• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 390895
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม 2557
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 1983 , 14:07:38 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองไทย  พ.ศ. ๒๔๗๕

                                                                                               ปรีชา  วงค์ราษฎร์ เขียน

                                                                          ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี บรรณาธิการ   

การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง ยกเลิกระบบเดิม ใช้ระบบใหม่ อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคม โดยรวมแล้วในทางการเมือง  การปฏิวัติ คือ การยึดอำนาจจากผู้ปกครองเดิม แล้วทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (แหล่งข้อมูลhttp://www.blog.pattarapong.com/?p=206)

การปฏิวัติเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ ซึ่งหากสภาพสังคมไม่สุกงอมเต็มที่ หรือสภาพสังคมยังไม่พร้อมแล้วการปฏิวัติจะเป็นไปได้ยากมาก อาทิเช่น การปฏิวัติที่ผ่านมาก็คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซีย การปฏิวัติจีน และการปฏิวัติเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ของไทยเราที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเต็มในการปกครองประเทศมาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

การปฏิวัติสยามเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายใต้การนำของเหล่า "คณะราษฎร" ซึ่งยึดอำนาจการปกครองจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย  โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ ซึ่งตามที่ "คณะราษฎร" ได้ให้เหตุผลในการก่อเหตุครั้งนั้นว่า  สืบเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ ทั้งความเสื่อมโทรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความไม่พอใจที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มักเอาแต่ทำตัวให้เป็นที่โปรดปราน  ดังที่พระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..." อีกทั้งตอนนั้นทั่วโลกก็มีกระแสการโค่นล้มระบอบกษัตริย์เกิดขึ้น เช่น รัสเซีย จีน หรือเยอรมนี  การได้รับอิทธิพลทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประเทศตะวันตกในเหล่านักศึกษาไทยที่ไปศึกษายังต่างประเทศ  ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมที่ไม่ยุติธรรมระหว่างข้าราชการที่เป็นเจ้าและที่เป็นสามัญชน

(แหล่งข้อมูล http://www.oknation.net/blog/kookkae/2009/06/24/entry-1)

การยึดอำนาจเมื่อ 24 มิถุนายน  2475 ในครั้งนั้น ทำให้เกิดมุมมองหรือความเห็นของนักวิชาการที่แตกต่างกัน 2 ด้าน คือ ด้านหนึ่งมองว่า การปฏิวัติหรือการยึดอำนาจของคณะราษฎรเป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ซึ่งได้อธิบายว่า แท้ที่จริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยโน้มเอียงและเข้าพระทัยดีในแนวความคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ทรงเห็นด้วยที่จะนำมาใช้กับระบอบการปกครองเมืองไทยโดยทันทีทันใด และคณะอภิรัฐมนตรีก็ไม่ทรงเห็นชอบด้วย เพราะเห็นว่าบ้านเมืองยังไม่เจริญเพียงพอ ประกอบกับราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่รู้หนังสือ คงจะไม่สามารถปกครองตนเองไปด้วยความราบรื่น หากให้เวลาแก่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าพระองค์ท่านจะทรงเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองไทยสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะแก่เวลาได้อย่างแน่นอน แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่าการปฏิวัติหรือการยึดอำนาจของคณะราษฎรเป็นการ “สุกงอม” และเป็น “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ซึ่งอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยโดยการปฏิวัติเมื่อ 24 มิถุนายน  2475 นั้นเป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ได้กลายมาเป็นมูลเหตุของการทำการปฏิวัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อิทธิพลและความกดดันที่เกิดขึ้นจากสภาพการณ์ต่างๆของประเทศในขณะนั้น เป็นแรงผลักดันที่นำไปสู่ความคิดที่จะต้องหารูปแบบการปกครองใหม่มาใช้แทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความบกพร่องในพระราชอัธยาศัยอันอ่อนแอ ความไม่เข้มแข็งเด็ดขาดของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระราชวงศ์ชั้นสูง ประกอบกับแนวความคิดทางการเมืองของคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่รับเอาความรู้ทางการปกครองตามแนวความคิดของยุโรปตะวันตก ล้วนเป็นข้อสนับสนุนที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งโดยการปฏิวัติในครั้งนั้นมีสถานการณ์ที่สุกงอมพร้อมที่จะเอื้ออำนวยให้การปฏิวัติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

(ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 30 - 35)

           

บริบททางประวัติศาสตร์

1.สภาพการณ์ทางสังคม

สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตกใน ทุกๆ ด้าน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผ่นดินเข้าสู่ความทันสมัยในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453) ความจริงแล้วสังคมไทยเริ่มปรับตัวให้เข้ากับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังได้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษใน พ.ศ.2398 และ กับประเทศอื่นๆในภาคพื้นยุโรปอีกหลายประเทศ และทรงเปิดรับรับประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เช่น การจ้างชาวตะวันตกให้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระ บรมมหาราชวัง การให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า การอนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าพร้อมกับขุนนางข้าราชการไทยในงานพระบรม ราชาภิเษก เป็นต้น

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ ทรงดำเนินพระบรมราโชบายปลดปล่อยไพร่ให้เป็นอิสระและทรงประกาศเลิกทาสให้เป็นไทแก่ตนเอง พร้อมกันนั้นยังทรงปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาถึงขั้นอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย บุตรหลานขุนนาง หรือราษฎรสามัญชนที่พ้นจากความเป็นไพร่หรือทาส ถ้าบุคคลใดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศตะวัน ตกโดยพระบรมราชานุเคราะห์จากผลการปฏิรูปการศึกษา ทำให้คนไทยบางกลุ่มที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับเอากระแสความคิดเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่ ที่ยึดถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากตะวันตก และมีความปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากคำกราบบังคมทูลถวายถึงความคิดเห็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ของคณะเจ้านายและข้าราชการใน พ.ศ.2427 (ร.ศ.103) หรือการเรียกร้องให้มีการปกครองในระบบรัฐสภา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็น ต้น และกระแสความคิดนี้ก็ดำเนินสืบเนื่องมาโดยตลอดในหมู่ผู้นำสมัยใหม่ที่ได้รับ การศึกษาจากประเทศตะวันตก และจากผู้ที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตก

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้นำสมัยใหม่บางส่วนที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบราชการสมัยใหม่ ที่ตนเองเข้าไปมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ ก็ถูกระบบราชการดูดกลืนจนปฏิเสธที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสมัยใหม่ในระยะเวลาอันใกล้ เพราะมีความเห็นว่าประชาชนชาวไทยยังขาดความพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรง ปฏิรูปประเทศเข้าสู่ความทันสมัย สังคมไทยก็เริ่มก้าวเข้าสู่ความมีเสรีในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเริ่มเปิดโอกาสสื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณชนได้ค่อนข้างเสรี ดังนั้นจึงปรากฏว่าสื่อมวลชนต่างๆ ได้เรียกร้องและชี้นำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสู่ระบบรัฐสภา โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการปลดปล่อยไพร่และทาสให้เป็นอิสระในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ผ่านพ้นไปได้เพียง 20 ปีเศษ ดังนั้นสภาพสังคมส่วนใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจ้าขุนมูลนาย นอกจากนี้คนส่วนน้อยยังคงมีฐานะ สิทธิ ผลประโยชน์ต่างๆ เหนือคนไทยส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่มักมีความเห็นคล้อยตามความคิดที่ส่วนน้อยซึ่งเป็นชนชั้นนำของสังคมไทย ถ้าจะมีความขัดแย้งในสังคมก็มักจะเป็นความขัดแย้งในทางความคิด และความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำของสังคมที่ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้นำของสังคมไทยกับราษฎรทั่วไป

 

2.สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ เริ่มมีการส่งข้าวออกไปขายยังต่างประเทศมากขึ้น เพราะระบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปและความต้องการของตลาดโลก ชาวนาจึงหันมาปลูกข้าวเพื่อส่งออกมาขึ้น ทำให้มีการปลูกพืชอื่นๆ น้อยลง ผลผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ลดลงด้วยบางที่ก็เลิกผลิตไปเลย เพราะแรงงานส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการผลิตข้าวแทน ( ดู เพิ่มเติมใน Dhiwakorn Kaewmanee, The Evolution of The Thai State, 2006)

สมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ ทรงเห็นว่าถึงแม้รายได้ของแผ่นดินจะเพิ่มพูนมากขึ้นอันเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป แต่การที่ระบบการคลังของแผ่นดินยังไม่รัดกุมพอ ทำให้เกิดการรั่วไหลได้ง่าย จึงทรงจัดการปฏิรูปการคลังโดยจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้น เพื่อการปรับปรุงและการจัดระบบภาษีให้ทันสมัยใน พ.ศ. 2416 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. 2434 เริ่มโครงการปฏิรูปเงินตราใหม่ พ.ศ. 2442 จัดการ ส่งเสริมการเกษตรและการผลิตเพื่อการส่งออกให้มากขึ้น ปรับปรุงการคมนาคมให้ทันสมัยโดยการสร้างทางรถไฟ ตัดถนนสายต่างๆ ขุดคลอง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการคมนาคม การขนส่งสินค้าและผลผลิต ซึ่งผลการปฏิรูปเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มมากขึ้น 

สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) ได้ มีการส่งเสริมธุรกิจด้านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กิจการไฟฟ้า มีการจัดตั้งบริษัทพาณิชย์นาวีสยาม ส่งเสริมด้านชลประทานและการบำรุงพันธุ์ข้าว จัดตั้งธนาคารออมสิน สร้างทางรถไฟเพิ่มเติมจากเดิม ทั้งนี้เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่เนื่องจากได้อุทกภัยใน พ.ศ. 2460 และเกิดฝนแล้งใน พ.ศ. 2462 ทำ ให้การผลิตข้าวอันเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศประสบความเสียหายอย่าง หนัก ส่งผลกระทบต่อสภาวะการคลังของประเทศอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทำให้งบประมาณรายจ่ายสูงกว่ารายรับมาโดยตลอดระหว่างปี พ.ศ. 2465-2468

สมัยรัชกาลที่ 7  (พ.ศ. 2468-2475) พระองค์ทรงแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยทรงเสียสละด้วยการตัดทอนรายจ่ายในราชสำนัก เพื่อเป็นตัวอย่างแก่หน่วยราชการต่างๆ โดยโปรดให้ลดเงินงบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์ และมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรใหม่หลายอย่าง ทำให้งบประมาณรายรับรายจ่ายเกิดความสมดุล ต่อมาในช่วงพ.ศ. 2472-2474 เศรษฐกิจโลกเริ่มตกต่ำอันเป็นผลเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงส่งผลกระทบต่อประเทศโดยตรง ทำให้งบประมาณรายจ่ายสูงกว่ารายรับเป็นจำนวนมาก รัชกาลที่ 7 ได้ ทรงดำเนินนโยบายตัดทอนรายจ่ายอย่างเข้มงวดที่สุด รวมทั้งปลดข้าราชการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนมากเพื่อการประหยัด ตลอดจนจัดการยุบมณฑลต่างๆทั่วประเทศ งดจ่ายเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยกันดารแก่ข้าราชการ ประกาศให้เงินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคำ และกำหนดค่าเงินตราตามเงินปอนด์สเตอร์ลิง รวมทั้งการประกาศเพิ่มภาษีราษฎรโดยเฉพาะข้าราชการซึ่งจะต้องเสียภาษีที่ เรียกว่า ภาษเงินเดือน แต่ถึงแม้ว่าจะทรงดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการประหยัดและตัดทอน รายจ่ายต่างๆ รวมทั้งการเพิ่มภาษีบางอย่างแล้ว แต่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ยังไม่ไดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

