• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 390895
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันพุธ ที่ 29 มกราคม 2557
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 1410 , 13:12:43 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙

: จากรัฐบาลทักษิณ สู่ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

                                                                                                                 ทิวากร แก้วมณี[1]

 

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยนี้ มีจุดมุ่งหมายของการศึกษา ถึงการยึดอำนาจของทหารและทำการฉีกรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ปี ๒๕๔๐ เป็นจุดเริ่มต้นยุคการเมืองระบอบประชาธิปไตยไทยที่ปัญหาการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้นำในระบบราชการและนักการเมืองประทุ มีการปลุกระดมมวลชนเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของความขัดแย้งทางการเมืองและมีการกล่อมเกลาทางการเมืองภาคประชาสังคมไทยให้มีหลายมาตรฐานประชาธิปไตยที่นำเป็นสู่ประเด็นความขัดแย้ง  ดังนั้นในการศึกษานี้มีจึงได้ทำประเมินการพัฒนาการเมืองระบอบและการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยของรัฐไทยในยุคหลังระบอบทักษิณเป็นสำคัญ

ระเบียบวิธีการศึกษา : งานศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร การสังเกต สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และการจัดทำ Focus Groups ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อันได้แก่ ประชาชน นักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ ทหาร เอกสารที่ใช้มีทั้งเอกสารปฐมภูมิแล1ะทุติยภูมิ โดยเอกสารหลายชิ้นเป็นเอกสารของนักการเมืองและบุคคลที่มีอำนาจได้เขียนขึ้นมาอันเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของตัวละครทางการเมืองนั้นอย่างใกล้ชิด เอกสารบางส่วนเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารรายสัปดาห์ที่สะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์และข้อคิดเห็น บทสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่กำลังศึกษา เทคนิคการศึกษา ด้านการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การตีความปรากฏการณ์จากข้อเท็จจริง การสัมภาษณ์ความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการ ได้นำมาประกอบใช้เป็นเทคนิคการศึกษาครั้งนี้ด้วย

ผลของการศึกษาพบว่า ช่วงระยะเวลาของรัฐบาลทักษิณ ได้ทำให้เกิดการพัฒนาการการเมืองที่สำคัญ คือการเกิดรัฐบาลประหารปี ๒๕๔๙ เกิดการก่อตัวของระบอบทักษิณ และการพัฒนาการของภาคประชาสังคมไทยและชนชั้นกลางไทยมีการพัฒนาความขัดแย้ง มีปฎิกิริยาต่อต้านกระบวนการประชาธิปไตยตะวันตก

คำสำคัญ ระบอบทักษิณ การพัฒนาการเมืองไทย ประชาสังคม อประชาสังคม ชนชั้นกลาง

 

Abstract

 

The Objective of this study is to study political development in the Thai political system during the period of the Thaksin government and afterwards. In that time, Thaksin government is toppled by the 2006 Coup. Then, the 2007 Constitution was drafted. The Thai civil society has significantly changed. The study methodology is designed by quantitative standing point. Various primary and secondary documents were reviewed. Informal interviews and focus groups among political Thai stake holders as well as observations are conducted.   The finding of this study is that Thai political system has changes dramatically. First, the Thaksin government triggered the 2006 Military Coup. Second, Unique “Thaksin Regime” has emerged in the Thai political system. Lastly, Thai civil society has become uncivil society.

 

Keywords: Thaksin regime, Thai Political development, Civil Society, Uncivil society, Middle Class

 

ก่อนหน้าการขึ้นสู่อำนาจของทักษิณ ชินวัตร  การเมืองไทยและการเมืองโลกมีการพัฒนาการอย่างสอดคล้องของการพัฒนาการการเปลี่ยนผ่านของจุดสูงสุดของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยโลกและการเมืองไทย ในกรณีการเมืองโลกได้เกิดยุคการพัฒนาประชาธิปไตยในคลื่นลูกที่สาม(Third Wave) คือปริมาณประเทศที่ก้าวเข้าสู่การเมืองระบอบประชาธิปไตยมีปริมาณที่สูงเพิ่มขึ้น ระเบียบโลกได้รับการยอมรับว่าการเมืองระบอบประชาธิปไตยเป็นการเมืองที่ดีที่สุดของโลก   การเมืองระหว่างประเทศในโลกก้าวสู่ยุคสันติภาพ เป็นการสิ้นสุดของการแข่งขันของลัทธิทางการเมืองประชาธิปไตยและสังคมนิยม (Huntington 1991) ในการเมืองไทยเองก็เกิดปรากฎการณ์ของความต่อเนื่องของการเมืองระบบรัฐสภา ทหารที่มักจะแทรกแซงการเมือง แสวงหาอำนาจมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อำนาจของระบบราชการไทยที่เคยมีอำนาจอย่างสูงในระบบการเมืองไทยได้เสื่อมคลาย กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ในระบบการเมืองที่อยู่ใต้อำนาจของนักการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย (ดู  Dhiwakorn 2006)

อย่างไรก็ดี การเมืองไทยหลังจากนั้นก็ได้ถดถอยอย่างไม่เป็นท่า จากการประเมินการพัฒนาประชาธิปไตยจากงานวิชาการของอาทิ ลิขิต ธีรเวคิน มาสู่การประเมินของ Thomson  ว่า การเมืองไทยยุคใหม่เป็นการเมืองที่ชนชั้นกลางไทยไม่ได้มีระเบียบแบบแผนของการส่งเสริมประชาธิปไตย การเมืองถดถอยจากหลักการและวัฒนธรรมการเมืองในหลักประชาธิปไตย และ ทิวากร แก้วมณี (ผู้เขียน) ได้ประเมินการพัฒนาการทางการเมืองไทยสู่ยุคกึ่งประชาธิปไตยใหม่ ปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองของทหารกลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการแทรกแซงที่เป็นไปเพื่อกลุ่มอำนาจที่มีความผูกพันธ์กับผู้นำทหารอย่างเป็นระบบอุปถัมภ์ก็ตาม  การเมืองไทยแสดงออกความชัดเจนของการขัดแย้งของกลุ่มผู้นำอำนาจเก่า(กลุ่มอำมาตยาธิปไตย) และอำนาจใหม่ (นักการเมือง นักธุรกิจการเมือง) ระบบการเมืองระบบราชการของ Fred Riggs  มีความจำเป็นต้องได้รับการทบทวนและเพิ่มเติมคำอธิบาย ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบของอำนาจระบบราชการไทยเกี่ยวโยงกับอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญด้วย

