• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 390993
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 1731 , 15:23:25 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ธุรกิจการเมือง
                                                                                              นายฐิติพงศ์ ฉิมมา เขียน

                                                                                        ผศ ดร ทิวากร แก้วมณี อาจารย์ผู้สอน และอาจารย์ที่ปรึกษา

  
การศึกษาและทำความเข้าใจในบทความ ธุรกิจการเมือง มีเป้าประสงค์ที่จะมุ่งเน้นให้ผู้อ่านทราบถึงเนื้อหาที่สำคัญๆ ในบทความนี้ผู้เขียนได้มุ่งเน้นเนื้อหาอันจะประกอบไปด้วยที่มาของการเกิดนายทุนต่างจังหวัดในการเข้าสู่หนทางการเมือง จุดกำเนิดของนายทุนส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากครอบครัวอพยพ ซึ่งนายทุนส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มั่งมีเงินทองจากการประกอบธุรกิจต่างๆไม่ว่าจะเป็น เจ้าของโรงงาน รับเหมาต่างๆ ฯลฯ ธุรกิจเหล่านี้ล้วนแต่มีมาตั้งแต่ต้นตระกูลในช่วงแรกๆสืบสายกันต่อๆมาจนทำให้มั่งมีเงินทอง และได้นำไปสู่มูลเหตุที่จะนำพาตนเองเข้าสู่หนทางทางการเมือง อีกทั้งยังจะกล่าวถึงการอยู่ร่วมกันจนถึงจุดแตกหักในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นช่วงที่นักธุรกิจท้าทายอำนาจทหาร (ประชาธิปไตยครึ่งใบ) จนทำให้บทบาทของนักธุรกิจมุ่งสู่การเรืองอำนาจ ในจุดนี้จะกล่าวถึงการรุ่งเรืองของนักธุรกิจในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และรัฐบาลในยุคถัดๆไปอีกด้วย

ที่มาและการเกิดนายทุนต่างจังหวัดเข้าสู่หนทางการเมือง
ในระยะที่อเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่างๆ จากอเมริกา แต่จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับไม่สนใจในข้อเสนอของอเมริกาที่จะให้คนไทยมีนโยบายระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งสองกลุ่มต้องการรักษาอำนาจทางเศรษฐกิจของตนไว้ โดยเข้าควบคุมการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจต่างๆ แต่อเมริกาก็พยายามให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิด จอมพล ป. พิบูลสงครามจึงได้ประกาศพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นว่า รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้เอกชนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสริมการลงทุนของเอกชนเท่าใดนัก นโยบายชาตินิยมกีดกันชาวจีนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวคือ เป็นนโยบายที่ต่อต้านชาวจีนโดยกำจัดสิทธิด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชาวจีน แต่กระนั้นเองคนจีนจึงขอแปลงสัญชาติเป็นไทยซึ่งเป็นผลดีต่อนโยบายการผสมกลมกลืนทำให้ชาวจีนหันไปดำเนินธุรกิจ จากนโยบายชาตินิยมกีดกันชาวจีนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลายเป็นเครื่องส่งเสริมให้กลุ่มผลประโยชน์มีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากการเอาตัวรอดทางธุรกิจชาวจีนโดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนการมีอภิสิทธิ์ทางการค้ากับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในวงการทหารและตำรวจ ความพยามในการที่จะเข้าควบคุมธุรกิจเอกชน ตลอดจนนโยบายกีดกันออกจากระบบธุรกิจจึงกลายเป็นนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมธุรกิจของชาวจีน เนื่องจากบรรดาพ่อค้าชาวจีนพากันพึ่งพาอำนาจคุ้มครองของข้าราชการเพื่อสร้างอำนาจผูกขาดในทางเศรษฐกิจ
