• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 398936
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 727 , 14:43:49 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โลกาภิวัตน์ แรงภายนอก กับการเมืองไทย

                                                                                                                                      กัลยาพร กันอิน

จริงๆ ผู้เรียนรู้การเมืองไทยจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจกระบวนการวิเคราะห์ดังปรากฏ อาทิ การที่เรามีรัฐประหาร แล้วจำเป็นจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ทำไมเราต้องดำเนินไปในรูปแบบนี้ คือต้องมีการเลือกตั้ง ทำไมเราไม่สามารถขับเคลื่อนการเมืองแบบไทยๆ เช่น กลับไปสู่การใช้ระบบจตุสดมภ์ที่เป็นมรดกแบบไทยๆ ได้ ทำไมเราหลีกเลี่ยงกระแสประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้ และเมื่อเราพยายามหลีกเลี่ยง เราก็อาจจะได้รับการกดดันจากมหาอำนาจ ผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หากเราไม่อยู่ในกติกาของโลก ซึ่งจะนำความเดือดร้อนสู่ภาคเศรษฐกิจและส่งต่อสู่ปัญหาทางสังคม ซึ่งในท้ายที่สุดภาครัฐก็ต้องเข้ามาดูแล ด้วยการผ่อนปนความต้องการของรัฐที่ไม่สามารถเป็นอิสระได้ ภาพการมองเหล่านี้ เราจะใช้ทฤษฎีการเมืองอะไร และเป็นภาพการเมืองที่ผู้เรียนการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้เข้าใจ จนมาเป็นท่าทีของการแสดงออกว่า “ประเทศของเรา ประเทศอื่นอย่างมายุ่ง”  การแสดงท่าทีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นความเข้าใจการเมืองที่จำกัดของผู้ศึกษาการเมืองไทยอยู่ไม่มากก็น้อย ให้แสดงความคิดเห็นกับคำกล่าวดังกล่าว

หากจะต้องใช้ทฤษฎีการเมืองใดมาอธิบายภาพดังกล่าวแล้ว ก็คงหนีไม่พ้น ทฤษฎีแรงภายนอก (External Forces) ของ ผศ.ดร.ทิวากร แก้วมณี โดยมี concept ที่ว่า แรงภายนอก ก็คือ แรงหรือพลังบางอย่างที่มันผลักดัน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วหนึ่งใน External Forces ก็มี Globalization หรือที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อรัฐไทย

แน่นอนว่าตัวโลกาภิวัตน์เองก็มีอีกหลายมิติ อาทิเช่น มิติของกระบวนการระหว่างประเทศ (internationalization) กระบวนการสากลนิยม (universalization) กระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ (modernization) หรือกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงตามแรงและอิทธิพลของลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) และจักรวรรดินิยม (imperialism) แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ได้เข้ามากระทบต่อรัฐไทยทั้งหมด โดยมันอาจจะก็เข้ามาบางตัว เพียงแต่ว่าแต่ละตัวจะเข้ามาในยุคสมัยไหนเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้เราเข้าใจภาพการดังกล่าวข้างต้นได้ เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า     แรงภายนอก หรือกระแสโลกาภิวัตน์นั้นเป็นตัวแปรที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นต่อด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิของโลกาภิวัตน์มีต่อรัฐ ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ อำนาจของรัฐ ระบอบการปกครองของรัฐ (ประชาธิปไตย) กลไกของรัฐ หรือ ระบบราชการ ตลอดจนกลไกการใช้อำนาจต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพและทหาร กลุ่มทางสังคม กลุ่มผลประโยชน์ภายในรัฐ ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอำนาจและบทบาทต่อการท้าทายของกระบวนการโลกาภิวัตน์ หรือแรงภายนอกของรัฐมหาอำนาจที่เข้ากระทบ

การเปลี่ยนแปลงของรัฐไทยนั้นนอกจากที่เกิดจากความสัมพันธ์ภายในรัฐแล้ว ยังเกิดจากความสัมพันธ์จากภายนอกรัฐด้วย ตามที ผศ.ดร.ทิวากร แก้วมณี ได้แบ่งยุคที่รัฐไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโครงสร้างทางอำนาจของรัฐ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง ตลอดจนกลไกของรัฐออกเป็น 4 ยุค ได้แก่