 

3.สภาพการณ์ทางการเมือง

สภาพการณ์ทางการเมืองและการปกครองของไทยกำลังอยู่ในระยะปรับตัวเข้าสู่แบบแผนการ ปกครองของตะวันตก เห็นได้จากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ภายหลังที่ไทยได้มีการติดต่อกับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-7 สมัยรัชกาลที่ 4 ยังไม่ได้ทรงดำเนินนโยบายปรับปรุงการปกครองให้เป็นแบบตะวันตก แต่ก็ทรงมีแนวพระราชดำริโน้มเอียงไปในทางเสรีนิยม เช่น ประกาศให้เจ้านายและข้าราชการเลือกตั้งตำแหน่งมหาราชครูปุโรหิตและตำแหน่ง พระมหาราชครูมหิธร อันเป็นตำแหน่งตุลาการที่ว่างลง แทนที่จะทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาตามพระราชอำนาจของพระองค์ และเปลี่ยนแปลงวิธีถวายน้ำพิพัฒน์สัตยา ด้วยการที่พระองค์ทรงเสวยน้ำพิพัฒน์สัตยาร่วมกับขุนนางข้าราชการและทรง ปฏิญาณความซื่อสัตย์ของพระองค์ต่อขุนนางข้าราชการทั้งปวงด้วย

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งใหญ่ เพื่อให้การปกครองของไทยได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดตั้ง สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) และสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ (Privy Council) ใน พ.ศ. 2417 เพื่อถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและในเรื่องต่างๆ ที่พระองค์ของคำปรึกษาไป นอกจากนี้พระองค์ยังทรงปฏิรูปการปกครองที่สำคัญคือ การจัดตั้งกระทรวงแบบใหม่จำนวน 12 กระทรวงขึ้นแทนจตุสดมภ์ในส่วนกลางและจัดระบบการปกครองหัวเมืองต่างๆในรูปมณฑลเทศาภิบาลในภูมิภาค โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2435 เป็น ต้นมา นอกจากนี้พระองค์ทรงริเริ่มทดลองการจัดการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบสุขาภิบาล โดยจัดตั้งรัฐมนตรีสภา เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมาย ใน พ.ศ. 2437 ตามแบบอย่างตะวันตก

สมัยรัชกาลที่ 6 ทรงริเริ่มทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการจัดตั้ง ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยขึ้นในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2461 เพื่อทดลองฝึกฝนให้บรรดาข้าราชการได้ทดลองปกครองตนเองในนครดุสิตธานี เหมือนกับการจดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า “เทศบาล” นอก จากนี้ยังทรงจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่จากที่มีอยู่เดิม และยุบเลิกกระทรวงบางกระทรวงเพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยทรงจัดตั้งมณฑลเพิ่มขึ้นและทรงปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลด้วยการยุบรวม มณฑลเป็นหน่วยราชการที่เกี่ยวกับการปกครองเรียกว่า มณฑลภาค เพื่อให้การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมีความคล่องตัวมากขึ้น

สมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2475) ทรงเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ทันสมัย และต้องเตรียมการให้พร้อมเพิ่มมิให้เกิดความผิดพลาดได้ โดยพระองค์ได้ทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา เพื่อเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2468 และทรงมอบหมายให้อภิรัฐมนตรีสภาวางระเบียบสำหรับจัดตั้งสภากรรมการองคนตรี เพื่อเป็นสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีกด้วย นอกจากนี้ทรงมอบหมายให้อภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในรูปเทศบาล ด้วยการแก้ไขปรับปรุงสุขาภิบาลที่มีอยู่ให้เป็นเทศบาล แต่ไม่มีโอกาสได้ประกาศใช้ เพราะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นก่อน นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ ตามกระแสพระราชดำริใน พ.ศ. 2474 มีสาระสำคัญคือ อำนาจนิติบัญญัติจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทางอ้อม โดยมีสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์สมัครเลือกตั้งจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี มีพื้นฐานความรู้อ่านออกเขียนได้ ส่วนอำนาจบริหารให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากอภิรัฐมนตรีมีความเห็นประชาชนยังไม่พร้อม ดังนั้นการประกาศใช้รัฐธรรมนูญควรระงับไว้ชั่วคราว จนกระทั่งได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อนจึงมิได้มีการประกาศใช้แต่ อย่างใด

            (แหล่งข้อมูล http://sunattra403.blogspot.com/p/2475.html)

 

กลุ่มเจ้า

            เจ้านาย เป็นกลุ่มสังคมที่ยึดถือ ชาติกำเนิด เป็นหลัก ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของชาติกำเนิด อาจกล่าวได้ว่าชาติกำเนิดเป็นตัวบ่งบอกถึง สกุลยศ กลุ่มเจ้านายมีวิวัฒนาการควบคู่มากับกลุ่มขุนนาง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 และช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 กลุ่มเจ้ามีสถานภาพโดดเด่นแตกต่างออกไปจากกลุ่มขุนนางเป็นอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดคือ หลักการชาติกำเนิด ที่มีความสำคัญสูงสุด จากแบบแผนการแต่งงานภายในกลุ่มเจ้านายด้วยกันเอง การย้ำความสำคัญของพระราชพิธี ภาษาและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ของกลุ่มเจ้านายให้แบ่งแยกและแตกต่างออกมาจากกลุ่มขุนนาง ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2394 – พ.ศ. 2411) พระองค์ทรงวางลำดับชั้นยศต่างๆ ของกลุ่มเจ้านายให้มีความชัดเจน และทรงตั้งชั้นยศขึ้นใหม่ คือชั้นหม่อมเจ้า (ตามที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้) และพระองค์ทรงบัญญัติคำนำหน้าชื่อเจ้านาย ที่มาจากรากฐานภาษาสันสกฤตเพื่อให้แตกต่างจากคำศัพท์ธรรมดา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 2453)  ประเทศสยามได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะสำคัญทางการเมืองการปกครองจากรัฐจารีตแบบราชอาณาจักรไปเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีการปกครองที่มีการรวมศูนย์อำนาจ มีแนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตย การกำหนดเขตแดน การเปลี่ยนไพร่ให้เป็นพลเมือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบอบราชาธิปไตยแบบใหม่ของสยาม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเจ้านายพระองค์ทรงตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะภาพของกลุ่มเจ้านาย เช่น พระราชบัญญัติตำเหน่งศักดินาพระบรมวงศานุวงศ์ จ.ศ. 1242 และพระราชบัญญัติศักดินาพระองค์เจ้า จ.ศ. 1243 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนั้นมีผลให้สมาชิกของกลุ่มเจ้านายขยายออกไปมากขึ้น  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453 – พ.ศ. 2468) พระองค์ทรงตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ขึ้นในปี พ.ศ. 2467 ซึ่งถือเป็นการกำหนดลำดับราชสันตติวงศ์ให้มั่นคงเป็นแบบแผน จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทรงให้ความสำคัญกับราชสกุลวงศ์ และกลุ่มเจ้านายตลอดมา

            โดยรวมแล้วชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มสังคมเจ้านายดำเนินไปตมแบแผนการยึดถือชาติกำเนิดและความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้ง ที่สำคัญกลุ่มเจ้านายถือธรรมเนียมว่าเกิดมาแล้วต้องรับราชการช่วยบ้านเมือง กลุ่มเจ้านายจึงไม่มีกระแสของการเปลี่ยนแปลงไปประกอบอาชีพอื่น และจากวัฒนธรรมของกลุ่มเจ้านายที่ยึดถือการแบ่งสมาชิกออกเป็นลำดับชั้นต่างๆ อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้มีการแบ่งสรรทรัพยากรภายในกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียมกัน เมื่อสมาชิกระดับสูงของกลุ่มเจ้ามีจำนวนลดน้อยลง ทำให้สมาชิกกลุ่มระดับกลางและระดับล่างไม่สามารถปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงได้ ส่งผลให้เจ้านายระดับล่างต้องล้มละลายเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงทำให้กลุ่มสังคมเจ้านายในช่วงก่อนการปฏิวัติสยามมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเจ้านายที่มีทรัพย์สมบัติมหาศาล กับกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มเจ้านายที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ ซึ่งเรียกว่า “เจ้าไม่มีศาล” โดยเจ้านายกลุ่มหลังต้องกู้ยืมเงินจากชนชั้นกลางเพื่อต้องเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัย

            ส่วนในทางการเมืองกลุ่มสังคมเจ้านายได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุดในสังคมใหม่ก่อนปี พ.ศ. 2475 อำนาจของกลุ่มสังคมเจ้านายนั้นมาจากการควบคุมกลไกการบริหารของรัฐในระดับเบื้องบน และมาจากการที่พระราชวงศ์เป็นองค์ประกอบหลักของอำนาจทางการเมือง การรับราชการของกลุ่มเจ้านายนั้นมีมุมมองที่แตกต่างกับขุนนางและราชการทั่วไป คือ สำหรับขุนนางและข้าราชการนั้นการรับราชการคือการแสวงหาเกียรติยศเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจตลอดจนความมั่งคั่ง ส่วนเจ้านายนั้นมีเกียรติยศอยู่แล้วนับตั้งแต่กำเนิด การรับราชการจึงไม่ใช่การแสวงหาเกียรติยศเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจตลอดจนความมั่งคั่ง แต่เป็นการทำหน้าที่อย่างหนึ่งตามธรรมเนียมของกลุ่มเจ้าที่ยึดถือกันมา ก่อนปี พ.ศ. 2475 กลุ่มเจ้านายโดยส่วนรวมมีความคิดทางการเมืองที่เน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นราชาธิปไตยแบบใหม่ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ลักษณะพื้นฐานของแนวความคิดดังกล่าว คือการมีความเชื่อว่าในสังคมการเมืองมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้วในธรรมชาติ ตระกูลของเจ้าเป็น ขัตติยวงศ์ ซึ่งมีมานานและมีภารหน้าที่ในการจัดการปกครองประเทศ เพื่อให้สังคมการเมืองมีความสงบสุข

กระแสความคิดของกลุ่มเจ้ามีความคิดที่สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์พระมหากษัตริย์ที่มีแนวพระราชดำรินำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่สังคมสยาม โดยกลุ่มเจ้าเห็นว่า สยามควรปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรักษาจารีต ประเพณีดีงามไว้ให้มากที่สุด และจากสภาพการณ์ทั่วไปกลุ่มเจ้าชั้นสูงนั้นถือได้ว่าเป็นชนชั้นที่มีความรู้อย่างกว้างขวาง โดยมีการติดตามข้อมูลข่าวสารการเมืองทั้งภายในและต่างประเทศ ส่งผลก่อให้เกิดความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วและเฉียบพลันภายในกลุ่มเจ้านาย ดังเช่นการปฏิวัติในประเทศรัสเซียเมื่อ พ.ศ. 2460 เป็นตัวแบบของความกลัวที่กล่าวถึงในหมู่กลุ่มเจ้านาย แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดที่กลุ่มเจ้านายมีอยู่ก่อนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยกลุ่มเจ้านายได้มีการย้ำคิดอยู่เสมอถึงความกลัวที่จะเกิดขึ้นว่า “เจ้านายต้องป้องกันการปฏิวัติ ก่อนที่จะสายเกินไป จะมีการต่อสู้กันตามถนน ถูกยึดทรัพย์ และพวกก่อจลาจลจะยึดเอาไปทั้งหมดรวมทั้งจะฆ่าเจ้านายด้วย” นั่นจึงสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเจ้าไม่อยากให้เกิดการปฏิวัติขึ้นกับสยามแบบที่เกิดขึ้นในประเทศรัสเซีย

(นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2553 : 32-62)

           

 

การเกิดของชนชั้นนำใหม่และข้าราชการ

สืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยดังกล่าว ได้มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นตามมา คือ สังคมไทยในอดีตจะประกอบด้วย เจ้า-ขุนนาง-ไพร่-ทาส กลายมาเป็น เจ้า-ข้าราชการ-ราษฎร และเกิดชนชั้นที่เรียกว่า ชนชั้นกลาง แทรกอยู่ตรงกลาง และชนชั้นกลางนี้น่าจะเป็นผู้มีจิตสำนึกในแง่สิทธิของตน ในความหมายของการเป็นราษฎร และที่น่าสังเกตในบรรดาคณะราษฎรจำนวน 102 นายอาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่จัดเป็นชนชั้นนำใหม่ ซึ่งชนชั้นนำใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการใหม่ ที่เป็นผลมาจากการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ในด้านการศึกษาและการสร้างสถาบันข้าราชการขึ้นมา ตลอดจนสืบเนื่องความเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ก่อให้เกิดสถาบันข้าราชการทหารและพลเรือนใหม่ขึ้น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยต้นราชกาลที่ 5 มีการเน้นที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ด้วยการศึกษาแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก เดิมอิทธิพลแบบนี้จะเข้ามาสู่ไทยโดนผ่านบรรดาหมอสอนศาสนา ส่งผลให้ทางราชสำนักตั้งโรงเรียนขึ้น โดยมีบทบาทสำคัญในการผลิตชนชั้นนำใหม่ (อาจอธิบายได้ว่าการศึกษาแบบใหม่หมายถึงโอกาสใหม่ที่จะช่วยเลื่อนฐานะและสภาพของคนในสังคมได้) จุดประสงค์ของการจัดการศึกษาแบบใหม่นี้ คือสร้างคนแบบใหม่เพื่อเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม ที่เกิดขึ้น และสถาบันข้าราชการพลเรือนก็ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กับสถาบันข้าราชการทหาร จึงมีคนจำนวนมากที่ก้าวเข้ามาสู่สถาบันเหล่านี้ เพราะโอกาสใหม่ทางการศึกษา จะเห็นได้จากกรณีของหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ที่เป็นคนนอกวงสังคมส่วนกลาง ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทโดยผ่านการศึกษาระบบใหม่ และจากการมีความสามารถในการเล่าเรียน จึงทำให้ได้ศึกษาสูงขึ้นอีกในต่างประเทศ ดังนั้นความสามารถจึงกลายเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของความก้าวหน้า ไม่ใช่เรื่องของชาติกำเนิดที่เป็นเครื่องกำหนดและตัวชี้ขาดประการสำคัญในสังคมแบบเก่า ผู้นำใหม่ เหล่านี้อาจมาจากผู้ที่มีฐานะปานกลาง เป็นคหบดี ไม่ใช่เจ้าหรือขุนนาง ดังนั้นชนชั้นใหม่นี้จะอยู่คาบเกี่ยวระหว่างกลางของ เจ้า-ข้าราชการชั้นสูง-ราษฎร เป็นชนชั้นกลาง ที่ส่วนหนึ่งจะอยู่ในวงราชการทหารและพลเรือน อีกส่วนหนึ่งจะอยู่นอกระบบราชการ อาจเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ตลอดจนนักธุรกิจและผู้ประกอบการค้า  ทำให้ ผู้นำใหม่ ของชนชั้นกลางจึงกลายมาเป็นคนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

(ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 35 )

 

อุดมการณ์ชาตินิยมและประชาธิปไตยของกลุ่มผู้นำในกาปฏิวัติ

            การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นของ ลัทธิชาตินิยม และการก่อตัวของรัฐรูปแบบใหม่ในรูปของ รัฐชาติ ซึ่งอุดมการณ์เหล่านี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนใน การปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1789  หรือการต่อต้านของดินแดนที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของตะวันตกทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา ดังนั้นลัทธิชาตินิยมจึงเป็นปฏิปักษ์กับจักรวรรดินิยม รวมถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย จะเห็นได้ว่าการกำเนิดลัทธิชาตินิยมจึงมาพร้อมกับการเกิดผู้นำใหม่ ซึ่งเห็นได้ชัดในประเทศที่เป็นอาณานิคมของตะวันตก บรรดาผู้นำที่เป็นนักชินิยมทั้งหลายเป็นผู้ที่มาจากชนชั้นกลาง และได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ และเมื่อคนเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในวงศูนย์กลางแห่งอำนาจก็เริ่มมองเห็นผลร้ายของลัทธิอาณานิคม เห็นปัญหาของประเทศชาติที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ดังนั้นจึงเกิดความรักชาติ และความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง สำหรับไทยนั้นแม้จะไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง แต่ก็ถูกคุกคามโดยลัทธิล่าอาณานิคม โดยเฉพาะการคุกคามทางการเมืองจากฝรั่งเศสและการครอบงำทางเศรษฐกิจของอังกฤษ และปัญหาทางวัฒนธรรมที่เกิดความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามในเรื่อง ผิวขาว-ผิวเหลือง ซึ่งก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดลัทธิชาตินิยมในหมู่ผู้นำของไทย และมีความชัดเจนยิ่งขึ้นจากความรู้สึกชาตินิยมที่เกิดขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีเป้าของความไม่พอใจทั้งกับชาติอาณานิคมและผู้ปกครองของไทย ใน ผู้นำใหม่ ที่เป็นชนชั้นกลางของไทยทั้งที่เป็นนักเรียนในประเทศและนักเรียนต่างประเทศ ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกและนำมาเปรียบเทียบกับความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศของตน เมื่อการปกครองและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในสมัยราชกาลที่ 6 และราชกาลที่ 7 ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ยิ่งทำให้กลุ่มผู้นำใหม่ขาดความเชื่อมั่นในระบอบเก่า ดังสะท้อนได้จากความคิดเห็นของผู้นำใหม่บางคน เช่น พระยาพระหลพลพยุหเสนา กล่าวว่า

            “ผู้น้อยเกิดความท้อถอย ไม่อยากแสดงความคิดเห็นทั้งๆ ที่เชื่อแน่ว่าจะมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง และเมื่อการบริหารราชการบ้านเมืองดำเนินไปตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ไม่กี่คน ซึ่งถ้าท่านเหล่านั้นมีความคิดอย่างเก่าๆ และแคบๆ ก็อาจชักนำบ้านเมืองไปสู่ความเสื่อมและความล่มจมได้ง่าย”

            หรือแม้กระทั้งคนอื่นๆ ในคณะราษฎร เช่น นายประยูร ภมรมนตรี พระยาทรงสุรเดช และนายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกัน เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย

อาจกล่าวได้ว่าผู้นำใหม่เหล่านี้มีความรู้สึกในเรื่องลัทธิชาตินิยม ประกอบกับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากปัญหาของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้รับการศึกษาในระบบใหม่ทั้งในและนอกประเทศ และการเปรียบเทียบประเทศของตนกับประเทศที่เจริญก้าวหน้ากว่า กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่มองเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยของตะวันตกเป็นระบอบที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในสมัยนั้น และมองว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบที่ล้าหลัง ถ่วงความเจริญของชาติบ้านเมือง และไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในที่สุด(ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 38)            

 

คณะราษฎร

ภูมิหลังของการรวมตัวก่อตั้งเป็นกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกตนเองว่า คณะราษฎร นั้นต้องนับย้อนหลังไปถึง 7 ปี ก่อนการปฏิวัติ 2475 กล่าวคือกลุ่มคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศ ทั้งที่ได้รับทุนหลวงและทุนส่วนตัว ทั้งในทหารและพลเรือน อาศัยความเป็นคนไทยในต่างแดนรวมตัวกันเป็นมิตรสหายและเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ การที่ได้พบปะพูดคุยของกลุ่มคนหนุ่มเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ เปรียบเทียบสิ่งที่ตนได้พบเห็นมากับคนอื่นในการวิพากษ์วิจารณ์ก็จะรวมถึงระบอบการปกครองของประเทศด้วยที่ว่า ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีนักปราชญ์ทางการเมืองหลายคนและฝรั่งเศสก็ได้ปฏิวัติประเทศเป็นระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยบรรยากาศทางการเมืองการปกครองเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดของนักเรียนไทยด้วยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักเรียนไทย ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรีผู้ซึ่งเดินทางไปยังกรุงปารีส ใน พ.ศ. 2468 ได้เล่าถึง “ความเสื่อมโทรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเสียงเรียกร้องจากราษฎรในสยามที่ต้องการให้เปลี่ยนระบอบการปกครองนั้น” นายปรีดี พนมยงค์ ได้ทราบเรื่องนี้จึงปรารถกับร้อยโท ประยูร ภมรมนครีว่า

…ได้ยินผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มามากหลายคนแล้ว

แต่ยังไม่มีใครจะตัดสินใจเอาจริง ฉะนั้น เราจะไม่พูดแต่ปาก คือจะต้องทำจริงจากน้อยไปสู่มาก

แล้ววิธีการชวนเพื่อนที่ไว้วางใจได้ร่วมเป็นหน่วยแรกขึ้น…

ความคิดในการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยในกลุ่มนักเรียนไทยในยุโรปจึงเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่กล่าวมาแล้วส่วนตัวนายปรีดี พนมยงค์สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาก่อนหน้านี้แล้วดังที่เคยเขียนไว้ในบทความว่า ตนมีความคิดทีจะเปลี่ยนแปลงการปกครองก่อนหน้านี้แล้วดังที่เคยเขียนไว้ในบทความว่าตนมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบที่เป็นอยู่ไปเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อตนยังเรียนวิชากฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมแล้ว และเมื่อสอบชิงทุนได้ไปเรียนวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสได้ติดต่อกับนักศึกษาไทยในยุโรปที่มีความคิดในแนวเดียวกันคือ นิยมประชาธิปไตยจึงตั้งสมาคมในปี 2467 ชื่อว่าสามัคยานุเคราะห์สยาม มีชื่อย่อในภาษาฝรั่งเศสว่า S.I.A.M. นายปรีดี พนมยงค์ เคยเป็นเลขานุการและเป็นประธานของสมาคมสามัคยานุเคราะห์สยามและได้เข้าร่วมกลุ่มความคิด ร่วมกันวางแผน “ปลุกจิตสำนึกเพื่อนนักศึกษาทั่วไปให้เกิดความรู้สึกถึงความจำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ส่วนนายควง อภัยวงศ์ซึ่งเป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรได้บันทึกเรื่องการพบปะที่กรุงปารีสของนักเรียนไทยในยุโรปว่า “นายปรีดีเขาเรียนกฎหมาย เขาก็อธิบายเรื่องสภาเราก็มีความเห็นกันว่าชาวไทยควรจะมีส่วนมีเสียงในการปกครองบ้างแต่พระเจ้าแผ่นดินและราชวงศ์นั้นเราเทิดทูนไว้ เรามีความรู้สึกกันอย่างนี้” และนายควง ก็ระบุว่า นายปรีดี ร.ท.แปลก และ ร.ท.ประยูร เป็นตัวตั้งตัวตี

ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์กระตุ้นความรู้สึกที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองยิ่งขึ้นคือได้เกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนไทยในฝรั่งเศสกับพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสและผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศส อันเนื่องมาจากพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร มีคำสั่งห้ามนักเรียนไทยในฝรั่งเศสไปร่วมประชุมสมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษและไม่ออกหนังสือเดินทางให้นักเรียนไทยในฝรั่งเศสเหล่านั้นก็ได้ขัดขืนคำสั่งด้วยการส่ง ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรีไปร่วมประชุมโดยร่วมกันเรี่ยไรค่าเดินทางและค่าที่พักให้และใช้วิธีหลบเลี่ยงคำสั่งที่ห้ามอกหนังสือเดินทางไปประเทศอังกฤษโดยใช้วิธีของหนังสือเดินทางไปประเทศเบลเยี่ยมก่อนแล้วขอวีซ่าจากประเทศเบลเยี่ยมเข้าประเทศอังกฤษการเดินทางไปประเทศอังกฤษของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ครั้งนี้เป็นที่สังเกตของหน่วยข่าวกรองทางการเมืองของอังกฤษประจำเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รายงานความเคลื่อนไหวว่า ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรีเป็นสมาชิกของกลุ่มเอเซียติก (Asiatic Bloc) กลุ่มเอเซียติกมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างการปฏิวัติทางปัญญาให้แก่นักเรียนจากประเทศทางตะวันออกสถานทูตอังกฤษในประเทศไทยจึงติดต่อกับรัฐบาลไทยในเรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรไม่พอพระทัยในการกระทำของนักเรียนไทยเหล่านี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับได้มีความขัดแย้งในเรื่องค่าใช้จ่ายของนักเรียนทุนรัฐบาลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเดิมอัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ เท่ากับ 60-70 แฟรงค์ เมื่อค่าเงินลดต่ำลง 1 ปอนด์ มีค่าถึง 140-170 แฟรงค์ ค่าครองชีพในฝรั่งเศสสูงขึ้นนักเรียนไทยจึงเข้าชื่อกันทำหนังสือไปยังสถานทูตของรับเป็นเงินปอนด์แทน ซึ่งนายปรีดีพนมยงค์ เป็นผู้ยื่นหนังสือเรื่องนี้เอกอัครราชทูตรทรงเห็นว่านักเรียนไทยที่ร่วมกันเขียนหนังสือร้องเรียนมีหัวรุนแรงจึงให้มีคำกราบบังคมทูลมายังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขอให้เรียกตัวนายปรีดี พนมยงค์ กลับประเทศไทยด้วยเหตุว่า “เป็นหัวหน้าชักนำนักเรียนไทยขัดคำสั่งทูต เป็นหัวหน้าสหบาล Syndicate ฝักใฝ่ในระบอบประชาธิปไตยอันจะเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์” ในเวลาเดียวกัน นายปรีดีพนมยงค์ ได้โทรเลขกราบบังคมทูลกล่าวหาว่าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรเป็นการถวายฎีกามาเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้ นายปรีดี พนมยงค์กลับประเทศไทยทันที แต่บิดานายปรีดีพนมยงค์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาขอให้เลื่อนเวลาเรียกตัวนายปรีดีกลับประเทศไทยเป็นหลังการสอบไล่ปริญญาดุษฏีบัณฑิตทางกฏหมายให้สำเร็จเรียบร้อยประกอบกับเจ้าพระยามราช (ปั้น สุขุม) ได้กราบบังคมทูลให้เลื่อนเวลาเรียกตัวนายปรีดี กลับเช่นกันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายปรีดีพนมยงค์ศึกษาต่อจนจบ โดยมีเงื่อนไขว่า นายปรีดี พนมยงค์จะต้องทำหนังสือขอขมาต่อพระวงวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร และให้สัญญาว่าจะเชื่อฟังคำสั่งของเอกอัครราชทูตด้วย

(แหล่งข้อมูล http://writer.dek-d.com/eunsong/story/viewlongc.php?id=360631)

 

ความขัดแย้งระหว่างเอกอัครราชทูตกับนักเรียนไทยทำให้นักเรียนไทยประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นจนในที่สุดการประชุมก่อตั้งคณะราษฎรอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นั่นหมายถึงการแสดงเจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ การประชุมก่อตั้งคณะราษฎรนี้ประกอบไปด้วยคนหนุ่ม 7 คน ได้แก่

1. นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) นักศึกษาวิชากฎหมายมหาวิทยาลัยปารีส ฝรั่งเศส

2. นายร้อยโทรแปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) นายทหารศึกษาที่โรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ ฝรั่งเศส

3. นายร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ซึ่งลาออกจากราชการทหารเป็นนายทหารกองหนุน เดินทางมาศึกษาวิชารัฐศาสตร์ในฝรั่งเศสด้วยทุนส่วนตัว

4. นายร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี (หลวงทัศไนยนิยมศึก) ศึกษาโรงเรียนทหารม้า ฝรั่งเศส

5. หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนีย์) ผู้ช่วยเลขานุการประจำสถานทูตสยามกรุงปารีส เคยเป็นนักเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม และเป็นนายสิบในกองทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1

6. นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์ เคยเป็นเป็นนายสิบในกองทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 และ

7. นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิต อังกฤษ และกำลังศึกษาวิชากฎหมายแผนกเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มหาวิทยาลัยปารีส

ในการประชุมก่อตั้งคณะราษฎรที่ปารีสใช้เวลา 5     วัน โดยมีมติเป็นวัตถุประสงค์หลักใหญ่ของคณะคือ เปลี่ยนแปลงการปกครองของกษัตริย์เหนือหมายมาเป็นระบอบปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย หรือจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังได้กำหนดคุณสมบัติเพื่อเลือกหาสมาชิกเพิ่มเติม การหาทุนที่จะใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การประชุมเสร็จสิ้นลงที่ประชุมมีมติให้ นายปรีดี พนมยงศ์ เป็นประธานและหัวหน้าคณะราษฎรจนกว่าจะมีบุคลที่เหมาะสมเป็นหัวหน้าคณะราษฎรในกาลต่อไป ซึ่งหัวหน้าคณะราษฎรคนต่อมาที่มีความเหมาะสมเป็นสายทหารชั้นสูง คือ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา

ส่วนการขยายสมาชิกคณะราษฎรนั้นได้อาศัยปัจจัยความเป็นเพื่อนชาวไทยในต่างแดน เพื่อนนักเรียนหรือเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมงาน สายสัมพันธ์ทางเครือญาติ กลุ่มสมาชิกคณะราษฎรที่ยังศึกษาอยู่ในฝรั่งเศสได้ชักชวนบุคคลอื่นๆ เข้าร่มเป็นสมาชิก ได้แก่ นายทวี บุญเกตุ นักศึกษาวิชาเกษตร นายเรือตรีสินธุ์กมลนาวิน (หลวงสินธุสงครามชัย) นักศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศเดนมาร์กที่มาเยือนปารีส

ซึ่งทำให้การขยายสมาชิกภายในประเทศกระจายไปยังสายต่างๆ เช่น สายทหารบกที่มีนายพันตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นแกนนำในการจัดตั้ง ด้านสายทหารเรือ มีนายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย เป็นแกนนำจัดตั้งสมาชิก และด้านพลเรือนนั้น ก็มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นแกนนำหลักในการจัดตั้ง การชักชวนสมาชิกเพิ่มเพื่อร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น สถานะของความเป็นครูอาจารย์ ของผู้ก่อการฯชั้นหัวหน้าสาย ในสถานการศึกษาทั้งพลเรือนและทหาร เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยแพร่กระจายแนวความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการแสวงหาสมาชิกที่มั่นใจได้ การแสวงหาสมาชิกคณะราษฎรที่เป็นไปอย่างลับๆ จนสมาชิกของคณะราษฎรมีทั้งหมด 102 นาย เกือบทั้งหมดรับราชการทั้งสิ้น ในกระบวนการแสวงหาสมาชิกใหม่ของแต่ละสายนั้น มีลักษณะที่ได้จัดแบ่งกลุ่มภายในคณะราษฎรค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะสายทหารบกที่มีกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช นายทหารชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้นำ และกลุ่มที่มี พ.ต.หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้นำกลุ่มทหารชั้นผู้น้อย  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเล็กของ ร.อ.หลวงทัศไนยนิยมศึก ผู้นำกลุ่มนายทหารม้า ส่วนสายทหารเรือค่อนข้างมีเอกภาพ แต่สายพลเรือนค่อนข้างหลากหลาย กลุ่มต่างๆในคณะราษฎรเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งของความแปรผันทางการเมืองภายหลังการปฏิวัติ 2475(ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 104 – 121)

 

 

สาเหตุปัจจัยการปฏิวัติ พ.ศ. 2475

1.ความเสื่อมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การที่คณะนายทหารหนุ่มภายใต้การนำของ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ ได้วางแผนยึดอำนาจการปกครอง เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบที่จำกัด พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในฐานะประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ พ.ศ.2454 แต่ ไม่ประสบความสำเร็จเพราะถูกจับกุมก่อนลงมือปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมของระบอบนี้อย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการวิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ไม่ดุลกับราย รับ ทำให้มีการกล่าวโจมตีรัฐบาลว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป ครั้งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ก็ถูกโจมตีว่าทรงตกอยู่ใต้อิทธิพลของอภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง และบรรดาพระราชวงศ์ก็มีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองมากเกินไป ควรจะให้บุคคลอื่นที่มีความสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อระบอบการปกครองที่มีพระ มหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งนับวันจะมีปฏิกิริยาต่อต้านมากขึ้น

 

