• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 399255
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 3950 , 13:19:06 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ระบอบทักษิณ

                                                                                                               ณัฐกานต์ สุคันธมาลา เขียน

                                                                                                  ผศ ดร ทิวากร แก้วมณี บรรณาธิการ

 

บทนำ

            ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การปกครองด้วยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเมืองในช่วงเวลานั้นสร้างผลกระทบและเกิดความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายให้ทั้งการเมืองไทยและสังคมไทย   โดยนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงการเมืองในยุคนั้นว่า เป็นการเมืองใน ‘ระบอบทักษิณ’  ซึ่งการเมืองระบอบทักษิณนี้ได้มีลักษณะพิเศษที่สำคัญหลายประการ  เช่น ระบอบทักษิณเป็นการเมืองที่รวมศูนย์กลางอำนาจของนายทุนหลากหลายกลุ่ม  รัฐบาลทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาล้วนหาเสียงด้วยการใช้ ‘ประชานิยม’ กล่าวคือ นโยบายที่ทำให้ประชาชนพึงพอใจและดึงนักการเมืองมาร่วมพรรคสังกัดเพื่อให้มีฐานเสียงที่เข้มแข็ง   ทำให้ช่วงเวลานั้นถือเป็นจุดสูงสุดของยุคของธุรกิจการเมืองที่ท้าทายระบบการเมืองแบบราชการเช่นในอดีต  อีกทั้งระบอบทักษิณยังมีความเชื่อมโยงกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ผสานไปกับระบบอุปถัมภ์

            บทความนี้จึงเป็นผู้เขียนที่พยายามบอกเล่าถึงการเกิดขึ้นของระบอบทักษิณในสังคมไทยและสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง เนื่องจากมีคนไทยจำนวนไม่น้อยหลงใหลกับประชานิยมที่เกิดจากระบอบทักษิณ  จนทำให้มีกลุ่มสนับสนุนที่แม้ว่าพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร   จะถูกท้าทายอำนาจจากหลาย ๆ ฝ่ายและท้ายที่สุดก็ะถูกท้าทายจากทหารและถูกรัฐประหาร  เพื่อขจัดรัฐบาลคอรัปชั่นทิ้งไป   ทว่าอะไรที่ทำให้ระบอบทักษิณยังคงอยู่หรือแท้จริงแล้วเป็นมากกว่า ตัวบุคคลหรือ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร    จึงได้สร้างค่านิยม  แนวคิด วัฒนธธรม เศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมไทย และยังคงส่งผลกระทบให้สังคมไทยจนถึงปัจจุบันนี้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. ระบอบทักษิณศูนย์กลางอำนาจนักธุรกิจและนายทุน

            ‘ระบอบทักษิณ’ ถูกกล่าวในความหมายโดยกว้างนั้นหมายถึง ระบอบการปกครองภายใต้รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร  ซึ่งมีรูปแบบการบริหารงานที่มีความแตกต่างจากรัฐบาลในสมัยที่ผ่าน ๆ มา  โดยเกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์ได้กล่าวถึงระบอบทักษิณไว้ว่า  “เป็นการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ  โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นผู้กุมอำนาจ  บริหารประเทศแบบบริษัท  รวมศูนย์ไว้ที่นายกรัฐมนตรี  อำนาจอธิปไตยได้ถูกยึดกุมรวมศูนย์อย่างเด็ดขาดเบ็ดเสร็จในทุก ๆ ด้าน[1]   

            ผศ. ดร.ทิวากร  แก้วมณี ได้เป็นผู้ชี้ประเด็นให้เห็นจากบทความ ‘ระบอบทักษิณ’ ว่าพรรคไทยรักไทยนั้นเป็นศูนย์กลางรวมสมาชิกของนักธุรกิจใหญ่ในหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรม  ที่ต่างถูกท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกในต้นปี 2544 และประเทศไทยได้รับผลกระทบเนื่องด้วยกระแสโลกาภิวัตน์[2]

            กระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมที่รุนแรงของประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ที่ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญ นับตั้งแต่สมัยเผด็จการทหาร (สฤษดิ์ – ถนอม – ประภาส) ที่ช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เกิดระบบทุนนิยม เพื่อต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่นำไปสู่การเรียกร้องและการปกครองแบบคอมมิวนิสต์  ประเทศไทยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในหลาย ๆ ด้าน และเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมและได้รับอิทธิพลกระแสโลกาภิวัตน์ในเวลาต่อมา

            ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นนั้นนักธุรกิจที่เริ่มสะสมอำนาจจากกระแสทุนนิยม  และเมื่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เปิดให้พวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้นั้น  พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร  ได้เห็นโอกาสที่เกิดขึ้นนั้นจึงได้ก้าวเข้าไปสู่เวทีการเมือง  โดยมีนักธุรกิจและนายทุนหลายรายได้ให้การสนับสนุนเพื่อเป็นผู้นำในการแสวงหาแนวทางใช้อำนาจเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ    พรรคไทยรักไทยจึงเป็นพรรคการเมืองที่เป็นศูนย์รวมของทุนจากนักธุรกิจและนายทุนที่มีความพยายามขับเคลื่อนให้รัฐไทยเข้าไปท้าทายและอยู่รอดจากกระแสโลกาภิวัตน์

            โดยกลุ่มเครือข่ายนายทุนที่สนับสนุนทักษิณนั้น ผศ. ดร.ทิวากร แก้วมณีได้กล่าวถึงกลุ่มสนับสนุนทักษิณมีด้วยกันทั้งหมดแปดกลุ่ม  ได้แก่

            “ กลุ่มที่หนึ่ง คือ นายทุนกลุ่มการสื่อสารและโทรคมนาคม เริ่มตั้งแต่กลุ่ม เทเลคอมเอเชีย  ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มทรู กลุ่มจัสมิน ทีทีแอนที และ เอ็มลิ้ง เอเชีย

          กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มธนาคาร ซึ่งได้แก่กลุ่มธนาคารกรุงเทพ และ กลุ่มธนาคารทหารไทย ซึ่งกลุ่มธนาคารเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงในช่วงที่ ทักษิณมีอำนาจจากโครงการของรัฐ เช่น กองทุนวายุภัค เป็นต้น

          กลุ่มที่สาม คือ เหล็ก (บริษัท Thai Knox steel)  ปิโตรเคมี ( บริษัท TPI) ซึ่ง นักธุรกิจในกลุ่มนี้ อย่างประยุทธ์ มหากิจศิริ ถือได้ว่าเป็นแกนนำของกลุ่มการเมืองของพรรคไทยรักไทย โดยดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

          กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของรัฐ

          กลุ่มที่ห้า กลุ่มสนับสนุนทักษิณคือ กลุ่ม Sino-Thai ซึ่ง ลูกชายของ สุชัย วีระเมธิกุล นั้นได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทยและได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในท้ายที่สุด

          กลุ่มที่หก คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อันได้ แก่นักธุรกิจในกลุ่ม  M Thai Group  ศรีวิกรณ์  กลุ่มพฤกษาสิริ

          กลุ่มที่เจ็ด คือ กลุ่มสื่อไม่ว่าจะเป็น กลุ่มค่ายเพลงแกรมมี กลุ่มบีอีซี ช่อง ๓ ของตระกูลมาลีนนทร์

          กลุ่มที่แปด  คือ กลุ่มอาหารและการเกษตร อย่าง ตระกูลเจียรวนนทร์ [3]

 

            โดยกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ได้ผ่านการเลือกตั้งจากการเมืองเปิดของระบอบประชาธิปไตย  พวกเขาได้เข้าไปใช้อำนาจของรัฐผ่านตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของรัฐบาล   พรรรคไทยรักไทยจึงถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความแตกต่างจากพรรคการเมืองในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  การเมืองของยุคทักษิณ  จึงถือได้ว่าเป็นยุคการเมืองที่นักธุรกิจและนายทุนได้มีบทบาทมากที่สุดในระดับการเมืองไทยและการได้มาซึ่งอำนาจในการตั้งรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร  นั้นได้ใช้นโยบายที่แปลกใหม่  น่าทึ่ง และได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน  โดยนโยบายเหล่านั้นถูกเรียกว่า ‘ประชานิยม’  ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อต่อไป

 

 

  1. ‘ประชานิยม’กับการใช้ ‘เงิน’ ในการแสวงหาอำนาจรัฐของระบอบทักษิณ

            พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร  เป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540  เป็นพรรคการเมืองใหม่และมีแนวคิดในการบริหารงานธุรกิจมาปรับใช้กับการบริหารบ้านเมือง  ซึ่งสมกับสโลแกนของพรรคที่กล่าวว่า ‘คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน’  โดยทักษิณมองว่าการขาดหน่วยงานและผู้นำที่บริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์ถือเป็นจุดอ่อนของชาติในช่วงเวลานั้น  ทำให้ประเทศจึงเผชิญกับปัญหาและวิกฤตทางเศรษฐกิจ  การบริหารงานที่ยึดหลักของกฎระเบียบนั้นขาดการมีส่วนร่วมในการปกครองอีกทั้งระบบราชการมีความล่าช้าไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