จุดมุ่งหมายของการศึกษาของงานชิ้นนี้ กล่าวคือ การยึดอำนาจของทหารและทำการฉีกรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ปี ๒๕๔๐ เป็นจุดเริ่มต้นยุคการเมืองระบอบประชาธิปไตยไทยที่ปัญหาการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้นำในระบบราชการและนักการเมืองประทุ มีการปลุกระดมมวลชนเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของความขัดแย้งทางการเมืองและมีการกล่อมเกลาทางการเมืองภาคประชาสังคมไทยให้มีหลายมาตรฐานประชาธิปไตยที่นำเป็นสู่ประเด็นความขัดแย้ง  ดังนั้นในการศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายประเมินการพัฒนาการเมืองระบอบและการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยของรัฐไทยในยุคหลังระบอบทักษิณเป็นสำคัญ

ระเบียบวิธีการศึกษา : งานศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร การสังเกต สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และการจัดทำ Focus Groups ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อันได้แก่ ประชาชน นักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ ทหาร  เอกสารที่ใช้มีทั้งเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยเอกสารหลายชิ้นเป็นเอกสารของนักการเมืองและบุคคลที่มีอำนาจได้เขียนขึ้นมาอันเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของตัวละครทางการเมืองนั้นอย่างใกล้ชิด เอกสารบางส่วนเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารรายสัปดาห์ที่สะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์และข้อคิดเห็น บทสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่กำลังศึกษา เทคนิคการศึกษา ด้านการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การตีความปรากฏการณ์จากข้อเท็จจริง การสัมภาษณ์ความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการ ได้นำมาประกอบใช้เป็นเทคนิคการศึกษาครั้งนี้ด้วย

 

 

 

แนวความคิดทางรัฐศาสตร์ในการประเมินการเมืองไทยยุคหลังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

การประเมินการเมืองสามารถกระทำได้ในหลายมิติ ในแง่ของการประเมินตามทฤษฎีการพัฒนาประชาธิปไตยและการเปลี่ยนผ่าน โดยมากมักจะพิจารณาในประเด็นของ

  1. การเติบโตของชนชั้นกลาง และพัฒนาการของภาคประชาสังคม (Middle class and Civil Society) โดยทฤษฎีแนวนี้มีความเชื่อว่า การเกิดขึ้นของประชาธิปไตยเกี่ยวโยงกับการเติบโตของประชาสังคมและชนชั้นกลาง โดยมีการจำลองว่าทั้งวัฒนธรรมการเมืองของชนชั้นกลางและผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มการเมืองนี้จะเอื้อให้เกิดประชาธิปไตย การศึกษาทางรัฐศาสตร์ที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะพบว่า การเติบโตของชนชั้นกลางที่แข็งแกร่งและภาคประชาสังคม เป็นองค์ประกอบของการเป็นประชาธิปไตยตะวันตก (Thompson 2011;Croissant/Buente 2011)  ความสมดุลของความขัดแย้งของการแข่งขันทางการเมืองของกลุ่มการเมืองและความต่อเนื่องของสถาบันการเมืองประชาธิปไตย เป็นอีกประการหนึ่งของหลักการในการประเมินการพัฒนาการทางการเมือง หากจำลองแบบการพัฒนาของประเทศประชาธิปไตยตะวันตกจะพบว่า สถาบันการเมืองประชาธิปไตย อาทิ รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง รัฐบาล รัฐสภา จะมีความต่อเนื่องของการทำงานในระบบการเมือง สภาบันทางการเมือง โดยเฉพาะ ความต่อเนื่องของกติกาทางการเมืองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ การยกเลิกรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ด้วยกระบวนการที่นอกเหนือจากกระบวนการรัฐสภาและความรุนแรง ตลอดจนการแทรกแซงการเมืองจากศาล และทหาร เป็นตัวบ่งบอกของการมีปัญหาในกระบวนการประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถรักษาความต่อเนื่อง และจัดการปัญหาการเมืองในสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชนและส่วนร่วมที่รัฐสภา แน่นอนว่า การเมืองเป็นเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองหากการแข่งขันไม่เป็นไปตามวิถีของรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นการเมืองที่ไม่มีความสมบูรณ์ของระบอบประชาธิปไตย ระบบการเมืองในประเทศประเทศประชาธิปไตยตะวันตกนั้นไม่ได้ปราศจากความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งนั้นสามารถหาคำตอบได้จากกระบวนการประชาธิปไตย และการแสวงหาการประณีประนอม  

  2. กระบวนการทางรัฐสภาและการเป็นสถาบันทางการเมือง (Political Institutions and Political Institutionalization) ถือเป็นศูนย์กลางการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นสถาบันที่จะนำไปสู่ความยุติความขัดแย้ง แตกต่างของประชาธิปไตยตะวันตก เป็นสภาการประเมินของสถาบันการเมือง ซึ่งในแง่ความเป็นจริงเริ่มตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาการจัดสรรอำนาจอย่างแท้จริง ซึ่งในรัฐไทยสามารถประสพความสำเร็จในการจัดสรรอำนาจรัฐ แต่ยังไม่ประสพความสำเร็จในการจัดสรรอำนาจทางการเมือง อันนำสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ด้วยวิธีการรัฐประหาร และที่สำคัญการถดถอยในเชิงสถาบัน เริ่มไม่ยอมรับกติกาในกระบวนการรัฐสภาที่เกิดขึ้นในรัฐไทย มีการกล่าวถึง ความไม่ชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง การไม่ยอบรับความชอบธรรมของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง การไม่ยอมรับเสียงข้างมากในการตัดสินในระบบรัฐสภา สิ่งเหล่านี้ถือ เป็นปรากฏการณ์ของการถดถอยของกติกาเชิงสถาบันประชาธิปไตย

     

  3. วัฒนธรรมการเมือง(Political Cultures) ประเด็นด้านวัฒนธรรมการเมืองเป็นประเด็นเชิงพฤติกรรม ที่เคยเป็นแนวความคิดที่เป็นแบบจำลองประเทศที่จะเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยควรมีลักษณะทางการเมืองที่จำลองคล้ายกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแม่แบบ วัฒนธรรมการเมืองหลักของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ตามงานคลาสสิคของ เวอร์บาร์ และอัลมอนด์ (Almond /Verba 1980) คือ การที่พลเมืองมีความสำนึกในการมีส่วนร่วมการใช้อำนาจ สนับสนุนส่งเสริมการทำงานของรัฐ ไม่ทำตัวแปลกแยกในอำนาจ มีความสำนึกพฤติกรรมการยอมรับอำนาจรัฐอย่างเหมาะสม ในระดับที่สามารถทำให้กระบวนการทำงานของรัฐขับเคลื่อนไปได้  อย่างไรก็ดี การมีส่วนร่วมที่นักรัฐศาสตร์ดังเดิม ได้ชี้แนะไว้ได้เกิดปรากฎการณ์ของการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการทำงานของส่วนร่วม การมีส่วนร่วมที่จะละเมิดกติกาของรัฐ กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ โดยยึดหลักพลังของมวลชน อันเป็นที่มาของการอธิบายการเติบโตเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมการมี ส่วนร่วมจอมปลอม (Fake political participation) ที่ไม่ได้เป็นตัวสะท้อนการเติบโตของประชาสังคมที่มีความแข็มแข็งและมีพลังอย่างแท้จริง

