• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 398975
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม 2558
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 1474 , 16:19:38 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทฤษฏีและแนวความคิดที่ครอบงำการวิเคราะห์การเมืองการปกครองไทย

                                                                        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี[1]

                                                                        มหาวิทยาลัยนเรศวร

 การใช้เอกสารกรุณาอ้างอิงตามหลักวิชาการ

 

 

การศึกษาการเมืองการปกครองไทยเป็นการศึกษาที่สำคัญมากในวงการรัฐศาสตร์ไทย จากเท่าที่ทำการศึกษาเอกสารการค้นคว้าและงานเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีที่ใช้อธิบายวิเคราะห์ในวงการรัฐศาสตร์ไทยที่เขียนเป็นระบบยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อันส่งผลให้การศึกษาวิชาการเมืองการปกครองไทยในวงการรัฐศาสตร์ไทยมีการสอนไปในทิศทางที่ไม่ได้ต่างจากการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ซึ่งมีการเสนอการเรียนการสอนเป็นไปในทิศทางของลำดับเวลา ไม่มีการอธิบายหรือกำหนดการนำเสนอประเด็นทางทฤษฏีที่เลือกใช้ในการอธิบายมุมมองการวิเคราะห์ให้ชัดเจน และบ่อยครั้งมักมีการเน้นการสอนการขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนของชนชั้นนำที่เข้ามามีบทบาทในการเมืองการปกครองไทยเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดนี้ทำให้การสอนการเมืองการปกครองไทยมีข้อจำกัดและไม่ได้สะท้อนการพัฒนาในมุมมองใหม่ๆแก่ผู้ศึกษามากนักและส่งผลเสียต่อสังคมที่ขาดผู้คนที่มีมุมมองที่หลากหลายและวิพากษ์การเมืองไทยอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ

 

อย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ไม่ได้หมายความว่า การวิเคราะห์การเมืองการปกครองของไทยของนักรัฐศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้กรอบการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันเลย แต่ผู้เขียนกำลังสื่อว่ามีงานจำนวนไม่น้อยละเลยการกำหนดเงื่อนไขของทฤษฎีก่อนนำเสนอแง่มุมการเมืองไทย (รวมทั้งระเบียบวิธี และปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังความเข้าใจ) ซึ่งแน่นอนว่า มันสำคัญมากต่อการตีความ เพื่ออธิบายการเมืองไทยที่ทำให้ผลการวิเคราะห์มันมีความแตกต่างกันซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามันมีความจำเป็นมากต่อผู้ศึกษาในด้านนี้ ที่จะทำให้เขามีวุฒิภาวะในการมองและเข้าใจการเมืองไทยตามมุมมองทฤษฎีที่แตกต่างกัน

 

งานเขียนนี้จึงเป็นความพยายามที่จะนำเสนอชนิด ประเภท แนวทางและทฤษฏีที่ใช้ในการวิเคราะห์การเมืองการปกครองไทย เพื่อให้เข้าใจถึงการเป็นระบบของการนำเสนอมุมมองในทางทฤษฎีของการวิเคราะห์การเมืองให้ชัดเจนว่ามีหมวดหมู่ใดบ้าง และมีทฤษฏีอะไรบ้างและนำมาเปรียบเทียบและชี้ให้ชัดเจนอย่างเป็นระบบจะนำไปสู่การให้ผู้ศึกษาเห็นแง่มุมการวิเคราะห์และการอธิบายการเมืองไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

3 แนวทางหลักของทฤษฏีการเมืองการปกครองไทย   

 

การจัดแบ่งว่าทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์การเมืองไทยให้ได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะมีแนวความคิดทฤษฎีจำนวนมากสามารถเข้ามาใช้ในการอธิบายการเมือง แต่สิ่งที่พอจะเป็นไปได้ในการนำเสนอทฤษฎีที่ใช้เป็นหมวดหมู่โดยคำนึงถึงแนวความคิดทฤษฎีที่ได้รับยอมรับจากงานเขียนที่เผยแพร่สำหรับผู้เขียนที่ทำการศึกษาค้นคว้ามา เราอาจสามารถแบ่งกลุ่มทฤษฎีได้ออกเป็น 3 แนวทาง คือ

