้าวเบี้ยว ๑๑. อัญญาท้าวเทียน ๑๒. อัญญาท้าวกอ
เจ้านางเอื้อยกก ซงอภิเษกกับ อาชญาเจ้าอุปฮาต (เจ้าบุตร บัวสาย) ต้นราชตระกูล บัวสาย แห่งเมืองเรณูนคร ซงมีพระราชโอรสคือ เพียเสมียนบัว (เจ้าบัวละวงษา) แลมีราชนัดดาคือ เพียพรรณละบุตร์ (ท้าวพัน บัวสาย) ต้นราชตระกูล พรรณุวงศ์ ๑ พรรณุวงษ์ ๑ แห่งเมืองเรณูนคร
เจ้านางเอื้อยรอง อภิเษกกับ อาชญาเจ้าอุปราช (อินทิสาร) เดิมเปนที่ ราชบุตร์ เมืองเรณูนคร ซงเปนต้นราชตระกูล อินทร์ติยะ ๑ อินทรติยะ ๑ แลมีบุตร์ธิดาคือ ๑. อัญญาท้าวสา เษกกับอัญญานางบัพพา มีบุตร์ธิดา ๑๐ คือ อัญญาท้าวคง ๑ อัญญาท้าวเลา ๑ อัญญาท้าวโฮ้ว ๑ อัญญานางเม็ง ๑ เปนต้น ๒. พระแก้วโกมล (เจ้าสิงห์ โกพลรัตน์) เปนต้นราชตระกูล โกพลรัตน์ ๑ โกมลรัตน์ ๑ แห่งเมืองเรณูนคร ๓. อัญญานางผิง ๔. อัญญานางแป้ม (แฟ้ม) อภิเษกเษกกับพระแก้วโกมล (พิมมสอน) เจ้าเมืองเรณูนคร
เครือวงษ์สายอาชญาเจ้าอุปฮาต (บุตร บัวสาย) สังเขป
อาชญาเจ้าอุปฮาต (บุตร) เมืองเรณูนคร เปนเจ้าอุปฮาตเมืององค์แรก ซงสืบเชื้อสายพระราชโลหิตแต่ราชวงษ์เมืองวังอ่างคำ เปนพระราชนัดดาในพระศรีวรราช (พระยาก่า) เมืองวังฝั่งซ้าย ซงเปนต้นราชตระกูล บัวสาย แห่งเมืองเรณูนคร ได้อภิเษกกับเจ้านางเอื้อยกก เชษฐภคินีใน อาชญาเจ้าเพ็ชร ๑ อาชญาเจ้าพระแก้วโกมล (เจ้าสาย) เจ้าเมืองเรณูนคร ๑ เจ้าพระแก้วโกมล (เจ้าไพ) ๑ เจ้านางเอื้อยรอง ๑ ซงมีพระราชโอรสหลายพระองค์ แต่จำเพาะที่สืบเสาะได้คือ อาชญาเจ้าบัวละวงษา บรรดาศักดิ์ที่ เพียเสมียนบัว กรมการขื่อบ้านขางเมืองเรณูนครกลุ่มแรกแต่เมื่อครั้งตั้งเมือง
เจ้าบัวละวงษา บ้างก็ออกนามว่า เจ้าบัวระวงษ์ (เพียเสมียนบัว) อภิเษกกับ เจ้านางมะนีลาวัน (มณีลาวัลย์) ราชธิดาในพระแก้วโกมล (เจ้าสาย) กับอัญญานางม้อมน้อย ราชธิดาในอาชญาเจ้าเพชรเจ้าเมืองเว ซงมีพระราชโอรสหลายองค์ ที่สืบได้คือ เพียพรรณละบุตร (ท้าวพัน บัวสาย)
เพียพรรณละบุตร (ท้าวพัน บัวสาย) เษกกับอัญญานางซืม มีบุตร์ธิดาคือ อัญญาท้าวจันทบุตร ๑ อัญญานางนิ ๑ อัญญานางปรางค์ทอง (ปางทอง) ๑ อัญญานางผายี ๑ อัญญานางยอน ๑ อัญญานางยันต์ (ยัน) ๑ อัญญานางแหล้ (แหล่) ๑ ๑. อัญญาท้าวจันทบุตร แยกมหาสาขาไปตั้งราชตระกูล พรรณุวงศ์ อยู่เมืองเรณูนคร ตามนามนิมิตของบิดาว่า พรรณ และคำว่า อนุ แปลว่าน้อย มีธิดาคือ อัญญานางบรรเทา พรรณุวงศ์ ๑ อัญญานางบรรเทา พรรณุวงศ์ มีบุตร์คือ อัญญาท้าวเทียน พรรณุวงศ์ ๑ ๒. อัญญานางนิ ไปตั้งโฮงอยู่ตำบลโพนทอง ใกล้เมืองเรณูนคร ๓. อัญญานางปรางค์ทอง (ปางทอง) ไปอยู่เมืองคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่เมื่อนานมาแล้ว ๔. อัญญานางผายี มีธิดาคือ อัญญานางสูนทอง บัวสาย ๑ อัญญานางครุฑจันทร์ บัวสาย ๑ ๕. อัญญานางยอน เปนมารดา อัญญานางลาแก้ว แลมีนัดดา ๓ คือ อัญญาท้าวขุนเทียม ๑ อัญญาท้าวบุนยนต์ ๑ อัญญานางคำฝน ๑ ๖. อัญญานางยันต์ (ยัน) ตั้งโฮงอยู่เมืองเรณูนคร เปนมารดาอัญญานางคำแพง ๑ อัญญานางดวงใจ ๑ อัญญานางดวงใจ เษกกับอัญญาท้าวอินทร์สา บัวสาย มีบุตร์ธิดาคือ นางกิตติกา โทนุบล ๑ นางพิจิตร ๑ นางโกสินทร์ ๑ ๗. อัญญานางแหล้ (แหล่) มีบุตร์คือ อัญญาท้าวชาสอน (สอน) ๑ อัญญาท้าวเทอญ ๑ อัญญาท้าวอ่อนเผื่อน ๑ อัญญานางเขินคำ ๑ อัญญาท้าวธรรมโนสา (สา) ๑ อัญญานางพิมพา (พิม) ๑ อัญญานางถอ บ้างก็ว่าเปนชาย ถือสกุล อ่างคำ
อัญญานางแหล้ (แหล่) มีบุตร์ธิดาคือ อัญญาท้าวสา ๑ อัญญาท้าวสามีบุตร์ธิดาคือ นางสมบูรณ์ ๑ นางปีใหม่ ๑ นางไหมคำ ๑ พระอดิเรก ๑ เด็กชายชัยชนะ ๑ นางสาวฉวีวรรณ ๑
อัญญานางผายี บัวสาย มีธิดาคือ ๑. อัญญานางสูนทอง บัวสาย ได้อภิเษกกับ อาชญาเจ้าอุปฮาซา หรืออุปฮาต (เจ้าเฮือง รามากูร) แห่งธาตุพนม ผู้เปนราชโอรสลำดับที่ ๓ ใน อาชญาพระเปนเจ้าหลวงกลางน้อยศรีมงคล (เจ้าศรี รามางกูร) เจ้าเมืองพนมองค์ที่ ๒ เจ้าขุนโอกาสรักษาพระมหาธาตุพนม แลเปนราชนัดดาใน อาชญาพระเปนเจ้าขุนรามราชรามางกูร (เจ้าราม รามางกูร) เจ้าเมืองพนมพระองค์แรกเจ้าขุนโอกาสรักษาพระมหาธาตุพนมเจ้าด้วย ซงประสูติบุตร์ธิดาด้วยกันคือ อัญญาท้าวมหาดวง รามางกูร ๑ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร (อัญญาท้าวประดับ บุคคละ) บิดาใน ดร. โกร่ง วีระพงษ์ รามางกูร (อัญญาท้าวประดับ บุคคละ) อดีตรองนายกรัฐมุนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปนต้น ๑ อัญญานางคำฝอย อรรคศรีวร ๑ ๒. อัญญานางครุฑจันทร์ บัวสาย มีบุตร์คือ อัญญาท้าวณรงค์ บัวสาย ต่อมาอาชญาเจ้าอุปฮาซาเมืองพนม (เจ้าเฮือง รามางกูร) ได้เชิญให้ท้าวณรงค์มาใช้สกุลในราชตระกูล รามางกูรร่วมกัน แลจดทเบียนสกุลพร้อมกับ อัญญาท้าวคำมี บุคคละ บุตร์ใน อาชญาเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี บุคคละ) ผู้เปนบุตร์บุญธรรมในเจ้าอุปฮาซาเมืองพนม (เฮือง รามางกูร) ฝ่ายท้าวณรงค์ บัวสาย สมรสกับ นางดอ สามัญชนชาวบ้านนาแก ตำบลดอนนางหงษ์ เมืองธาตุพนม มีบุตร์ธิดาคือ นางฉวีวรรณ รามางกูร (แดง) ๑ นายตอ รามางกูร ๑ นางกูด รามางกูร ๑ แลอื่นๆ
พงศาวดารแต่สังเขปก็มีเท่านี้แล