  4. แนวความคิดเรื่อง อประชาสังคม ( Uncivil Society) มีงานวิจัยในช่วงนี้มากขึ้นเป็นย้อนการทบทวนการถอยหลังของประชาธิปไตยในหลายๆประเทศ ทั้งที่มีสภาพของการเติบโตปัญหาของประชาสังคมและการมีส่วนร่วม  สิ่งที่สะท้อนมา คือ การมีส่วนร่วมของประเทศเหล่านั้นเป็นปัญหาเพราะ ประชาชนมีความเข้าใจหลักประชาธิปไตยไม่ได้ดีพอและคาดเคลื่อน(Shin/Cho 2011) การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีพฤติกรรมของความขัดแย้ง รุนแรง ไม่มีการใช้หลักเหตุและผล การเปิดกว้างในการเผชิญหน้าทางความคิดซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่เข้าหลักประชาธิปไตยและสู่การเกิดปัญหาในหลักของประชาธิปไตยแทนที่  ปัจจุบันปัญหาเรื่องวัฒนธรรมการเมือง เริ่มเกิดการตั้งคำถามและมีการนำมาวิจัยศึกษากันมากยิ่งขึ้น (เช่น งานของ Shin/Cho  เรื่อง Contours and Barriers to Democratization in Southeast Asia: A Comparative Analysis of How Southeast Asians View Democracy 2011)  เพราะนานวัน แม้ว่าการเติบโตของกลุ่ม และผลประโยชน์จะเริ่มมีความหมากหลายมากขึ้น เป็นไปตามการพัฒนาของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเพิ่มปริมาณของประชากร ปัญหาการจำกัดของทรัพยากร ที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้สังคมมีการรวมกลุ่ม เกิดประชาสังคมที่ใหญ่โตมากขึ้นกว่าแต่เดิม แต่สิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่เผชิญคือการเรียกร้องของกลุ่มที่ไม่เป็นอารยะ (uncivil) และขาดหลักประชาธิปไตย จึงทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้า ปริมาณที่แท้จริง หรือคุณภาพที่พัฒนามากขึ้นของวัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยของกลุ่มสังคม มีการตั้งคำถามของความรู้ ความเข้าในหลักประชาธิปไตยตะวันตก และทัศนคติทางการเมือง ของประชาสังคมของประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ การเกิดกลุ่มประชาสังคมที่ใหญ่โตมากขึ้น ท้าทายอำนาจรัฐนั้น ที่ประกอบไปด้วย สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถจำกัดในการประณีประนอมความขัดแย้งและความต้องการ  การมีวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วมแบบจอมปลอม และนิยมความรุนแรง ไม่เคารพในกระบวนการระบอบรัฐสภาตะวันตกซึ่งเป็นแม่แบบ สนับสนุนส่งเสริมการแทรกแซงทางการเมืองจากศาล ทหาร และอำนาจนอกเหรือกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่า กลุ่มประชาสังคมนั้น ไม่มีลักษณะความพร้อมในการส่งเสริมหลักประชาธิปไตย กลุ่มประชาสังคมเหล่านั้น ควรนิยาม ว่า เป็น อประชาสังคม ( uncivil society)  ความขัดแย้งของกลุ่มอประชาสังคมที่มีต่อรัฐ อาจทำให้เกิดความรุนแรง การไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของรัฐ และการทำงานของรัฐได้อย่างราบรื่น นำไปสู่การหมักหมุมปัญหาของสังคม และสร้างเป็นเงื่อนไขการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร นับตั้งแต่ยุค The Third Wave  ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๒๑ ทหารมีบทบาททางการเมืองลดลง และเกิดความต่อเนื่องของระบอบรัฐสภา รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง แต่นับแต่การสร้างเงือนไขของกลุ่มอประชาสังคมเกิดจึ้น ได้ เป็นเงือนไขให้ทหารทำการแทรกแซงการเมืองอีกครั้ง มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ มีการนำระบอบการเป็นตัวแทนที่มาจากการแต่งตั้ง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการถดถอยของระบอบประชาธิปไตย และการเมืองกลับเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนยุคประชาธิปไตยในยุคที่สามอีกครั้ง ตามที่  Huntington  ได้เคยอธิบายในทฤษฎีของเขาว่า จะเกิดการถดถอยของประชาธิปไตยในคลื่นลูกที่สาม หลังจากคลื่นได้ขึ้นสู่จุดสูงสุด

    ผลการศึกษา

  1. รัฐประหาร ๒๕๔๙ 

         รัฐประหาร ๒๕๔๙ คือการถดถอยครั้งสำคัญของประชาธิปไตย เกี่ยวพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ๓ ประการ

    ประการแรกที่นำไปสู่การรัฐประหารในรัฐไทยอีกครั้งก็คือ การขึ้นสู่จุดสูงสุดของการเติบโตประชาธิปไตยไทยแต่เพียงรูปแบบ อันนำมาสู่การได้นักการเมืองที่เข้ามาตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ได้ทำการท้าทายกลุ่มอำนาจเดิมทางการเมืองที่ยังมีพลังอำนาจอยู่มาก ที่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และ ลิขิต ธีรเวคิน[2]  มักเรียกลุ่มอำนาจนี้ว่า กลุ่มอำนาจอำมาตยธิปไตย กลุ่มพวกนี้ จะมีแกนนำของกลุ่มที่ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” กลุ่มการเมืองนี้  วิจัย ใจภักดี ได้อธิบายว่า “เป็นกลุ่มอำนาจการเมือง มีรูปแบบทางความคิดและการจัดตั้งเป็นระบบ มีการสืบต่ออำนาจ แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างการเมืองโดยอาศัยระบบราชการเป็นฐานและอาศัยพลังทางวัฒนธรรมที่ประชาชนรวมศูนย์ความเชื่อและความภักดีที่มีต่อพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการกล่าวอ้างโดยใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง” (วิจัย,๒๕๕๐,๒๖) กลุ่มอำมาตยาธปไตยนี้ เป็นกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์ เป็น ข้าราชการและอดีตข้าราชการ ระดับสูงที่มีบทบาทขับเคลื่อนรัฐไทย และเป็นกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์ธุรกิจและกล่มธุรกิจที่ดูแล  อาทิ กลุ่มธนาคาร กลุ่มรับเหมาสัปปทาน กลุ่มสื่อสาร กลุ่มการค้าอาวุธ  ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชิงระบบอุปถัมป์กลับกลุ่มข้าราชการเหล่านี้ครั้งมีอำนาจ กับสมาชิกในระบบราชการที่อยู่ในกลุ่ม (วิจัย,๒๕๕๐,๒๖)  ดังนั้น การเกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดรัฐประหารจึงเกี่ยวพันธ์กับผลประโยชน์ของทุนที่กลุ่มการเมืองนี้มีผลประโยชน์ร่วมและต้องการดูแลได้รับการคุกคามและเกิดการแข่งขันจากกลุ่มธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่และมีผลประโยชน์ในระบอบทักษิณ (ผาสุก พงษ์ไพจิตร อ้างใน กรุงเทพธุรกิจ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙)[3]    