            ด้วยเหตุนี้พรรคไทยรักไทยจึงได้เสนอการบริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์  โดยได้ใช้หลักการบริหารนำการแก้ปัญหา โดยมีกฎหมายเป็นเพียงส่วนประกอบและภาครัฐจะต้องของความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก  อีกทั้งเสนอให้สร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถทางความคิดที่มีอิสระในการทำงานสูง  สามารถทำงานเป็นทีมหรือคณะ และบริหารแบบผสมผสานประนีประนอม แต่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด  โดยยึดหลักประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักและยังเสนอให้คิดนอกกรอบของระบบราชการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นเพื่อความฉับไวและความมีประสิทธิภาพ[4]  แนวคิดที่นำเสนอไปนี้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่พยายามลดอำนาจรัฐ  มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง  อีกทั้งต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจและคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

            นโยบายของพรรคไทยรักไทยจึงเน้นการปรับแนวคิดเพื่อพัฒนาประเทศ  สร้างรายได้และความสามารถในการชำระหนี้  ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจกับการเมืองเข้าด้วยกัน  อีกทั้งยังเชื่อมโยงเอาเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเข้ากับยุคเกษตรอุตสาหกรรมและปฏิรูประบบราชการให้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  ส่งเสริมส่วนบริหารท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือเอสเอ็มอี (SMEs – Small and Medium Enterprise) ให้เติบโตและเป็นฐานรายได้หลักของประเทศ

            นอกจากนโยบายที่กล่าวข้างต้นนี้จะได้รับเสียงสนับอย่างมากจากประชาชน  แต่ทว่าทักษิณก็ได้พยายามสร้างฐานที่มั่นคงทางการเมือง  เพื่อครอบครองอำนาจในระยะยาว  โดยได้เริ่มสร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคใหญ่เพื่อเป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ  และหนทางที่ใช้เป็นทางลัดในการนำมาซึ่งการชนะการเลือกตั้ง  และมีส.ส. เสียงข้างมาในสภาฯ ได้อย่างรวดเร็วนั่นคือ การใช้ ‘เงิน’และผลประโยชน์ในการ ‘ดึง’ นักการเมืองจากพรรคอื่น ๆ  มาสู่พรรคของตนเอง

            พรรคไทยรักไทยมีความพยายามที่จะสร้างฐานการเมืองที่มั่นคงและแข็งแกร่ง  การดึงอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงในเขตพื้นที่ของตนเอง และอดีต ส.ส.ที่เป็นที่นิยมของประชาชน  เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร  โดยในการดึงนักการเมืองมานั้นพรรคการเมืองอาจเลือกจ่ายในรูปตัวเงิน ดังเช่นการโอนเงินเป็นก้อน  เป็นค่าใช้จ่ายในการรณรงค์ทางการเมืองและเงินเดือนประจำ  หรือจ่ายค่าตำแหน่งทางการเมือง  ทั้งนี้อยู่กับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองที่ต้องการย้ายพรรค

            นอกจากความพยายามที่จะดึงนักการเมืองเพื่อเข้ามาอยู่ร่วมพรรคการเมืองของตนแล้ว  อีกวิธีหนึ่งในการสร้างฐานการเมืองของพรรคไทยรักไทยนั่น คือ การผนวกพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจากการยุบพรรคเล็กหลายพรรคเข้ามาอยู่ในสังกัดของพรรคไทยรักไทย เช่น พรรคเสรีธรรม (จำนวน ส.ส. 14 คน) พรรคความหวังใหม่ (จำนวน ส.ส. 33 คน ) เป็นต้น

            หากถามว่าเมื่อพรรคไทยรักไทยสามารถดึงนักการเมืองที่หลากหลายมาอยู่ในพรรคของตนได้ แต่อะไรคือสิ่งที่เป็นอิทธิพลเหนือให้นักการเมืองเหล่านั้นอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคไทยรักไทยได้นั่นก็คือ การอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 ดังต่อไปนี้

  1. การบังคับสังกัดพรรค ตามมาตรา 107 (4) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน

  2. ส.ส. ต้องผูกพันตามมติของพรรคการเมือง  การละเมิดมติพรรคการเมือง  อาจมีมติให้ ส.ส. ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพได้ (มาตรา 118 (7) )[5]