ความเป็นมาของพื้นเพชาวจีนดังกล่าวนี้เองที่เป็นตัวทำให้เกิดนายทุนต่างจังหวัด นายทุนชั้นนำส่วนใหญ่เกิดจากครอบครัวชาวจีนที่เริ่มต้นจากการทำธุรกิจเล็กๆ และได้ขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งในส่วนของธุรกิจนั้นมีทั้งธุรกิจที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายที่ให้กำไรสูง เช่นกรณีการค้าไม้และตัดไม้ มีทั้งที่ผิดกฎหมาและถูกกฎหมาย ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสที่จะทำผิดกฎหมายนั้นทำให้นายทุนต้องเริ่มต้นจากทุนจำนวนน้อยและสะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ แต่นายทุนที่ประสบความสำเร็จมักได้รับความปกป้องให้พ้นเงื้อมมือจากกฎหมาย คือจะต้องมีพรรคพวกและสร้างพันธมิตรอย่างกว้างขวาง นั่นคือการมีเส้นสายจากฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการพลเรือน เป็นต้น จึงได้มีการเสนอค่าตอบแทนให้กับข้าราชการเพื่อให้ช่วยคุ้มครองหรือให้การช่วยเหลือและได้ถือเป็นแนวปฏิบัติกันมา
กลุ่มนายทุนหรือที่เรียกกันว่ากลุ่มนักธุรกิจได้เปลี่ยนบทบาทของตนจากการเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองโดยอ้อมมาเป็นการเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงมากขึ้น เมื่อมีการรื้อฟื้นระบอบรับสภาขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพราะเมื่อสิ้นสุดการปกครองแบบเผด็จการทหารที่ทำการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ลักษณะการพึ่งพาอาศัยอำนาจของกลุ่มนักธุรกิจสิ้นสุดไปด้วย ประกอบกับการเมืองมีลักษณะเปิดมากขึ้น กลุ่มนักธุรกิจจึงต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น การที่นักธุรกิจครอบครอง ความมั่งคั่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในสังคมและมีศักยภาพในการต่อรองแสวงหาอำนาจทางการเมืองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้นักธุรกิจหลายกลุ่มผันตัวเองเข้าสู่การเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจกันอย่างคึกคัก ทั้งพวกที่สนใจในทางการเมืองจริงๆ และพวกที่ต้องการแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางธุรกิจและเป็นช่องทางให้ทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้นและสะดวกขึ้น วิธีการเข้ามามีบทบาททางการเมืองสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น รวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น
ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งการที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้นต้องมีกิจกรรมการรณรงค์หาเสียง มีการจ้างทีมงานเดินหาเสียง รวมไปถึงทำป้ายหาเสียง สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เงินทุนเข้ามาเป็นทรัพยากรทางการเมือง ในขณะที่นักเลือกตั้งมีพื้นฐานจากราชการที่มักจะได้เปรียบ มีคนนับหน้าถือตาและมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นการรณรงค์หาเสียงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชนที่มากกว่านั่นคือ เงิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่ผู้ลงสมัครจำเป็นต้องใช้ในการรณรงค์ ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ลงเลือกตั้งจึงต้องเริ่มตั้งแต่การทุ่มเทที่มากกว่าการรณรงค์หาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำป้ายเพื่อใช้ในการหาเสียงและเพื่อกระจายไปในจุดต่างๆอย่างเพียงพอ มีการใช้เงินเพื่อเป็นค่าจ้างทีมงานเดินหาเสียง จ้างรถเพื่อนำมาใช้ในการหาเสียง เข้าช่วยเหลือสังคมในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน ตำบล หมู่บ้าน อาจะเป็นการแจกของที่ระลึก เลี้ยงอาหารในโอกาสต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้เปรียบเหมือนกับใช้เงินซื้อบารมี เป็นการทำดีเพื่อให้ประชาชนนึกถึงบุญคุณที่ตนเคยเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนา ในส่วนนี้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมของการซื้อเสียงที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินกับตัวบุคคลแต่ทำในเชิงให้การช่วยเหลือ พัฒนาในส่วนต่างๆ เช่น การบริจาคเงินในการสร้างวิหารจำนวนเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้มากพอสมควร ในความคิดของชาวบ้านก็จะเกิดความคิดว่าคนๆนี้เป็นคนมีฐานะ ใจบุญ หากลงเลือกตั้งจะต้องช่วยพัฒนาชุมชนได้ดีอย่างแน่นอน หรือในกรณีที่เคยได้รับการช่วยเหลือหากผู้ที่ลงสมัครเคยช่วยเหลือเอาไว้ก็เป็นตัวเลือกที่ชาวบ้านจะเลือกอย่างแน่นอนเนื่องจากนิสัยของคนไทยที่มองว่าเป็นสินน้ำใจ แต่ไม่ทราบถึงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการซื้อเสียงในทางอ้อม ถึงจะมีการสมัครในหลายๆรุ่นของตระกูลนั้นๆก็อาจจะเป็นได้ว่าตระกูลนี้ก็ยังคงได้รับการเลือกตั้งอยู่ดี เพราะชาวบ้านมองถึงความดีของคนในตระกูลที่เคยทำมา ทำให้ฐานะทางการเงินเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำไปสู่การได้รับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ต้องใช้การซื้อเสียงโดยจ่ายเงินกับตัวบุคคล แต่เป็นการซื้อใจในการทำอะไรบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดการซื้อใจและทำให้ตนได้รับเลือกตั้งในที่สุด กล่าวคือเงินสามารถดลบันดาลอำนาจได้นั่นเอง
เมื่อผ่านการเลือกตั้ง อำนาจรัฐบาลผ่านกระบวนการประชาธิปไตยระบบตัวแทนรัฐสภาเริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือข้าราชการมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความรุนแรงของการใช้เงินระบบการเมือง ซึ่งรวมไปถึงการที่สร้างบารมีจากการที่ใช้เงินแสวงหามา ดังนั้นรัฐมนตรีและพรรคการเมืองที่ได้อำนาจรัฐบาลก็จะทำหน้าที่คือแสวงเงินเข้าพรรคและเข้าตนเองเพื่อรักษาอำนาจฐานเสียงของตนไว้กับตำแหน่งในสมัยต่อๆไป

ความสัมพันธ์ของธุรกิจกับการเมือง
ในการเข้าสู่การเมืองของนักธุรกิจนั้นมีเหตุผลสำคัญที่นักธุรกิจมุ่งเข้าสู่การเมืองคือ การเมืองเป็นเครื่องที่ช่วยในการปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ในธุรกิจ นักธุรกิจที่ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ค่อนข้างสูง คือเห็นว่า นักธุรกิจเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่ออาศัยตำแหน่งทางการเมืองเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันและเป็นที่แสวงหาผลประโยชน์ให้แกธุรกิจของตน ซึ่งการเมืองสามารถผลักดันให้นักธุรกิจได้รับผลประโยชน์ โดยทำกิจกรรมต่างๆดำเนินการได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น การเมืองกับธุรกิจต่างฝ่ายก็ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน ระบบการเมืองและธุรกิจทั้งสองนี้จะต้องคอยเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้นักธุรกิจต้องเรียนรู้และทราบนโยบายของรัฐบาลในการดำเนินธุรกิจ การที่จะเข้าไปมีบทบาทการเมืองในฐานะผู้นำ โดยมีแรงจูงใจเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนเองนั้นนับเป็นแรงจูงใจที่มีอิทธิพลมาก เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยอิทธิพลทางการเมืองเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตน ในกรณีที่ประเทศนั้นมีการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างดีแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องอาศัยอิทธิพลทางการเมืองก็มีน้อย การที่ธุรกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องพึ่งอิทธิพลทางการเมืองนั้น จะทำให้เกิดการรวบอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น กล่าวคือ ทั้งธุรกิจและนักการเมือง หรือข้าราชการ หรือทหาร ก็จะร่วมมือกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือสร้างอำนาจผูกขาดให้แก่กลุ่มของตน การแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะที่กล่าวมานั้น ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก็คือผู้ที่ต่อรองในทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด ซึ่งได้แก่ประชาชนทั่วไปนั่นเอง
อาจกล่าวได้ว่าจุดประสงค์หลักๆของนักธุรกิจที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ก็เพราะหวังที่จะได้ประโยชน์เพื่อนำไปใช้กับธุรกิจ เพื่อขยายธุรกิจของตน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น เช่นในกรณีที่นักธุรกิจประกอบธุรกิจรับเหมาทำถนน เมื่อมีงบในการช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนออกมาซึ่งในกรณีนั้นมุ่งไปที่การซ่อมแซมถนนหนทาง อย่างไรเสียเมื่อเรามีธุรกิจในการรับเหมาทำถนนเราก็ย่อมได้โครงการนี้มาทำธุรกิจของเรา เช่นนี้เองที่อาจจะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทางธุรกิจจากการเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง


การอยู่ร่วมกันจนถึงจุดแตกหักในระบอบประชาธิปไตย
หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยหลังจากการนองเลือดของนักเรียนนักศึกษา ประชาชนเริ่มเรียกร้องเผด็จการแบบจอมพลสฤษดิ์อีกครั้ง ซึ่งเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือความอ่อนแอของรัฐบาล ละไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมความต้องการที่มาจากสังคม ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธุรกิจและกลุ่มธุรกิจสังเกตเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นคง กฎระเบียบและกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้ความสนับสนุนต่อประชาธิปไตยจึงค่อยๆอ่อนแออย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประชาธิปไตยโดยเฉพาะวิถีแห่งประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้กลุ่มคนทุกกลุ่มในสังคมพอใจได้
ความต้องการของสังคมในการจัดการคอมมิวนิสต์หนักหน่วงมาก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ผู้ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นในความเก่งกล้าสามารถในการต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ และได้รีบความสนับสนุนจากพระเจ้าอยู่หัว ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ในสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นระบบที่ยืนอยู่บนความประนีประนอมระหว่างกลุ่มทหารและนักการเมืองพลเรือน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบนี้เป็นความสามัคคีระหว่างนักธุรกิจและข้าราชการ โดยนักธุรกิจในเมืองหลวงพยายามเข้าเป็นพันธมิตรกับข้าราชการเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ กลุ่มธุรกิจได้ประโยชน์จากข้าราชการคือเงินและสายสัมพันธ์ในขณะเดียวกันกลุ่มนักธุรกิจต่างจังหวัดได้เพิ่มฐานะและความร่ำรวยขึ้นอย่างมากมาย ในช่วงแรกของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ อำนาจข้าราชการมีมากกว่านักธุรกิจ แต่ผลประโยชน์นี้สามารถจัดสรรได้อย่างปรองดอง แต่ในที่สุดแล้วผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจและกลุ่มทหารได้เกิดการแตกแยกกัน เพราะนักการเมืองและนักธุรกิจเริ่มมีอำนาจมากขึ้นทุกที และเริ่มท้าทายอำนาจของข้าราชการ ทางฝ่ายทหารไม่ต้องการให้นักการเมืองมีอำนาจมากไปกว่านี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันด้วยเรื่องที่สำคัญคือเรื่องเงินงบประมาณไปพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองในขณะที่กองทัพต้องการงบประมาณทางความมั่นคงเอาไว้
ในที่สุดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้กลุ่มธุรกิจทวีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะช่วงที่มีผลสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมหลังจากปี 2533 กลุ่มธุรกิจได้เติบโตอย่างอิสระเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามากำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ และการควบคุมแรงงาน จนในที่สุดก็สามารถเข้ามาในรัฐสภา และครอบครองเสียงข้างมากในรัฐสภาแทนที่ข้าราชการได้สำเร็จ จนกระทั่งพลเอกเปรมต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามรถควบคุมความขัดแย้งของสองฝ่ายการเมืองได้ รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณจึงมารับช่วงต่อ

บทบาทนักธุรกิจมุ่งสู่การเรืองอำนาจ