2.การได้รับการศึกษาตามแนวความคิดตะวันตกของบรรดาชนชั้นนำในสังคมไทย

ทิวากร แก้วมณี (Dhiwakorn 2006) เสนอว่า อิทธิพลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำ ให้คนไทยส่วนหนึ่งที่ไปศึกษายังประเทศตะวันตก ได้รับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม่ และนำกลับมาเผยแพร่ในประเทศไทย ทำให้คนไทยบางส่วนที่ไม่ได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศรับอิทธิพลแนวความคิดดัง กล่าวด้วย อิทธิพลของปฏิรูปการศึกษาได้ส่งผลกระตุ้นให้เกิดความคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากขึ้น นับตั้งแต่คณะเจ้านายและข้าราชการเสนอคำกราบบังคมทูลให้เปลี่ยนแปลงการ ปกครองใน พ.ศ.2427 นักหนังสือพิมพ์อย่าง เทียนวรรณ (ต.ว.ส.วัณณาโภ) ก.ศ.ร. กุหลาบ (ตรุษ ตฤษณานนท์) ได้เรียกร้องให้ปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และยังได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์สังคม กระทบกระเทียบชนชั้นสูงที่ทำตัวฟุ้งเฟ้อ ซึ่งตัวเทียนวรรณเองก็ได้กราบบังคมทูลถวายโครงร่างระบบการปกครองที่เป็น ประชาธิปไตยแด่รัชกาลที่ 5 ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้เกิดกลุ่มกบฏ ร.ศ.130 ที่ วางแผนยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตกแต่ไม่เคยไปศึกษาในต่างประเทศ แต่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 เป็นคณะบุคคลที่ส่วนใหญ่ผ่านการศึกษามาจากประเทศตะวันตกแทบทั้งสิ้น แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความคิดในโลกตะวันตกที่มีต่อชนชั้นผู้นำของไทยเป็น อย่างยิ่ง เมื่อคนเหล่านี้เห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเปลี่ยนแปลงกรปกครองจึงเกิดขึ้น

 

3.ความเคลื่อนไหวของบรรดาสื่อมวลชน

สื่อ มวลชนมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการปกครองแบบใหม่และปฏิเสธระบบ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ.2443-2449) น.ส.พ.ศิริพจนภาค (พ.ศ.2451) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท์ (พ.ศ.2446-2450) น.ส.พ.บางกอกการเมือง (พ.ศ.2464) น.ส.พ.สยามรีวิว (พ.ศ.2430) น.ส.พ.ไทยใหม่ (พ.ศ.2474) ต่างก็เรียกร้องให้มีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง ประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยที่จะเป็นแรงผลักดันให้ประชา ชาติมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ ดังเช่นที่ปรากฏเป็นตัวอย่างในหลายๆประเทศที่มีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ การะแสเรียกร้องของสื่อมวลชนในสมัยนั้นได้มีส่วนต่อการสนับสนุนให้การดำเนิน ของคณะผู้ก่อการในอันที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองบรรลุผลสำเร็จได้เหมือนกัน

 

4.การเกิดคลื่นประชาธิปไตยลูกที่สองในสยาม

รัชกาลที่ 7 ทรง เล็งเห็นความสำคัญของการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและทรงเต็มพระทัยที่จะสละพระราชอำนาจมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อถึงเวลาที่ เหมาะสม แต่เมื่อพระองค์ทรงมีกระแสรับสั่งให้พระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรย์มอนด์ บี.สตีเวนส์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อประกาศใช้ พระองค์ได้ทรงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาอภิรัฐมนตรีสภา แต่อภิรัฐมนตรีสภากลับไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าประชาชนยังขาดความพร้อมและเกรงจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งๆที่รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นด้วยกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่ออภิรัฐมนตรีสภาคัดค้าน พระองค์จึงมีน้ำพระทัยเป็นประชาธิปไตยโดยทรงฟังเสียงทัดทานจากอภิรัฐมนตรีสภาส่วนใหญ่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงยังไม่มีโอกาสได้รับการประกาศใช้ เป็นผลให้คณะผู้ก่อการชิงลงมือทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้ในที่สุด

 

5.สถานะทางการคลังของประเทศและการแก้ปัญหา

การคลังของประเทศเริ่มประสบปัญหามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพราะการผลิตข้าวประสบความล้มเหลว เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมและฝนแล้งติดต่อกันใน พ.ศ. 2460 และ พ.ศ.2462 ซึ่ง ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อการผลิตข้าวอย่างรุนแรง ภายในประเทศก็ขาดแคลนข้าวที่จะใช้ในการบริโภค และไม่สามารถส่งข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ ทำให้รัฐขาดรายได้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงต้องจัดสรรเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวนา ข้าราชการ และผู้ประสบกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น มีทั้งรายจ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้นจนเกินงบประมาณรายได้ ซึ่งใน พ.ศ. 2466 งบประมาณขาดดุลถึง 18 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลได้นำเอาเงินคงคลังที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้จ่ายจนหมดสิ้น ในขณะที่งบประมาณรายได้ต่ำ รัชกาลที่ 6 ทรง แก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อให้มีเงินเพียงพอกับงบประมาณรายจ่าย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างไม่ประหยัด ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังคับขัน ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 7 ทรง ดำเนินนโยบายตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลลดจำนวนข้าราชการในกระทรวงต่างๆให้น้อยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์ให้น้อยลง เมื่อ พ.ศ.2469 ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 3 ล้านบาท แต่เนื่องจากเศรษฐกิจของโลกเริ่มตกต่ำมาเป็นลำดับตั้งแต่ พ.ศ. 2472 ทำ ให้มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง รัฐบาลต้องตัดทอนรายจ่ายอย่างเข้มงวดที่สุด รวมทั้งปลดข้าราชการออกจากตำแหน่งเป็นอันมาก จัดการยุบมณฑลต่างๆทั่วประเทศ งดจ่ายเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยกันดารของข้าราชการ รวมทั้งการประกาศให้เงินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคำ พ.ศ. 2475 รัฐบาล ได้ประกาศเพิ่มภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากข้าราชการ แต่มาตรการดังกล่าวมาก็ไม่สามารถจะกอบกู้สถานะทางการคลังของประเทศได้กระเตื้องขึ้นได้ จากปัญหาเศรษฐกิจการคลังที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขให้มีสภาพเป็นปกติได้ ทำให้คณะผู้ก่อการใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีประสิทธิภาพการบริหารงานของ รัฐบาล จนเป็นเงื่อนไขให้คณะผู้ก่อการดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลสำเร็จ  (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 121-148)

 

 

 

 

 

การยึดอำนาจการปกครอง 2475

เหตุการณ์ก่อนวันปฏิวัติ

 การประชุมวางแผนยึดอำนาจ กำหนดกันไว้ตามสถานที่และโอกาสต่าง ๆหลายประการการยึดอำนาจจะใช้กำลังทหารบกเป็นส่วนใหญ่ ทาง พันเอก พระยาทรงสุรเดช นั้นมีเพื่อนคนสำคัญคือ พันโท พระสิทธิพลเรืองเดช เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยคณะราษฎรจึงหวังว่าจะได้กำลังทางอาจารย์และนักเรียนนายร้อยส่วนกำลังทางด้านทหารม้าและรถถังนั้น พันตรีหลวงพิบูลสงคราม รับรองจะหามาให้ได้สำหรับกำลังทางด้านทหารเรือ นาวาตรี หลวงสินธุ สงครามชัยจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ในขณะที่กำลังดำเนินงานตามแผนก็ได้มีเรื่องทางการเมืองมาแทรกอันเป็นประโยชน์ต่อคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างมากกล่าวคือ พลเอก พระองค์เจ้าบวรเดช ที่ได้ทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมเพราะขัดแย้งด้วยเรื่องการเสนอขึ้นเงินเดือนของนายทหารกองทัพบกได้ทรงวางแผนการที่จะปรับปรุงการบริหารประเทศให้มีรัฐธรรมนูญขึ้น เช่นกันได้ทรงชวนนายทหารชั้นผู้ใหญ่มาปรึกษาหารือ จึงเกิดเป็นเรื่องหวาดระแวงที่พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช จะทรงวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองดังนั้นตำรวจจึงได้เพ่งเล็งสอบสวนความเคลื่อนไหวของพลเอก พระองค์เจ้าบวรเดชโดยเฉพาะในวันที่มีพิธีเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้าได้มีการระดมกำลังตำรวจทั้งในพระนครและต่างจังหวัดมาควบคุมสถานการณ์เมื่อทุกคนมาเพ่งเล็งที่ พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดชก็ไม่มีผู้ให้ความสนใจกับผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแม้จะทราบระแคะระคายอยู่บ้าง

ต่อมาทางตำรวจได้ทราบความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างชัดแจ้งในต้นเดือนมิถุนายนพลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ กับ พันตำรวจเอกพระยาธรณีนฤเบศรผู้บังคับการตำรวจกองปราม ได้ทำหมายจับผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 5 คนคือ 1. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) 2.พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ชิตตะสังคะ) 3.นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย 4.ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี 5.ดร. ตั้ว ลพานุกรม  โดยนำความไปกราบทูลจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยให้ลงพระนามเพื่อจะจับกุมบุคคลดังกล่าวแต่เมื่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงเห็นชื่อผู้ที่อยู่ในหมายจับทรงทักว่าดูชื่อแล้วเป็นเด็ก ๆ ไม่มีความหมายและยับยั้งการออกหมายจับคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้รอดจากการถูกจับกุมและยิ่งเป็นเหตุให้รีบกำหนดวันลงมือทำตามแผนทันที

แผนของคณะราษฎรจะต้องทำอย่างรัดกุมเพราะถ้ามีการพลาดพลั้งคณะราษฎรก็จะได้รับโทษในฐานะเป็นกบฏต่อแผ่นดินแผนดำเนินการก็คือ แบ่งบุคคลออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายทหารบก ฝ่ายทหารเรือและฝ่ายพลเรือน พันเอก พระยาทรงสุรเดชในฐานะเสนาธิการ ได้เสนอแผนการยึดอำนาจการปกครอง รวม 3 แผนด้วยกัน

แผนที่ 1 นัดประชุมนายทหารกรมเสนาธิการที่กรมยุทธศึกษาหรือว่าศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อที่คณะราษฎรจะได้ประกาศเปลี่ยนแปลงท่ามกลางนายทหารเหล่านี้หากผู้ใดไม่เห็นด้วยหรือแสดงอาการขัดขวาง ทางฝ่ายคณะราษฎรก็จะเข้าควบคุมตัวเอาไว้ในขณะที่ประชุมนายทหารอยู่นั้นผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและฝ่ายพลเรือนก็จะแยกย้ายกันไปคุมตามวังพระบรมวงศานุวงศ์และบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ภายหลังที่ประชุมนายทหารสิ้นสุดลงจะนำบุคคลสำคัญไปกักตัวไว้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

แผนที่ 2 จัดหน่วยต่างๆ ไปควบคุมตามวังพระบรมวงศานุวงศ์และบ้านข้าราชการคนสำคัญพร้อมกันนั้นก็จัดหน่วยออกทำการจัดการสื่อสารติดต่อและในขณะเดียวกันก็ออกคำสั่งลวงให้นายทหารไปชุมนุมกัน ณ ลานพระบรมรูปเพื่อที่คณะราษฎรจะได้ประการเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อนายทหารเหล่านี้

แผนที่ 3 กำหนดให้นายทหารหน่วยหนึ่งจู่โจมเข้าคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต มาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นประกันความปลอดภัยแก่คณะราษฎรและดำเนินการอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับแผนการที่ 2

ที่ประชุมตกลงให้ดำเนินการตามแผนที่ 3 และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2475

โอกาสในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้นต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกองไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก ส่วนมากที่จะคุม จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้นคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต มักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวันเสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2475

ต่อมาที่ประชุมได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายนเนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับหากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ

ในวันที่ 22 มิถุนายนก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎร ยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน 2475

            (แหล่งข้อมูล : http://writer.dek-d.com/eunsong/story/viewlongc.php?id=360631)

 