ยุคแรกรัฐไทยโบราณเป็นยุคที่มีการแข่งขันทางอำนาจกับประเทศเพื่อนบ้าน นั้นคือเรามีการสู้รบกับพม่า รับอิทธิพลของวัฒนธรรมของอินเดีย จนทำให้เกิดกระบวนการทำให้รัฐเป็นศูนย์กลางทางอำนาจ อยุธยาเกิดการรวมศูนย์ขึ้น และนับแต่ที่พระบรมไตรโลกนาถได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง จนกระทั้งเกิดการรวบรวมประเทศขึ้นมาอีกครั้งในสมัยพระนเรศวร และในสมัยต่อมาที่รัฐไทยเริ่มมีการติดต่อกับตะวันตก 

อีกทั้ง การติดต่อกับตะวันตกถือเป็นการติดต่อกับทุนนิยมตะวันตก และการผูกขาดการค้าทางทะเลของรัฐอยุธยานั้นก็เป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ของรัฐและเป็นช่องทางในการผูกขาดในการติดต่อการค้าขายอาวุธที่มาจากตะวันตก กล่าวคือ การค้าทางทะเลเป็นกระบวนการการก่อเริ่มของกระบวนการโลกาภิวัตน์  ซึ่งโลกาภิวัตน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจรัฐไทย ทำให้ระบบการทหารและระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาของรัฐไทยโบราณมีพัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้น นั่นหมายความว่า การค้าทางทะเลที่มาพร้อมกับลัทธิทุนนิยมของตะวันตกเป็นแรงภายนอก ที่มีผลกระทบต่อรัฐไทยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยานั่นเอง

          ยุคที่สองเป็นยุคการวิวัฒนาการของรัฐไทยสู่ระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กล่าวคือหลังจากที่มีกระบวนการค้าทางทะเล จนเกิดเป็นระบบทุนนิยม จนมากระทบรัฐไทยในรูปของสนธิสัญญาทางการค้าทางทะเล อิทธิพลของการค้าทางทะเลมาพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม ที่มีกระบวนการกระทบต่อรัฐต่างๆ รัฐไทยในฐานะสมาชิกในระบบโลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการอาณานิคมได้ จึงทำให้เกิดสนธิสัญญาบราวริ่งขึ้น ในสมัย ร.4 รัฐไทยเกิดการปรับตัวจากลัทธิล่าอาณานิคมจนนำไปสู่การปฏิรูปที่ดิน การลดภาษีที่ดิน การเพิ่มการเก็บภาษีรายได้ มีการผลิตข้าวเพื่อการส่งออก

            โดยลัทธิล่าอาณานิคมซึ่งเป็นแรงภายนอก ที่ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญให้เกิดกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ขึ้นในรัฐไทยในช่วง ร.5 เกิดการรวมศูนย์อำนาจโดยรัฐบาลในกรุงเทพฯ สามารถควบคุมผู้นำในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นได้ ตระกูลขุนนางถูกลดบทบาท อำนาจทางการเมืองระบอบจตุสดมภ์เปลี่ยนเป็นอำนาจของกษัตริย์ที่ใช้ระบบราชการและกำลังทหารสมัยใหม่ที่พัฒนามาจากอิทธิพลของตะวันตกตามกระบวนการทำให้เป็นตะวันตก อันเป็นแรงภายนอกที่มีอิทธิพลส่งผลทำให้ภายในรัฐไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง

ยุคที่สาม เป็นยุคสงครามเย็น ที่มีความขัดแย้งในระบบการเมืองระหว่างประเทศระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งไทยต้องเจอผลกระทบจากลัทธิคอมมิวนิสต์และอิทธิพลจากอเมริกาในการพัฒนาและการทหาร อันเป็นกระบวนการที่เรียกว่า การทำให้เป็นอเมริกา และรัฐไทยต้องเจอกับการท้าทายของรัฐมหาอำนาจอย่างจีนและสหภาพโซเวียต ด้วยเช่นกัน