            ซึ่งข้อบังคับที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้พรรคไทยรักไทยใช้ควบคุม ส.ส.พรรคสังกัดให้อยู่ในอาณัติของหัวหน้าพรรคและตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนเอง  โดยได้ส่งผลกระทบให้นักการเมืองเหล่านี้ได้สนใจเรื่องของสังคมน้อยลงเพราะเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

            การเลือกดึงนักการเมืองที่เป็นฐานเสียงของประชาชนจากหลากหลายฝ่ายทำให้พรรคการเมืองของทักษิณ  ชินวัตร ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างล้นหลามและได้เป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา  ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายที่เป็น ‘ประชานิยม’  ที่สามารถครองใจของประชาชนได้  ทว่าการดึงนักการเมืองที่สำคัญๆ ในอดีตเข้าสู่พรรคการเมืองและรวมพรรคการเมืองหลายพรรคเพื่อเป็นฐานเสียงของตนเองนี้ได้สร้างความมั่นคงให้แก่พรรคไทยรักไทยได้สำเร็จ

             คู่แข่งคนสำคัญของพรรคไทยรักไทยเหลือเพียงแค่พรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและออกมาโต้แย้งพรรคไทยรักไทยหลายครั้ง   ทำให้พรรคไทยรักไทยถูกท้าทายจากอำนาจของกระบวนการตุลาการภิวัตน์  เช่น  กรณีแทรกแซงวุฒิสภา(โดยการแทรกแซงการเลือกประธานวิฒิสภา ทำให้วุฒิสภาไม่มีความอิสระในการตัดสินใจ) กรณีแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ(กรณีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร ที่ท้ายที่สุดแล้วถูกตัดสินเพียงแค่ ‘บกพร่องโดยสุจริต’)  กรณีแทรกแซงสื่อมวลชน (ให้สื่อเป็นเครื่องมือและกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข่าวสารของรัฐบาลเท่านั้น) ฯลฯ

            ความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของเงินของระบอบทักษิณเป็นการสร้างอำนาจที่หยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยและเป็นสิ่งที่ทำให้นำไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นยุคของธุรกิจการเมืองของประเทศไทย  ที่ได้ส่งผลระยะยาวต่อประเทศไทยในท้ายที่สุด

 

 

  1. จุดสูงสุดของธุรกิจการเมืองและผลกระทบต่อสังคมไทย

            จะเห็นได้ว่าแต่เดิมประเทศไทยนั้นมีโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่วนเวียนเกี่ยวข้องกับระบบราชการและทหาร  แต่เมื่อถึงยุคของพรรคการเมืองภายใต้รัฐบาลทักษิณ   โครงสร้างแต่เดิมนั้นได้ถูกแปรเปลี่ยนไปให้นักธุรกิจและนายทุนได้มีอำนาจมากขึ้นจากในอดีต  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบการเมืองในกระแสโลกาภิวัตน์ของอิทธิพลจากภายนอกของกระแสทุนนิยมโลก  ที่แผ่อิทธิพลเข้ามาและทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบเปิด (ภายหลังเกิดการปฏิวัติและรัฐประหารหลายครั้ง) นำไปสู่การเมืองที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศตามความต้องการของตนโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

            โดยนโยบายประชานิยมที่สามารถครองใจประชาชนได้  อีกทั้งการมีนักการเมืองจากพรรคเล็กที่เข้ามาร่วมเป็นพรรคสังกัดของรัฐบาลทักษิณทำให้พรรคไทยรักไทยมีฐานเสียงที่มั่นคง   ลักษณะการหาเสียงของพรรคไทยรักไทยที่มุ่งเข้าถึงประชาชนทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นรากหญ้า ก็เปรียบเสมือนทักษิณได้มีความพยายาม ‘ซื้อใจ’ ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

            แต่บททดสอบสำคัญของรัฐบาลคือการบริหารงานหลังได้รับการเลือกตั้ง  พรรคการเมืองทักษิณนั้นถือเป็นพรรคการเมืองที่มีความใหม่ ในด้านนโยบายหาเสียงที่มีรูปธรรมและมีความชัดเจน  ซึ่งบ่อยครั้งกับพรรคการเมืองที่ผ่านมาเมื่อได้รับเลือกตั้งแต่ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้  จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงประชาชน

            ดังนั้นรัฐบาลทักษิณจึงทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเช่นนั้น  เมื่อได้เริ่มต้นเป็นรัฐบาล  ทักษิณและคณะรัฐมนตรีก็ได้เริ่มทำตามนโยบายในทันที  ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ‘พักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี’ ที่มุ่งหวังให้เกษตกรมีระยะเวลานำเงินทุนที่ได้จากผลผลิตไปพัฒนาลงทุนต่อสร้างผลกำไร  ก่อนนำเงินเหล่านั้นไปชำระหนี้   ซึ่งเป็นการลดภาระของเกษตรกรได้ในช่วงเวลาหนึ่ง   โครงการ ‘กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท’  โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ภาครัฐได้กระจายเงินสู่ทั่วทุกภูมิภาคและประชาชนได้เข้าถึงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ผลที่ได้คือนอกจากประชาชได้พักชำระหนี้แล้วยังเกิดแนวคิดการให้ชุมชนได้พัฒนาอาชีพโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าและบริการ  เป็นจุดขายของแต่ละท้องถิ่นและสอดคล้องกับแต่ละวัฒนธรรมทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้

            นอกจากนี้นโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ที่ทำให้ประชาชนได้เข้ารับการรักษาจากค่าธรรมเนียมของรัฐบาลเพียง 30 บาท ก็ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลทักษิณประสบความสำเร็จและได้คะแนนนิยมจากชนชั้นรากหญ้าไปอย่างมาก  คำพูดของพรรคการเมืองยี่ห้อ ‘ทักษิณ’ จึงกลายเป็นคำพูดที่ใคร ๆ ก็ต้องฟังและเชื่อถือ    นอกจากนโยบาลจากการหาเสียงที่ทำให้รัฐบาลทักษิณได้ทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมมากมายในขณะที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาล  ทักษิณก็ยังคงคิดโครงการใหม่ ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้จากโครงการประกาศสงคราม 3 สงคราม นั่นคือ ประกาศสงครามกับยาเสพติด  ประกาศสงครามกับความยากจน และ ประกาศสงครามกับการทุจริตคอรัปชั่น

            การประกาศสงครามกับยาเสพติดทำให้ทักษิณได้รับการสรรเสริญจากประชาชนระดับรากหญ้าเป็นอย่างมาก  แม้ว่าการดำเนินตามนโยบายจะมีผู้สูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก (หลายฝ่ายพยายามโต้แย้งว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในความเป็นมนุษย์)  แต่ปัญหายาเสพติดในระยะเวลานั้นก็ลดน้อยลง

            พรรคการเมืองของทักษิณโดยพื้นฐานนั้นมาจากการเป็นนักธุรกิจและนายทุนทำให้มีการดำเนินการและการบริหารงานที่เปรียบกับรประเทศเป็น ‘บริษัท’ และการดำเนินการบริหารงานจึงเป็นแบบรวมศูนย์กลางอำนาจไว้ที่คนกลุ่มเดียวในการตัดสินใจ  มิได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วม  นายกจึงเป็นเหมือนผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นเหมือน ‘ซูปเปอร์ซีอีโอ’  ที่มีข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำเป็นเหมือนพนักงานและลูกจ้างของบริษัท  ราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเป็นเพียงสำนักงานสาขาของบริษัทที่อำนาจสูงสุดถูกยึดโยงโดยตรงกับทักษิณ   และประชาชนเปรียบเสมือนลูกค้าที่มีหน้าที่เพียงซื้อสินค้าและบริการที่รัฐจัดหาให้  ได้รับอำนาจในการบริหารจัดการเท่าที่รัฐนั้นได้อนุญาตเพียงเท่านั้น  โดยรัฐบาลและนักลงทุนจากต่างชาติเป็น ‘พันธมิตรทางธุรกิจ’ และมีพรรคการเมือง  นักธุรกิจ  บุคคลหรือองค์กรฝ่ายตรงข้ามเป็นเหมือน ‘คู่แข่งทางธุรกิจ’  ที่ต้องต่อต้านและหาวิธีจัดการเพื่อไม่ให้มีอำนาจเข้ามาแข่งขันได้

            การเมืองแบบทักษิณที่นอกจากได้สร้างนโยบายต่าง ๆ ให้ประชาชนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว  แต่ทว่ากลุ่มรัฐบาลทักษิณก็มีความพยายามที่จะแสวงหาผลกำไรในด้านอื่น ๆ ที่พวกอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยมองว่าเป็นสิ่งผิดศีลธรรม เช่น  การให้หวยใต้ดินถูกกฎหมาย  ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเสพอบายมุขและให้ประชาชนบริโภค ‘สัญญะ’  กันมากเกินไป

            จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่า รัฐบาลทักษิณได้มีความพยายามใช้นโยบายประชานิยมเพื่อ ‘ซื้อใจ’ประชาชน  แม้ว่าจะเกิดผลดีในด้านการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น  ทว่าในด้านสังคมนั้นนโยบายประชานิยมกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ศีลธรรมของคนไทยกลับต่ำลงอย่างน่าใจหาย  เช่นการที่ประชาชนหันมาเล่น ‘หวย’  กันมากขึ้นเมื่อรัฐบาลทักษิณได้ทำให้หวยใต้ดินที่ผิดกฎหมายมาเป็นหวยบนดินที่ถูกกฎหมาย  อีกทั้งยังมีนโยบายอีกหลายนโยบายที่พยายามส่งเสริมให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้จากการยกเลิกเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของบัตรเครดิต  ทำให้คนไทยใช้บัตรเครดิตมากขึ้นและเป็นหนี้มากยิ่งขึ้น  ด้วยการบริโภค ‘สัญญะ’ หรือการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยนั่นเอง

             กล่าวโดยสรุป การที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินอย่างง่าย ๆ โดยไม่มีมาตรการรองรับอย่างรอบคอบรัดกุม  ไม่มีที่ปรึกษาทางการเงินให้การแนะนำ  มีเพียงแต่การส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการกู้เงินไปใช้ย่อมส่งผลเสียให้ประชาชนมีแนวโน้มคนนิยมเป็นหนี้กันมากขึ้น  สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลเสียให้กับสังคมไทยที่กลายเป็น ‘นักเลือกตั้ง’ ที่มุ่งเลือกด้วยนโยบายประชานิยมที่ตนได้รับผลประโยชน์โดยตรง  ที่แฝงรูปแบบที่ไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็นการ ‘ซื้อเสียง’ หรือไม่   ระบอบทักษิณจึงสร้างค่านิยมใหม่ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

  1. ระบอบทักษิณกับการสร้างความต่อเนื่องของพรรคการเมือง

            แม้พรรคการเมืองของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร  จะถูกท้าทายด้วยอำนาจการตรวจสอบของ กระบวนการตุลาการภิวัตน์อยู่หลายครั้งด้วยกรณีต่าง ๆ และนโยบายที่ส่องไปในทางการทุจริตคอรัปชั่น  แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเหตุใดที่ทำให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองในสังกัด ยังคงอยู่ร่วมกันกับพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาจนกระทั่งพรรค พลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยที่ถือเป็นพรรคการเมืองของที่สืบต่อมาด้วยรากฐานของระบอบทักษิณ

            ตามที่ได้กล่าวมานี้ ผศ. ดร. ทิวากร  แก้วมณี ได้พยายามอธิบายถึงปรากฎการณ์นี้ไว้ว่า “ในอดีตที่ผ่านมา การสร้างความต่อเนื่องของพรรคการเมือง และนักการเมืองเป็นปัญหามากในรัฐไทย นักการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงพรรคตามผลประโยชน์ทางการเมือง  ตามผู้นำและนักการเมืองที่เป็นสมาชิก   แม้ว่าพรรคการเมือง ในระบอบทักษิณ จะถูกท้าทายจากกระบวนการตุลาการภิวัตน์ หลายครั้งหลายคราก็ตาม แต่พรรคการเมืองที่เป็นแหล่งผลิตอำนาจของโครงสร้างทางอำนาจของระบอบทักษิณมีความเชื่อมโยงกับผู้เลือกตั้ง ชนชั้นรากหญ้า และมีการผลิตการเชื่อมโยงอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เน้นขจัดอภิสิทย์ชน และระบบการเมืองที่แทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้น มวลชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณ ไม่เพียงแต่มีกลุ่ม คนจนคนรากหญ้า แต่ได้มีการขยายตัวในชุมชนเมือง หมู่ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนไม่น้อย[6]

            จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยที่ยึดเอาอำนาจของพรรคการเมืองระบอบทักษิณไว้ให้ยังคงอยู่ในสังคมไทย  นั้นนอกจากผลประโยชน์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองแล้ว  ผลประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่มหรือบางคนที่ได้รับจากนโยบายประชานิยมก็ดีหรือผลประโยชน์ทางในด้านอื่น ๆ ก็ดี เป็นผลให้บุคคลเหล่านี้ยังคงยึดโยงกับระบอบทักษิณ  จนเป็นปรากฎการณ์ที่ได้สร้างฐานอำนาจที่มั่นคงในสังคมไทย  ทำให้นิยมชมชอบกับระบอบทักษิณจนเป็นกระแส ‘ทักษิณนิยม’ ที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ผลิตวาทกรรทางการเมืองเพื่อเรียกร้องและปกป้องระบอบทักษิณมาอย่างยาวนาน  แม้ว่าทั้งรัฐบาลทักษิณและตัวของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตรจะถูกการรัฐประหารท้าทายและขจัดไป  ทำให้ต้องลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศแต่ทว่าก็ยังคงมีอิทธพลในทางการเมืองเสมอมา