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ยุบสภาและเลือกตั้งทั่วไปเพื่อหลีกเลี่ยงที่รัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในรัฐสภา เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลอ่อนกำลังลง ในการเลือกตั้งครั้งนั้นสองในสามของ สส. ที่กลับเข้ามาเป็นนักธุรกิจ ถือว่าเป็นสัดส่วนสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วๆมา โดยมีพรรคชาติไทยได้รับเสียงมากที่สุด จนทำให้พลเอกเปรมต้องก้าวลงจากตำแหน่ง และไม่สามรถควบคุมความขัดแย้งของสองฝ่ายการเมืองได้ รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณจึงมารับช่วงต่อ รัฐบาลยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณอาศัยเศรษฐกิจไทยที่กำลังเฟื่องฟู ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์รวมทางโทรคมนาคมในภูมิภาคและเช่นเดียวกับรัฐในยุคของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณได้ให้การสนับสนุนนโยบายการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ บทบาทรัฐในยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของการสะสมทุน ที่ส่งผลให้นายทุนเติบโตขึ้น แล้วแสวงหาโอกาสเข้าไปมีบทบาทกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐโดยตรง แต่จากปัญหาหารฉ้อราษฎร์บังหลวง ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง ความแตกแยกของพรรคใหญ่ๆ จากผลประโยชน์ส่วนตน และทหารอันเป็นอำนาจเก่าที่ไม่อาจอดกลั้นการถูกลบหลู่ได้ จึงได้มีการรัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยนำนายอานันท์ ปันยารชุน นักธุรกิจผู้หนึ่งมาเป็นรัฐบาลแก้ขัดไว้ก่อน ซึ่งการนำนักธุรกิจขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของความสำคัญที่รัฐให้กับการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม สิ่งที่รัฐบาลยุคนายอานันท์ ปันยารชุนเน้นคือการนำเศรษฐกิจไปสู่เสรี มีการเลือกสรรผู้ร่วมแห่งชนชั้นนายทุนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี และต่อเนื่องจากยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้ให้การสนับสนุนนโยบายการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ในระหว่างที่นายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรีแก้ขัดชั่วคราวให้กับเผด็จการทหารในขณะนั้นที่เรียกว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ (รสช.) คณะรสช.ได้เตรียมการสร้างฐานความชอบธรรม เพื่อให้ผู้นำทหารเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับต่อไป โดยใช้กลไกรัฐธรรมนูญ แต่ที่น่าสังเกตในขณะนั้นคือรัฐบาลแก้ขัดชั่วคราวของนายอานันท์ ปันยารชุนค่อนข้างมีอิสระในการบริหารโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่มาก
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ารัฐได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการมีส่วนชักนำให้กลุ่มธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐได้แสดงออกในลักษณะที่ให้กลุ่มธุรกิจได้เข้ามาร่วมรับผิดชอบแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและกำหนดวิธีการในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ทำให้บทบาทของกลุ่มธุรกิจมีสูงมากขึ้นในทุกขณะโดยเฉพาะในทางการเมือง การเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงของนักธุรกิจ เมื่อพิจารณาในระดับพรรคการเมือง ตำแหน่งในพรรคการเมืองของนักธุรกิจชั้นนำของไทย ตามบัญชีรายชื่อคณะกรรมการอำนวยการพรรคการเมือง ปรากฏว่าพรรคการเมืองสำคัญๆที่มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลตลอดมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงมีนักธุรกิจและนักธุรกิจชั้นนำเข้าร่วมตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมการอำนวยการพรรค ทั้งในตำแหน่งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการพรรค ที่สำคัญได้แก่ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคสังคมชาตินิยม พรรคธรรมสังคม พรรคเกษตรสังคม และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนักธุรกิจชั้นนำได้เข้ามาดำรงตำแหน่งในฐานะหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรคเป็นส่วนใหญ่
