• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 390639
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน 2557
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 1545 , 13:14:48 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

                                                   

                                                                                  

 

ทิวากร แก้วมณี  รวบรวมและบรรณาธิการ[1]

 

องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเรียกชื่อย่อว่า “อบจ.” ซึ่งในปัจจุบัน อบจ. ถือเป็นรูปแบบการ   ปกครองท้องถิ่นไทยรูปแบบหนึ่ง ที่มีความเป็นมาและมีวิวัฒนาการการปรับปรุงแก้ไขตลอดมาตามลำดับ

 

ความเป็นมา

.ศ. 2476  ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 กำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาค โดยอำนาจการบริหารงานในจังหวัดอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการจังหวัด ซึ่งมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธาน

ในปีเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เพื่อให้มีบทบาทหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่คณะกรมการจังหวัด โดยฐานะของสภาจังหวัดยังมิได้เป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการภูมิภาค

.ศ. 2481  ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกกฎหมายสภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะ แต่สภาจังหวัดยังมีลักษณะคงเดิม กล่าวคือทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัด

.ศ. 2485  ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  กำหนดให้ผู้ว่า- ราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและความรับผิดชอบบริหารราชการในจังหวัดของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ทำให้อำนาจของกรมการจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้นโดยผลของกฎหมายฉบับนี้ทำให้สภาจังหวัดจึงมีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

.ศ. 2498  ได้มีความพยายามในการจัดการปกครองท้องถิ่น โดยมีแนวความคิดที่จะปรับปรุง   บทบาทของสภาจังหวัดให้มีประสิทธิภาพและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิด “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” (อบจ.) ขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498    ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดให้ อบจ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลและแยกจากจังหวัดซึ่งเป็น     ราชการส่วนภูมิภาค และโครงสร้างและองค์ประกอบของ อบจ. ใช้มาจนถึง พ.ศ. 2540 สำหรับหน้าที่ของ อบจ. ในตอนนั้น กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดภายในเขตจังหวัดซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาล สุขาภิบาล และหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่น

.ศ. 2540  ได้มีการตรา พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาใช้บังคับแทน                        พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 การมี พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 เกิดจากแรงกดดันจากการรวมตัวของสหพันธ์ อบจ. ทั่วประเทศ และผลกระทบจาก พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ที่มีการประกาศยกฐานะสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งทำให้พื้นที่ดำเนินงานของ อบจ.ซ้อนทับกับ อบต. รวมทั้งการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และรายได้ของ อบจ. เป็นต้น

นอกจากนั้น พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ได้แยกข้าราชการส่วนภูมิภาค  ออกจากฝ่ายบริหารของ อบจ. (ซึ่งเดิมผู้ว่าราชการจังหวัดเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.) มาให้ สภาจังหวัดเป็นผู้เลือกนายก อบจ. ขึ้นทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร

 

การจัดตั้งและฐานะ

                พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 กำหนดให้มีหน่วยการบริหารราชการ                 ส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งเรียกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด  โดยมีอยู่ในทุกจังหวัด ๆ ละ 1  แห่ง   รวม 75 แห่ง            มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วทั้งหวัด โดยทับซ้อนกับพื้นที่ของหน่วยการบริหารราชการ                 ส่วนท้องถิ่น อื่น คือ เทศบาล สุขาภิบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนั้น ความเป็นนิติบุคคลก่อให้เกิดความสามารถในการทำนิติกรรม   ความเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นก่อให้เกิดอำนาจหน้าที่ และขอบเขตพื้นที่ในการใช้อำนาจหน้าที่นั้น

โครงสร้าง อบจ. ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

โครงสร้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540            ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย อบจ. ฉบับล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

  1. 1.    โครสร้างและองค์ประกอบของ อบจ. ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฝ่าย นิติบัญญัติ) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฝ่ายบริหาร)

1.1     สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ในจังหวัดหนึ่งให้มีสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎร   เลือกตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด

สำหรับจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ถือเกณฑ์ตามจำนวนราษฎร                แต่ละจังหวัดตามหลักฐานทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง ดังนี้

(ก)    จังหวัดใดมีราษฎรไม่เกิน 500,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 24 คน

(ข)    จังหวัดใดมีราษฎรเกินกว่า 500,000 คน แต่ไม่เกิน 1,000,000 คน มีสมาชิกได้  30 คน

(ค)    จังหวัดใดมีราษฎรเกินกว่า 1,000,000 คน แต่ไม่เกิน 1,500,000 คน มีสมาชิกได้  36 คน

(ง)     จังหวัดใดมีราษฎรเกินกว่า 1,500,000 คน แต่ไม่เกิน 2,000,000 คน มีสมาชิกได้  42 คน

(จ)     จังหวัดใดมีราษฎรเกิน 2,000,000 คนขึ้นไป มีสมาชิกได้ 48 คน

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี

ให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกตั้งสมาชิกสภาเป็นประธานสภา 1 คน และเป็น              รองประธานสภา 2 คน

1.2     นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็น                     นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายก อบจ. มีอำนาจแต่งตั้งรองนายก อบจ. ตามกฎหมายกำหนด

สำหรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้มาจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนี้

(ก)    ในกรณีมีสมาชิก 48 คน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 4 คน

(ข)    ในกรณีมีสมาชิก 36-42 คน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 3 คน

(ค)    ในกรณีมีสมาชิก 24-30 คน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 2 คน

1.3     ข้าราชการส่วนจังหวัด

สำหรับเจ้าหน้าที่อื่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นได้แก่ ข้าราชการส่วนจังหวัด            ซึ่งรับเงินเดือนจากงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

ข้าราชการส่วนจังหวัดมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาและ               มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกับปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารองจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

การบริหารงานจะแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ได้แก่ ส่วนอำนวยการดูแลกิจการทั่วไปของ อบจ. ส่วนแผนและงบประมาณรับผิดชอบเรื่องแผนและงบประมาณของ อบจ. ส่วนโยธารับผิดชอบทางด้านงานช่างและการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค ส่วนการคลังดูแลด้านการเงิน การคลังและการเบิกจ่ายเงิน ส่วน กิจการสภา อบจ. รับผิดชอบงานของสภา อบจ.

 

โครงสร้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด

                  องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีโครงสร้างเป็น 2 ส่วน คือ ฝ่ายสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ                ฝ่ายบริหาร 

 

 

       องค์การบริหารส่วนจังหวัด       

              สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด                                                  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด     

                              - ประธานสภาฯ                                                                            รองนายกองค์การฯ

                              - รองประธานสภา 2 คน                                                                  จำนวน 2 - 4 คน

                สภา อบจ. มีสมาชิก 24 - 48 คน                                                      ตามจำนวนสมาชิกสภา อบจ.

                ตามจำนวนราษฎรในจังหวัด                                                   

                                                                                                                                   ข้าราชการ อบจ.

                                                                                                                         - ปลัด อบจ.

                                                                                                                         - ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติ

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนภูมิ : โครงสร้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด

(ตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540)

 

 

 

 

       
     
   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             
 

สมาชิกสภา

อบจ.

 
 

รองนายก อบจ.

(2-4)

 
 
   
     
 
   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การสิ้นสุดสมาชิกภาพ

สมาชิกที่ได้รับการเลือกจะสิ้นสุดสภาพด้วยเหตุต่าง ๆ ดังนี้

               1. ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี หรือมีการยุบสภาโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

               2. ตาย

               3. ลาออกโดยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งต่อประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด การลาออกจะมีผลสมบูรณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออก ต่อประธานสภา หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ลงทะเบียนรับตามระเบียบทางราชการ สำหรับใบลาออกที่มีเงื่อนเวลาจะมี ผลสมบูรณ์เมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น

               4. ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สอบสวนแล้วสั่งให้ออกเมื่อปรากฏว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

               5.รัฐมนตรีสั่งให้ออกเมื่อผู้ว่าราชการสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาสัมปทานที่ทำกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด

               6. สภามีมติให้ออกจากตำแหน่งโดยเห็นว่ามีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียหรือก่อความไม่สงบเรียบร้อยแก่สภา หรือกระทำการอันอาจเสื่อมผลประโยชน์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมติที่ให้ออกจากตำแหน่งต้องไม่ต่ำสามในสี่ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่

               7. ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ลงคะแนนเสียงให้สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจาก ตำแหน่งในกรณีที่สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งหมดให้ถือว่าเป็นการยุบสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด

               ก. ฝ่ายบริหาร

             มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (เดิม คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด) มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ช่วย และมีปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารองจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

             การแบ่งส่วนราชการของฝ่ายบริหาร ได้มีพระราชกฤษฎีการะเบียบข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2541 แบ่งหน่วย

การบริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดออกเป็นส่วน ดังนี้

             1. ส่วนอำนวยการ

             2. ส่วนกิจการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 

             3. ส่วนแผนและงบประมาณ

             4. ส่วนการคลัง

             5. ส่วนช่าง

             6. ส่วนอื่น ๆ ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีประกาศองค์การฯ ตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจังหวัด (ก.จ.)