ช่วงเวลานี้ทหารเข้ามามีบทบาทในรัฐ แล้วอิทธิพลต่างๆ ของอเมริกาก็เข้ามามีบทบาทในรัฐไทยมากยิ่งขึ้นในช่วงของรัฐบาลทหารสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอิทธิพลของเงินทุนของสหรัฐอเมริกาที่ช่วยเหลือแก่รัฐไทย แนวการพัฒนาเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องการพัฒนาทุนนิยมกับประเทศพันธมิตรและประเทศที่รับเงินช่วยเหลือสหรัฐฯ ทำให้รัฐไทยเกิดการพัฒนาทุนนิยมเสรี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคม อันนำไปสู่การเป็นไปของระบอบการเมืองและประชาธิปไตยในรัฐไทย

ยุคสุดท้าย อิทธิพลของแรงภายนอกในมิติทางเศรษฐกิจที่มีผลจากยุคที่สาม ปัจจัยทางเศรษฐกิจนี้มีผลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย ซึ่งมีผลทำให้เกิดชนชั้นกลางและนายทุนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นทางการเมือง นักธุรกิจเข้ามาเป็นนักการเมือง เข้ามาเป็นสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผลมาจากการเมืองเปิด ทำให้มีการเลือกตั้ง ทำให้สภาพการเมืองมีประชาธิปไตย

สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการกำหนดระเบียบโลกที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและบรรยากาศประชาธิปไตยของรัฐต่างๆ ในระบบโลก เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเมืองประชาธิปไตยและการเติบโตทางเศรษฐกิจในรัฐไทย

อีกทั้งกระแสของโลกาภิวัตน์ก็ยังได้มีผลสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงระบอบทักษิณ ซึ่งทักษิณก็ประสบความสำเร็จจากธุรกิจผูกขาดของรัฐ อีกทั้งระบอบทักษิณก็เป็นที่มาของความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีปัจจัยเอื้อจากปัจจัยภายนอกของกระแสโลกาภิวัตน์ โดยมาในรูปของการที่รัฐให้ความสำคัญกับเรื่องทางเศรษฐกิจแทนที่ประเด็นทางความมั่นคงและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร และปัจจุบันก็เป็นยุคทหารของพลเอกประยุทธ์ ที่กระแสโลกาภิวัตน์หรือแรงภายนอกก็ยังพลังหรือแรงที่เข้ามากระทบต่อรัฐไทยอยู่เรื่อยมา

ซึ่งจะเป็นการตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดแล้วว่า ทำไมการที่เรามีรัฐประหารแล้วจำเป็นจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ทำไมเราต้องดำเนินไปในรูปแบบนี้คือต้องมีการเลือกตั้ง ทำไมเราไม่สามารถขับเคลื่อนการเมืองแบบไทยๆ เช่น กลับไปสู่การใช้ระบบจตุสดมภ์ที่เป็นมรดกแบบไทยๆ ได้ ทำไมเราหลีกเลี่ยงกระแสประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้ และเมื่อเราพยายามหลีกเลี่ยง เราก็อาจจะได้รับการกดดันจากมหาอำนาจ ผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หากเราไม่อยู่ในกติกาของโลก ซึ่งจะนำความเดือดร้อนสู่ภาคเศรษฐกิจและส่งต่อสู่ปัญหาทางสังคม ซึ่งในท้ายที่สุดภาครัฐก็ต้องเข้ามาดูแล ด้วยการผ่อนปนความต้องการของรัฐที่ไม่สามารถเป็นอิสระได้

