• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 398971
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 3383 , 14:18:55 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 2475

ปวรุตม์ สมควร

ผศ.ดร.ทิวากร แก้วมณี[i]

บทนำ

              การเกิดขึ้นของระบอบประชาธิปไตยในรัฐไทย หลังจากมีการปฏิวัติ 2475 ถือเป็นการเมืองสมัยใหม่เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรัฐไทย ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกแทนที่ด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและกระบวนการทางการเมืองหลัง24 มิถุนายน 2475 มีลักษณะเด่นคือการมีสถาบันประชาธิปไตย เช่นรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บริหารประเทศแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากระบอบระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยกลุ่มที่คิดว่า ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย  ก่อนจะถึงการปฏิวัติ 2475 รัฐไทยเกิดปัญหาในด้านต่างๆอย่างไรบ้าง                                                                                                                                   

                การปฏิวัติ 2475เกี่ยวข้องกับความพยายามของกษัตริย์ ราชวงค์จักรีที่ปฏิรูปบ้านเมืองสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้ผ่านการปฏิรูปในหลายๆ ด้านการปฏิรูปที่พาสยามเข้าสู่ยุคใหม่ทำให้ เกิดการเติบโตของระบบราชการสมัยใหม่  ทั้งด้านพลเรือนและด้านทหาร ซึ่งมีนัยสำคัญกว่าการก่อตั้งกระทรวงต่างๆ ตามแบบตะวันตกเพื่อที่จะสร้างชาติรัฐสมัยใหม่ขึ้น การปฏิรูปนี้ ทหารได้รับการเสริมสร้างเป็นพิเศษ เพื่อสร้างกองทัพสมัยใหม่เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกและเป็นสถาบันที่คุ้มครอง ราชบัลลังก์ต่อมาระบบราชการที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้นได้ส่งผลในด้านตรงข้าม โดยกลุ่มข้าราชการชั้นสูงพยายามปฏิรูปการเมืองเนื่องจากกระแสความนิยมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกจากกลุ่มที่ได้รับการศึกษาหรือมีประสบการณ์ในประเทศตะวันตกความคิดของคนกลุ่มนี้เห็นว่าระบอบการปกครองในระบอบดังกล่าวจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศกลุ่มข้าราชการและประชาชนพร้อมที่จะเข้าร่วมการสนับสนุนการใช้ระบอบนี้จึงนำไปสู่การปฏิวัติ 2475 ต่อมากลายมาเป็นความวุ่นวายที่มีลักษณะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง[1]

             

รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

              รัฐประชาชาติเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 เพราะสมัยนี้มีการสร้างชาติใหม่   มีการสร้างระบบราชการ ทหาร ระบบการศึกษา มีการส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศ  มีเศรษฐกิจแบบเงินตรา การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่5 เนื่องจากมีข้าราชการที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ  คนกลุ่มนี้ได้นำความคิดทางการเมืองตะวันตก และไม่พอใจที่ไม่ได้รับความก้าวหน้าในระบบราชการและในสถานการณ์ที่ระบบเศรษฐกิจตกต่ำ  การปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจการปกครองจึงเกิดขึ้น  การปฏิวัติ2475เป็นการเมืองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่รัฐประชาชาติ  ด้วยเหตุที่ว่าอำนาจและอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งก่อนหน้าการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางในสมัยรัชกาลที่5หลังจากการปฏิวัติพระมหากษัตริย์ ไม่มีพระราชอำนาจสูงเช่นนั้นเลย   อาจกล่าวได้ว่าอำนาจที่สูงสุดและเด็ดขาดของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวระยะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งมีความสำคัญสูงสุดในฐานะเป็นกลไกการเปลี่ยนแปลงผ่านอำนาจทางการเมืองจากรัฐโบราณ  ซึ่งอำนาจอาจแยกและแตกกระจายไปตามการเมืองในระบบ “กรม”  ให้มารวมศูนย์อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะเป็นราชสมบัติ ระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกระจ่ายออกไปสู่สถาบันการเมืองและกลุ่มการเมืองตามสภาพการณ์และความเป็นไปของรัฐประชาติในระยะเวลาต่อมา  แม้ว่าความก้าวหน้าปัจเจกชนนิยม และหน้าที่พลเมือง กลุ่มข้าราชการจะได้รับการปลูกฝังแนวคิด แต่ก็ได้รับแนวคิดนั้นในลักษณะที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ผู้ปกครองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้คิดและเชื่ออยู่ อย่างเช่นแนวคิดเรื่องพลเมืองเกิดเหตุผลในแง่ของการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทางสังคมการเมือง แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการปลุกระดมให้ราษฎรบางกลุ่มเกิดความสำนึกในศักยภาพของตนเอง ว่าตนเองสามารถทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าได้มิใช่แค่มีหน้าที่จำกัดเพียงแค่ปฏิบัติงานไปตามความต้องการที่รัฐกำหนดเท่านั้น [2]                                                                                                                                 