ขั้นตอนการยึดอำนาจและสภาพการณ์วันปฏิวัติ พ.ศ. 2475

ก่อนการปฏิวัติคณะราษฎรได้มีการประชุมเพื่อวางแผนกันหลายครั้ง โดยพิจารณาว่าหากมีความเสี่ยงสูงก็ต้องยอมยกเลิกแผนการนั้นไปก่อน จนกระทั่งถึงครั้งที่เห็นชอบกันว่ามีความพร้อมมากที่สุด นั้นคือ จะทำการปฏิวัติในเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะในวันนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล จึงทำให้ในกรุงเทพฯ เหลือข้าราชการเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

การปฏิวัติครั้งสำคัญครั้งนี้ ได้ทำการประชุมวางแผนกัน ณ บ้านของ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ในวันที่ 12 มิถุนายน 2475 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการวางแผนควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร (กุหลาบ สายประดิษฐ์, 2543 : 69)

มีการแบ่งงานให้แต่ละกลุ่มออกเป็น 4 หน่วยด้วยกัน คือ

หน่วยที่ 1 เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เวลา 06.00 น. ทำหน้าที่ทำลายการสื่อสารและการคมนาคมที่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ โทรเลข รวมทั้งคอยกันมิให้รถไฟจากต่างจังหวัดสามารถแล่นเข้ามาได้

หน่วยที่ 2 เริ่มงานตั้งแต่เวลา 01.00 น. ทำหน้าที่ควบคุมตัวเจ้านายและบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังสวนผักกาดมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม  พระประยุทธอริยั่น จากกรมทหารบางซื่อ รวมทั้งวางแผนให้เตรียมรถยนต์สำหรับลากปืนใหญ่มาตั้งเตรียมพร้อมไว้ โดยทำทีท่าเป็นตรวจตรารถยนต์

หน่วยที่ 3 เป็นหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งทำหน้าที่ประสานทั้งฝ่ายทหารบกและทหารเรือ เช่น ทหารเรือจะติดไฟเรือรบ และเรือยามฝั่ง ออกเตรียมปฏิบัติการณ์ตามลำน้ำได้ทันที

สุดท้าย หน่วยที่ 4 อันถือว่าเป็น " มันสมอง " โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ร่างคำแถลงการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายปกครองประเทศต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมการเจรจากับต่างประเทศหลังการปฏิบัติการสำเร็จ

(แหล่งข้อมูล : http://www.oknation.net/blog/kookkae/2009/06/24/entry-1)

คณะผู้ก่อการหรือคณะราษฎรได้เริ่มลงมือปฏิบัติงานในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะผู้ก่อการ เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการนำคณะนายทหารและพลเรือน จำนวน 102 นายพร้อมด้วยกำลังหน่วยทหารที่เตรียมการเอาไว้ ในนามของคณะราษฎร ได้ยึดอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยมีจุดมุ่งหมาย “ ที่จะให้ประเทศสยามมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน”

การยึดอำนาจดำเนินไปในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

มีทหารบก ทหารเรือ และนักเรียนนายร้อยทหารบกเข้าร่วมเพียงประมาณไม่เกิน  2  พันคน ส่วนใหญ่มารวมกันที่ลานพระรูป เพราะเข้าใจว่ามาดูการซ้อมสวนสนาม  พระยาพหลพลพยุหเสนาหัวหน้าคณะราษฎรได้เป็นผู้อ่าน “ประกาศคณะราษฎร” ในการปฏิวัติเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยต่อที่ชุมนุม โดยประกาศคณะราษฎรมีใจความดังนี้

 

ประกาศคณะราษฎร  ฉบับที่  ๑

ราษฎรทั้งหลาย

                เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น  ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น  แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่  กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม  ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ  ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร  ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต  มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ  หากำไรในการเปลี่ยนเงิน  ผลาญเงินของประเทศ  ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร  กดขี่ข่มเหงราษฎร  ปกครองโดยขาดหลักวิชา  ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม  ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว  รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ  ได้กระทำกัน  รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส  (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง  ข้าบ้าง)  เป็นสัตว์เดียรัจฉาน  ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์  เหตุฉะนั้น  แทนที่จะช่วยราษฎร  กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร  จะเห็นได้ว่า  ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น  กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน  ส่วนราษฎรสิ  กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย  เลือดตาแทบกระเด็น  ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ  ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา  แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข  ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้  นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน  ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

                รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร  มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้  แต่ครั้นคอยๆ  ก็เหลวไป  หาได้ทำจริงจังไม่  มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน  ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้  เพราะราษฎรโง่  คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้  ถ้าราษฎรโง่  เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน  ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่  เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา  ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้  และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

                ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า  ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร  ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง  บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก  พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน  เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?  ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง  บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง  ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา  เพราะทำนาไม่ได้ผล  รัฐบาลไม่บำรุง  รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด  นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ  จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม  เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย  บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย  นายสิบ  และเสมียน  เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ  ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ  จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน  แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่  คงสูบเลือดกันเรื่อยไป  เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ  คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม  ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก  การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

                เหตุฉะนั้น  ราษฎร  ข้าราชการ  ทหาร  และพลเรือน  ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว  จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น  และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว  คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา  จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ  ความคิดดีกว่าความคิดเดียว  ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น  คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ  ฉะนั้น  จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป  แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน  จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้  นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร  คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว  เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ  ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ  และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย  กล่าวคือ  ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น  อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา  ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด  ทุกๆ  คนจะมีงานทำ  เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ  เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว  ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น  การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ  จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา  ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด  เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว  เป็นหลักใหญ่ๆ  ที่คณะราษฎรวางไว้  มีอยู่ว่า

                ๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย  เช่นเอกราชในทางการเมือง  ในทางศาล  ในทางเศรษฐกิจ  ฯลฯ  ของประเทศไว้ให้มั่นคง

                ๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

                ๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ  จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ   ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

                ๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

                ๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ  เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก  ๔  ประการดังกล่าวข้างต้น

                ๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

                ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ  คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน  อย่าทำการใดๆ  อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร  การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้  เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร  บุตร  หลาน  เหลน  ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์  ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย  ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย  ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน  และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่  เป็นข้า  เป็นทาสพวกเจ้า  หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร  สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ  ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า  “ศรีอาริยะ”  นั้น  ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

(กุหลาบ สายประดิษฐ์, 2543 : 101)

พร้อมทั้งเข้ายึดพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นฐานบัญชาการ และได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดวังบางขุนพรหม ขณะเดียวกันสมาชิกคณะราษฎรได้แยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญคือ การจับผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พร้อมทั้งได้ทูลเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตเสด็จมาประทับยังพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นผลสำเร็จ เพื่อเป็นหลักประกันพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานที่หัวหิน คณะราษฎรได้มอบหมายให้นาวาตรีหลวงศุภชลาศัย ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัย นำหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับพระนครและขอให้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระองค์ได้ทรงยินยอมให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะทรงเห็นแก่ความสงบของบ้านเมืองเป็นสำคัญ  จากการที่คณะผู้ก่อการได้พยายามดำเนินการอย่างละมุนละม่อมดังกล่าว ทำให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีซึ่งมีผลต่อชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวม

สำหรับทางฝ่ายพลเรือนนั้น สมาชิกคณะผู้ก่อการกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของหลวงโกวิทอภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) ได้ออกตระเวนตัดสายโทรศัพท์และโทรเลขทั้งในพระนครและธนบุรี เพื่อป้องกันมิให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตและผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในกรุงเทพฯ ขณะนั้นโทรศัพท์และโทรเลขติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ ได้จัดทำใบปลิว คำแถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการออกแจกจ่ายประชาชน

คณะผู้ก่อการสามารถยึดอำนาจและจับกุมบุคคลสำคัญฝ่ายรัฐบาลไว้ได้โดยเรียบร้อย และได้ร่วมกันจัดตั้ง คณะราษฎร ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ รวมทั้งออกประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร เพื่อชี้แจงที่ต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองให้ประชาชนเข้าใจ นอกจากนี้คณะราษฎรได้แต่งตั้งผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหารขึ้น 3 นาย ได้แก่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์ โดยให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการบริหารประเทศ

หลังจากนั้น คณะราษฎรได้มีหนังสือกราบบังคับทูลอันเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัวเสด็จกลับคืนสู่พระนคร เพื่อดำรงฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรต่อไป ด้วยความที่พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยที่เป็นประชาธิปไตย และทรงพร้อมที่จะเสียสละเพื่อประชาชนและประเทศชาติ พระองค์ทรงตอบรับคำกราบบังคับทูลอัญเชิญของคณะราษฎร โดยพระองค์ทรงยินยอมที่จะสละพระราชอำนาจของพระองค์ด้วยการพระราชทานรัฐธรรมนูญตามที่คณะราษฎรได้มีเป้าหมายเอาไว้ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และได้เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนครเพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทย

(แหล่งข้อมูล : http://sunattra403.blogspot.com/p/2475.html)

 

ปฏิกิริยาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

แม้ก่อนหน้าที่โทรเลขของเหล่าทหารเสือจะมาถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงทราบล่วงหน้าแล้วว่ามีเหตุการณ์บางอย่างกำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร พระองค์กำลังทรงกีฬากอล์ฟอยู่ที่พระราชวังฤดูร้อนพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสนาบดีที่เป็นเจ้านายสองพระองค์ และข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง เมื่อข้อความด่วนมาถึง (ซึ่งพระองค์กำลังทรงเล่นอยู่ที่หลุมที่แปด) ภายหลัง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินทรงมาถึงเพื่อกราบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพระนครพระองค์กับเจ้านายอีกสองพระองค์ทรงปรึกษากันถึงทางเลือกหลายทาง ซึ่งรวมไปถึงการเสด็จลี้ภัยไปยังต่างประเทศ การจัดรัฐประหารซ้อนหรือการยอมจำนนเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อโทรเลขแท้จริงจากคณะราษฎรมาถึงแล้ว พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยแล้วเช่นกัน พระองค์ได้ทรงตอบอย่างรวดเร็วว่าพระองค์เต็มพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเขียนถึงการตัดสินพระทัยของพระองค์ที่ปฏิเสธจะต่อสู้ในภายหลังว่า

"... ข้าพเจ้าไม่สามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เปื้อนเลือดได้ "

จุดหนึ่งที่พระองค์ทรงไม่ยอมรับคือเมื่อคณะราษฎรส่งเรือปืนมาเพื่อนำตัวพระองค์ไปยังกรุงเทพมหานคร พระองค์ทรงปฏิเสธและเสด็จกลับไปยังพระนครโดยรถไฟหลวง อันแสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ตกเป็นเชลยของคณะราษฎร ขณะเดียวกันคณะผู้ก่อการได้บีบบังคับให้เจ้านายลงพระนามในเอกสารประกาศพันธกรณี เพื่อให้เกิดสันติภาพและหลีกเลี่ยงการหลั่งเลือดใด ๆ ในกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับรัฐประหารอีกหลายครั้งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ที่ประชาชนแทบจะไม่มีท่าทีตอบสนองต่อรัฐประหารครั้งนี้เลย และชีวิตประจำวันของประชาชนได้กลับคืนสู่สภาพปกติ

(แหล่งข้อมูล http://www.photoontour.com/Misc_HTML/news/page/172.htm)