การที่จะทำให้ผู้เรียนรู้ทางการเมืองเข้าใจภาพเหล่านี้ได้ หรือสามารถเกิดกระบวนวิเคราะห์ทางการเมืองได้ดีนั้น ผู้เรียนรู้ทางการเมืองก็ต้องทำการศึกษาถึงความเป็นไปเป็นมาก่อนว่าสิ่งใดหรือปัจจัยใดที่เข้ามาทำให้รัฐไทยเราเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั้นก็คือ แรงภายนอก ที่เกิดจากกระทำโดยรัฐมหาอำนาจ ย่อมส่งผลกระทบต่อรัฐไทย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎีแรงภายนอก (External Forces) หรือโลกาภิวัตน์ (Globalization) ดังที่ได้อธิบายได้แล้วตาม 4 ยุคข้างต้น ว่าแรงภายนอกได้เข้ามากระทบต่อรัฐไทยในมิติไหนและช่วงเวลาใดบ้าง แล้วก่อให้เกิดผลอย่างไร การที่รัฐไทยเป็นแบบนี้ ก็เพราะรัฐไทยเป็นตัวแปรตามของแรงภายนอก ซึ่งหากแรงภายนอกเป็นอย่างไร รัฐไทยก็จะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีผู้ที่เรียนการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้เข้าใจ จนมาเป็นท่าทีของการแสดงออกว่า “ประเทศของเรา ประเทศอื่นอย่างมายุ่ง”  การแสดงท่าทีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นความเข้าใจการเมืองที่จำกัด กล่าวคือ การที่เราจะเข้าใจการเมืองได้อย่างลึกซึ้งได้นั้น จำเป็นว่าผู้ศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการที่ถูกต้องด้วย ซึ่งมันก็มีข้อเท็จที่ว่ามีผู้ศึกษาการเมืองไทยจำนวนน้อยนักที่จะเข้าใจการเมืองได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จนมาเป็นท่าทีของการแสดงออกว่า “ประเทศของเรา ประเทศอื่นอย่างมายุ่ง” เพราะเขาไม่ได้เข้าใจว่าบนระบบโลกนี้ยังมีประเทศอื่นๆ อีกมากมายที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอยู่ แล้วก็ยังมีการติดต่อสื่อสารถึงกันอยู่ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

กล่าวคือ ประเทศไทยของเราเอง ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวในระบบโลก ซึ่งประเทศไทยเราเองก็เป็นหนึ่งในหน่วยของระบบโลกที่จะต้องมีความเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตาม ดังที่จะเห็นได้จากที่มีแรงภายนอกหรือโลกาภิวัตน์ที่เข้ามากระทบกับรัฐไทยเราทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อาทิ สมัย ร.5 ก็เพราะการล่าอาณานิคมของตะวันตก เป็นเผด็จการทหารก็เพราะอเมริกา มีระบอบทักษิณอยู่ก็เพราะทุนนิยม การที่นายกฯ ประยุทธ์เรียกนักธุรกิจเข้าไปพบเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องของเศรษฐกิจก็เพราะกลัวจะโดนตัด GFC ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ที่แน่นอนว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว ก็ยอมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ อันจะนำไปสู่ปัญหาทางสังคม แล้วอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลอีกด้วย

การที่รัฐไทยเป็นแบบนี้ ก็เพราะรัฐไทยเป็นตัวแปรตามของแรงภายนอก ซึ่งหากแรงภายนอกเป็นอย่างไร รัฐไทยก็จะเป็นแบบนั้น ซึ่งกล่าวคือ มันมีแรงภายนอกที่ทำให้เราไม่สามารถทำอะไรอย่างที่เราต้องการได้ เพราะถ้าเราเป็นประเทศที่อยู่อย่างโดดเดียว แล้วไม่ให้ประเทศอื่นอย่างมายุ่งเวลามีปัญหาหรือวิกฤตเกิดขึ้นกับประเทศของเราๆ ก็จะแย่ เพราะเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ดังที่เราเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะอยู่ได้นั้นส่วนหนึ่งเราก็ต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจที่มีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือประเทศเราได้ ซึ่งมหาอำนาจก็จะเป็นผู้กำหนดกติกาให้เราปฏิบัติตาม แล้วถ้าหากสังคมไทยเราอยากจะทำอะไรที่เกินกว่ากรอบที่เขากำหนด เราก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะทำอะไรที่มันสอดคล้องกับสิ่งที่คนไทยเป็นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “ประเทศของเรา ประเทศอื่นอย่างมายุ่ง”  เพราะว่ามันมีกติกาหรือบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งในท้ายที่สุด นอกจากการเมืองแล้วก็จะมีในเรื่องของแรงภายนอกที่มันห่อหุ้ม ทำให้ประเทศไทยเราไม่สามารถขับเคลื่อนไปอย่างที่เราปรารถนาได้

 

 

อ้างอิง

ทิวากร แก้วมณี. รวมบทความวิชาการฉบับพิเศษ : 5 ปี รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัย 

        นเรศวร. พิษณุโลก : ดาวเงินการพิมพ์.

ลิขิต ธีรเวคิน. วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

เสกสรร ประเสริฐกุล. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2548.

 

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]