จำนวนนักธุรกิจชั้นนำที่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีนั้นส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง ในส่วนที่ที่มาจากการเลือกตั้งนี้ส่วนใหญ่สังกัดพรรคชาติไทย รองลงมาคือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกิจสังคม นักธุรกิจชั้นนำในคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในงานด้านธุรกิจ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพานิตย์ ทำให้ทราบถึงการเรืองอำนาจของนักธุรกิจเป็นอย่างมากในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

สรุป
การที่พื้นเพชาวจีนอพยพเข้ามาในไทยทำให้เกิดนายทุนที่เติบโตจากความมั่งคั่ง จากครอบครัวที่ประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนายทุนส่วนใหญ่นี้เองได้สนใจทางการเมืองด้วยเหตุผลที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองในการประกอบธุรกิจ ทำให้นายทุนหันมาลงสมัครเลือกตั้งเป็นนักการเมือง ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งการที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้นต้องมีกิจกรรมการรณรงค์หาเสียง มีการจ้างทีมงานเดินหาเสียง รวมไปถึงทำป้ายหาเสียง สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เงินทุนเข้ามาเป็นทรัพยากรทางการเมือง ในขณะที่นักเลือกตั้งมีพื้นฐานจากราชการที่มักจะได้เปรียบ มีคนนับหน้าถือตาและมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นการรณรงค์หาเสียงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชนที่มากกว่านั่นคือ เงิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่ผู้ลงสมัครจำเป็นต้องใช้ในการรณรงค์ ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ลงเลือกตั้งจึงต้องเริ่มตั้งแต่การทุ่มเทที่มากกว่าการรณรงค์หาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำป้ายเพื่อใช้ในการหาเสียงและเพื่อกระจายไปในจุดต่างๆอย่างเพียงพอ มีการใช้เงินเพื่อเป็นค่าจ้างทีมงานเดินหาเสียง จ้างรถเพื่อนำมาใช้ในการหาเสียง เข้าช่วยเหลือสังคมในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน ตำบล หมู่บ้าน อาจะเป็นการแจกของที่ระลึก เลี้ยงอาหารในโอกาสต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้เปรียบเหมือนกับใช้เงินซื้อบารมี ซึ่งยังมีอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้นักธุรกิจไม่ต้องจ่ายเงินถึงตัวบุคคลในการซื้อเสียง นั่นคือการให้ความช่วยเหลือกับบุคคลนั้นๆโดยตรงซึ่งเป็นวิธีทางอ้อมที่ใช้กันมาหลายยุคสมัย เป็นการให้โดยสินน้ำใจซึ่งจริงๆแล้วก็ล้วนแต่หวังผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่มีชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องนี้พอคิดว่าการที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นเป็นสินน้ำใจ เป็นความมีน้ำใจที่เขามีให้ ทำให้ฐานะทางการเงินเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำไปสู่การได้รับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ต้องใช้การซื้อเสียงโดยจ่ายเงินกับตัวบุคคล แต่เป็นการซื้อใจในการทำอะไรบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดการซื้อใจและทำให้ตนได้รับเลือกตั้งในที่สุด กล่าวคือเงินสามารถดลบันดาลอำนาจได้ เพื่อให้นำไปสู่การเป็นนักการเมืองและเพื่อหวังผลประโยชน์กับการเมืองและเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น จากความคิดการที่เข้ามาสู่การเมืองแล้วนั้น ทำให้เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีคนใดที่จะไม่หวังผลตอบแทนในทางคอรัปชั่น ทุกคนล้วนแต่หวังในจุดๆนี้กันทั้งสิ้น ซึ่งในปัจจุบันปัญหาจุดๆนี้นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มีเพียงแต่การที่จะโทษกันว่าคนนั้นโกงคนนี้โกงจากที่ผ่านมาในแต่ละรัฐบาล ในความคิดทุกรัฐบาลล้วนแต่โกงมาด้วยกันทั้งสิ้นไม่ว่ารัฐบาลสมัยไหนๆ การคอรัปชั่นจึงเป็นปัญหาของประเทศที่แก้ไม่ได้ อีกทั้งปัญหาการซื้อเสียงที่มาจากการให้โดยสินน้ำใจโดยที่ชาวบ้านไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน และเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะอยู่คู่กับประเทศของเราอย่างไม่มีวันจบสิ้น





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]