 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : แก้วมณีชัย     IP: 1.1.225.197
2556-05-26 / 12:55:16
 
 
 

 อ้างอิง :  www.lannaworld.com

 

 เอกสารอ้างอิง

๑. เอกสารเก่าแก่ของตระกูล "แก้วมณีชัย" ฉบับจริงปัจจุบันเก็บไว้ที่ บ้านคุณพ่อบุญมาก แก้วมณีชัย บ้านเลขที่ ๒๑๕ หมู่ ๑๔ ถนนเรณูนคร ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม รหัสไปรษณีย์ ๔๘๑๗๐ ๒. นายถวิล ทองสว่างรัตน์, ประวัติผู้ไทยและชาวผู้ไทยเมืองเรณูนคร. พิมพ์ครั้งที่ ๓ โรงพิมพ์ศรีอนันต์, ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๙ ๓. โพธิ์ แซมลำเจียก, ตำนานไทยพวน. บริษัท ก.พลพิมพ์ พริ้นติ้ง จำกัด, พ.ศ.๒๕๓๗ ๔. เฉลิมชัย แก้วมณีชัย,ทำเนียบสายเลือดสายโลหิตตระกูล "แก้วมณีชัย" โรงพิมพ์ เรณูนครการพิมพ์, พ.ศ.๒๕๔๒ ๕. พระครูกุสินาราพิทักษ์, ประวัติศาสตร์ลาว. อัดสำเนา, แปลจากตำนานในพระสูตร คัดลอกจากหนังสือโบราณ หนังสือใบลานตำนานพระอุรังคธาตุ สมุดข่อย ของโบราณและบั้งจุ้มต่างๆ ๖. หนังสือพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพฯ ในครั้งเสด็จเยือนประเทศลาว.





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]