              

 

ข. ฝ่ายสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

              สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประกอบด้วย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (เดิม คือ สมาชิกสภาจังหวัด) ที่ราษฎรเลือกตั้งตามกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 

 

 

 

 

 

 

 

อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

นับตั้งแต่ปี 2540 อบจ. ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอำนาจหน้าที่ไปจากเดิมโดยจะมีหน้าที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งเน้นการประสานงานการพัฒนาระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น                ในระดับต่ำกว่าภายในจังหวัด

 

พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540  มาตรา 45 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ไว้ดังนี้

  1. ตราข้อบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย
  2. จัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด                    ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
  3. สนับสนุนสภาตำบลและราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น
  4. ประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาตำบลและราชการส่วนท้องถิ่นอื่น
  5. แบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่สภาตำบลและราชการส่วนท้องถิ่น
  6. อำนาจหน้าที่ของจังหวัดตาม พ.ร.บ. ระเบียบริหาราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498  เฉพาะในเขตสภาตำบล
  7. คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  8. จัดทำกิจการใดๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขต อบจ. และ      กิจการนั้นเป็นการสมควรให้ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดำเนินการหรือให้ อบจ. จัดทำตามที่กำหนดใน    กฎกระทรวง
  9. จัดทำกิจการอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อบจ. เช่น พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

นอกจากนี้ อบจ. อาจจัดทำกิจการใดๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หรือ อบจ. อื่นนอกเขตจังหวัดได้ เมื่อได้รับความยินยอมจากองค์กรนั้นๆ รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่มอบให้ อบจ. ปฏิบัติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

อำนาจหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายบริหารจะเป็นผู้ดำเนินการโดยได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการอนุมัติข้อบัญญัติต่างๆ เช่น ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นต้น

 

การบริหารการคลังขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

รายได้ของ อบจ. มาจากภาษีชนิดต่างๆ ที่ อบจ. เป็นผู้จัดเก็บเอง ได้แก่ ภาษีบำรุงท้องที่                            ภาษี  โรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ บางส่วนมาจากภาษีบางชนิดที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บเองแล้วจัดสรรให้ อบจ. ตัวอย่างของภาษีเหล่านี้ที่เรารู้จักดี ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน จัดเก็บโดยกรมการขนส่งทางบก ค่าภาคหลวงแร่และค่าภาคหลวงปิโตรเลียม โดยกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น และบางส่วนมาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล

 

นอกจากนี้ พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ยังกำหนดให้ อบจ. มีอำนาจออกข้อบัญญัติ           เพื่อเก็บ

  1. 1.    ภาษีบำรุง อบจ. จากสถานค้าปลีกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันที่คล้ายกัน และ ก๊าซปิโตรเลียมไม่เกินลิตรละห้าสตางค์ ยาสูบไม่เกินมวนละห้าสตางค์
  2. 2.      ค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ. จากผู้พักในโรงแรม ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
  3. 3.   ภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตขายสุราและใบอนุญาตเล่นการพนันไม่เกินร้อยละสิบ
  4. 4.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นจากอัตราที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร กรณีที่ประมวลรัษฎากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ให้ อบจ. เก็บในอัตราร้อยละศูนย์ กรณีที่ประมวลรัษฎากรเก็บในอัตราอื่น                ให้ อบจ. เก็บหนึ่งในเก้าของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร
  5. 5.   ค่าธรรมเนียมใดๆ จากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะที่ อบจ. จัดให้มีขึ้น                    ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

 

เมื่อ อบจ. มีรายได้ก็จำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการใช้จ่าย ซึ่งในระดับประเทศ การบริหารงบประมาณแผ่นดินจะกระทำโดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาก่อน รัฐบาลจึงจะนำงบประมาณไปใช้จ่ายในการบริหารประเทศได้ การบริหารงบประมาณของ  อบจ. ก็ใช้หลักการเดียวกัน  กล่าวคือ ฝ่ายบริหารจะต้องจัดทำร่างข้อบัญญัติ     งบประมาณรายจ่ายประจำปี  เพื่อให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ฝ่ายบริหารคือ  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงจะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายได้

 

การกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนจังหวัด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540                           มีเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการบริหารกิจการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น จึงมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่นในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างทางการบริหาร อำนาจหน้าที่ รายได้ การบริหารงานบุคคล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ                         การปกครองท้องถิ่น สรุปได้ดังนี้

 

(1)     รัฐจะต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง (ม. 78)

(2)     รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของประชาชน (ม. 284)

(3)     การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็น (ม. 283)

(4)    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง                      การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ (ม. 284)

(5)    ให้มีคณะกรรมการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจในรูปแบบไตรภาคี ทำหน้าที่จัดสรรภาษีอากรและกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กร     ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจหน้าที่และรายได้เพิ่มขึ้นให้ท้องถิ่นเป็นสำคัญ (ม.284)

(6)    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประกอบด้วยสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือ      ผู้บริหารท้องถิ่น และต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น                มีวาระคราวละ 4 ปี (ม.285)

(7)    ให้อำนาจราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นสามารถถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น และสามารถขอให้สภาท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ (ม.286-287)

(8)    ให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในรูปแบบไตรภาคีทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น (ม. 288)

(9)    เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นมีหน้าที่บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และการส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ม.289-290)

จากการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระตามหลักแห่ง                  การปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามความเป็นอิสระของท้องถิ่นดังกล่าว              ก็ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นกลไกหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องกำกับดูแล ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปด้วยความถูกต้องตาม  ที่กฎหมายบัญญัติอันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไป รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำกับดูแลท้องถิ่น  โดยผ่านการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดและอำเภอ ซึ่งถือเป็นตัวแทนและกลไกสำคัญของรัฐบาลในการกำกับดูแลท้องถิ่น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และ             มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา 45 และมาตรา 46 ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทที่สำคัญในการช่วยพัฒนาท้องถิ่น คือ

  1. 1.   บทบาทในการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ในภาพรวมของจังหวัดในรูปของแผนพัฒนาจังหวัด โดยรวบรวมแผนงานโครงการของหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นทั้งหมดของจังหวัดที่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น                   แต่ละแห่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเอง เพื่อให้เห็นภาพรวมและทิศทางการพัฒนาจังหวัดลดความ ซ้ำซ้อน และ              มีลำดับความสำคัญของแต่ละงานที่ชัดเจน
  2. 2.   สนับสนุนในการดำเนินการกิจกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการได้ จึงต้องให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการจัดทำ เช่น สนามกีฬา บ่อบำบัดน้ำเสียรวม เป็นต้น
  3. 3.   ประสานและดำเนินโครงการพัฒนา  ที่มีลักษณะคาบเกี่ยวระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง หากแยกดำเนินการจะสิ้นเปลืองงบประมาณหรือส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นเอง เช่น ถนนสายหลักซึ่งผ่านเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่ง สถานที่ทิ้งขยะ สวนสาธารณะ เป็นต้น

 

การกำกับดูแล เนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง              และเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักการการกระจายอำนาจโดยรัฐบาลกลาง                          ที่มุ่งกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีผู้บริหารมาจากเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่ หรือ                โดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น และดำเนินการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลผ่านทางจังหวัด การควบคุมกำกับดูแลจึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 กำหนด คือ

  1. 1.   ระดับกระทรวง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ หากมีการ              ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับของราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อวินิจฉัยสั่งการในเรื่องต่างๆ ที่ได้รับรายงานมา เช่น วินิจฉัยเกี่ยวกับ                     การยับยั้งการปฏิบัติการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด การเพิกถอนมติของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด                โดยผู้ว่าราชการจังหวัด การสั่งให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ้นจากตำแหน่ง การยุบสภาองค์การบริหาร                   ส่วนจังหวัด
  2. 2.   ระดับจังหวัด  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฝ่ายบริหาร) และ                    สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกี่ยวกับการกำกับดูแล                    ตาม พระราชบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังมีการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด ตามระเบียบและหนังสือสั่งการที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการวางแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหาร   ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ซึ่งสามารถแยกประเภทการกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนี้

  • ·    การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540
  • ·    การกำกับดูแลเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • ·    การกำกับดูแลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่น
  • ·    การกำกับดูแลเกี่ยวกับการพัฒนารายได้ท้องถิ่น
  • ·    การกำกับดูแลเกี่ยวกับการเงินการคลังและการงบประมาณท้องถิ่น
  • ·    การกำกับดูแลเกี่ยวกับการตรวจสอบการคลังท้องถิ่น

 

การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

กฎหมายว่าด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้กำหนดเรื่องการกำกับดูแลองค์การบริหาร                    ส่วนจังหวัดไว้ โดยในมาตรา 77 ถึงมาตรา 80 ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในกรณีดังต่อไปนี้ คือ

  1. 1.        ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติราชการโดยทั่วไปขององค์การบริหารส่วนจังหวัด                          ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ในการนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง              หรือสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชี้แจงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
  2. 2.     ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปฏิบัติราชการในทางที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย กฎ หรือระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยับยั้งการปฏิบัติการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวได้แล้วให้รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใน 15 วัน นับแต่วันออกคำสั่ง ซึ่งรัฐมนตรีจะต้องวินิจฉัยสั่งการเรื่องดังกล่าว ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัด  คำสั่งของรัฐมนตรีในกรณีดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด
  3. 3.     ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถสั่งเพิกถอนมติของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ซึ่งมิใช่ข้อบัญญัติได้ ในกรณีที่ปรากฏว่ามตินั้นฝ่าฝืนกฎหมาย กฎ หรือระเบียบข้อบังคับของทางราชการหรือเป็นมติที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยคำสั่งเพิกถอนมติของผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องทำภายใน 30 วัน นับแต่วันที่                   สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติและจะต้องแสดงเหตุผลของการเพิกถอนมตินั้นไว้ในคำสั่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม         หากสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดยังยืนยันมติเดิมด้วย คะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่าที่มีอยู่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานการยืนยันมติดังกล่าว และเหตุผลของการเพิกถอนมติของ              ผู้ว่าราชการจังหวัดต่อรัฐมนตรีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติยืนยันมติเดิม ซึ่งรัฐมนตรีจะต้องวินิจฉัยสั่งการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัด
  4. 4.     ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถดำเนินการสอบสวนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ หากพบว่านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการโดยไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจใช้วิธีตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการหรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน              ทำการสอบสวนก็ได้ และหากผลการสอบสวนปรากฏว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง                   ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ้นจากตำแหน่ง คำสั่งของรัฐมนตรีในกรณีนี้ให้ถือเป็นที่สุด
  5. 5.     ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ยุบสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ ในกรณีที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม คำสั่งยุบสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดของรัฐมนตรีจะต้องแสดงเหตุผลไว้ด้วย และเมื่อมีการยุบสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้ว ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดใหม่ภายใน 45 วัน

สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง  อบจ.  ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด  (ฉบับที่  2)  พ.ศ. 2542

  1. 1.   เพิ่มเติมเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภา  อบจ. (สจ.)  กรณีราษฎรลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่ง
  2. 2.   เพิ่มเติมเหตุแห่งการพ้นตำแหน่งของประธานและรองประธานสภา  อบจ. ให้สอดคล้องกับ การแก้ไขเพิ่มเติมเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภา  อบจ.  (สจ.)
  3. 3.   เพิ่มเติมเหตุแห่งการพ้นตำแหน่งนายก  อบจ.  และรองนายกฯ  ในกรณีราษฎรลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่ง
  4. 4.   เพิ่มเติมหน้าที่ของ  อบจ. ในการบำรุงรักษาศิลปะ  จารีตประเพณี  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และวัฒนธรรมอันดี
  5. 5.   เพิ่มเติมให้ราษฎรมีสิทธิเข้าร่วมกันเสนอต่อประธานสภา  อบจ.  เพื่อออกข้อบัญญัติของ อบจ. ได้
  6. 6.   เพิ่มเติมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  สามารถยุบสภา  อบจ. ได้  โดยต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในเขต  อบจ.  หรือของประเทศเป็นส่วนรวม
  7. 7.   เพิ่มเติมข้อความให้  สจ. เดิม  ดำรงตำแหน่งจนกว่าจะครบวาระ  4  ปี  นับแต่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกฎหมายเดิม

หมายเหตุ  กรณีราษฎรลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่งนั้น  ตามกฎหมาย  พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือผู้บริหารท้องถิ่น  พ.ศ. 2542 ได้กำหนดไว้  ดังนี้

  1. 1.   ต้องมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  และมีคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้น  ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป  ให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันลงคะแนน
  2. 2.   หากมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมด                    ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  ให้การเข้าชื่อถอดถอนบุคคลนั้นเป็นอันตกไป  และจะมีการร้องขอให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนบุคคลดังกล่าว  โดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้

 

การประสานแผนพัฒนาจังหวัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

การประสานแผนพัฒนาจังหวัดของ  อบจ.  ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงานตามอำนาจหน้าที่ของ อบจ.  โดยเฉพาะการกำหนดให้  อบจ.  มีอำนาจหน้าที่ประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดนอกจากนั้น                         การสนับสนุนและการประสานความร่วมมือกับราชการส่วนท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.  นับเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ของ  อบจ.  ในยุคปัจจุบัน

 

ยิ่งกฎหมาย พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น                     พ.ศ.  2542  ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ  อบจ.  ตามมาตรา 17 ในการจัดระบบการบริหารสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ไว้จำนวน  29  ประการ  ดังนี้


1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่

    คณะรัฐมนตรีกำหนด
2. การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น
3. การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น
4. การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
5. การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6. การจัดการศึกษา
7. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
8. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น
9. การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
10. การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม
11. การกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม
12. การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ
13. การจัดการและดูแลสถานที่ขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ
14. การส่งเสริมการท่องเที่ยว
15. การพาณิชย์การส่งเสริมการลงทุนและการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคล

                                    อื่นหรือจากสหการ

16. การสร้างและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
17. การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง
18. การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น
19. การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
20. การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ
21.การขนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร
22. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
23. การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด
24. จัดทำกิจการใดอันเป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตและ

      กิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดำเนินการหรือให้

      องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
25. สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนา

      ท้องถิ่นอื่น
26. การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วน

      ท้องถิ่นอื่น
27. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้วยโอกาส
28. จัดทำกิจการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจ

      หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

29. กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 

อำนาจและหน้าที่ของ  อบจ.  นอกจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับอำนาจและหน้าที่ของเทศบาล  และ  อบต.  แล้ว  ก็ยังมีลักษณะซ้ำซ้อนกับภารกิจอำนาจหน้าที่ของรัฐในนามของราชการส่วนกลางและภูมิภาคในระดับจังหวัด – อำเภอ  อยู่หลายๆประการ 

อย่างไรก็ตาม  พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น                     พ.ศ.2542 ได้กำหนดแนวทางการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  ดังนี้

1.  ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกำหนดเวลา  ดังนี้

               1.1  ภารกิจซ้ำซ้อนระหว่างรัฐและท้องถิ่นให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน  4  ปี

               1.2  ภารกิจที่รัฐจัดบริการในเขตของท้องถิ่น  และกระทบถึงท้องถิ่นอื่นให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน  4  ปี

               1.3  ภารกิจที่ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน  4  ปี

2.  กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและท้องถิ่นและระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเองให้ชัดเจน

3.  กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือการดำเนินงานของท้องถิ่น

                              4.  กำหนดการจัดสรรภาษีและอากร  เงินอุดหนุนและรายได้อื่นให้แก่ท้องถิ่น  โดยในช่วงระยะเวลาไม่เกิน  พ.ศ. 2544  ให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนต่อรายรับของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ 20  และในช่วงระยะเวลาไม่เกิน  พ.ศ. 2549  ให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนต่อรายรับของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ  35

                              5.  การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสาธารณะในเขตท้องถิ่นให้รัฐจัดสรรกับการบริการสาธารณะในเขตท้องถิ่นให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น

                              กำหนดแนวทางการถ่ายโอนอำนาจ  ดังนี้

                              1.  การถ่ายโอนตามศักยภาพของท้องถิ่นโดยแบ่งความรับผิดชอบ

                              2.  ประชาชนต้องได้รับบริการที่ไม่ด้อยกว่าเดิม

                              3.  การถ่ายโอนต้องคุ้มค่ากับการลงทุนและทรัพยากร

                              รูปแบบหลังการถ่ายโอนอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ประกอบด้วย  3  รูปแบบ ดังนี้

      1. ท้องถิ่นดำเนินการได้เอง  3  แบบ

                     1)  แต่ละองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างคนต่างทำ

                     2)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันร่วมกันทำ

                     3)  กิจกรรมใดที่องค์กรปกครองท้องถิ่นไม่ทำเอง  อาจจะพิจารณาซื้อบริการหรือให้

                                                   เอกชนเข้ามาดำเนินการจัดทำ

                              2. องค์กรปกครองท้องถิ่นและองค์กรของรัฐในรูปของราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค  มีส่วนร่วมรับผิดชอบและช่วยกันทำหรือกระทำร่วมกัน

                              3. เป็นภารกิจที่ซ้ำซ้อนทางกฎหมายซึ่งรัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการทำต่อไป  หรือหากท้องถิ่นมีขีดความสามารถที่จะกระทำ  ก็สามารถทำได้

 

แผนภูมิ  แนวทางการประสานแผนพัฒนาในระดับจังหวัด

 

 

 

อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ

ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   พ.ศ. 2542

……………………………….

มาตรา17   ภายใต้บังคับมาตรา  16   ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้

(1)   การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเองและประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

(2)   การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น

(3)   การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

(4)   การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

(5)   การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(6)   การจัดการศึกษา

(7)   การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

(8)   การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น

(9)   การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม

(10)   การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม

(11)   การกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม

(12)   การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ

(13)   การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ

(14)   การส่งเสริมการท่องเที่ยว

(15)   การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ

(16)   การสร้างและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

(17)   การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง

(18)   การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น

(19)   การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ

(20)   การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ

(21)   การขนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร


                                                            (22)   การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


                                                           

 

(23)   การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด


                                                            (24)  จัดทำกิจการใดอันเป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ใน เขตและกิจการนั้นเป็นการสมควร ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดำเนินการหรือ  ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ  ทั้งนี้  ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด  


                                                            (25)   สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นใน              การพัฒนาท้องถิ่น

 
                                                            (26)  การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

                                    (27)  การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส

(28)   จัดทำกิจการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

                                                            (29)    กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เรื่อง  กำหนดอำนาจ และหน้าที่ ในการจัดระบบบริการสาธารณะ

ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

……………………………….