     

    การรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการรัฐประหารในหลายครั้งที่ผ่านมาในแง่ที่ กองทัพและผู้นำก่อการรัฐประหารไม่ได้เป็นแกนนำที่แท้จริงของกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการยึดอำนาจ หากกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือของลูกน้องอดีตข้าราชการ ทหาร ชั้นสูง ผ่านระบบอุปถัมป์และบุญคุณที่มีในสังคมไทย อันจะเห็นว่า หลังจากการรัฐประหารความชัดเจนของกลุ่มนี้คือการส่ง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีนักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้มีอำนาจอดีตข้าชการทหารที่เคยมีบทบาทอย่างสูงในรัฐไทย ขึ้นสู่อำนาจในฐานะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง และข้าราชการและอดีตข้าราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หลายคน รวมถึงรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจก็ถูกส่งตัวจากกลุ่มทุนที่เขาสนับสนุนขึ้นสู่อำนาจ การรัฐประหารครั้งนี้และปรากฎการณ์ของการเมืองไทยจึงเป็นสะท้อนการเปิดโปง ไม่เพียงการยังไม่สิ้นสุดของกลุ่มอำนาจเดิมของระบบราชการ แต่ได้เปิดเผยความซับซ้อนทางโครงสร้างทางอำนาจการเมืองและอำนาจในรัฐไทย ที่ไม่ได้เป็นความขัดแย้งแต่เพียงนักการเมือง และทหารประจำการและข้าราชการประจำ ในระบบราชการปกติอย่างที่วงวิชาการไทยเคยอธิบาย แต่เป็นการชี้ความซับซ้อนกลุ่มผู้มีอำนาจที่มีอำนาจเหนือระบบราชการไทยที่แต่เดิม  Fred Riggs (1966) ไม่เคยได้อธิบายไว้ในงานเขาที่ซึ่งเป็นงานคลาสิคในวงการศึกษารัฐศาสตร์ไทย[4]

    ทักษิณ ชินวัตร เคยได้ระบุว่า ตัวเองได้ถูกท้าทายอำนาจจาก พล.อ เปรม ติณสูลานนท์  ทักษิณ ชินวัตร ยังได้เขียนจดหมายเปิดผนึก สะท้อนการมีกลุ่มอำนาจหนึ่งในรัฐไทยมีบทบาทเหนือทหาร มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลด้วยอิทธิพลการเมืองเหนืออำนาจการปกครองด้วยกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนปกติ ว่า

    “....เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองในกรุงเทพได้ทำเกินสมควรในการรวบอำนาจไว้ที่ตนโดยไม่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ บรรดาอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองเหล่านี้ได้ทำลายความเป็นประชาธิปไตยทุกอย่างของเมืองไทยลง คนกลุ่มนี้ได้ใช้อำนาจในการประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ สนับสนุนและก่อการรัฐประหาร ยุบพรรคการเมือง (และเลือกกระทำเฉพาะพรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือเกี่ยวพันธ์กับผม) ให้ท้ายการปิดถนนประท้วงจนนำไปสู่การบุกรุก ยึดครองที่ทำการรัฐบาลหรือแม้แต่ให้ท้ายการยึดสนามบินหลักของประเทศเพื่อทำลายล้างรัฐบาลอีกชุดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และกลุ่มอภิสิทธ์ชนทางการเมืองเหล่านี้ก็สนับสนุนการเข้าแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์โดยกองทัพ โดยมีเจตนาที่ปิดไมมิดว่านี่คือการทำรัฐประหารเงียบของกองทัพ” (ทักษิณ ชินวัตร จดหมายเปิดผนึก วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒)

    ประการที่สองคือ เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) อันเป็นการเติบโตของประชาสังคมไทย (Thai civil society) รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อันเกิดจาการแกนนำ คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ต่อต้านและวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจนขยายมวลชนเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีพลังต่อต้านรัฐบาลทักษิณ และลักษณะโครงสร้างทางอำนาจที่ทักษิณได้สร้างขึ้นเป็นสัญญลักษณ์ อันเรียกว่า ระบอบทักษิณ

    การเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ มีการผลิตแนวความคิดที่ชัดเจน ในการต่อต้าน ดร.ทักษิณ ชินวัตร และผลงานของรัฐบาลทักษิณที่มีเอกลักษณ์ในการทำงานที่มีจุดมุ่งหมายในการทำงานที่จะการเข้าถึงประชาชนคนรากหญ้า โดยรัฐบาลมีความคิดในการใช้เงินงบประมาณที่ก้าวหน้า แตกต่างจากรัฐบาลในยุคที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ดี กลุ่มการเคลื่อนไหวมวลชนที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พัฒนาเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ได้โจมตีพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่น การเผด็จการในระบบรัฐสภา การใช้นโยบายประชานิยมและการเอาอกเอาใจคนจน ปรนเปรอประชาชน การแทรกแซงการทำงานขององค์กรกลาง ตลอดจนการเป็นระบอบการเมืองที่ท้าทายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

    การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองนี้ มีการพัฒนาความเป็นสถาบันทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มมากขึ้น มีเป้าหมาย อุดมการณ์ของการเรียกร้องชัดเจน มีพลัง มีความสำเร็จในการระดมมวลชนไม่เฉพาะส่วนกลางแต่ยังลงไปสู่มวลชนในระดับจังหวัดและภูมิภาค โดยใช้สื่อทางการเมืองที่สำคัญคือ ทีวีเคเบิลทีวี และทีวีช่องอิสระในการขัดเกลาและตกย้ำอุดมการณ์การเรียกร้องอย่างสม่ำเสมอแก่กลุ่มทางสังคมที่สนับสนุนอุดมการณ์    

    การเรียกร้องมีความรุนแรงและได้มีการขยายฐานการสนับสนุนอันนำไปสู่การต่อต้านรัฐบาลทักษิณที่ชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งการท้าทายความไม่ชอบธรรมของระบบการเลือกตั้งทั่วไปว่ามีการโกงการเลือกตั้งและมีการใช้เงินมหาศาลในการชนะการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์นี้เป็นการยั่วยุและส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า กลุ่มทางสังคมนี้มีจำนวนมากและเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนสังคมตะหนักถึงแนวทางการแก้ไขการติดล็อคทางการเมือง ในท้ายที่สุดทหารก็เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอันเป็นทางออกของสังคมไทยในการยุติบทบาทของทักษิณซึ่งพัฒนาบทบาทของเขาให้มีอำนาจมาก 

