• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 390895
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 829 , 14:02:46 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

ซื้อเสียง ซื้อใจ กับประชาธิปไตยครึ่งใบ

กัลยาพร กันอิน เขียน

ผศ ดร ทิวากร แก้วมณี อาจารย์ผู้สอน 

          ประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ การประนีประนอมระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย สืบเนื่องจากยุคสมัยการเบ่งบานของประชาธิปไตยเป็นต้นมา ทำให้ประชาธิปไตยอย่างสุดกู่ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม             ในขณะเดียวกันสังคมก็ไม่สามารถยอมรับการปกครองในระบอบเผด็จการได้อีก ระบอบการปกครองจึงมีทั้งกลุ่มอำนาจเผด็จการและกลุ่มประชาธิปไตยอยู่ด้วยกัน

ในการปกครองแบบนี้มีลักษณะพิเศษคือ รัฐสภาประกอบไปด้วยกลุ่มข้าราชการและเทคโนแครตกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มนักธุรกิจนักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเดียวครองอำนาจแบบในยุครัฐข้าราชการ พวกเทคโนแครตอาจจะประสานผลประโยชน์กับข้าราชการได้เหมือนที่มันเคยเป็นไปได้ในยุครัฐข้าราชการ แต่สำหรับนักการเมืองแล้วผลประโยชน์ของเขาและข้าราชการสวนทางกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ในยุคสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบที่นำโดยพลเอกเปรม ตินสูลานนท์ จึงเต็มไปด้วยการยุบสภาหลายต่อหลายครั้ง

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่ารัฐบาลในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบบนั้น จะประกอบด้วย นักการเมืองกับทหาร ที่ร่วมกันใช้อำนาจ การก่อกำเนิดของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมีสาเหตุมาจากการที่อำนาจของทหารยังไม่หมดไปในสังคมไทยโดยสิ้นเชิง  ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม จะมีอิทธิพลในประเทศไทยแล้ว แต่อำนาจของทหารยังไม่หมดไป แต่เป็นแบบก้ำกึ่งระหว่าง 2 กลุ่ม จึงเป็นที่มาของคําว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ

นักการเมืองพวกนี้ส่วนหนึ่งเป็นพวกชนชั้นกลางที่มาจากการเกิดจากคนจีน และลูกครึ่งจีน ที่ลืมตาอ้าปากมาจากพ่อค้ารายย่อยและแรงงานในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเหล่านี้ปัจจุบันได้เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ ๆ หลายประการในเมืองไทย และยังคงมีอำนาจมาก ยังคงควบคุมธนาคารขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมหนักบางประเภท เช่น ตระกูลหวั่งหลี ตระกูลเจียร วรานนท์ ตระกูลโสภณพานิช เป็นต้น

และอีกพวกหนึ่ง ก็เริ่มต้นในช่วง 20 ปี หลังจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก คือได้มีการขยายตัวของทุนนิยมอย่างหนักในช่วงนั้น ทำให้เกิดกลุ่มนี้ขึ้นมา กลุ่มนี้เป็นพวกมีการศึกษา มักจะประกอบธุรกิจ มอง ตัวเองว่าเป็นคนไทย

อย่างไรก็ดี เมื่อบทบาทของสหรัฐอเมริกาเข้ามาในไทย ทุนนิยมโลกเริ่มเข้ามาเติบโต คนจีนเหล่านี้ก็กลายเป็นชนชั้นกลางบ้าง เป็นนายทุนบ้าง เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ระบบการเมืองเปิดกว้างขึ้น ประจวบเหมาะกับการสะสมทุนของคนจีน นายทุนนักธุรกิจในท้องถิ่นสะสมความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วจากธุรกิจการเงิน การค้า การผลิตสินค้าพืชไร่ เช่น ณรงค์ วงศ์วรรณ ผู้ทำธุรกิจในภาคเหนือสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองเก่าจังหวัดแพร่ เจริญ พัฒนดำรงจิตต์ นักธุรกิจที่มีเชื้อสายจากจีนอพยพ และตระกูลชินวัตร เป็นต้น