                                        เพื่อให้การดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด            จึงสมควรกำหนดลักษณะของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

                                        อาศัยอำนาจตามมาตรา 12(15) และมาตรา 20  แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงประกาศกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดไว้  ดังต่อไปนี้

                                        ข้อ 1  ลักษณะของการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในการให้บริการสาธารณะ                     ในเขตจังหวัด

(1)    ดำเนินงานในโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่เกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในเขตจังหวัด

(2)  เป็นการดำเนินงานที่ปรากฏถึงกิจกรรมที่เป็นภาพรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด ที่มุ่งต่อประโยชน์ของท้องถิ่นหรือประชาชนเป็นส่วนรวม  และไม่เข้าไปดำเนินงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดสามารถดำเนินการได้เอง

(3)  เข้าไปดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการในลักษณะที่มีความคาบเกี่ยวต่อเนื่องหรือผู้ที่ได้รับประโยชน์ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า  1 แห่งขึ้นไป

                                        ข้อ 2  ในการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตามข้อ 1   องค์การบริหารส่วนจังหวัดควรจะดำเนินการเพื่อให้เป็นไปในลักษณะดังนี้  คือ

(1)    การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเองและประสานการจัดทำแผนจังหวัด โดยการสร้างและพัฒนาระบบการประสานแผนการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัด เพื่อนำไปสู่การใช้จ่ายงบประมาณในการพัฒนา

ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความสมดุลและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

(2)  การก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือมีการเกี่ยวเนื่องกันหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในลักษณะที่เป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมโยงกับแผนงาน

โครงการที่ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด

(3)   การจัดการศึกษา สาธารณสุข  การสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในระดับจังหวัด และไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์

เพื่อขยายศักยภาพและมุ่งต่อผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด

(4)   การส่งเสริมจารีต  ประเพณี วัฒนธรรม  การท่องเที่ยว   การส่งเสริมการลงทุน  และพาณิชยกรรมของจังหวัด

(5)  การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูลรวม การดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในเขตจังหวัด

(6)   ให้บริการด้านเทคนิค  วิชาการ  เครื่องมือ  เครื่องจักรกล  บุคลากร  แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในเขต จังหวัด

(7)  ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจตามที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมถ่ายโอนที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด “มีหน้าที่ที่ต้องทำ”

                                        ข้อ  3   การให้การสนับสนุนแก่ประชาคม  องค์กรประชาชน  ควรเป็นไปในลักษณะของการส่งเสริมความสามารถ     ดำเนินการ โดยใช้ศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการในลักษณะของการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ โดยไม่ให้การสนับสนุนในลักษณะของการให้สิ่งของ หรือการเข้าไปดำเนินการแทน                          

                                        ข้อ  4   หากมีปัญหา   ข้อขัดข้อง  ในการดำเนินงานตามอำนาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1   ข้อ 2    และข้อ 3  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ในการวินิจฉัยและดำเนินการตามประกาศนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิศทางที่ควรจะเป็นในอนาคต

 

                                    องค์การบริหารส่วนจังหวัดอาจพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ได้ เมื่อมีความชัดเจนว่า  ในแต่ละจังหวัดมีความจำเป็นที่ต้องมีโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับบน (Upper Level)  เพื่อทำภารกิจหน้าที่ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ครอบคลุมหลายองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด นั้น  เช่น การบำบัดน้ำเสีย การบำรุงรักษาทางหลวงชนบทในจังหวัด เป็นต้น  และประสานการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ในจังหวัด นั้น

 

                     เมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้นายกองค์การ

บริหารส่วนจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนที่เกิดขึ้นในปลายปี 2546  แล้ว ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนต่อไปในอนาคต

 

                                               กรณี องค์การบริหารส่วนบางจังหวัด ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาจังหวัด  เพื่อประโยชน์สุข  ของประชาชนอย่างทั่วถึง  โดยมีหลักการและแนวทางในการปฏิบัติงานที่สำคัญ  ดังนี้

 

                                    1. ดำเนินการตามนโยบายการพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัด  โดยจะยึดประชาชน                   เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา  (ADMINISTRATION TO CITIZENCENTER) และหลักการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน (BALANCE DEVELOPMENT AND SUSTAINABLE DEVELOPMENT ) โดยจะพัฒนาให้ครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน  คือ  ด้านเศรษฐกิจ  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ด้านโครงสร้างพื้นฐาน  ด้านการเมืองการบริหารและด้านสังคม โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน  ซึ่งได้แก่   การศึกษาและการกีฬาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

 

                                    2. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล  และจังหวัด โดยบูรณาการแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด  และกรอบยุทธศาสตร์              การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดเข้าด้วยกัน  และปฏิบัติงาน ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด

3. นำพระราชดำรัส  พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน

4. บริหารงานโดยใช้หลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  (GOOD GOVERNANCE)   และการบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ (RESULT  BASED  MANAGEMENT)

 

 

 

 

1.  นโยบายเร่งด่วน 

            1.1  แก้ไขปัญหาความยากจน

            1.2  ผลักดันเกษตรกรให้มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมผลผลิตด้านการเกษตร

            1.3  แก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำการเกษตรของราษฎร

            1.4 พัฒนาสนามกีฬาจังหวัด.ให้เป็นสนามกีฬาที่มีมาตรฐานระดับสากล และยกระดับความสามารถด้านกีฬาของนักกีฬาจังหวัด.สู่ความเป็นนักกีฬาระดับชาติและอาชีพ

            1.5 พัฒนาโรงเรียนบางลายพิทยาคม ที่เป็นโรงเรียนระดับมัธยมที่ได้รับการถ่ายโอนมาจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพระดับจังหวัด

            1.6    แก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความรุนแรงและสำคัญระดับโลก

            1.7 ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งระบบ ตั้งแต่การป้องกัน ปราบปราม  และบำบัด

            1.8 ปรับระบบบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อให้การบริหารราชการบรรลุเป้าหมาย  ดังต่อไปนี้

(1)  เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

(5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์

(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

(7)  มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

2.  นโยบายการพัฒนาด้านต่าง ๆ

                       2.1 นโยบายด้านเศรษฐกิจ

                              (1) การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยสร้างรายได้ และกระจายรายได้

                              (2) ส่งเสริมการผลิต การแปรรูป การจำหน่ายสินค้าเกษตรกรรมทุกรูปแบบ  

                   (3) ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้า “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” ของจังหวัด.ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

                               (4) สนับสนุนกลุ่มอาชีพต่างๆ  ให้มีรายได้ และกระจายรายได้เพิ่มยิ่งขึ้น

                              (5) ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนในท้องถิ่นแบบครบวงจร

                              (6) ขับเคลื่อนพลังเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตร

                                     

 

 

 

                                      2.2 นโยบายด้านการเกษตร

                              (1) สนับสนุนและส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน เกษตรทางเลือกและเกษตรอินทรีย์

                                             (2) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกร ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                              (3) ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เหมาะสมต่อระบบการผลิตและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่

                              (4) ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรม ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                             (5) ส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน

                              (6) จัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

                              (7) แก้ไขปัญหาเกษตรกร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสนับสนุนเครือข่าย เพิ่มขีดความสามารถในการลดหนี้สิน และลดใช้สารเคมีในภาคเกษตรเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

 

              2.3 นโยบายด้านอุตสาหกรรม

(1)  ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในครัวเรือนในชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อเชื่อมประสานให้สอดคล้องกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

(2) สนับสนุนการลงทุนของกลุ่มเกษตรกรให้มีการแปรรูปผลผลิตในชุมชนให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งประเภทสินค้าสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ แปรรูป

                                            (3) ส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในด้านนวัตกรรม เช่น พัฒนาคุณภาพการผลิต จัดทำห้องแสดงสินค้า เพื่อขยายเครือข่ายและการตลาดส่งออก

 

                 2.4 นโยบายด้านการบริการและการท่องเที่ยว

(๑) ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้มีการพัฒนา บูรณะแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของ

(๒) ส่งเสริมบูรณะศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของคนใน  ชุมชนเพื่อให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ที่โดดเด่น

(๓)  ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมจารีต ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำคัญ

(๔)  ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีกิจกรรมที่ทำให้มีผู้มาเยี่ยมเยียนจังหวัด. เช่น การ   แข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ

 

 

 

                                      2.5  นโยบายด้านการคมนาคม

                              (1) ส่งเสริมการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายคมนาคมที่มีความจำเป็น         อันเป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น  เช่น                 ด้านถนน ด้านแหล่งน้ำ ตลอดถึงที่ดิน ให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อให้จังหวัด.เป็นเมืองน่าอยู่และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น

                                             (2) ส่งเสริมการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการอย่างทั่วถึง

                                             (3) สนับสนุนการบูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

                                             (4) ก่อสร้างปรับปรุงบำรุงเส้นทางคมนาคม แหล่งน้ำ ระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ

                                             (5) ประสานความร่วมมือในการจัดทำผังเมืองรวมจังหวัด เพื่อให้จังหวัด. เป็นเมืองน่าอยู่ และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

                       2.6 นโยบายด้านการพัฒนาแรงงาน

                              (1) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มคุณภาพด้านแรงงานเพื่อเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ และตอบสนองความต้องการของตลาดได้

                                             (2) ส่งเสริมให้แรงงานทุกกลุ่มมีงานทำ มีอาชีพเสริม เพื่อเป็นการสร้างรายได้

 

                       2.7 นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(1) ส่งเสริมและรณรงค์การมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(2) สนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย เพื่อสุขอนามัย และสุขภาพชีวิตของประชาชน

                                            (3) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับครัวเรือน          เพื่อลดการ  ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

                                            (4) ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                                             (5) สนับสนุนการดำเนินโครงการลดภาวะโลกร้อน

                                             (6) รณรงค์การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

                      

 

 

 

                       2.8 นโยบายด้านความเข้มแข็งของชุมชน

                              (1) ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในด้านสาธารณสุขและสุขภาพ ด้านการกีฬา  “โดยการส่งเสริมการออกกำลังกายทุกประเภท เพื่อสุขภาพ ความเป็นเลิศและอาชีพ”

                              (2) สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                               (3) สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

                              (4) สนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

                              (5) สนับสนุนการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติและอัคคีภัย

                                             (6) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรชุมชน และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามภารกิจหน้าที่

                                             (7) การส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม

                                             (8) การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

                              (9) ส่งเสริมการสร้างครอบครัวอบอุ่น เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมีความรักความเข้าใจ มีจิตสำนึกที่ดีในการรับผิดชอบต่อสังคม รู้จักบทบาทและหน้าที่ตนเอง  ไม่สร้างปัญหาให้เป็นภาระแก่สังคม