1 กลุ่มทฤษฎีทันสมัยนิยม (Modernization theories)หรือกลุ่มทฤษฎีกระแสหลัก เกี่ยวข้องกับการอธิบายการเมืองไทยในแง่การเปลี่ยนผ่านการเป็นประชาธิปไตยในทิศทางเช่นการเมืองประเทศตะวันตก เป็นกลุ่มทฤษฎีที่มีภาพของการติดมุมมองการพัฒนาการเมืองไปแนวทางการเมืองการปกครองของ(ค่านิยม)ตะวันตกเป็นแม่แบบ กลุ่มของแนวความคิดนี้ จึงมีทฤษฎีที่หลากหลายเป็นองค์ประกอบ อันได้แก่ ทฤษฎีระบบ ทฤษฎีทางพหุนิยม ทฤษฎีการพัฒนาประชาธิปไตย ทฤษฎีการทำให้เป็นประชาธิปไตย ทฤษฎีทางโครงสร้างและสถาบันนิยม ทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญนิยม ทฤษฎีทางวัฒนธรรมการเมือง-พฤติกรรมนิยม

 

2  กลุ่มทฤษฎีทางแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy approach) กลุ่มทฤษฎีนี้จะอธิบายเกี่ยวพันธ์กับเรื่องทางเศรษฐกิจที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม การต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้และความสัมพันธ์ของรัฐและสังคม การเคลื่อนไหวทางสังคม การปฎิรูป การปฎิวิติ การครอบงำทางความคิดและอำนาจ โดยมีกระบวนการพัฒนาทุนนิยมเป็นตัวแปรสำคัญของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลง ทฤษฎีและแนวความคิดของกลุ่มนี้จึงประกอบด้วย ทฤษฎีและแนวทางทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ทฤษฎีมาร์กซิสต์ (แม้จะมาจากตะวันตก ซึ่งทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ทั้งหมดก็มาจากมรดกตะวันตก เช่นกัน แต่หากตัดสินในเงื่อนไขของการเกี่ยวพันธ์กับรัฐ และเศรษฐกิจ ผู้เขียนเห็นว่าเข้ากลุ่มที่ 2 มากกว่า) แนวความคิดเรื่องการครอบงำและการมีอำนาจเหนือ แนวความคิดเรื่องการปฎิวิติ แนวความคิดเรื่องการเคลื่อนไหวทางสังคม    

3 กลุ่มทฤษฎีรัฐ (State Theories) โลกาภิวัตน์ (Globalization) และแรงภายนอก (External Forces) กลุ่มทฤษฎีส่วนนี้ มีพื้นฐานจากความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงการเมือง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐไม่ได้มีปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมเป็นปัจจัยหลักแต่เป็นแรงภายนอกต่างหาก (แรงภายนอก(external forces)และปัจจัยภายนอก(external factor)ไม่ใช่สิ่งเดี่ยวกัน แต่ไม่ใช่ขอบข่ายในงานนี้ จึงไม่ขออธิบายในที่นี้) นี่คือหัวใจ แต่มีความเชื่อว่า การเมืองและรัฐ มีการเชื่อมโยงกับระบบโลก ที่มีความสัมพันธ์ในหลายมิติ ผ่านความสัมพันธ์จากระบบโลก ระบบทุนนิยม ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ การระหว่างประเทศ บทบาทของประเทศมหาอำนาจ ศาสนาซึ่งมีความเป็นสากล ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีส่วนอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐและในท้ายที่สุดเป็นการเปลี่ยนแปลงการเมือง 

 

Modernization Theory

 

วงการวิชาการไทยไม่ได้เรียกกลุ่มทฤษฎีเหล่านี้ว่า ทฤษฎีทำให้ทันสมัย(เหมือนเช่นที่เยอรมนี) แต่มักเรียกกลุ่มแกนทฤษฏีนี้ว่า ทฤษฎีกระแสหลัก ซึ่งทฤษฎีกระแสหลักมักจะเป็นทฤษฎีที่จะช่วยอธิบายการตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าเป็นมิติหนึ่งที่ Samual P. Huntingtun ผู้ที่มีผลงานวิชาการได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนนักวิชาการทางทันสมัยนิยมที่ดีเยี่ยมคนหนึ่ง ในงาน Political Development and Political Decay อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า หากจะเข้าในความหมายของการพัฒนาทางการเมืองนั้น มันมีความหลายหลายมากมายนับเป็นกองทัพ(“Definitions of political development are legion”) แต่เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 มิติ อย่างแรก คือ political development as Modernization และอย่างที่สอง political development as Institutionalization