ผู้มีอิทธิในท้องถิ่นจะใช้ทั้งเงิน ความเป็นมิตร และเส้นสาย มิใช่แต่เพียงชักจูงข้าราชการให้เป็นพรรคพวก แต่เพื่อเข้ามามีบทบาทสำคัญจนเกือบจะแทนที่ข้าราชการ พวกเขาใช้ผลกำไรที่ได้จากธุรกิจลงทุนบริจาคสร้างสาธารณูปโภคให้กับชุมชน จัดหาสวัสดิการที่จำเป็นให้ชาวบ้าน เช่น แจกจ่ายเงินแก่คนยากจน คนเจ็บป่วย และผู้ประสบเคราะห์ นอกจากนี้ ยังหางานแก่คนตกงาน ช่วยเป็นเจ้าภาพงานแต่งงาน งานศพ บางคนทำหน้าที่เป็นตุลาการตัดสินกรณีทะเลาะวิวาทของชาวบ้าน

บางทีสิ่งเหล่านี้ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการซื้อเสียงหรือไม่ ซึ่งทั้งนี้ก็แล้วแต่ละบุคคลว่าจะตีความเป็นอย่างไร ซึ่งบางคนก็ว่าเป็นการซื้อเสียง เพราะพอถึงเวลาเลือกตั้งคนที่ได้รับความช่วยเหลือก็จะต้องเลือกผู้ที่ช่วยเหลือตน แต่บางคนก็มองว่าเป็นน้ำใจ

ทำให้คนจีนเริ่มเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินสนับสนุนพรรค หรือตั้งพรรคการเมือง และเนื่องจากได้สัญชาติไทยแล้ว ก็สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้  อีกทั้งเมื่อเกิดสภาวะการเติบโตของประชาธิปไตย คนจีนพวกนี้ก็เข้ามาเป็นนักเลือกตั้ง ได้เข้ามาเป็นนักการเมือง โดยมีอำนาจมาจากการเลือกตั้ง  อันเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตย (Democracy) เมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้ง และได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ทำให้ตนเองได้เข้ามาเป็นนักรัฐสภา เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และเวลาต่อมาหากมีอำนาจมากก็จัดตั้งรัฐบาล

และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ทหาร ที่มาใช้อำนาจร่วมกัน โดยมีที่มาจากการทำรัฐประหาร และมีฐานอำนาจจากกองทัพ/ ระบบราชการ กล่าวคือ เราจะเห็นได้ว่าหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา ความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยหลังจากการนองเลือดของนิสิตนักศึกษาก็ถูกตั้งคำถาม ประชาชนเริ่มเรียกร้องรัฐบาลเผด็จการแบบจอมพลสฤษดิ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือความอ่อนแอของรัฐบาลผสม และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการที่จะควบคุมความต้องการที่มาจากสังคม

ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธุรกิจและกลุ่มธุรกิจสังเกตเห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นคง กฎระเบียบและรักษากฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้ความสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยจึงค่อย ๆ อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประชาธิปไตยโดยเฉพาะวิถีแห่งประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้กลุ่มคนทุกกลุ่มในสังคมพอใจได้

อีกทั้งสาเหตุของประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นเรายังต้องให้ความสำคัญกับภัยคอมมิวนิสต์ด้วย ซึ่งประเทศไทยในขณะนั้นกำลังหวาดกลัวต่อชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านในปี 2517 ซึ่งได้ตอกย้ำคำพูดของกองทัพว่าคอมมิวนิสต์จะเข้ามาแทรกแซงประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ ประชาชนจึงมองว่ารัฐบาลที่ได้มาโดยระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถจัดการกับปัญหาภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ได้ สังคมไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะสามารถจัดการกับพลังของคอมมิวนิสต์ได้ตามที่กล่าวอ้าง ในเดือนตุลาคม 2520 ทหารจึงเข้าไปรัฐประหารรัฐบาลรัฐบาลของนายธานินทร์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ความต้องการของสังคมในการจัดการกับคอมมิวนิสต์หนักหน่วงมาก      ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ซึ่งได้รับการเชื่อมั่นในความเก่งกล้าสามารถในการต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ และได้รับความสนับสนุนจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์

ประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นระบบที่ยืนอยู่ได้บนความประนีประนอมระหว่างกลุ่มทหาร และนักการเมืองพลเรือน ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญของการเมืองที่เรียกว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ จึงเป็นภาพความสามัคคีระหว่างนักธุรกิจและข้าราชการ โดยนักธุรกิจในเมืองหลวงได้พยายามเข้าเป็นพันธมิตรกับข้าราชการเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ กลุ่มธุรกิจได้ผลประโยชน์จากราชการคือ เงินและสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันกลุ่มนักธุรกิจต่างจังหวัดได้เพิ่มฐานะและความร่ำรวยขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เงินทองมาจากการเงิน การค้าจากพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ และธุรกิจที่ผิดกฎหมาย

ในช่วงแรกของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ อำนาจของข้าราชการมีมากกว่านักธุรกิจ แต่ผลประโยชน์นี้สามารถจัดสรรได้อย่างปรองดอง แต่ในที่สุดแล้วผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจและกลุ่มทหารได้เกิดความแตกแยกกัน เพราะนักการเมืองและนักธุรกิจเริ่มมีอำนาจมากขึ้นทุกที และเริ่มท้าทายอำนาจของข้าราชการ ทางฝ่ายทหารไม่ต้องการให้นักการเมืองมีอำนาจมากไปกว่านี้ ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันด้วยเรื่องที่สำคัญคือ เรื่องเงินงบประมาณ โดยนักการเมืองต้องการงบประมาณไปพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองในขณะที่กองทัพต้องการเก็บงบประมาณทางความมั่นคงเอาไว้

ในที่สุดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้กลุ่มธุรกิจทวีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะช่วงที่มีความผลสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมหลังจากปี 2533 กลุ่มธุรกิจก็ได้เติบโตอย่างอิสระเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีบทบาทในการ กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ และการควบคุมแรงงาน กลุ่มธุรกิจต่างจังหวัด ก็เริ่มก้าวเข้ามาเรียนรู้การเมือง จนในที่สุดก็สามารถเข้ามาในรัฐสภาและครอบครองเสียงข้างมากในรัฐสภาแทนที่ข้าราชการได้สำเร็จ จนกระทั่งพลเอกเปรมต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งของสองฝ่ายการเมืองได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน จึงมารับช่วงต่อ

จุดจบของชาติชาย คือความไม่ลงรอยกันของเผด็จการทหารและนักธุรกิจการเมือง  เพราะในสมัยพลเอกชาติชายเป็นสมัยที่เห็นได้ชัดเจนว่า ความขัดแย้งระหว่างนักธุรกิจและข้าราชการลุกลามไปมากมาย ถึงแม้ว่ากลุ่มนักธุรกิจจากต่างจังหวัดจะสามารถครอบครองเสียงในรัฐสภาได้ แต่นักการเมืองและกองทัพก็ยังตกลงกันไม่ได้ในหลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงบประมาณด้านการทหาร การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ และในเรื่องนโยบายต่างประเทศ  ความตึงเครียดในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้นำมาสู่การทนไม่ได้อีกต่อไปของฝ่ายผู้นำทหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญในการนำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ ปี2534 โดยคณะทหาร ซึ่งเรียกตัวเองว่าคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นช่วงเวลาของทักษิณ ชินวัตร คือตั้งแต่หลังหลังสุจินดา คาประยูร ปี 2535 เป็นต้นมา ทหารข้าราชการก็หมดอำนาจไปช่วงหนึ่ง และต่อมาพวกนักการเมืองก็มีอำนาจมากผ่านระบบรัฐสภา แต่วันดีคืนดีทหารก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มข้าราชการสนับสนุนกันมาในท้ายที่สุด ก็มาปะทะกัน นี้คือต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย ความขัดแย้งที่อยู่ในประเทศไทย ที่อยู่ในรัฐไทยของเรา อาทิเช่น คุณประยุทธ์ มาจากรัฐประหาร มีฐานอำนาจจากกองทัพ /ระบบราชการ แล้วก็แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ให้อยู่ในรัฐสภาเต็มไปหมด ต่อไปในอนาคตก็มีการเลือกตั้ง ก็จะมีกลุ่มพวกต่อไปนี้มาใช้อำนาจต่อ การกำหนดกติกาของระบอบSemi-Democracy คือ รัฐธรรม ที่ (1) นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (2) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการแต่งตั้ง และทหารและข้าราชการร่วมใช้อำนาจการเมือง