 

                       2.9 นโยบายด้านการกีฬาและนันทนาการ

                              (1) ส่งเสริมการกีฬาให้แก่เยาวชนทุกระดับ และพัฒนาสนามกีฬา  ให้ได้มาตรฐาน

                              (2) ส่งเสริมกีฬาและนันทนาการระดับเยาวชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

                                             (3) ส่งเสริมจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างองค์กรต่างๆ

                                             (4) ส่งเสริมสนับสนุนสมาคมและสโมสรกีฬาภายในจังหวัด

                                            

2.10 นโยบายด้านการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

                              (1)  ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

                              (2) ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

                              (3) ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การสอน และ การเรียนรู้อย่างจริงจัง จัดให้มีระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้ง จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประกอบการสอนให้โรงเรียนอย่างทั่วถึง

                              (4) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกประเภทให้มีคุณภาพ

                              (5) มีการใช้หลักสูตรท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตการประกอบอาชีพที่กำหนดโดยสถานศึกษา และชุมชนอย่างจริงจัง และกว้างขวาง

                             (6) มีกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ประสบการณ์ และมีความสุขในการเรียน  สามารถปลูกฝังนิสัยใฝ่เรียน ใฝ่หาความรู้

เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  และมีเวลาให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเหมาะสมกับวัย

                                      2.11 นโยบายด้านความปลอดภัยของประชาชน

                              (1) สนับสนุนมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดทุกประเภท

                              (2) สนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  

                              (3) การสงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ

                              (4) ส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันการระบาดของโรคติดต่อทุกประเภท

                                     

                                      2.12 นโยบายด้านการบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด

(1) พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการในด้านการเมือง การบริหารราชการ การกระจายอำนาจ และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

                              (2) บริหารงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด. โดยยึดหลักธรรมาภิบาล

                               (3) ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด. ให้แก่ องค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาชน และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                                       (4) ส่งเสริมให้องค์กรประชาชนสามารถมีกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และประเมินผลในโครงการสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม

และเศรษฐกิจ ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานภาครัฐ และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสำคัญในการพัฒนาจังหวัด

(5) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและการบริหารงานของท้องถิ่น

(6) พัฒนาองค์กร บุคลากร เครื่องมือ เครื่องใช้ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ

(7) พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

นอกจากนโยบายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้กำหนดไว้แล้ว  ยังจำเป็นต้องสอดคล้องกับ นโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดด้วย  อาทิเช่น

 

 

ประเด็นนโยบายที่รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินงานเร่งด่วน

 

                                    ประเด็นนโยบายที่รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินงานเร่งด่วน

 

“กระทรวงมหาดไทย CLEAN&SEA ทำความดีเพื่อแผ่นดิน  กวาดล้างให้สิ้นยาเสพติด” (5 รั้วป้องกันยาเสพติด)

                                   

                                    การประชุมมอบนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2552  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด  ถือเป็นภัยร้ายแรงและเป็นหนึ่งในนโยบายเน้นหนักในปี 2553 โดยจะดำเนินมาตรการ CLEAN&SEAL ด้วยการสร้างรั้วชุมชนและรั้วสังคมให้เข้มแข็ง สามารถ SEAL มิให้ยาเสพติดเล็ดลอดเข้าสู่ชุมชนได้  และใช้กระบวนการประชาคมเก็บกวาดยาเสพติด (CLEAN) ให้หมดไปจากชุมชน  จนสามารถประกาศเป็นชุมชนสีขาวได้  ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติด จำนวน 17,018 หมู่บ้าน/ชุมชน  ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุผลตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย จึงขอความร่วมมือดำเนินการดังนี้

  1. 1.   ขอให้จัดทำแผนปฏิบัติการ  โดยใช้เป้าหมายจากหมู่บ้าน/ชุมชนที่ปรากฏปัญหานำมาจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม  กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ  จัดทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description)ของแต่ละหน่วยในพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการดังกล่าวให้ชัดเจนสามารถปฏิบัติได้ โดยให้ลดจำนวนหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหาให้ได้ร้อยละ 1 ต่อเดือน

 

  1. 2.   ขอให้เร่งรัดดำเนินการตามปฏิบัติการ “กระทรวงมหาดไทย CLEAN&SEA ทำความดี                 เพื่อแผ่นดิน  กวาดล้างให้สิ้นยาเสพติด”  ในห้วงเดือนพฤศจิกายน 2552 – กันยายน 2553  โดยให้ถือเป็นวาระสำคัญของจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ดังนี้

 

2.1 ประชาสัมพันธ์การปิดล้อมตรวจค้นและสกัดกั้นยาเสพติดมิให้เข้ามาในพื้นที่ (CLEAN&SEAL) และจัดชุดปฏิบัติการจิตวิทยาประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เป็นระยะๆ

 

2.2   กวาดล้างค้นหาตรวจจับ (CLEAN)ยาเสพติดในพื้นที่  โดยการทำประชาคมวิธีลับ             จัดช่องทางรับแจ้งข่าวสารตามความเหมาะสม  (เช่น หมายเลข HOTLINE และตู้ ปณ.) พิสูจน์ ยืนยันพื้นที่  จัดชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น  เมื่อตรวจสอบยืนยันจนมั่นใจแล้วให้หมู่บ้าน/ชุมชนประกาศตนเองเป็น “พื้นที่สีขาว”

 

2.3 ป้องกันสกัดกั้น (SEAL)  มิให้ยาเสพติดเล็ดลอดเข้ามาในพื้นที่  โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคประชาชนจัดตั้งจุดตรวจสกัดในเส้นทางสำคัญ  จัดชุดลาดตระเวน  ชุดสกัดกั้นในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน  รวมทั้งชุดเฉพาะกิจตรวจหายาเสพติดในสถานบริการหรือแล่งเสี่ยงที่ต้องสงสัย

                   

 

 

 

กลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ดังนี้

  1. 1.   รั้วชายแดน ใช้วิธีการสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน จากการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ทางเรือในทะเล ตามด่าน/จุดตรวจ หรือกระทั่งการปิดล้อมและตรวจค้นยาเสพติด พบว่า ยาบ้าครองอันดับหนึ่งการลักลอบนำเข้าร่วม 3.2 ล้านเม็ด รองลงมาเป็นกัญชากว่า 60 กิโลกรัม เฮโรอีน 40.3 กิโลกรัม และ           ยาไอซ์ 4.8 กรัม ฯลฯ  ภารกิจนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย,กอ.รมน.,กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหลัก ในการสกัดกั้นและปลุกพลังมวลชนตามแนวชายแดนให้เป็นแนวร่วมที่

สำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ทะลักเข้ามา

2.  รั้วชุมชน มีการจัดการประชาคม อบรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ เพื่อการเฝ้าระวังและการอบรมให้ความรู้ รวมถึงการจัดกิจกรรมแก้ไขยาเสพติดร่วมกันอย่างเป็นระบบ ด้วยการดึงความร่วมมือจากการปกครอง           ทุกระดับในท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจในการมีส่วนร่วมในงานด้านเสพติดอย่างพร้อมเพรียง เช่น การประกาศชัยชนะกับยาเสพติดในชุมชน และครอบครัว ดังนี้

               - การจัดตั้งหมู่บ้าน/ชุมชนป้ายสีขาว เป้าหมาย 16,346 หมู่บ้าน ดำเนินการแล้ว 7,155 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 44

                    -  การจัดตั้งครอบครัว (ธงสีน้ำเงิน) มีเป้าหมาย 851,401 ครอบครัว ดำเนินการแล้ว 167,082 ครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 19

                              ภารกิจนี้มอบให้ กระทรวงมหาดไทย,กอ.รมน. ซึ่งมีทั้งระดับภาค ระดับจังหวัดสำนักงาน ปปส.ร่วมกันทำให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งต้องดึงในส่วนของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.เข้ามามีส่วนร่วมและที่สำคัญระบบอาสาสมัคร การอาศัยประชาสังคมและองค์กรภาคเอกชน ปลุกจิตสำนึกสาธารณะของคนกลุ่มนี้ จะช่วยอย่าง อย่างสำคัญในการสร้างรั้วของสังคมในการป้องกันปัญหายาเสพติด 

3. รั้วสังคม เน้นการจัดระเบียบสถานบันเทิง สถานบริการ หอพัก ที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ ร้านเกมส์/อินเตอร์เน็ต โต๊ะพนันบอล แหล่งมั่วสุมยามวิกาล ขณะเดียวกันก็จัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน ทางด้านกีฬา ดนตรีและการบำเพ็ญประโยชน์ หรือเข้าค่ายคุณธรรม เพื่อให้เยาวชนหันมาตระหนักถึงอันตรายจากการติดยาเสพติดซึ่งทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องทำ อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงศึกษาก็ต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างรั้วสังคมนี้

4. รั้วโรงเรียน ทางสถานศึกษาต้องมีการสำรวจพฤติกรรมนักเรียนที่เข้าข่ายเสพติด ก่อนจะเข้าสข่ระบบการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ โดยการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการเสพติดที่เข้าถึงเยาวชนกลุ่มเสี่ยง นอกเหนือจากการเฝ้าระวัง โดยอาศัยกลุ่มเพื่อนในการปรึกษาและบำบัดกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่ว่าต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ 

 

    
                       5. รั้วครอบครัว มีเป้าหมายในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) มีเป้าหมาย 286,268ครอบครัว ดำเนินการแล้ว 97,678 ครอบครัว รวม 401,587 คน คิดเป็นร้อยละ 34  นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ 5 รั้วป้องกันยาเสพติด ด้วยการเตรียมโครงการปราบปรามยาเสพติด เพื่อลดความเดือนร้อนของประชาชน ไปพร้อมๆกับการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้เสพติดด้วย ครอบครัว เป็นหน่วยพื้นฐานทางสังคม ซึ่งหากเราสามารถทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ที่มีความพร้อมในการดูแลสมาชิกในครอบครัว อย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้ก็จะเบาบางลงไป