    ประการที่สามนั้น การพัฒนาการเมืองเป็นปัญหาที่การเมืองระบอบทักษิณเอง ที่เป็นมีลักษณะของ Defect Democracy (ประชาธิปไตยที่พิการ) (Croissant 2002)  ซึ่งเป็นระบบการเมืองที่เรียกได้ว่า เป็นจุดสูงสุดของธุรกิจการเมือง (Dhiwakorn 2006) ที่มีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ อันเป็นระบบการเมืองที่กลุ่มผู้นำทางการเมือง นักการเมือง มีพื้นฐานทางการเมืองจากการเป็นนักธุรกิจ และมีการใช้เงินเข้าสู่อำนาจ (Dhiwakorn 2007; ทิวากร 2555) ดังนั้นระบบนี้ เป็นระบอบการเมืองที่เป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย (defect democracy) เป็นระบอบการเมืองของการใช้กระบวนการประชาธิปไตยแต่เพียงงรูปแบบในการขึ้นสู่อำนาจ แต่ปัญหาคือ คุณภาพของประชาธิปไตย (ทิวากร 2555)  และกลไกการเมืองประชาธิปไตยมีการบิดเบือนการขึ้นสู่อำนาจของนักการเมือง เช่น การซื้อเสียงเลือกตั้ง อันนำไปสู่ปัญหาการท้าทายความชอบธรรมของการเมืองไทย ที่มาจากระบบการเมืองที่ไม่สมบูรณ์ พิการและเหมือนจะมีความบกพร่อง

    พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ คมช ได้แสดงความคิดเห็นว่า “...มิได้ประสงค์ที่จะเข้ามีอำนาจ แต่มีความประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่างที่มีอยู่ .....” (อภิสิทธิ์,๒๕๕๐,๒๒ ) นอกจากนี้ ระบบราชการที่เคยแต่เดิมจะเป็นกลุ่มพันธมิตรการเมืองกับทหาร แต่หลังจากทักษิณเป็นผู้นำประเทศหลายปี ระบบราชการเหมือนไม่ตอบรับอำนาจการมาของรัฐบาลทหาร (อภิสิทธ์ ,๒๕๕๐,๔๔)  

  2. ระบอบทักษิณ: พัฒนาการการเมืองไทยหลังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

    การเมืองหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาการทางการเมืองไทยครั้งสำคัญที่ต่อเนื่องมาจากยุคของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในแง่ที่ว่า รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ผลิตลักษณะการเมืองที่เฉพาะของระบอบประชาธิปไตยไทย และได้เกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นในระบบการเมืองการปกครองของไทย

    ประการแรก ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำทางการเมืองคนแรกที่สามารถธำรงอิทธิพลทางการเมือง และต่อสู้กับกลุ่มการเมืองที่พยายามเขาโค่นล้มได้อย่างยาวนาน มีพลังและมีอิทธิพลแผ่กว้างส่งผลกระทบในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง

    จากประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ผุ้นำการเมืองที่สำคัญ ที่เคยมีบทบาทระดับสูงระดับหัวหน้ารัฐบาลที่ถูกโค่นล้มจะไม่สามารถรักษาอิทธิพลการเมืองไว้ได้ เมื่อถูกโค่นล้ม หนีออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ปอ พิบูลสงคราม พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนทร์ ไม่สามารถหวงคืนอำนาจอีกได้ และมีอิทธิพลในการสร้างผู้สืบทอดทางการเมืองและการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างทักษิณ

    กล่าวคือ แม้ว่า ทักษิน ชินวัตรจะได้หนีออกนอกประเทศ และได้ถูกตัดสินให้จำคุกแล้วนั้น แต่เขายังสามารถผลิตผู้นำที่สามารถสืบทอดการต่อสู้ทางการเมืองของเขาไม่ว่าจะเป็นนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงษ์สวัสด์ และล่าสุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้นำประเทศที่สืบทอดเจตนาทางการเมืองและการต่อสู้ได้อย่างยาวนาน นอกจากผู้นำการเมืองสูงสุดเหล่านี้ พรรคไทยรักไทย และนักการเมืองในพรรค ยังถูกรักษาไว้สืบทอดการเป็นฐานกำลังและอิทธิพลทางการเมืองของทักษิณ นับตั้งแต่ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ เป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน นักการเมืองของไทยรักไทยจำนวนไม่น้อยถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ก็ยังสามารถผลิตนอมินีทางการเมือง (ตัวตายตัวแทนทางการเมือง)ของกลุ่มเข้ามารักษาอำนาจของระบอนทักษิณไว้ได้ การต่อสู้ทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร จึงมีลักษณะโดดเด่นเป็นที่สังเกตกว่าผู้นำการเมืองไทยในอดีต และการต่อสู้นี้เป็นการยืนยันการสร้างสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่า ระบอบทักษิณที่ลักษณะและเอกลักษณ์บางอย่างในสังคมการเมืองไทย ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามอิทธิพลของทักษิณ มีความคงทน มีเอกลักษณ์ มีการสืบทอดผู้นำการเมือง มีการสืบทอดอำนาจการเป็นตัวแทนผ่านพรรคการเมืองจนมีความเป็นสถาบัน มีนโยบาย มีผลประโยชน์ มีกลุ่มเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยที่ไม่เคยมีผู้นำทางการเมืองไทยมีอิทธิพลกับการสร้างอิทธิพลการเมืองของเขาได้อย่างเป็นสถาบัน (institutionalization) มาก่อน   

    ประการที่สอง นับตั้งแต่การรัฐประหาร ๒๕๔๙ ได้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มสังคม เคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๕๐ เป็นการรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ๒๕๔๙ และขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี  ตลอดจนสนับสนุนการกลับสู่คืนอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตน์ สนับสนุนผู้สืบทอดการเมืองของทักษิณ สนับสนุนนโยบายการเมืองอย่างนโยบายประชานิยมและนโยบายพรรคการเมืองที่สืบทอดเจตนารมณ์ของพรรคไทยรักไทย

    สิ่งที่เป็นที่น่าสังเกตของการเคลื่อนไหวของกลุ่มทางสังคมนี้ที่มีต่อการพัฒนาการเมืองไทยว่า การเรียกร้องของกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมมีความชัดเจนในอุดมการณ์และจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการรัฐประหารที่จะเกิดขึ้นในรัฐไทย การสนับสนุนทักษิณ ชินวัตรและต่อต้านท้าทายอำนาจของฝ่ายตรงกันข้ามกับ ดร.ทักษิณ  การต่อสู้ของกลุ่มมีความต่อเนื่อง ยาวนาน มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ นับจากหลังรัฐประหาร การต่อสู้มีการขยายตัวของผู้สนับสนุนในสังคมและสามารถผลิตภาพของสังคมในรัฐไทยว่าคนในรัฐไทยมีสองฝ่าย คือฝ่ายแดงและฝ่ายเหลือง การเคลื่อนไหวทำให้ผู้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง พูดคุยถึงเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผู้เขียน ได้ตั้งข้อสังเกตของปรากฏการณ์ในรัฐไทยหลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙

    ประการที่สาม ต่อเนื่องจากประเด็นที่สอง คือ ปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางความคิดเห็นทางการเมืองมีการขยายแผ่กว้างลงไปในภาคสังคมอย่างกว้างขวาง การพัฒนาของภาคประชาสังคมไทยในด้านหนึ่ง เหมือนเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองในภาพบวก ของการขยายตัวของการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับการเมือง ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง ประชาชนมีการรับรู้ถึงอิทธิพลการเมืองที่ส่งผลกระทบกับพวกเขา ประชาชนไทยรับรู้ของบทบาทของรัฐบาล นักการเมือง การปกครองระบอบรัฐสภาที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

     

    แต่อย่างไรก็ดี ภาคประชาสังคมไทยที่มีความขัดแย้งทางการเมืองนี้ พัฒนาจากความคิดแย้งทางความคิดเห็นและผลประโยชน์พัฒนาไปสู่การแสดงออกที่รุนแรง ของการเรียกร้องที่มีการปิดสนามบิน การเผาทำลายศูนย์การค้า การปิดถนน การเผาบ้านเผาเรือน การเผาสถานที่ราชการ นอกจากนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งแสดงออกของการสนับสนุความเชื่อของตนเองกับคนรอบข้าง อย่างหยาบคาย ไร้เหตุผล ปิดกั้น ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเพียงบริบททางการเมือง แต่เป็นบริบทของการเป็นส่วนตัวของคนในครอบครัว ในที่ทำงาน

    ความขัดแย้งเหล่านี้ ได้แสดงออกของความยากลำบากที่สังคมไทยหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ไม่เจอ มีแนวโน้มจะเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีทางยุติ ระบอบการเมืองรัฐสภา ระบอบกฎหมาย และประชาธิปไตย (หลักการเสียงข้างมาก)ไม่สามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา การประณีประนอมไม่สามารถเกิดขึ้น การพัฒนาการเหล่านี้ ประชาสังคมไทยกำลังพัฒนาไปสู่การเติบโตของอประชาสังคม เป็นลักษณะของภาคประชาสังคมที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยได้ สังคมเริ่มกลับมาถามความเข้าใจ และการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติประชาธิปไตยของคนในสังคมอีกครั้ง 

    ประการที่ ๔ ความขัดแย้งครั้งนี้ เหมือนเป็นการขัดแย้งของอุดมการณ์การเมือง อย่างที่กล่าวแต่แรก กลุ่มการเคลื่อนไหว นปช มีความชัดเจนที่จะเรียกร้องการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องการการแทรกแซงจากทหาร ตลอดจนสนับสนุนบทบาททางการเมืองและนโยบายของรัฐบาลทักษิณ และผู้สืบทอด ในขณะที่ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ก็มีกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกตนเองว่า กลุ่มพันธมิตร มีการเรียกร้องทางการเมืองที่มีเป้าหมายที่จะต่อต้านรัฐบาลทักษิณ และนโยบายที่รัฐบาลทักษิณ ริเริ่ม กลุ่มการเมืองนี้ สนับสนุนบทบาทของทหารในการทำรัฐประหารที่จะโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลทักษิณและผู้สืบทอด ในบางครั้งมีจุดมุ่งหมายและอุดมการณ์ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายตรงกันข้ามกับทักษิณ

    การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสองกลุ่มนี้ เริ่มมีการพัฒนาแนวความคิดและอุดมการ์การเมือง โดยกล่มพันธมิตรมีการโจมตีทักษิณ และนปช ในฐานะกลุ่มการเมืองที่ไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในขณะที่พัฒนาจุดยืนของการเคลื่อนไหวคือความจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ในระบบการเมืองไทย

    อย่างไรก็ดี อุดมการณ์การเมืองของกลุ่มการเมืองทั้งสองนี้ ได้สะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง สนับสนุนแนวความคิดทางการเมืองที่ขัดแย้งกันอยู่ อาทิ การขัดแย้งของกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จากอำนาจเก่า และอำนาจใหม่ การขัดแย้งทางอำนาจของกลุ่มอำมาตยธิปไตย กับกลุ่มธำรงพิทักษ์ระบอบทักษิณ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เห็นปรากฎการ์การเคลื่อนไหวทางสังคมที่จริงมีการขับเคลื่อนจากผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองภายในรัฐไทยที่มีอยู่แต่เดิมอันมีลักษณะของการขัดแย้ง แข่งขัน และต้องการให้ประชาชนเป็นผู้สนับสนุนและเป็นเครื่องมือการต่อสู้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ การต่อสู้ของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง ได้พยายามสร้างฐานการเมืองที่ให้ประชาสังคมเป็นแนวร่วมมากยิ่งขึ้น แต่การที่กลุ่มประชาสังคมไม่ได้มีความเป็นตัวของตัวเองในการเรียกร้อง สภาพกลุ่มเหล่านี้ถึงจะมีภาพการมีส่วนร่วม แต่ก็ยังมองเป็นการอ่อนแอแของภาคประชาสังคมไทยอยู่ดี 

    ประการที่ ๕ การเมืองไทยมีการแทรกแซงจากบทบาทของฝ่ายตุลาการมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงก่อนและหลังจากรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เพื่อใช้อำนาจนี้เป็นการคานอำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิตินิติบัญญัติ นักการเมือง และพรรคการเมืองที่มีอำนาจเสี่ยงข้างมาก (คณิน บุณสุวรรณ, www.kaninboonsuwan.com)

    คณิน บุณสุวรรณ ถกว่า การเพิ่มขึ้นใบบาทบาทของฝ่ายตุลาการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง เริ่มครั้งแรกช่วงเวลาสั้นๆก่อนรัฐประหาร ๒๕๔๙ เมื่อศาลปกครองได้สั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ และ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๙ รวมทั้งการเลือกตั้งวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๙ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ประชาธิปัตย์กล่าวอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยตัดสินว่า การเลือกตั้งทั่วไปสภาผู้แทนราษฏร เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญนี้ หากจะพิจารณาเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการยกเลิกผลการเลือกตั้งที่ประชาชนได้ใช้อำนาจโดยใช้หลักทางตุลาการภิวัฒน์ ที่ฝ่ายตุลาการใช้ความเชื่อและความรู้สึกส่วนตนเกี่ยวเนื่องกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาชี้นำการตัดสินของตน โดยอาจมีความเชื่อว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามความรู้สึกของตนเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า สร้างสรรค์ และความยุติธรรมทางการเมือง