นักการเมือง จะผ่านเข้าไปในรัฐสภา จะมีอำนาจมาจากการเลือกตั้ง โดยบทบาทการใช้เงินนั้นจะถูกมองว่าเป็นการซื้อเสียงหรือไม่นั้น เราก็จะต้องพิจารณาตีความให้ถูกต้อง ซึ่งการซื้อเสียงนั้นมันก็ผิดกฎหมายการเลือกตั้ง แต่ถ้าหากเป็นการซื้อใจ มันก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เขามาเลือกเราได้ แต่อาจจะไม่ผิดกฎหมาย

สิ่งดังต่อไปนี้ มันคือ นักการเมือง คือช่องทางของนักการเมืองที่คนรวยจะเข้าไปเป็นนักการเมือง ทีนี้ถ้ามีความร่ำรวย ก็จะมีทรัพยากรที่จะซื้อใจได้มากกว่าคนที่ไม่มีเงิน เช่น ตระกูลวงศ์วรรณ เดิมก็เป็นตระกูลนักธุรกิจและเป็นผู้กว้างขวางในภาคเหนือ และสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองเก่าจังหวัดแพร่ และก็เป็นที่นับหน้าถือตาแล้วก็มีผู้คนชื่นชอบมานานแล้ว ซึ่งถ้าคนในตระกูลนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วได้รับตำแหน่ง จะถือว่าเป็นการซื้อเสียงหรือไม่ อีกทั้งนโยบายที่เป็นประชานิยมออกมา เราจะตีความว่าเป็นการซื้อเสียง หรือซื้อใจ 

สิ่งต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียง หรือซื้อใจ หรือประชานิยม ถ้าเราตีความว่ามันเป็นการซื้อเสียง มันก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่การซื้อใจ มันก็จะผ่านระบบที่ซับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ออกมาเขาชอบ เขาก็จะเลือกรัฐบาลนี้เป็นต้น การซื้อใจมันอาจจะไม่ได้มาในรูปของการหยิบยื่นเงิน 300 บาท ให้เห็นอย่างชัดเจน อีกทั้งเราก็ไม่สามารถแก้ไขสังคมได้ เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความคิดของเขาได้ ว่าสิ่งไหนคือ การซื้อเสียง ซื้อใจ หรือประชานิยม ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการตีความของแต่ละบุคคล

ในส่วนของประชาธิปไตย (Democracy) นั้น ผู้ที่คอยพิทักษ์ ก็คือ มหาอำนาจ หรือ อเมริกานั้นเอง ซึ่งระบอบเผด็จการหรือ ทหาร ถ้าหากเราไม่ชอบก็ไม่ได้ เพราะมันจะส่งผลเสียกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งถ้าเราไม่ยอมรับกติกาของอเมริกา ถ้าหากรัฐเรามีเรื่องที่ไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้เอง เราก็จะไปขอความช่วยเหลือเขาไม่ได้ สังคมไทยเป็นสังคมที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง

อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ เป็นระบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว แล้วถึงแม้ว่าอาจจะมีคนที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็ต้องอยู่กับนักการเมืองและทหารต่อไป

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่สิ่งที่พอจะคาดเดาได้ก็คือ ไม่มีทางที่รัฐบาลทหารจะคงอยู่ในการเมืองไทยได้อย่างที่มันเคยเป็นมาก่อนในยุคจอมพล ป. และจอมพลสฤษดิ์ได้อีกต่อไป เพราะอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ต้องเป็นไปนั้นก็คือการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เพราะนั้นคือ สิ่งที่รัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยพึงมี อีกทั้งอย่างมีปัจจัยที่เกิดแรงภายนอกของรัฐมหาอำนาจที่เข้ามากระทบ ประจวบกับการที่เราเป็นรัฐที่อ่อนแอกว่าและไม่สามารถต้านทานอำนาจเขาได้ ก็จะต้องยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเกิดขึ้นในภายภาคหน้าด้วย เพราะเราไม่สามารถเป็นรัฐที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกนี้ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

จุมพล หนิมพานิช. พัฒนาการทางการเมืองไทย: อำมาตยาธิปไตย ธนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ :  

        จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.

ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร. รัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  

        2526.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, 2546.

ลิขิต ธีรเวคิน. วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

 

 

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]