 

สรุปผลการดำเนินงานแผนยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน  ห้วงเวลา 18 มีนาคม – 30 เมษายน 2552

 

1โดยยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล (ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน)            มีวัตถุประสงค์หลัก คือ“ลดปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ ขจัดความเดือดร้อนประชาชนมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2552 และกำหนด ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันภัยยาเสพติดในแต่ละระดับ ดังนี้

1.1 รั้วชายแดน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงานตามมาตรการ เสริมความเข้มแข็ง

ป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน

1.2 รั้วชุมชน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงานทุกมาตรการ เสริมความเข้มแข็ง มี

ภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน

1.3 รั้วสังคม คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน จัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ ขจัด

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเงื่อนไขทางลบ เสริมสร้างปัจจัยทางบวกที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหายาเสพติด

1.4 รั้วโรงเรียน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน เสริมความเข้มแข็งในโรงเรียน

สถานศึกษา และให้เยาวชนรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกันต่อต้านยาเสพติด

1.5 รั้วครอบครัว คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน เสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบัน

ครอบครัว ให้มีภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดมากขึ้น

ทั้งนี้ โดยให้มีโครงการที่สำคัญ 7 โครงการ ได้แก่

1. โครงการสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน

2. โครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาสังคมป้องกันยาเสพติด

3. โครงการการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ

4. โครงการโรงเรียนป้องกันยาเสพติด

5. โครงการครอบครัวสีขาว ครอบครัวเข้มแข็ง

6. โครงการปราบปรามยาเสพติดรายสำคัญและลดความเดือดร้อนของประชาชน

7. โครงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดแบบบูรณาการ

 

2. การดำเนินงานเตรียมการก่อนการปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันภายหลังจากการเปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้มีการเตรียมการการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด ดังนี้

2.1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ               เทือกสุบรรณ) เป็นประธาน ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่1/2552            ลงวันที่ 3 เมษายน 2552 เรื่อง กลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ได้กำหนดให้มีกลไกการดำเนินงานรองรับยุทธศาสตร์ 5 รั้ว ป้องกัน ประกอบด้วย

 

 

 

2.1.1 อนุกรรมการ รวม 7 คณะ รับผิดชอบในการกำกับ ติดตาม และประสานการปฏิบัติ

ในแต่ละมาตรการ ดังนี้

1) คณะอนุกรรมการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน

2) คณะอนุกรรมการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาสังคม

3) คณะอนุกรรมการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ

4) คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

5) คณะอนุกรรมการส่งเสริมความเข้มแข็งครอบครัว

6) คณะอนุกรรมการปราบปรามยาเสพติด

7) คณะอนุกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

2.1.2 ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดในระดับต่างๆ ดังนี้

1) ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดกระทรวง/กรมและหน่วยงาน

2) ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดกองทัพภาค/กองอำนวยการรักษา

ความมั่นคงภายในภาค 1-4 (ศตส.ทภ./กอ.รมน.ภาค 1-4)

3) ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัด/กรุงเทพมหานคร

(ศตส.จ./กทม.)

4) ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดอำเภอ/เขต (ศตส.อ./ข.)

5) ศูนย์ประสานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดองค์กรปกครองส่วน

ท้องถิ่น (ศปส.อปท.)

 

2.2 กอ.รมน. ได้เสนอขออนุมัติแผนการปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำปี 2552 ซึ่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 โดยมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย     การกำหนดมาตรการการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 5 รั้ว ป้องกัน ทั้ง 7มาตรการหลัก และเพิ่มมาตรการเสริม                3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการการข่าว การปฏิบัติการข่าวสาร และการติดตามสถานการณ์ รวมทั้งกำหนดภารกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและพื้นที่

 

2.3 รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ได้มอบนโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ให้แก่ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2552 โดยเน้นให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และเครือข่ายในทุกพื้นที่ โดยใช้มาตรการทางกฎหมายสืบสวน สอบสวน จับกุมดำเนินคดี ตามหลักนิติธรรม บูรณาการการทำงานร่วมกันภายในหน่วยงานให้มีเอกภาพ ตลอดจนสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชามิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติด

 

 

 

2.4 กรมการปกครองจัดประชุมปลัดจังหวัดและนายอำเภอ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ในพื้นที่เป้าหมายเน้นหนัก 26 จังหวัด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน 2552 โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยเน้นให้มีการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในพื้นที่รวมถึงประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในด้านการจัดการ ทรัพยากร และข้อมูล ให้มีการ X-Rayพื้นที่และบุคคลเป้าหมาย ด้วยการทำประชาคมภายในหมู่บ้าน/ชุมชน หากเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ถ้าเป็นผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่เหมาะสมรวมทั้งสร้างกลไกในการติดตาม ช่วยเหลือ ดูแลภายหลังการบำบัดรักษา นอกจากนี้แล้ว ให้เน้นการทำประชาคมภายในหมู่บ้าน/ชุมชน

2.5 กอ.รมน. ภาค 1-4 จัดประชุมเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 5 รั้ว ป้องกันให้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานในแต่ละภาค เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถประสานสอดรับกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1) กอ.รมน.ภาค 1 ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดประชุมปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาครและ นครปฐม) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เป็นประธานพร้อมกับมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติการตามแผนให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ/ผู้แทน ชุดปฏิบัติการร่วมปราบปรามยาเสพติดกองทัพบก กองทัพเรือกองทัพอากาศ ชุดสืบสภาพสถานการณ์การค้าและแพร่ระบาดยาเสพติดพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลฯ รวม 190 ชุด เพื่อเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ชุมชนและเป้าหมายนัก           ค้ายาเสพติด โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ค้าและเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนเครือข่าย/แกนนำภาคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

2) กอ.รมน.ภาค 2 จัดประชุมชี้แจงนโยบายการรักษาความมั่นคงภายใน และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 เพื่อให้การดำเนินงานและประสานความร่วมมือระหว่างหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล

3) กอ.รมน.ภาค 3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแปลงนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด

ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุมฯตามยุทธศาสตร์ 5 รั้ว                      7มาตรการ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางปฏิบัติและการติดตามรายงานผลให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่                    3 เมษายน 2552

4) กอ.รมน.ภาค 4 จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน              เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด

2.6 อนุกรรมการภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ได้มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ในบทบาทภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

2.7 ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. ได้จัดประชุมชี้แจงบทบาทภารกิจ ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552

2.8 ภายหลังจากการประชุมชี้แจงของ กอ.รมน.ภาค ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนกลาง และจังหวัด อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2552

3. ผลการดำเนินงานที่สำคัญตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน

ในช่วงมีนาคม ถึงแม้ภารกิจส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมการ การจัดทำแผนปฏิบัติการ แต่ก็ยังมีการปฏิบัติในหลายมาตรการ/โครงการหลัก และปรากฏผลการดำเนินงานในส่วนหนึ่ง ในขณะที่เดือนเมษายน จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ แต่โดยที่ในห้วงเดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ทำให้การปฏิบัติงานบางส่วนอาจชะงักงันลงไปบ้าง อย่างไรก็ตามการประมวลผลการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในขั้นต้น ตั้งแต่ห้วง 18 มีนาคม-30 เมษายน 2552 มีดังต่อไปนี้

3.1 ผลการดำเนินงานตามโครงการ การสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน

3.1.1 โครงการ รั้วชายแดน มุ่งเน้นการสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดในพื้นที่เป้าหมายหลัก

18 อำเภอ ใน 8 จังหวัด โดยให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่จัดกำลังปฏิบัติการลาดตระเวน ปิดล้อม/ตรวจค้นพื้นที่หมู่บ้านที่มีข่าวสารด้านยาเสพติด จัดจุดตรวจ/จุดสกัดเส้นทางตามแนวชายแดน จัดกำลังปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด ณ ด่านถาวร จัดตั้งอาสาสมัครประชาชนในหมู่บ้านตามแนวชายแดนเป็นกำลังเฝ้าระวังและป้องกันยาเสพติด จัดทำแผนยุทธการเฉพาะพื้นที่ที่มีความรุนแรงของปัญหาเกินกว่ากำลังปกติที่มีอยู่จะสามารถดำเนินการได้ ตลอดจนการปฏิบัติการเชิงรุก ด้วยการดำเนินมาตรการทางการข่าว รวมทั้งการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านการข่าว ปราบปราม สกัดกั้น เป็นต้น

3.1.2 ผลการสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติด ตั้งแต่เปิดปฏิบัติการฯ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 จนถึงปัจจุบันสามารถจับกุมยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ชายแดนได้จำนวน 35 คดี ผู้ต้องหา 55คน ของกลางยาบ้า 730,050 เม็ด กัญชา 504 กิโลกรัม ไอซ์ 2 กิโลกรัม เอ็กซ์ตาซี 8,000 เม็ด ฝิ่นดิบ100 กรัม อิริมินไฟว์ 9,750 เม็ด และยาแก้ไข้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน 111,740 เม็ด โดยเป็นการจับกุมในพื้นที่เป้าหมายหลัก จำนวน 14 คดี ผู้ต้องหา 24 คน ของกลางยาบ้า 477,901 เม็ด (คิดเป็นร้อยละ 65.5 ของการจับกุมในพื้นที่ชายแดน) กัญชา 236 กิโลกรัม (ร้อยละ 46.8) และไอซ์ 1 กิโลกรัม(ร้อยละ 50)เมื่อเปรียบเทียบการจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในพบว่ายาบ้าที่จับกุมได้ทั้งหมดในห้วงนี้จำนวน 1,998,830 เม็ด เป็นการจับกุมได้ในพื้นที่ชายแดน 730,050เม็ด คิดเป็นร้อยละ 36.5 และกัญชาที่จับกุมได้ทั้งหมดในห้วงนี้จำนวน 1,319.8 กิโลกรัม เป็นการจับกุม