    หลังจากรัฐประหาร ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งผู้พิพากษาหลายคนเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหานแก่รัฐ(คตส) โดยให้อำนาจของ ปปช  ปปง อธิบดีกรรมสรรพกร ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสูด รวม ๙ คน เป็น “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” มีอำนาจพิพากษายุบพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร ๒๕๔๙ พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบเป็นเวลา ๕ปี (คณิน) รวมถึง คตส ได้ทำการสอบสวนพิพากษา การทุจริตของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพิพากษาจำคุก ดร.ทักษิณ  ทั้งหมดนี้ “มีเป้าหมายเพื่อปราบปรามทำลายร้างฝ่ายการเมืองในเครือข่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดกระทำในนามของตุลาการภิวัตน์.....” (คณิน  ดู วรเจตน์ ด้วย)

    จากการเริ่มต้นบทบาทของตุลาการในการแทรกแซงการเมืองไทยจากจุดเริ่มต้นดูจะเป็นการหาทางออกให้กับการเมืองไทยในช่วง ปี ๒๕๔๙ นั้น และเป็นการสร้างกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจของนักการเมือง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินั้น  แก้วสรร อติโพธิ ให้ความเห็นว่า “บ้านเราไม่เคยมีศาลรัฐธรรมนูญ พอตั้งศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบว่าสภาออกกฎหมายขัดรัญธรรมนูญหรือไม่ แต่ประเทศไทยนั้นกำลังเกิดการบ้าอำนาจ เสี่ยงข้ามากไม่ยอมอยู่บนความถูกต้อง ซึ่งสะท้อนว่าเสี่ยงข้ามมากทำอะไรได้หลายอย่าง.......” (แก้วสรร อติโพธิ์ www.pantip.com/topic/30952023X

    พัฒนาการทางการเมืองไทยที่ฝ่ายตุลาการเริ่มเข้ามามีบทบาทในการเมืองที่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของจึการเข้าสู่ช่วงเวลาของความยุ่งยากทางการเมืองมากขึ้น นอกเหนือจากที่สังคมไทยมีปัญหาเรื่องกติการการเมืองเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ยังทำให้สังคมไทยเกิดหลายมาตรฐานของความยุติธรรมจากมาตรฐานของการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการอีก ดังนั้น การโค่นล้มฝ่ายการเมือง รัฐบาล และพรรคการเมืองที่มีอำนาจจึงมักถูกตั้งข้อสงสัยจากบทบาทของฝ่ายตุลาการในการวินิจฉัยและการพิพากษาของฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาทิ เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตร ฯ กดดัน โค่นล้มรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ โดยทำการชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภา และทางตำรวจได้ยิงแก็วน้ำตาสลายการชุมนุมเมือวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เมื่อวันที่ นายสมชาย ฯ ได้เข้าไปแถลงนโยบายที่รัฐสภา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึงขาขาด ๒ ราย รวมผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น ๓๘๑ ราย เสียชีวิต ๒ ราย  รัฐบาลนายสมชาย จึงเป็นรัฐบาลที่ได้รับการกดดันอย่างหนักจากกลุ่มพันธมิตร และรัฐบาลได้ถูกยึดทำเนียบรัฐบาล จึงเป็นรัฐบาลที่ต้องทำงานบริหารประเทศที่สนามบินดอนเมือง การติดล็อคทางการเมืองนี้ แม้จะเหมือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการเมื่อ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ได้พิพากษายุบพรรคพลังประชาชน อันเนื่องจากการณทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส่งผลให้นายสมชาย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตีโดยปริยาย       

    การแทรกแซงได้ลงไปสู่ประเด็นการเมืองที่หลากหลายและเพิ่มขั้นตอนในการตัดสินใจทางการเมืองมากมาย และเกิดปัญหาภาพการกังขาความเป็นสองมาตรฐานของฝ่ายตุลาการในการช่วยเหลือพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กับพรรคการเมืองที่เป็นทายาททางการเมืองของระบอบทักษิณ ดังกรณี เมื่อ เมื่อพ.ศ. 2553 นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายไปโดยผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายซึ่งเงินจำนวนยี่สิบเก้าล้านบาทที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ด้วยมติสี่ต่อสองว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏแก่ตนว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถูกยุบได้ มว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องมาล่วงระยะเวลาสิบห้าวันดังกล่าวนี้ จึงไม่ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องสืบไป และให้ยกคำร้อง

     บทบาทตุลาการยังนำเป็นเงื่อนไขของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและการผ่านกฎหมายของรัฐสภา อาทิ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีบทบาทในการตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักการเมือง และยังได้พิจารณษเงื่อนไขบางประเด็นของฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะตีความเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากการร้องขอจากฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการพิจารณา พรบ งบประมาณของรัฐบาล (ไทยรัฐ ๘ กันยายน ๒๕๕๖) การวินิจฉัยโครงการของรัฐ อันได้แก่ โครงการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท และ พรบ กู้เงิน ๒ ล้านล้าน การเข้ามาทำหน้าที่เช่นนี้ เป็นการเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจของพรรคการเมืองรัฐบาล และรัฐบาล ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให่โครงการของรัฐบ่อยครั้งมีความไม่แน่นอนและเกิดความล่าช้า และเกิดความซับซ้อนมากขึ้นและกลายเป็นเงื่อนไขและถูกกังขาของการเป็นเครื่องมือของความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเสมอ

     

    บทส่งท้าย

    งานการศึกษาชิ้นนี้พบว่า การพัฒนาการเมืองหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ มีการถดถอย ภาพความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มอำนาจทางการเมืองที่กระจุกตัวอยู่ในหมู่ผู้นำ มีความชัดเจน สังคมแม้ว่าจะมีภาพที่เป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการเคลื่อนไหว แต่การเรียกร้องมีพฤติกรรมตามแนวความคิด อประชาสังคม ซึ่งเป็นคำแปลจากคำภาษาอังกฤษว่า Uncivil Society  อันเป็นการสะท้อนการพัฒนาการของอประชาสังคมไทยที่กำลังทำลายการพัฒนาทางการเมืองไทยอย่างมีคุณภาพ การเมืองไทยหลังรัฐประหารได้สะท้อนสิ่งที่สำคัญที่ไม่ได้ก้าวข้ามไปคือการยังคงอยู่ของอำนาจระบบราชการในรูปแบบที่พัฒนาการผ่านระบบอุปภัมป์ในสังคมไทย กลุ่มอำนาจราชการนี้กำลังมีความขัดแย้งแข่งขันกลุ่มกลุ่มทุนและอำนาจของกลุ่มทักษิณ ภาพการเมืองเช่นนี้ สามารถนิยามได้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคการเมืองกึ่งประชาธิปไตยใหม่ กล่าวคือ เป็นการแข่งขันและขัดแย้งของอำนาจราชการและอำนาจนักการเมืองและนายทุนที่มีอำนาจผ่านพรรคการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยที่ยังมีความบกพร่องอยู่ในระบบการเมืองไทย   

    Selected References

    Almond and Verba, Sidney. 1980. The Civic Culture: Political Attitudes and Democracy in  l  l             kkkkkkFive Nations. Princeton, NJ: Princeton University Press.