 

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

การที่คณะราษฎรภายใต้การนำของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบการ ปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นผลสำเร็จ โดยมิต้องสูญเสียเลือดเนื้อแต่ประการใดนั้น เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยมิได้ทรงต่อต้านเพื่อคิดตอบโต้คณะราษฎรด้วยการใช้กำลังทหารที่มีอยู่แต่ ประการใด และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรได้เตรียมร่างเอาไว้ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงค์มาแต่เดิมแล้วว่าจะพระราชทานรัฐ ธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแก่ประชาชนอยู่แล้ว จึงเป็นการสอดคล้องกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและความสุขของ ประชาชนเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าการดำรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจของพระองค์ รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยมี 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 มีสาระสำคัญดังนี้

1.อำนาจ นิติบัญญัติ กำหนดให้มีสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง แต่มีบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่า ถ้าราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญนี้ ยังมีการศึกษาไม่จบชั้นประถมศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท มีจำนวนเท่ากันคือ สมาชิกประเภทที่ 1 ได้แก่ผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมาตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้ แทนราษฎร ในระหว่างที่ใช้บทบัญญัติเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

2.อำนาจบริหาร พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 นาย และรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย 14 นาย อย่างมาก 24 นาย และในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กล่าวโดยสรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองและสังคมไทยดังนี้คือ

      2.1 อำนาจ การปกครองของแผ่นดินซึ่งแต่เดิมเคยเป็นของพระมหากษัตริย์ก็ตกเป็นของปวงชน ชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ทาง คือ อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการผ่านทางผู้พิพากษา (ศาล)

      2.2 ประชาชน จะได้รับสิทธิในทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของ รัฐบาล ออกกฎหมายและเป็นปากเสียงแทนราษฎร

2.3 ประชาชน มีสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆได้ ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย และคนทุกคนมีความเสมอภาคภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน

      2.4 ใน ระยะแรกของการใช้รัฐธรรมนูญ อำนาจบริหารประเทศจะต้องตกอยู่ภายใต้การชี้นำของคณะราษฎร ซึ่งถือว่าเห็นตัวแทนของราษฎรทั้งมวลในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ความสงบเรียบร้อย ประชาชนจึงจะมีสิทธิในอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่

          (แหล่งข้อมูล : http://sunattra403.blogspot.com/p/2475.html)

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแหลงการปกครอง พ.ศ. 2475

1.ผลกระทบทางด้านการเมือง

การเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสิ้นสุดพระราชอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทางยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยแล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงว่าประชาชนจะมิได้รับอำนาจการปกครองที่พระองค์ทรงพระราชทานให้โดยผ่านทางคณะราษฎรอย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงใช้ความพยายามที่จะขอให้ราษฎรได้ดำเนินการปกครองประเทศด้วยหลักการแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่พระองค์ก็มิได้รับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแต่ประการใด จนกระทั่งภายหลังพระองค์ต้องทรงประกาศสละราชสมบัติใน พ.ศ.2477

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทั้งนี้เป็นเพราะยังมีผู้เห็นว่าการที่คณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ยังมิได้เป็นไปตามคำแถลงที่ให้ไว้กับประชาชน

นอกจากนี้การที่คณะราษฎรได้มอบหมายให้นายปรีดี พนมยงค์ ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศตามหลักการข้อ 3 ในอุดมการณ์ 6 ประการของคณะราษฎรที่ได้ประกาศไว้เมื่อครั้งกระทำการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ปรากฏว่าหลายฝ่ายมองว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโน้มเอียงไปในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้น ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสิ้นสุดลงแล้วไม่นาน

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี เห็นว่าการบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งในเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจไม่สามารถจะดำเนินต่อไปได้ จึงประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันส่งผลให้ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นำกำลังทหารยึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 และหลังจากนั้น พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินสืบไป

เมื่อรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน ก็มีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า คณะกู้บ้านกู้เมือง นำโดยพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช ได้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลในเดือนตุลาคม 2476 สาเหตุจากความขัดแย้งระหว่างขุนนางเก่าที่นิยมเจ้ากับคณะราษฎร เนื่องจากกรณี ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ที่เรียกกันว่า สมุดปกเหลือง โดยออกเป็นสมุดปกขาว ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้มีการลดทอนอำนาจศักดินาเป็นอย่างมาก มีการเสนอแนวทางการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ เรื่องการถือครอง และการเช่าที่ดิน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่ ชาวนาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจากเรื่องนี้ทำให้เชื้อพระวงศ์  และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกมาคัดค้านอย่างรุนแรงโดยอ้างว่ารัฐบาลได้ทำการหมิ่นประมาทองค์พระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นร่างเค้าโครงเศรษฐกิจอันอื้อฉาวเข้าร่วมในคณะรัฐบาล พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการปกครองประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ในที่สุดรัฐบาลก็สามารถปราบรัฐประหารของคณะกู้บ้านกู้เมืองได้สำเร็จ

หลังจากนั้นก็มีการจับกุมและกวาดล้างผู้ต้องสงสัยว่าจะร่วมมือกับคณะกู้บ้าน กู้เมืองจนดูเหมือนว่าประเทศไทยมิได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระยะนั้น อย่างแท้จริง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นความขัดแย้งสืบต่อกันมาในยุคหลัง

ปัญหาการเมืองดังกล่าว ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สถาบันทางการเมืองในยุคหลังๆ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการพัฒนาการทางการเมืองมิได้เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการสร้างธรรมเนียมการปกครองที่ไม่ถูกต้องให้กับนักการเมืองและนักการทหารในยุคหลังต่อๆมา ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยต้องประสบกับความล้มเหลวเพราะการใช้กำลังบีบบังคับอยู่เป็นประจำถึงปัจจุบัน

 

2.ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญของไทย แต่ถ้าพิจารณาถึงผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผลกระทบทางการเมืองจะมีมากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เป็นเพราะความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่คณะราษฎรได้มอบหมายให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นคนร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเพื่อนำเสนอนั้น มิได้รับการยอมรับจากคณะราษฎรส่วนใหญ่ ดังนั้นระบบเศรษฐกิจภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงยังคงเป็นแบบทุนนิยมเช่นเดิม และโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังคงเน้นที่การเกษตรกรรมมากว่าอุตสาหกรรม ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจก็พอจะมีอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่เด่นชัดเท่ากับผลกระทบทางการเมืองก็ตาม จากการที่คณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองตกลงกันได้แต่เพียงว่าจะเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ไม่สามารถจะตกลงอะไรได้มากกว่านั้น กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจจึงต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อบีบบังคับให้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองเป็นไปตามที่ตนต้องการ นอกจากนี้กลุ่มผลประโยชน์ที่ครอบครองที่ดินและทุนอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ก็รวมตัวกันต่อต้านกระแสความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินและเงินทุนจากของบุคคลเป็นระบบสหกรณ์

 

3.ผลกระทบทางด้านสังคม

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยได้รับผลกระทบจากเปลี่ยนแปลงพอสมควร คือ ประชาชนเริ่มได้รับเสรีภาพและมีสิทธิต่างๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจ้าขุนมูลนาย ขุนนาง ซึ่งมีอำนาจภายใต้ระบอบการปกครองดั้งเดิมได้สูญเสียอำนาจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยมีมาก่อน โดยที่คณะราษฎรได้เข้าไปมีบทบาทแทนบรรดาเจ้านายและขุนนางในระบบเก่าเหล่านั้น

เนื่องจากที่คณะราษฎรมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาของราษฎรอย่างเต็มที่ ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรข้อที่ 6 ดังนั้น รัฐบาลจึงได้โอนโรงเรียนประชาบาลที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นให้เทศบาลเหล่านั้นรับไปจัดการศึกษาเอง เท่าที่เทศบาลเหล่านั้นจะสามารถรับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได้ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงการศึกษาของบุตรหลานของตนเอง นอกจากนั้นรัฐบาลได้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่นด้วยการจัดตั้งเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาลคอยควบคุมกิจการบริหารของเทศบาลเฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ โดยมีเทศมนตรีเป็นผู้บริหารตามหน้าที่

พ.ศ.2479 รัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479 โดยกำหนดแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ประเภท คือ สายสามัญศึกษาและสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของอาชีวศึกษาอย่างแท้จริง โดยได้กำหนดความมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่เรียนจบการศึกษาในสายสามัญแตะละประโยคแต่ละระดับการศึกษา ได้เรียนวิชาอาชีพเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากเรียนวิชาสามัญ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่จะออกไปประกอบอาชีพต่อไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 จึงได้นำไปสู่การปรับปรุงให้ราษฎรได้รับการศึกษา และสามารถใช้วิชาการความรู้ที่ได้รับจากการศึกษามาใช้ประกอบอาชีพต่อไปอย่างมั่นคงและมีความสุข

การเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้ชนชั้นเจ้านายและขุนนางในระบบเก่าถูกลิดรอนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น พระมหากษัตริย์จะได้รับเงินจากงบประมาณเพียงปีละ 1-2 ล้านบาท จากเดิมเคยได้ประมาณปีละ 2-10 ล้านบาท เงินปีของพระบรมวงศานุวงศ์ถูกลดลงตามส่วน ขุนนางเดิมถูกปลดออกจากราชการโดยรับเพียงบำนาญ และเจ้านายบางพระองค์ถูกเรียกทรัพย์สินสมบัติคืนเป็นของแผ่นดิน

          (แหล่งข้อมูล : http://sunattra403.blogspot.com/p/2475.html)

 

บทสรุปเกี่ยวกับการปฏิวัติ 2475

          คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือกลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศและกลุ่มนายทหารในประเทศไทยบุคคลทั้งสองกลุ่มพื้นฐานการศึกษาคล้ายกันคือศึกษาวิชาพื้นฐานหรือวิชาชีพจากประเทศทางตะวันตกใกล้ชิดกับการปกครองของประเทศที่ตนไปศึกษา คือได้สัมผัสกับบรรยากาศการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเห็นความเจริญก้าวหน้าจากการที่ประชาชนในยุโรปตะวันตกมีส่วนร่วมในการปกครองประกอบกับบุคคลทั้งสองกลุ่มเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูงส่วนใหญ่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงจึงกำหนดในความคิดว่าตนควรจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ

          คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครองได้รวมกลุ่มกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ.2469 ได้มีข้อขัดแย้งกับผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสซึ่งเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่งซึ่งกล่าวหาว่านักเรียนไทยเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยควรเรียกบางคนกลับประเทศไทย ทำให้นักเรียนในต่างประเทศมีพื้นฐานการไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นส่วนตัว คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็ได้เตรียมการวางแผนยึดอำนาจโดยชักชวนให้กลุ่มนายทหารเข้าร่วมด้วย การยึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยมีผู้กระทำมาครั้งหนึ่งแล้วใน ร.ศ.130 กระทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคณะราษฎรจึงได้วางแผนอย่างดีป้องกันข้อบกพร่องที่อาจมีขึ้น และการชักชวนทหารเข้าร่วมด้วยจึงทำให้เกิดความสำเร็จเพราะทหารมีอาวุธผู้บริหารประเทศยินยอมให้คณะราษฎรยึดอำนาจไม่โต้แย้งด้วยเกรงว่าพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงประชาชนจะเป็นอันตรายเพราะอาวุธ