ได้ในพื้นที่ชายแดน 504 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 38.2

3.1.3 การจัดตั้งด่าน/จุดตรวจพื้นที่ชายแดน ในห้วงนี้พบการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ           ใน 10 ด่าน/จุดตรวจ ได้แก่ จุดตรวจผาหงส์ จ.เชียงใหม่ จุดตรวจบนถนนสายลงจากดอยวาวีเขตหมู่บ้านแสนเจริญ ด่านตรวจศุลกากรแม่จัน จุดตรวจบนถนนสายกิ่วพร้าว-ท่าข้าวเปลือก จ.เชียงราย จุดตรวจทางหลวงหมายเลข 212 จ.นครพนม จุดตรวจบริเวณสามแยกบ้านถ้ำเสือ ด่านพรมแดนไทย-ลาว ช่องเม็กจ.อุบลราชธานี จุดตรวจสามแยกทองผาภูมิ จุดตรวจสะพานรันตี จ.กาญจนบุรี จุดตรวจจุดสกัดบริเวณตู้ยามนิคม จ.เพชรบุรี ยึดของกลางได้ ยาบ้า 516,133 เม็ด กัญชา 236 กิโลกรัม และยาแก้ไข้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน 111,740 เม็ด

3.1.4 ผลการดำเนินงานที่น่าสนใจของหน่วยงานต่างๆในห้วงนี้วันที่ 19 มีนาคม 2552ตชด.336 ฉก.ร.17 บช.ปส. และ ตร.ภ.5 ปะทะคาราวานยาเสพติด ที่เส้นทางระหว่างบ้านป่าแปก–บ้านไม้ลัน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน กลุ่มผู้ลำเลียงและผู้คุ้มกันหลบหนีเข้าไปในเขตประเทศพม่า ภายหลังการปะทะ ชุดปฏิบัติการได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบยาบ้าจำนวน 81 ห่อ รวม 162,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระสอบปุ๋ย 2 ใบ และจับกุมหญิงชาวพม่า ผู้ดูต้นทาง ซึ่งหลบอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุไว้ได้วันที่ 21 มีนาคม 2552 บช.ปส. ร่วมกับ ตชด.23 บช.ภ.4 และ ปปส.ภาค 4 จับกุม ชาวลาว 1 คนพร้อมของกลาง กัญชาแห้ง น้ำหนักรวม268 กิโลกรัม เงินสด 40,000บาทโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง บริเวณริมลำห้วยหมู่บ้านดงขวาง ต.แสนพัน อ.ธาตุพนมจ.นครพนมวันที่ 23 มีนาคม 2552ภ.จ.กาญจนบุรี สภ.ทองผาภูมิ ตชด.135ฉก.ลาดหญ้า และฝ่ายปกครอง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยาบ้า 19,868 เม็ด นำเข้าจากอ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีวันที่ 27 มีนาคม 2552 ตร.ภ.จว.ขอนแก่น ร่วมกับ                        สภ.โนนศิลา จับกุมผู้ต้องหา 2 คนของกลาง กัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน290.3 กิโลกรัม รถยนต์กระบะยี่ห้อ                   เชฟโลเลตสีดำ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2เครื่อง เหตุเกิดที่ บริเวณริมทางรถไฟหมู่ ๕ ต .โนนศิลา อ .โนนศิลาจ.ขอนแก่น นำเข้าที่อำเภอธาตุพนมวัน ที่ 2 8 มีนาคม 2552 ตชด.237 ร่วมกับ นรข.เขตบ้านแพง บก.ทล. บก.รน. สภ.ท่าอุเทน  ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ทหารพราน ยึดยาบ้า 27,116 เม็ด บริเวณริมถนนหมู่บ้านข้างศูนย์เด็กเล็ก              บ้านพนอม  อ.ท่าอุเทน  จ.นครพนมวันที่ 30 มีนาคม 2552 ศตส.จ.กาญจนบุรี และ ฉก.ลาดหญ้า ร่วมจับกุมผู้ต้องหา 1คน พร้อมของกลางยาบ้า 5,472เม็ด ซึ่งผู้ต้องหามีพฤติการณ์ รับมาจากนักค้าชาวพม่าในพื้นที่ อ.พญาตองซู นำเข้าทางช่องหกพันไร่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เพื่อจำหน่ายในเขต อ.เมืองกาญจนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยลักลอบนำเข้ามา กว่า20 ครั้งๆละ 1 มัดวันที่ 31 มีนาคม 2552 กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร่วมกับ ร้อย ตชด.237 กก.4 บก.ทล. และสภ.ท่าอุเทน จับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 1 คน ชาวลาว 1 คน ของกลางยาบ้า 9,298 เม็ด เงินสด 1,000 บาทรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน เรือหางยาว จำนวน 1 ลำ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ได้ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หมู่ 5 บ้านหาดทรายเพ ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมวันที่ 2 เมษายน 2552 สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สนธิกำลังกับ กกล.สุรศักดิ์มนตรี ทพ.2104 ตชด.237 และ นรข.นครพนม จับกุมผู้ต้องหา 2 คน กัญชาแห้ง 236 กิโลกรัม รถยนต์กระบะ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ได้บนทางหลวงหมายเลข 212 ก่อนถึงสี่แยกบ้านหนองเทา ต.หนองเทา               อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมวันที่ 3 เมษายน 2552 กอ.รมน. ภาค 3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์ และกลไกการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดตามนโยบาย พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือณ กองทัพภาค 3 จ.พิษณุโลกวัน ที่ 8 เมษาย น2552 ปปส.ภ.4 ร่วมกับกองกำลังสุรศักดิ์มนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมแผนสกัดกั้นยาเสพติด ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ปี2552 ณ จังหวัดนครพนม เพื่อกำ หนดแนวทางการทำ งานและติดตามรายงานผลตามนโยบายรัฐบาลวันที่ 10-13 เมษายน 2552 ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี-กองกำลังสุรสีห์-ตำรวจตระเวนชายแดน และฝ่ายปกครองเข้าตรวจค้นเป้าหมายบุคคลนักค้าและจุดที่พักยาเสพติดในพื้นที่ชุมชนชาวมอญต.หนองลู อ.สังขละบุรี จำนวน 11 เป้าหมาย เพื่อป้องปรามการกระทำผิดยาเสพติด เนื่องจากการข่าวทราบว่าชุมชนชาวมอญ เป็นแหล่งแพร่ระบาดยาเสพติดสำคัญ และใช้เป็นแหล่งพัก/เก็บยาเสพติดก่อนที่จะลำเลียงส่งให้กับนักค้าในพื้นที่ตอนใน                   ผลการปฏิบัติการจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาครอบครองและเสพยาบ้าได้จำนวน 10 ราย พร้อมทั้งประสานร่วมกัน 4 ฝ่าย คุมเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ติดต่อบริเวณจุดตรวจบ้านน้ำเกริ๊ก สามแยกซองกาเลีย และสะพานรันตี อ.สังขละบุรี

3.2 ผลการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติด

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดเพื่อลดปริมาณยาเสพติด และการแพร่ระบาดของยาเสพติด ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

3.2.1 ภาพรวมการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติดในช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาค 2552) หลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานแล้ว พบการจับกุมคดียาเสพติด 53,752 ราย ของกลางยาบ้า 6,037,373 เม็ดเพิ่มขึ้นจากห้วง 3 เดือนที่ผ่านมาซึ่งจับกุมได้ 47,173 ราย ของกลางยาบ้า 5,039,645เม็ด

3.2.2 การจับกุมยาเสพติดรายสำคัญในห้วง 18 มีนาคม-30 เมษายน 2552 สามารถจับกุมได้จำนวน 84 คดี ผู้ต้องหา 164 คน ของกลางยาบ้า 1,998,830 เม็ด เฮโรอีน 32.8 กิโลกรัมกัญชา 1,319.8 กิโลกรัมไอซ์ 3.501 กิโลกรัม เอ็กซ์ตาซี 8,000 เม็ด ฝิ่นดิบ 100 กรัม โดยจังหวัดที่มีผลการจับกุมมาก ได้แก่ กทม. (ยาบ้า348,342 เม็ด กัญชา 228 กิโลกรัม ไอซ์ 298 กรัม) ปทุมธานี(ยาบ้า 318,000 เม็ด) แพร่ (ยาบ้า 300,000 เม็ด) แม่ฮ่องสอน (ยาบ้า 162,000 เม็ด) เชียงราย(ยาบ้า 141,6000 เม็ด ไอซ์ 2 กิโลกรัม ฝิ่นดิบ 100 กรัม ยาแก้ไข้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน111,740 เม็ด) อุบลราชธานี (ยาบ้า 135,210 เม็ด) และสมุทรสาคร (เฮโรอีน 32.8 กิโลกรัม)

3.2.3 การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดโดยการตั้งด่าน/จุดตรวจ/จุดสกัดเส้นทางตอนในพบการจับกุมในห้วงนี้จำนวน 5 ด่าน/จุดตรวจ ได้แก่ ด่านตรวจพาหนะพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จุดตรวจห้วยไร่           จ.แพร่ จุดตรวจบริเวณหน้าตู้ยามโนนศิลา จ.ขอนแก่น จุดตรวจหน้าที่ทำการสายตรวจ ถนนสายขวัญ-ไสหร้า                 จ.นครศรีธรรมราช จุดตรวจกวดขันวินัยจราจรหน้าร้านเสริมสวยเมกะ กทม. ของกลางทั้งหมดที่จับกุมได้ ยาบ้า 384,674 เม็ด ไอซ์ 1 กิโลกรัม กัญชา 290 กิโลกรัม