                การปฏิวัติ  24  มิถุนายน 2475  เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ได้7ปี ซึ่งเป็นรัชกาลที่สั้นที่สุดและเต็มไปด้วยความขัดแย้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระราชวงค์จักรี  ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตลอดช่วงรัชกาล ประเด็นทางเศรษฐกิจในสมัยนี้ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองในหลายๆระดับมาตรการที่ทางรัฐบาลใช้แก้ไขปัญหาต่างๆก็มีได้คิดอยากรอบคอบโดยการตัดลดเงินเดือนข้าราชการและเพิ่มภาษีรายได้จากเงินเดือนที่ถูกตัดนั้นด้วยส่งผลต่อข้าราชการทั้งระบบที่มีรายได้ประจำเป็นรายได้ประจำ กระทรวงต่างทะเลาะเบาะแวงกันในเรื่องการตัดงบประมาณทำให้เกิดภาพลักษณ์ทางราชการที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขาดผู้นำที่มีประสิทธิภาพ  ทำให้ชนชั้นนำในเมืองหลวงและข้าราชการทั้งหมดรวมทั้งฝ่ายทหารเริ่มศูนย์เสียความเชื่อมั่นในรัฐบาลท้าท้ายความเชื้อพื้นฐานของระบบสังคมและระบอบการเมืองการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ได้ 7 ปี ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยุติลงอย่างฉับพลันในวันที่24  มิถุนายน 2475 กลุ่มทหารพลเรือน ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มว่าคณะราษฎร ภายใต้การนำของ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาและโดยนายปรีดี  พนมยงค์และหลวงพิบูลสงครามได้ทำการยึดอำนาจการปกครองได้อย่างงายได้และได้อัญเชิญรัชกาลที่7 ขึ้นกษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่27 มิถุนายน 2475 และสถาปนาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในวันที่10 ธันวาคม พ.ศ.2475 [3]

               การปฏิวัติดังกล่าวเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อคนหลายกลุ่มในสังคมไทย  ซึ่งตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงแตกต่างหลากหลายกัน  คนหลายกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่เพียงผู้ที่ถูกกระทำโดยการยืดอำนาจแต่ต่างมีบทบาททั้งที่เอื้อและต้านกระแสความเปลี่ยนแปลง  ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น  เพราะการปฏิวัตินี้ไม่ได้เป็นการต่อสู้ของคนสองกลุ่ม คือเจ้านายและข้าราชการระดับกลางเท่านั้น  แต่เป็นผลของการปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนหลายประเภทในสังคม                                                                    

 