 

  1. อิทธิพลของระบอบทักษิณสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

            จากการบริหารประเทศที่เปรียบเหมือน ‘บริษัท’  ทำให้รัฐบาลของของทักษิณที่มีการได้ลงพื้นที่ตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อการหาเสียงในขั้นต้นเพื่อเป็นการตรวจสอบถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการและตอบสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยนโยบายของภาครัฐที่เข้าถึงทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นรากหญ้าที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเคยทำมาก่อน  อีกทั้งยังพยายามลดขั้นตอนของระบบราชการไทยตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อความฉับไวนั้นทำให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นมีอิสระและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

            การขยายตัวของอำนาจรัฐและอำนาจการเมืองไทยที่เคยกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางได้มีการกระจายอำนาจมากขึ้นถึงอยู่ในภาวะที่ท้องถิ่นหรือภูมิภาคสามารถต่อรองอำนาจกับส่วนกลางได้  การหลุดออกจากการผูกขาดอิทธิพลของส่วนกลางและทหารในบางระดับ   นี้ยังเชื่อมโยงกับการเติบโตของพรรคการเมืองเปิดที่มีความต่อเนื่องจากกระบวนการประชาธิปไตย  ทำให้นายทุนน้อยจากระดับท้องถิ่นมีเครือข่ายและอำนาจมากขึ้น

            ผศ.ดร. ทิวากร  แก้วมณี ได้กล่าวไว้ในบทความ ‘ระบอบทักษิณ’ ถึงการกระจายอำนจสู่ท้องถิ่นไว้ว่า “ระบอบทักษิณนอกจากจะเติบโตในช่วงของการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างอำนาจที่มีก่อนหน้าที่จะมีการเอื้อให้พรรคการเมืองมีอำนาจกว่าที่เคยมีมา ดร.ทักษิณ ยังได้เพิ่มการกระตุ้นความต้องการของประชาชนส่วนท้องถิ่น ด้วยนโยบายที่สะท้อนความต้องการ และการอัดฉีดเงินทุนลงไปในระบบรากหญ้าอย่างเป็นรูปธรรมด้วยโครงการต่างๆ  การกระตุ้นเหล่านี้ ผสานการทำงานกับบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในโครงสร้างการปกครองท้องถิ่น ที่ผสานกับโครงสร้างระบบอุปถมภ์กับระบบพรรคการเมืองที่ขยายฐานอำนาจในพื้นที่ เข้าเป็นโครงสร้างอำนาจแทนที่ อำนาจส่วนกลางและระบบราชการที่เคยมีมา และด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นคำอธิบายอย่างหนึ่งของ ระบบราชการที่ได้สูญเสียสภาพการเป็นโครงสร้างทางอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดมาแต่อดีต”

            จากความเห็นของ ผศ. ดร.ทิวากร  แก้วมณีได้กล่าวไปนี้จะเห็นว่าการเมืองของระบอบทักษิณนั้นได้มีการผสานกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ซึ่งจากแนวคิดของอเนก  เหล่าธรรมทัศน์เองก็ได้กล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ของการช่วงยุคทักษิณไว้เช่นเดียวกันว่าแฝงมากับนโยบายประชานิยม  โดยประชานิยมนั้นเป็นการอุปถัมภ์ด้วยนโยบาย  และทำให้ประชาชนไม่ต้องพึ่งตนเอง  ไม่ต้องเป็นตัวของตัวเอง  และไม่ต้องเป็นกำลังอิสระ[7] เนื่องจากรัฐจะเป็นผู้จัดหาสิ่งต่าง ๆ มาให้ประชาชนและแจกจ่ายผ่านรัฐสวัสดิการ   ซึ่งได้ทำให้ประชาชนเกิดภาวะพึ่งพิงรัฐ  ประชาชนขอความช่วยเหลือจากรัฐมากกว่าการพึ่งพาตนเอง  ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดที่ให้ประชาชนพึ่งพาตนเองเพื่อสร้างความเข้มแข็ง  อีกทั้งยังสร้างทัศนคติว่านโยบายของรัฐจะนำเงินทองและผลประโยชน์มาให้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

 