3.2.4 การใช้มาตรการด้านทรัพย์สินต่อนักค้ายาเสพติด ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม-เมษายน 2552 มีการยึดอายัดทรัพย์สินของนักค้ายาเสพติดจำนวน 130 ราย มูลค่าทรัพย์สิน 174,901,630.87 บาท โดยจังหวัดที่มีการยึดอายัดทรัพย์สินมาก 3 ลำดับแรก ได้แก่ กทม. (119,327,996.24 บาท) นครสวรรค์ (11,038,823.71 บาท) และสมุทรปราการ 7,921,891.46 บาท)

3.2.5 การจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญที่น่าสนใจวันที่ 2 เมษายน 2552 ปปส.ภ.1 ร่วมกับ สภ.พระนครศรีอยุธยา ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ชุมชนไผ่เชียว ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้ปฏิบัติการ “ฟ้าใสที่ไผ่เขียว” จับกุมผู้ค้ารายย่อยตามหมายจับจำนวน 11 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 14 เม็ด และพบผู้มีสารเสพติดในร่างกาย 2 คนวันที่ 4 เมษายน 2552 บช.ปส.ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ จับกุมนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ กลุ่มเครือข่ายในเรือนจำกลางคลองเปรม 4 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 263,000 เม็ด ไอซ์ 240 กรัม                   ที่บริเวณซอยหริภุญไชย หมู่บ้านรัตนชัยวิลล่า เขตหลักสี่ กทม.ต่อเนื่องบ้านพักใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ               ยึดเงินสดกว่า 1 ล้านบาท และทรัพย์สินอีกหลายรายการวันที่ 10-14 เมษายน 2552 ปปส.ภ.7 ประสานงานร่วมกับ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (กก.1บก.ปส.3 บช.ปส.) และตำรวจภูธรภาค 7 ในการปฏิบัติการตั้งจุดตรวจจุดสกัดกั้นเส้นทางลำ เลียงยาเสพติดในช่วงสงกรานต์ เพื่อกวาดล้าง/ป้องกัน/เฝ้าระวังเครือข่ายการนักค้ายาเสพติดที่อาจจะลักลอบลำ เลียงยาเสพติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์จำ นวน 2 จุด ตรวจปัสสาวะจับกุมผู้เสพติดได้ 3 รายวันที่ 3 เมษายน 2552 สำนักงาน ป.ป.ส. บช.ปส. และศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองทัพเรือ จับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายสำคัญรวม 9 คน ของกลางยาบ้า 60,900 เม็ด ไอซ์                        1 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต.ย่านมัทรีอ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ขณะเดินทางโดยรถตู้                     โดยอำพลางเป็นนักพนันไปเล่นการพนันที่ประเทศพม่า ขากลับจะซุกซ่อนยาบ้ามากับลำตัวเดินทางจาก อ . แม่สาย จ.เชียงราย ไปยัง จ.ชลบุรี ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท โดยเครือข่ายดังกล่าวมีนางดาหวัน อยู่ดีและนายชัยพรศรีชรัง (สามี) เป็นตัวการสำคัญในการจัดหายาบ้า และไอซ์ จาก จ.เชียงราย มาจำหน่ายให้ลูกค้าในพื้นที่ จ.ชลบุรี เดือนละ1-3 เที่ยว โดยเปิดร้านจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์ และร้านมินิมาร์ท “รักบ้านเกิด” เป็นกิจการบังหน้า  วันที่            3 เมษายน 2552 บช.ปส. ร่วมกับ ภ.จว.สมุทรสาคร ภ.จว.ราชบุรี และสภ.กระทุ่มแบน จับกุมชาวไต้หวัน 2 คน พร้อมของกลาง เฮโรอีน 82 แท่ง น้ำหนักรวม 32.8 กิโลกรัม ที่ห้องพักในอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ต่อเนื่องบ้านพักที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยเฮโรอีนดังกล่าวบรรจุในกระเป๋าเดินทางสีดำซึ่งผู้ต้องหานำมาเก็บไว้              เพื่อเตรียมส่งไปยังประเทศไต้หวันวันที่ 24 เมษายน 2552 สภ.เด่นชัย จ.แพร่ จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลางยาบ้า 300,000 เม็ด ซุกซ่อนบริเวณลำโพงข้างรถยนต์กระบะ ที่บริเวณ ด่านตรวจห้วยไร่ หลัก กม.ที่ 138-139                    ถนนสายเด่นชัย-อุตรดิตถ์ ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ จากการสอบสวนทั้งสองคน ให้การรับสารภาพว่ารับจ้างจากนายอะหงู่ หมอปูกู่ ให้ลำเลียงยาบ้า ไปส่งให้กับนายตี๋ ไม่ทราบนามสกุล โดยนายตี๋ จะมารับที่บริเวณพื้นที่                    จ.ระนครศรีอยุธยา วันที่ 25 เมษายน 2552 กกล.สุรนารี ร่วมกับ นรข.อุบลราชธานี ตชด.227 และ จนท.ฝ่ายปกครอง จับกุมผู้ต้องหา 2 คนพร้อมของกลางยาบ้าบรรจุในกระเป๋าเดินทางวางอยู่บนเบาะด้านหลังคนขับ จำนวน                    126,252 เม็ด รถยนต์กระบะ 1 คัน บริเวณสามแยก บ.ถ้ำเสือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่ารับจ้างจาก นักค้าในพื้นที่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ให้มารับยาบ้า ที่บริเวณบ้านสามแยกถ้ำ เสื้อฯ และนำไปส่งต่อที่ จ.ยโสธร โดยจะมีผู้มารับอีกทอดหนึ่ง โดยได้รับค่าจ้างในการลำเลียงครั้งนี้ 20,000 บาทวันที่ 29 เมษายน 2552 บช.น. จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลางยาบ้า 296,000 เม็ดซุกซ่อนถุงสีดำขนาดใหญ่ 2 ถุง อยู่ในกระโปรงท้ายรถยนต์เก๋ง เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูสาขารังสิต ต่อเนื่องริมถนนพหลโยธิน หน้าตลาดสี่มุมเมือง จ.ปทุมธานี จากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับจ้างส่งยาบ้าโดยได้ค่าจ้างคนละ 25,000บาท

 

ปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลยุทธศาสตร์ 5 รั้ว ป้องกัน

กองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงมหาดไทยกระทรวงมหาดไทยกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

1. รั้วชายแดน คือ การสร้างกิจกรรมกระบวนการทำงานตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดนที่กำหนดเป้าหมาย

2. รั้วชุมชน คือ การสร้างกิจกรรมกระบวนการทำงานทุกมาตรการเสริมความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้นกัน ด้านยาเสพติดในระดับหมู่บ้าน / ชุมชนที่กำหนดตามเป้าหมาย

3. รั้วสังคม คือ จัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ ขจัดปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเงื่อนไขทางลบทุกประเภท เสริมสร้างปัจจัยทางบวกที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อปัญหายาเสพติด เพื่อให้สังคมทุกจังหวัดมีความเข้มแข็ง

4.รั้วโรงเรียน คือการสร้างกิจกรรมกระบวนการทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งในโรงเรียนสถานศึกษา และให้เยาวชนรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกันต่อต้านยาเสพติด

5. รั้วครอบครัว คือการสร้างกิจกรรมกระบวนการทำงาน เสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว ให้มีให้กับสถาบันครอบครัว ให้มีภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดมากขึ้น เป็นหน่วยงานพื้นฐานของสังคมที่ดี

 

7 โครงการ / กิจกรรมหลัก

1. โครงการรั้วชายแดน คือ การสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน เจ้าภาพหลัก คือ กองบัญชาการกองทัพไทย

2. โครงการรั้วชุมชน คือ การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ประชาสังคมป้องกันยาเสพติด เจ้าภาพหลัก คือกระทรวงมหาดไทย

3. โครงการรั้วสังคม คือ การจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการเจ้าภาพหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย

4. โครงการรั้วโรงเรียน คือ โรงเรียนป้องกันยาเสพติด เจ้าภาพหลัก คือ กระทรวงศึกษาธิการ

5. โครงการรั้วครอบครัว คือ โครงการครอบครัวสีขาวครอบครัวเข้มแข็ง เจ้าภาพหลัก คือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

6. โครงการปราบปรามยาเสพติดรายสำคัญและลดความเดือนร้อนของประชาชน เจ้าภาพหลัก คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

7. โครงการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติดแบบบูรณาการ เจ้าภาพหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

โกวิทย์  พวงงาม.  2552.  การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. พิมพ์ครั้งที่ 7.   

               กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน.

องค์การบริหารส่วนจังหวัด.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก   http://th.wikipedia.org/wiki สืบค้น

               24  มิถุนายน  2553

องค์การบริหารส่วนจังหวัด.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก   http://www.tambol.com/county/data3.asp

               สืบค้น  24  มิถุนายน  2553

องค์การบริหารส่วนจังหวัด.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก    

               http://www.phichitorg.go.th/content.php?ModuleKey=unit&conID=128  สืบค้น  24  มิถุนายน  2553

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1]ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร งานนี้ปรับและรวบรวมจากการศึกษาค้นคว้าของนิสิตปริญญาโทวิชานโยบายส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น          ปริญญาโท สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มิถุนายน 2014 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]