สาเหตุด้านต่างๆที่นำไปสู่การปฏิวัติ2475

               สาเหตุทางด้านเศรษฐกิจ ภาวะการเงินของประเทศอยู่ในสภาพไม่มั่นคงนับแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และสภาวะเศรษฐกิจของโลกตกต่ำตั้งแต่2472 ทำให้เศรษฐกิจในประเทศทรุดหนักข้าวของมีราคาแพงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน รัฐบาลจึงนำนโยบายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการแก้ปัญหา เช่นปลดข้าราชการออกการตัดภาษีแต่กลับใช้ไม่ได้ผลและทำให้เกิดความวุ่นวายและไม่พอใจของคนโดยทั่วไป สาเหตุทางด้านการเมืองสามัญชนที่รับราชการคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวส่งเสริมให้พระราชวงค์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง เช่นการตั้งอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกพระราชวงค์ทั้งหมดเป็นที่ปรึกษากษัตริย์และภายหลังทรงดึงพระราชวงค์ที่เป็นเสนาบดีเข้าไปเป็นสมาชิกด้วย ทำให้อภิรัฐมนตรีสภาเป็น  เสนาบดีสภาวงใน มีอำนาจการปกครองเหนือกว่าเสนาบดีสภา สาเหตุทางด้านสังคม การแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นระหว่างเจ้ากับข้า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความแตกแยกทางจิตใจเกี่ยวกับลัทธิต่างๆ ที่มีเจ้าอยู่อย่างเหลือเฟือและสามัญชนไม่มีหรือมีอยู่น้อยมาก ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเจ้า ทำให้คนในชาติขาดความสามัคคี ประชาชนที่มีการศึกษาเข้าใจว่ารัฐพยายามกีดกันการศึกษา  ไม่สนับสนุนให้ราษฎรได้รับการศึกษา  การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำให้บุคคลกลุ่มที่เป็นลูกเจ้าลูกนายได้รับอภิสิทธิเหนือบุคคลทั่วไป พระบรมวงศานุวงค์และอภิรัฐมนตรีสภาสามารถใช้อิทธิพลหาประโยชน์แก่ตนเองและหมู่คณะ อุดมทางการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้แพร่หลายในหมู่ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาหรือมีประสบการณ์จากแดนตะวันตก  คนเหล่านี้เห็นว่า ประเทศตะวันตกเป็นหรืแม้แต่ประเทศที่ใกล้เคียงที่ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยต่างก็มีความเจริญก้าวหน้า  ไม่ล้าหลัง จึงอยากจะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้เหมือนกับประเทศอื่นบ้างและประเทศอื่นๆหลายประเทศทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ[4]

 

การแบ่งช่วงชั้นและภูมิปัญญาของกลุ่มสังคมใน 2475

             ในสังคมสยามสมัยใหม่ กลุ่มเจ้านายหรือกลุ่มราชวงค์ นี้มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในฐานะเป็นผู้นำการปรับปรุงประเทศอย่างโดดเด่น เรียกได้ว่าเป็นผู้สถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามนับตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่25และมีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2475โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงนำการสถาปนาระบบประชาธิปไตยแบบใหม่ของสยาม กลุ่มข้าราชการนี้ถือเป็นสังคมกลุ่มที่สองรองจากกลุ่มเจ้านาย  ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเป็นกลุ่มสังคมที่มีสำนึกของการรวมกลุ่มอย่างมาที่สุดกลุ่มหนึ่งในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของสยามใหม่  กลุ่มสังคมชนชั้นกลางนอกระบบราชการ มีจุดกำเนิดและความเป็นมาในหลายลักษณะมาจากอาชีพกึ่งอิสระในสังคมเดิมบ้าง ขุนนางระดับล่างในสังคมเดิมบ้างเมื่อพิจารณาคนกลุ่มนี้แบบกว้างๆคือพวกเชื้อคหบดี ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดทั้งช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติ2475  กลุ่มราชฎรสามัญชนหรือที่เรียกว่าชาวบ้านได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงลักษณะใดลักษณะหนึ่ง   และกลุ่มปัญญาชนคือกลุ่มผู้นำทางความคิดในสมัยนั้น[5]

ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อเสถียรภาพในช่วงเวลานั้น

             ลักษณะเด่นในช่วงนี้เกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถยุติได้ภายใต้กรอบแห่งประชาธิปไตย  ความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้ นำปัญหาใหญ่มาให้แก่การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยโดยมีประเด็นความขัดแย้งต่างๆดังนี้ ความขัดแย้งทางอำนาจ หลังการยึดอำนาจ 2475 สมาชิกในคณะผู้ก่อการเริ่มแย่งชิงอำนาจกัน การต่อสู้นั้นในบางครั้งอาจจะแฝงอยู่ในการขัดแย้งนโยบายหรืออุดมการณ์ แต่ปัจจัยหลักน่าจะไม่พ้นความทะเยอทะยานส่วนบุคคล ความขัดแย้งเกิดจากการความไม่ลงรอยกันในระดับความก้าวหน้าทางความคิดเห็นของผู้ก่อการบางคนที่ก้าวไกลเกินกว่าผู้ก่อตั้งคนอื่นๆ จะรับฟังและยอมรับได้ ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดที่สุด                                                

                นโยบายเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์  เสนอแผนเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนแปลงคนทั้งประเทศรวมทั้งชาวนาเป็นพนักงานของรัฐ เพื่อที่จะมีรายได้ค้ำประกันความแน่นอนแต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดคือการถูกครอบงำจากทหาร ปัจจัยที่บ่งบอกความสำคัญของโครงสร้างอำนาจใหม่ว่าประชาธิปไตยของประเทศยังอ่อนแอ ชนชั้นนำที่ต่อต้านชนชั้นนำผู้ที่อยู่ในอำนาจขณะนั้น ความพยายามจะนำสถาบันประชาธิปไตยมาใช้ดำเนินไปโดยไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองในประเพณี วัฒนธรรมการเมืองและสภาพแวดล้อมทางสังคมพยายามทดลองสร้างระบบการเมืองตะวันตกนำไปสู่การครอบงำโดยฝ่ายทหารในการเมืองและในโครงสร้างทางอำนาจ ทำให้การใช้กำลังเป็นสิ่งที่ยุติความขัดแย้ง[6]

การขึ้นมามีอำนาจของทหารหลังการปฏิวัติ

                 ทหารมีบทบาทสำคัญทางการเมืองมาก  ทหารอยู่ในฐานะได้เปรียบมาก  มีเกียรติสูงและเป็นสถาบันทางสังคม เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากเจ้านายในรัชกาลที่5 จนถึงรัชกาลที่7 ทหาร มีลำดับขั้นอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกับระบบศักดินาสมัยก่อน ทุกคนที่รับราชการทหารตำแหน่งของเขาดี การแต่งกายตามยศกันในสังคมทหาร สิ่งทำให้เหล่าทหารเป็นปึกแผ่นอย่างมาก  คือพวกเขามีส่วนในขบวนการทางสังคมเดียวกัน เข้าโรงเรียนทหารเดียวกัน ถูกสร้างโดยหลักสูตรเดียวกัน และได้รับการปลูกฝังค่านิยมพื้นฐานเดียวกันที่เน้นบทบาทของทหารในฐานะเป็นผู้ปกป้องชาติเป็นพิเศษ  ทหารมีการสืบทอดอำนาจรุ่นสู่รุ่นโดยเคลื่อนไหวผ่านการรับหน้าที่ภายใต้การฝึกภาคบังคับทางทหาร ที่อาจจะพัฒนาความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในค่านิยมที่นักการเมืองสายทหารแสดงออกมาในช่วงนั้นจึงยากสำหรับพลเมืองที่จะแข่งขันทางการเมืองเมื่อขึ้นสู่อำนาจคณะราษฎร สัญญาว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการประถมศึกษา แต่ต้องใช้เวลากว่าที่จะเข้าไปถึงพื้นที่ห่างไกล แต่อย่างน้อยคณะราษฎรได้มีความพยายามอย่างตั้งใจจริงและกลุ่มอิทธิพลใช้                          อำนาจในทางที่ผิด เลื่อนตำแหน่งให้กับตนเอง สรรหาเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆและสร้างระเบียบการเกณฑ์ทางทหารให้เข้มงวดขึ้น เมื่อความสัมพันธ์ที่เห็นด้วยเมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสินสุดลง  การชูลัทธิทหารสูงขึ้นเป็นยุคของลัทธิชาตินิยม ลัทธิทหาร นายทหารที่เข้มแข็งให้เป็นผู้นำพาชาติให้พ้นวิกฤติ หลวงประดิษฐ์มนูเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งกลับสู่บทบาทสำคัญของรัฐบาล พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งพร้อมกับปรับคณะรัฐมนตรีบางตำแหน่ง แต่ก็ยังมีการแข่งขันเพื่อการแย่งชิงอำนาจอยู่เสมอทั้งในและนอกรัฐบาล ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี[7]