  1. สรุป

            ระบอบทักษิณนั้นเกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมโลกที่ทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นระบบการเมืองเปิด  อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ฝ่ายนักธุรกิจที่เคยแต่พึ่งพิงข้าราชการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ  กลายมาเป็นผู้ที่ต้องการก้าวเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองเพื่อแสวงอำนาจรัฐอำนวยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองจึงเกิดพรรคการเมืองใหม่เช่นพรรการเมืองของทักษิณที่เป็นศูนย์รวมนักธุรกิจขึ้น   การบริหารประเทศของรัฐาลทักษิณที่เปรียบประเทศเป็นบริษัททำให้เกิดการใช้เงินในการแสวงหาอำนาจโดยได้ดึงนักการเมืองมาเป็นฐานเสียงให้พรรคพรรคไทยรักไทยจนสามารถเข้าได้รับการเลือกตั้งและเข้าไปเป็นรัฐบาล   นำไปสู่การบริหารประเทศที่เป็นจุดสูงสุดของธุรกิจทางการเมือง  ประชาชนได้รับการตอบสนองความต้องการโดยตรงด้วยนโยบายประชานิยม  และนอกจากนี้ระบอบทักษิณยังมีการเชื่อมโยงกับอำนาจท้องถิ่นที่ผสานระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

            แต่ด้วยความแปลกใหม่ของรัฐบาลทักษิณที่กล่าวมานั้น   ก็ได้สร้างอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมบางอย่างให้กับคนในสังคมไทย  โดยค่านิยมบางอย่างที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นค่านิยมที่ ‘ควรแก้ไข’ กลับกลายเป็นค่านิยมที่ประชาชนและสังคมสามารถยอมรับได้อีกทั้งยังส่งผลร้ายกับสังคม อาทิ การให้หายใต้ดินเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เป็นต้น          อิทธิพลของระบอบทักษิณที่ยังคงอยู่และส่งผลกระทบให้ประชาชนชาวไทยมีค่านิยม  วัฒนธรรม  แนวคิดต่าง ๆ   อันเนื่องจากความนิยมในนโยบายการหาเสียงที่เป็นประชานิยม  ที่ทักษิณอาศัยการเข้าถึงประชาชนโดยตรง  รัฐจึงสามารถกุมสภาพการนำประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด[8]   ประชาชนจึงมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลและท้ายที่สุด  ความหวังดีในรูปแบบของความต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดีกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ประชาชนมีการเรียกร้องหาสิ่งที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น   ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องหาวิธีตอบสนองความต้องการเหล่านั้นของประชาชน  แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ในหลาย ๆ ด้านก็ตาม

            ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนมีความเชื่อว่าระบอบทักษิณที่ยังคงหยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยนั้นแม้จะขจัดตัวทักษิณออกไปได้  แต่ก็ยังคงมีรัฐบาลที่สืบต่ออำนาจระบอบทักษิณอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย  นอกจากนี้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณยังถูกบางพรรคการเมืองในยุคหลังหยิบยกขึ้นเป็นนโยบายเพื่อการหาเสียงในเวลาต่อมา  ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ประชาชนคอยแต่จะพึ่งพารัฐ  อีกทั้งนักการเมืองก็ยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม  ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงมีความเชื่อว่าระบอบทักษิณไม่สามารถถูกขจัดไปได้อย่างแท้จริง เพราะระบอบทักษิณได้ถูกพัฒนาแปรเปลี่ยนเป็นมากกว่าความเป็นทักษิณนิยม  แต่ได้กลายเป็นค่านิยม  วัฒนธรรม  เศรษฐกิจการเมืองในสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว



[1] เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, ค้านทักษิณ, (กรุงเทพมหานคร : ซัคเซส มีเดีย, 2549.) หน้า 5.

[2] ทิวากร แก้วมณี. 2555. ระบอบทักษิณ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: http://www.oknation.net/blog/dhiwakorn/2012/06/17/entry-2  สืบค้น 20 เมษายน 2558.

[3] เรื่องเดียวกัน.

[4] กองบรรณาธิการมติชน, ทักษิณ อัศวินผู้ฆ่าตัวเอง, (กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2549.) หน้า 42-45.

[5] เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า 8.

[6] ทิวากร แก้วมณี. เรื่องเดียวกัน.

[7] เอนก  เหล่าธรรมทัศน์, ทักษิณา-ประชานิยม, (กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2549.) หน้า 123-124.

[8] พิชญ์  พงษ์สวัสดิ์. “ทักษิณนิยม...(อีกที).” ใน จุไรรัตน์  แสนใจรักษ์, บรรณาธิการ. ทักษิโณมิกส์, 156-158. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิถีทรรศน์, 2547.





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< กรกฎาคม 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]