    Croissant, Aurel. 2002. Von der Transition zur defekten Demokratie: Demokratische   สส สสส   ,,,,,,,,,,Entwicklung in den Philippinen, Sϋdkorea und Thailand. Opladen: Westdeutscher Verlag. Jjj      [German]

    Kaewmanee,Dhiwakorn. 2007. The Evolution of the Thai State : The political Economy of

            Formative and Ttraformation External Influences. Berlin : dissertation.de [German]

    Huntington. 1991. The Third wave: Democratization in the late Twentieth century. Norman,  สส       llllllllllllOK: University of Oklahoma Press

    Rigga, Fred W. 1966. Thailand: the Modernization of a Bureaucratic Polity; Honolulu, HI:  สส ส        lllllllllllllEast.

     West Center Press

    Shin, D.C; Cho,Y. 2011. Contours and Barries to Democratization in Southeast Asia: A

               Comparative  Analysis of How Southeast Asians View Democracy. Basingstoke:

              Palgrave Macmillan

    แก้วสรร อติโพธิ.  วิพากษ์กฎหมายไทย เป็นที่พึ่งของประชากรไทยได้หรือไม่.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้ สสส              lll       จาก : pantip.com/topic/30952023x  (วันที่ค้นข้อมูล : 22 กันยายน 2556)

    คณิณ  บุณสุวรรณ. ความเบี่ยงเบนของ ‘ตุลาการภิวัฒน์’.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

                     Www.kaninboonsuwan.com/article/detail.php.?id=199  (วันที่ค้นข้อมูล 24 กันยายน

                     2556)

    ประจักษ์ ก้องกีรติ.  “ประชาสังคม ความรุนแรง และการล่มสลายของประชาธิปไตย: ความสำคัญของ

                     แนวคิดเรื่องความมีอารยะและการเมืองแบบอารยะของเอ็ดเวิร์ด ชิลล์” ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?. หน้า 88-89. กิตติ ประเสริฐสุข,บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : หจก.ภาพพิมพ์,2554.

    ประเวศ วะสี.  ยกคำร้อง! ศาลชี้ แก้รัฐธรรมนูญไม่ล้มล้างการปกครอง.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

                     highlight.kapook.com/view/73672.  (วันที่ค้นข้อมูล : 22 กันยายน 2556)

    วิจัย ใจภักดี.  “อำมาตยธิปไตยครอบงำประชาธิปไตย” ใน เปิดหน้ากากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ส ส ส             ความจริงวิกฤตการเมือง. หน้า 26. สมยศ พฤกษาเกษมสุข,บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ :  ส

                   สำนักพิมพ์ สยามปริทัศน์,2550.

    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ.  “คมช. ทำอย่างไรจะไม่เป็นเยี่ยง รสช.” ใน การเมืองไทยหลังรัฐประหาร. หน้า 44.  ส              llllllllllllllllllเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง,บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด(มหาชน),2550.

    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ.  “อันตรายรัฐประหาร” ใน การเมืองไทยหลังรัฐประหาร. หน้า 22-24. เจิมศักดิ์ ปิ่น   สส        lllllllllllllllllทอง,บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด(มหาชน),2550.

     

     



[1]ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และอาจารย์พิเศษทางรัฐศาสตร์ University of Freiburg, Germany จบการศึกษา  Dr.Phil., University of Freiburg, Germany, รม (การปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รบ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) จุฬาฯ. ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ชาญชัย รัตนวิบูลย์ที่ได้กรุณาอ่านบทความนี้และได้แสดงความคิดเห็นด้านข้อมูลและแนวความคิดที่ก่อให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดของงานชิ้นนี้ และขอขอบคุณ รศ. ดร.  สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ได้ทิ้งปัญหาให้ผู้เขียนต้องขบคิดและพัฒนาการงานของผู้เขียนให้ดียิ่งขึ้น และที่มิได้คือ ศ. ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช และ  Professor Dr. Juegen Rueland อาจารย์ผู้วางรากเหง้าความคิดและความรู้ทางการเมืองของผู้เขียน.

[2]ลิขิต ธีรเวคิน เขียนไว้ว่า ยุคของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็เริ่มมีนักธุรกิจเข้าสู่วงการเมืองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่น้อย และเมื่อมาถึงยุคของรัฐบาล พตท ดร.ทักษิณ ก็ยิ่งเห็นได้ชัด .....เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนนำไปสู่การตั้งรัฐบาลและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการชะงักงันของธณาธิปไตยและเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นมานั้นประกอบไปด้วยข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ในแง่หนึ่งคือความพยายามเข้ามาแก้ปัญหาโดยกลุ่มอำมาตยาธิปไตย.....” (ลิขิต 2550:259)

[3]กรุงเทพธุรกิจ, ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙, ดร.ผาสุกชี้ขั้วอำนาจธุรกิจ การเมืองกระจุกตัว ต้นตอความขัดแย้งและวิกฤติ.

[4]เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้คำว่า อำมาตยาธิปไตย ในวงการวิชาการการเมืองไทยมีหลายความหมาย หากจะยึดตามความหมายอำมาจยธิปไตยตามความหมายดั้งเดิม คงเป็นไปตามความหมายของ ลิขิต ธีรเวคิน ที่ให้ความหมายของอำมาตยธิปไตย คือ การเมืองระบอบราชการ หรือ ภาษาอังกฤษของ Riggs คือ Bureaucratic Polity  แต่ในความหมายของงานชิ้นนี้ อธิบายปรากฏการณ์เพิ่มเติมของการที่กองทัพ ข้าราชการนั้น ยังมีความมีความสำพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับโครงสร้างการเมืองนอกระบบราชการที่ยังมีอิทธิพลต่อระบบราชการในรัฐไทย โครงสร้างการเมืองนอกระบบราชการนี้ เป็น strategic elites ในรัฐไทยที่มีอิทธิพลและดำรงความเป็นนาย (patron) เหนือระบบราชการ กองทัพ ในรูปแบบความสังพันธ์เชิงอุปถัมป์ ซึ่งความหมายของ Bureaucratic Polity  ของ Riggs  ไม่ได้อธิบายกลุ่มการเมืองนี้อย่างครอบคลุมในงานของเขาอยู่แต่เดิม  





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มกราคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]