ความเห็นสองด้านต่อ2475

               ข้อโต้แย้งใหญ่ 2อย่าง คือปัจจัยทางเศรษฐกิจกับปัจจัยทางด้านอุดมการณ์ปัจจัยไหนที่ก่อให้เกิด2475 สำหรับผู้ที่สนับสนุนระบอบใหม่โดยทั่วไปจะย้ำความสำคัญของปัจจัยอุดมการณ์ หลังมีการยึดอำนาจแล้วปัญหาความขัดแย้งในของผู้นำในระบอบเก่าและระบอบใหม่ความขัดแย้งระหว่างผู้นำในระบอบใหม่ด้วยกันเอง ตลอดจนการที่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดำเนินไปโดยเรียบร้อยเหมือนอุดมการณ์ที่วางไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือคณะราษฎร ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ว่าเป็นการชิงสุขก่อนห่าม  หรือไม่ก็ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโน้มเอียงไปในระบอบประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ชาวอเมริกันที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศร่วมมือกับท่านร่างรัฐธรรมนูญถวาย แต่คณะอภิรัฐมนตรีไม่เห็นชอบด้วย ด้วยเหตุที่บ้านเมืองยังไม่เจริญพอ  ประกอบกับราษฎรส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ คงจะไม่สามารถปกครองตนเองไปได้ด้วยความราบรื่นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยดีในแนวความคิดและระบอบการปกครองการเมืองแบบประชาธิปไตย  แต่ทรงไม่เห็นด้วยที่จะเป็นระบอบการปกครองดังกล่าวทันทีทันใด[8]

               เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือจากเจ้ามาสู่สามัญชนได้ก็นับว่าเป็นก้าวใหญ่และสำคัญสุดๆ ปัญหามีอยู่ว่าในหมู่สามัญชนนั้นมีความเหลื่อมลำต่ำสูงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองก็ยังมีอยู่อย่างหนาแน่น โดยตรรกอันเดียวกัน การต่อสู้ขยายสิทธิทางการเมืองจากขุนนางสู่สามัญชนชั้นล่างลงไปจึงเป็นเรื่องจำเป็นและเลี่ยงไม่พ้นเช่นกัน  ข้อสรุปที่อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทยโดยการปฏิวัติเมื่อ พ.ศ.2475 เป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ได้กลายมาเป็นมูลเหตุในการทำปฏิวัติในที่สุด  อิทธิพลความกดดันเกิดขึ้นจากสภาพการณ์ต่างๆของประเทศไทยในสมัยนั้น เป็นแรงผลักดันที่นำไปสู่ความคิดการหารูปแบบการปกครองใหม่มาใช้แทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความบกพร่องในพระราชอัธยาศัยที่อ่อนแอ  ความไม่เข้มแข็งเด็ดขาดของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระราชวงค์ชั้นสูงประกอบกับแนวความคิดทางการเมืองทางการเมืองของคนหนุ่มในรุ่นใหม่ที่รับเอาความรู้ทางการปกครองตามแนวนิยมของยุโรปตะวันตก การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการปฏิวัติครั้งนั้นมีสถานการณ์ที่สุกงอมพร้อมที่จะเอื้ออำนวยให้การปฏิวัติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้[9]

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์สังคม

             กบฏ  ร.ศ.130 เกิดจากพวกฝ่ายทหารหนุ่มๆแห่งกองทัพบกโดยหัวหน้าคือ ร.อ.ขุนทวยหารพิทักษ์(เหล็ง   ศรีจันทร์) ร.ท.จรูญ   ณ บางช้าง ร.ต.เจือ  ศิลาอาสน์ มีความคิดว่าจะทูลเชิญพระราชวงค์พระองค์หนึ่งขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พวกพลเรือนบางคนนั้นคิดกันไปไกลจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธาณะรัฐ โดยได้เตรียมการตั้งแต่ พ.ศ.2454แต่ยังไม่ทันลงมือก็ถูกจับกุมเสียก่อนในสมัยรัชกาลที่6 [10]                                                                                                            