          ชนวนที่ทำให้คณะราษฎรลงมือวางแผนยึดอำนาจมีหลายสาเหตุสาเหตุแรกได้แก่สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่าพระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกันอภิรัฐมนตรีสภาช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้หลายประการแต่ความคิดของผู้ใหญ่และของผู้เยาว์กว่าย่อมแตกต่างกันดังนั้นการยับยั้งข้อเสนอบางเรื่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเย้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์จักรีทรงปกครองแผ่นดินมาครบ 150 ปี จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจสาเหตุที่สองได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่ายสืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือการดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กองและเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ในวงการทหารก็เช่นกัน การขัดแย้งเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหมจนถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขอลาออกจากราชการจึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออกก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุลแล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีกความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง และสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกเข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุมปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนักพระราชบัญญัติเทศบาลซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน การเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำได้สำเร็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนการปกครองของประเทศจึงเปลี่ยนไป คือมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

            (แหล่งข้อมูล : http://writer.dek-d.com/eunsong/story/viewlongc.php?id=360631)

 

การต่อต้านคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ 2475

            หลังจากการปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมาคณะราษฎรถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจและอิทธิพลในวงการเมืองของประเทศ จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งระบอบใหม่ยังไม่ได้ลงรากมั่นคง ความกลัวที่ที่เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกคณะราษฎร คือ ความกลัวที่จะถูกต่อต้านจากพระมหากษัตริย์ คณะเจ้าและกลุ่มเจ้าทั้งทหารและพลเรือนที่ถูกปลดออกจากราชการเป็นจำนวนมาก ที่อาจรวมตัวต่อต้านคณะราษฎรและระบอบการปกครองใหม่ ให้กลับไปสู่การสถาปนาระบอบเก่าหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง ขณะเดียวกันคณะราษฎรก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และยังอ่อนอาวุโสหรือเป็นผู้น้อยในสังคม จึงไม่มีประสบการเพียงพอที่จะขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารเสียเอง และอาจไม่ได้รับการยอมรับจากคนในประเทศและจากรัฐต่างประเทศ ปัจจัยดังกล่าวทำให้คณะราษฎรได้เชื้อเชิญเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นคนชั้นกลางและเป็นกลุ่มพลังหลักของสังคม ให้เข้ามาร่วมมือด้านฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นการอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้เป็นเรื่องภายในประเทศอย่างสมจริง และเป็นการยืนในความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงว่า การล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และการประหัตประหารฝ่ายเจ้านั้นจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 หรือรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งได้ลดทอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจที่แท้จริงของฝ่ายบริหารได้มาอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี เหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ยึดกุมตำแหน่งสำคัญๆ ในฝ่ายบริหาร และกลายเป็นกลุ่มอำนาจใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง และอาศัยช่วงเวลาจากความแตกแยกภายในคณะราษฎร ดึงกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่นำโดย พ.อ.พระยาทรงสุรเดชให้เข้ามาสนับสนุนฝ่ายตน ตลอดจนแสวงหาความสนับสนุนและอ้างความชอบธรรมทางการเมืองจากพระมหากษัตริย์ ในท้ายที่สุดกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงตัวบทที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป และนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้คือ การรัฐประหาร ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจเด็ดขาดจากวงในของรัฐบาลพลเรือนโดยใช้อำนาจ พระราชกฤษฎีกา ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการขจัดอำนาจและอิทธิพลของคณะราษฎรโดยเฉพาะสายพลเรือนปีกซ้ายที่นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมออกไปจากศูนย์อำนาจของประเทศ และอิทธิพลของกลุ่มผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหาร โดยเฉพาะบทบาทของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

            โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นผู้นำนั้น มีชาติกำเนิดจากตระกูลสามัญชนหากเป็นคหบดี เป็นกลุ่มคนอายุระดับกลางที่เข้ามาบริหารประเทศแทนคณะเจ้านายที่ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 50 ปี กลุ่มอนุรักษ์นิยมนี้มีแนวความคิดเดียวกันของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องค่อยเป็นค่อยไป พยายามผสมผสานหลักการใหม่ๆ กับจารีตประเพณีของสังคม พิจารณาความเป็นจริงทางสังคมควบคู่กับหลักการ ไม่ใช่ยืนยันยันหลักการเพียงอย่างเดียว แนวความคิดดังกล่าวทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญหน้าขัดแย้งกับกลุ่มผู้นำคณะราษฎร แต่ท้ายที่สุดนั้นประสบการณ์ที่ช่ำชองกว่าของกลุ่มอนุรักษ์นิยมในเกมการเมืองแบบราชสำนัก ที่อาศัยการเล่นกับบุคคลสำคัญๆ ก็ทำให้มีชัยชนะเหนือผู้นำคณะราษฎรชั้นผู้น้อยสายพลเรือนที่หวังในการเล่นเกมการเมืองแบบมวลชน ที่พยายามจัดตั้งฐานสนับสนุนทางการเมืองจากข้าราชการ พ่อค้า คหบดีและราษฎร และใช้ฐานการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่สิ่งสำคัญคือกลุ่มอนุรักษ์นิยมของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาประสบความสำเร็จนั้น เป็นผลจากการได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์

            อย่างไรก็ตามเป้าหมายเบื้องหลังหรือเป้าหมายที่แท้จริงขอการรัฐประหารในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จด้วยเพราะ กลุ่มคณะราษฎรยังมีตัวตนอยู่โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำฝ่ายทหารคณะราษฎรยังที่ยังอยู่ร่วมในคณะรัฐบาล และยังเป็นกลุ่มที่คุมกำลังกองทัพที่แท้จริง ดังนั้นเกมการเมืองของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในรัฐบาลชุด 81 วันที่ได้พยายามขจัดกลุ่มผู้นำทางทหารของคณะราษฎรออกไปจากการคุมกำลังกองทัพ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายทหารของคณะราษฎรทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลมโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476

          ซึ่งการรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 เป็นการกระทำของนายทหารคณะราษฎรอีกครั้ง ก่อนหน้าจะครบหนึ่งปีของการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เพียง 4 วัน ทั้งเป็นผลมาจากปัจจัยปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ที่การรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกาของกลุ่มพระยามโนปกรณ์นิติธาดาหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่จะต้องการขจัดคณะราษฎรออกไป จนก่อให้เกิดความกลัวในหมู่คณะราษฎรส่วนมากที่เชื่อว่าจะมีการฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และฟื้นฟูพระราชอำนาจของกษัตริย์อีกครั้ง ในขณะเดียวกันการเข้าคุมกำลังกองทัพของกลุ่มพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ก็ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญของการรัฐประหารโดยนายทหารคณะราษฎรครั้งนี้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ก็คือการต่อสู้ระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่อันสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 นั่นเอง ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเลิกการประนีประนอมกับพระมหากษัตริย์กับคณะราษฎรโดยผ่านกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือกลุ่มข้าราชการอื่น ดังนั้นผู้นำคณะราษฎรจึงได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง ผลเกี่ยวเนื่องตามมาก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้ของคณะเจ้านายและกลุ่มนิยมเจ้าที่ได้รวบรวมกำลังทหารหัวเมืองเพื่อล้มคณะราษฎร ในเหตุการณ์กบฏบวรเดชที่เกิดขึ้นในกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 และต่อมาก็นำไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477 ซึ่งจากความสำเร็จของคณะราษฎรดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มบทบาทของฝ่ายทหารเป็นอย่างมาก แทนบทบาททางการเมืองของฝ่ายพลเมืองในช่วงหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475

            (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 287 – 399)

 

บทสรุป

            การรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 เป็นการต่อสู้ขัดแย้งกันทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในบริบทของการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ในสมัยการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบเก่านั้นพระมหากษัตริย์และคณะเจ้านายผู้ปกครองสยามต่างรู้ดีถึงกระแสลัทธิรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตย ที่กระแสลัทธิรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยนี้ได้เป็นพลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศต่างๆ กระทั่งสยามกลายเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวที่ยังปกครองโดยบุคคลหรือพระมหากษัตริย์กลุ่มผู้ปกครองระบอบเก่า ซึ่งก็ได้พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของสถาบันทางการปกครอง โดยหยิบยืมรูปแบบสภาผู้แทนราษฎรของระบอบรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นช่วงๆ เพื่อผลประโยชน์ทางอำนาจในการปกครองของตน และเพื่อลดทอนกระแสการเรียกร้องต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองจากผู้ถูกปกครอง โดยเฉพาะอย่ายิ่งจากคนชั้นกลางของสยาม ด้วยความต้องการของคนชั้นกลางของสยามหวังที่จะเข้ามามีส่วนร่มทางการเมือง หวังที่จะให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญและมีสภาผู้แทนราษฎรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงของประเทศได้ชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานโดยบุคคลคนเดียวหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สภาพการณ์ดังกล่าวกดดันให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำเสนอแนวพระราชดำริทางการเมือง เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยจะให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรูปแบบของมีสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา แต่เป็นรัฐธรรมนูญตามแนวพระราชดำริของพระองค์ อย่างไรก็ตามพระราชดำริทางการเมืองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้รับการคัดค้านจากคณะเจ้านายที่มีบทบาทในการบริหารการปกครอง กล่าวได้ว่าเป็นสภาพการณ์ปกติของพลังเฉื่อยชาต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยความไม่สารถปรับตัวทางสถาบันการปกครองของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ทันต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนเบื้องล่าง และต้องประสบปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง ในท้ายที่สุด คณะราษฎร ซึ่งเป็นกลุ่มของข้าราชการทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางในสยาม ก็ได้ทำการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระราชอำนาจอันเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ โดยสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญขึ้น อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

            ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 สภาพการณ์ที่สับสนวุ่นวายทางการเมืองหลังการปฏิวัติ เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองของกลุ่มผู้นำระบอบใหม่ ขณะที่กลุ่มคณะเจ้านายถูกกีดกันออกไปจากวงการเมือง โดย 1 ปีแรกของการปฏิวัติ คณะราษฎรกลับต้องทำรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ขึ้นเนื่องจากการต่อสู่ระบอบเก่ากับระบอบใหม่ อันผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 โดยการต่อสู้ใน 2 ปัญหาสำคัญได้แก่ ปัญหาทางรัฐธรรมนูญ และการแย่งชิงการควบคุมกองกำลังกองทัพ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2547 : 450 – 462)

 

 

อาจกล่าวได้ว่าหลังจากรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 เป็นต้นมาความสืบเนื่องของบทบาททหารจึงมีความสำคัญอย่างมากในการเมืองระยะหลังๆ ที่ได้เปลี่ยนไปเป็นทหารเผด็จการ และทำการรัฐประหารเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน แม้ว่าจะขัดกับหลักการประชาธิปไตยก็ตามบทบาทของทหารก็ยังมีความชอบธรรมอยู่เหนือการเมืองไทย และเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจวบจนปัจจุบัน

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

Dhiwakorn Kaewmanee, The Evolution of The Thai State, 2006

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, 2556

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ปฏิวัติ 2475. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์. เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2443

 

ลิขิต ธีรเวคิน.  วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,                              2546

 

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]