            

             การปฏิวัติ2475เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ.130  สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์อันสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ของสังคมไทยก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน เป็นภูมิหลังทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีปัจจัยหลายอย่างที่นำไปสู่ 2475  ซึ่งถ้ากล่าวกว้างๆ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของสังคมไทยนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจาก “สยามเก่า” มาสู่ “สยามใหม่” จะเริ่มเห็นได้จากการก่อตัวของ “สยามหนุ่ม” ในช่วงต้นสมัยรัชกาลที่5 ที่พยายามผลักดันให้มีการรวมอำนาจไว้ที่สถาบันกษัตริย์ โดยเริ่มจากการปฏิรูปในด้านต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั้งหมด   มีการตั้งกระทรวงทบวงกรมขึ้นมาใหม่แทนการปกครองแบบจัตุสดมภ์ เกิดการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และเมืองหลวง ในขณะเดียวกันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก  ปัญหาโลกสมัยใหม่ตามมา นั้นคือที่ดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเริ่มมีการสะสมที่ดินมีการเก็งกำไรจากการมีที่ดินอย่างไม่เคยมีมาก่อน เจ้านายและขุนนางตลอดจนคหบดีจะมีความได้เปรียบในแง่ของการรู้คุณค่าและราคาของที่ดิน บุคคลเหล่านี่เริ่มมีการสะสมที่ดินเป็นการใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาชาวนาไร้ที่ดิน ต้องเช่าเขาทำ  ปัญหาที่ตามมาก็คือชาวไร่ชาวนามีหนี้สิน ความเปลี่ยนแปลงทางชีวิตเศรษฐกิจของประเทศครั้งนี้ทำให้ชนชั้นสูงได้รับผลประโยชน์สามารถสร้างฐานะที่มั่นคงได้   ในขณะเดียวกันก็เกิดคนชั้นกลางขนาดเล็กขึ้นในเมืองหลวงและเมืองใหญ่บางเมือง ส่วนใหญ่คนชนชั้นกลางเหล่านี้มีเชื้อสายมาจากพ่อค้าคนจีน  ซึ่งได้เข้ามามีส่วนในระบบเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ลูกหลานของคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งก็เข้าไปเป็นข้าราชการในระบบและได้ขยายตัวในการปฏิรูป [11]

  กลุ่มเจ้านายกับระบอบใหม่

              การยึดเปลี่ยนอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครอง พ.ศ.2475 ในช่วงแรกๆของเหตุการณ์รายชื่อของคณะผู้ก่อการไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า น่าจะมีเจ้านายอย่างน้อย1ใน3 พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดช   หม่อมเจ้าสิทธิพร   หรือหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร เข้ามาเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ในทางใดทางหนึ่งเนื่องจากทุกพระองค์ทรงเคยมีความขัดแย้งกับรัฐบาลในระบอบเก่า แต่สุดท้ายก็ไม่มีมูลความจริงเนื่องจากเจ้านายของสยามแต่ละพระองค์มีทรงมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทรงรักษาความสัมพันธ์กับองค์ประมุข คือเมื่อเกิดเป็นเจ้านายแล้วจะต้องคิดทำงานราชการอย่างเต็มความสามารถ  อย่างมากที่สุดที่เจ้านายสามารถทำได้เมื่อมีความเห็นต่างคือการทำหนังสือถวายความคิดเห็น ซึ่งหากว่าไม่ต้องพรราชประสงค์ เจ้านายพระองค์นั้นก็แค่ถวายบังคมลาออกจากราชการไป  รัฐบาลใหม่ได้ทำการสอดแนมคอยติดตามเจ้านายพระองค์ต่างๆที่ประทับอยู่ที่กรุงเทพเป็นพิเศษ กิจกรรมต่างๆของเจ้านายมีน้อยลง  น่าจะเกิดจากความตึงเครียดโดยเกิดขึ้นเป็นระยะๆตลอดหนึ่งปีเศษแรกของระบอบใหม่  แต่การเปลี่ยนแปลงระบบใหม่ยังคงเปิดโอกาสให้เจ้านายในสายงานพลเรือนยังคงปฏิบัติงานต่อไปตามปกติ  ที่สำคัญไปกว่านั้นระบอบใหม่ได้สร้างความหวังใหม่ๆ ให้แก่เจ้านายบางพระองค์ด้วยเช่นกันคือ  เป็นความหวังที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบใหม่ซึ่งกำลังเริ่มต้นขึ้นและมีเจ้านายบางพระองค์มีพระหัตถเลขาถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา แสดงพระราชประสงค์ว่าจะช่วยรัฐบาลใหม่และเรื่องนี้ได้กลายเป็นข้อโตเถียงกันในหมู่ผู้นำในระบอบใหม่พอสมควร ว่าเจ้านายควรมีบทบาททางการเมืองหรือไม่ ในท้ายสุดได้ตกลงกันว่าให้เจ้านายระดับหม่อมเจ้าขึ้นไปอยู่เหนือการเมือง[12]

                ความอ่อนแอในทางกำลังของกลุ่มเจ้านายโดยรวมมีผลต่อการดำเนินการทางการเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ทำให้รัฐบาลเองต้องพึ่งพิงกลุ่มข้าราชการจำนวนน้อยซึ่งผูกพันกันโดยหลักการชาติกำเนิดและโดยความใกล้ชิดกับกลุ่มเจ้านายเป็นสำคัญโดยเสมอมาโดยไม่อาจเคลื่อนย้ายไปทางอื่นใด เป็นกลุ่มคนที่เข้ารับราชการด้วยการถวายตัว เป็นบุคลที่มีระบบความคิดสนับสนุนการมีศูนย์รวมอำนาจและความคิดความเคลื่อนไหวซึ่งบั่นทอนความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ว่าเกิดขึ้นโดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญญาชนข้าราชการระดับกลาง  คนชนชั้นกลางและระดับล่าง โดยรวมคนนอกศูนย์กลางอำนาจเหล่านี้มีความคิดที่จะเรียกร้องความหลากหลายและความเสมอภาคทางสังคม

บทคัดย่อ

                   บทความชิ้นนี้มีเป้าประสงค์ต้องการให้ผู้อ่านนั้นเข้าถึงการปฏิวัติ2475 ทั้งสาเหตุและสภาพแวดล้อมด้านต่างๆที่มีส่วนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบการเมืองใหม่คือระบอบประชาธิปไตยตลอดถึงการนำเสนอข้อสงสัยและความคิดเห็นบางอย่างที่ผู้แต่งในหนังสือแต่ละเล่มมีความสนใจและคิดว่าเป็นประเด็นในเรื่องๆต่างที่นำไปสู่การปฏิวัติ2475 เช่น โครงสร้างของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนการปฏิวัติการแบ่งช่วงชั้นและภูมิปัญญาของกลุ่มสังคมใน 2475กลุ่มปัญญาชนข้าราชการระดับกลาง  คนชนชั้นกลางและระดับล่างมีความสำคัญในฐานะเป็นผู้ผลักดันทางประวัติศาสตร์ของระบอบการปกครองแบบใหม่ ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อเสถียรภาพในช่วงเวลานั้นสาเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ2475  ความเห็นสองด้านเกี่ยวกับการปฏิวัติ2475 กบฏ  ร.ศ.130 เป็นรากฐานของการเกิดการยึดอำนาจดังกล่าว การขึ้นมามีอำนาจของทหารหลังการปฏิวัติ และบทความสุดท้ายที่รายงานเล่มนี้เสนอคือ การปรับตัวของกลุ่มเจ้านายหลังจากการสร้างระบอบประชาธิปไตย การลดบทบาทของเจ้านายให้อยู่เหนือการเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุป

             การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตยโดยมีรากฐานมาจากกบฏ ร.ศ.130  โครงสร้างที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ 2475  เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าต้องการอยู่ปฏิรูปด้านต่างๆ จึงเกิดการสร้างรัฐชาติ ความก้าวหน้าของปัจเจกชนนิยมทำให้ ทำให้ประชาชน กลุ่มข้าราชการได้รับการปลูกฝังแนวคิดว่าตนเองสามารถทำให้ประเทศก้าวหน้าไม่ใช่แค่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาจึงเกิดการปฏิวัตินำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้ริเริ่มโดยคณะราษฎร ประกอบไปด้วยข้าราชการ  ทหาร กลุ่มพลเรือน กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแต่ขณะนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักและไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไรไม่ได้มีความรู้ความเข้าในเรื่องนี้เลยจึงเกิดการแบ่งช่วงชั้นและภูมิปัญญาของกลุ่มคนในสังคม แต่มีคนกลุ่มเดียวที่เข้าใจคือผู้ปกครองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  จึงทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยหลังช่วง 2475 ยังไม่เกิดผลดีกับประเทศเท่าที่ควร  การขึ้นมามีอำนาจของทหารหลังการปฏิวัติประกอบกับการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้นำที่ร่วมกันทำการปฏิวัติ หลังจากการปฏิวัติทำให้กลุ่มเจ้านายมีกำลังอ่อนแอและเกิดการปรับตัวให้เข้ากับระบอบใหม่ในหลายๆด้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1]  ลิขิต   ธีรเวคิน.(2553).การเมืองการปกครองของไทย.(พิมพ์ครั้งที่ 8).กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.หน้า71.

[2]นครินทร์  เมฆไตรรัตน์. (2553).การปฏิวัติสยามพ..2475.(พิมพ์ครั้งที่5).กรุงเทพมหานคร:ฟ้าเดียวกัน.หน้า10-13.

[3]วิศิษฐ์  ทวีเศรษฐและสุขุม  นวลสกุล.(2544).การเมืองและการปกครองไทย.(พิมพ์ครั้งที่15).สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.   หน้า61-62.

[4]วิศิษฐ์  ทวีเศรษฐและสุขุม  นวลสกุล.(2544).การเมืองและการปกครองไทย.(พิมพ์ครั้งที่15).สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.   หน้า62-63

[5]  นครินทร์  เมฆไตรรัตน์. (2553).การปฏิวัติสยามพ.ศ.2475.(พิมพ์ครั้งที่5).กรุงเทพมหานคร:ฟ้าเดียวกัน.หน้า14-20.

[6]ผาสุก   พงษ์ไพจิตรและคริส  เบเคอร์.(2546).เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ.(พิมพ์ครั้งที่3).โอ. เอส. พริ้นติ้งเฮาส์ กรุงเทพมหานคร.หน้า145.

[7]เดวิด เค วัยอาจ.(2556).ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป.(พิมพ์ครั้งที่2).มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.หน้า431.

[8]ชาญวิทย์    เกษตรศิริ.(2544).ประวัติการเมืองไทย 2475-2500.(พิมพ์ครั้งที่3).โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.หน้า54-56.

[9]ทักษ์   เฉลิมเตียรณ.(2526).การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.หน้า103-108.

[10]วิศิษฐ์  ทวีเศรษฐและสุขุม  นวลสกุล.(2544).การเมืองและการปกครองไทย.(พิมพ์ครั้งที่15).กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.หน้า61.

[11]ชาญวิทย์    เกษตรศิริ.(2544).ประวัติการเมืองไทย 2475-2500.(พิมพ์ครั้งที่3).โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.หน้า57-63.

[12]    นครินทร์  เมฆไตรรัตน์. (2553).การปฏิวัติสยามพ.ศ.2475.(พิมพ์ครั้งที่5).กรุงเทพมหานคร:ฟ้าเดียวกัน.หน้า63-68.



[i]อาจารย์ที่ปรึกษา และบรรณาธิการ





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]