 

  1. Political Development as Modernization

 

การพัฒนาการเมือง คือการทำให้มีความเป็นทันสมัย และ /หรือการเป็นอารยะทางการเมือง ซึ่งนั่นก็หมายถึงอารยะของการเมืองตะวันตก นั่นก็คือระบอบประชาธิปไตยนั้น เอง หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า political development ก็หมายถึง democratization  ได้ด้วยในอีกมิติหนึ่ง 

 

Huntington อธิบายว่า การพัฒนาการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันธ์กับกระบวนการทำให้ทันสมัยในสังคม (processes of modernization)และกระบวนการนี้ก็จะทำให้สังคมมีการพัฒนาทางการเมือง และแน่นอน การพัฒนาการเมืองที่ทันสมัยเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นแน่นอนที่สุดการจะประเมินและวัดกระบวนการพัฒนาการทางการเมืองจึงมีความซับซ้อนแตกต่างแต่ละนักรัฐศาสตร์ โดย Huntington มองการทำให้ทันสมัยทางการเมือง(political modernization) อาจเริ่มตั้งแต่การพัฒนาการการเมืองและการพัฒนาสังคมอย่างเป็นเหตุผล (rationalization) จนถึงการสร้างรัฐ (nation building) การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ (nation integration) ซึ่งก็ถือเป็นการพัฒนาการทางการเมือง ไม่ต่างอะไรกับกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย (democratization) และ การเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่ง Huntington  มองว่า การเคลื่อนไหวทางสังคมก็คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสังคมตามที่ Karl Deutsch  พยายามเน้นย้ำตรงนี้ไว้นั่นเอง

 

กล่าวอย่างโดยสรุป เงื่อนไขการพัฒนาการเมืองที่ Huntington นำเสนอจึงเกี่ยวพันธ์กับกระบวนการที่ต้องเริ่มต้นเป็นขั้นตอนอยู่พอสมควร คือเริ่มต้นจากสังคมที่มีความเป็นเหตุผล ต่อด้วยสังคมที่ไม่แตกแยกหรือพูดง่ายๆคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเกิดเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีสังคมที่เข้ามาเกี่ยวข้องได้

 

การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเป็นทันสมัยทางการเมือง โดยเขามองว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมเป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมการเมืองสมัยใหม่ (modern politics) ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังคมจารีตดั้งเดิม(traditional society) Huntington จึงมีการ  ใช้คำว่า “Modern Society is participant society” ซึ่ง ผู้ศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองอย่าง  Almond /Verba  ได้ใช้คำว่า “The new world political culture will be a political culture of participation”

 

นักวิชาการกลุ่มนี้จะมีความคิดไปในแนวทางเดียวกันที่มองการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นหัวใจของการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น Rastow  ที่เห็นว่า การพัฒนาการเมืองจะต้องเกิดควบคู่กับการมีสเถียรภาพทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่กว้างขวาง  Riggs เห็นว่า การพัฒนาทางการเมืองจะดูได้จากกระบวนการทางการเมือง การตัดสินใจและผลลัพธ์ทางการเมืองมีส่วนที่ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงใด     

 

  1. Political Development as Institutionalization  

 

Huntington ได้เสนออีกมิติของการพัฒนาการเมือง คือการสร้างความเป็นสถาบันทางการเมือง คือ ลักษณะของความแข็งแรง มั่นคง ต่อเนื่องของการคงอยู่ของสถาบันการเมือง ซึ่งในที่นี้หมายถึง ความเป็นสถาบันขององค์กรการเมืองที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย อันได้แก่ ความเป็นสถาบันทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสถาบันของการกำหนดอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองต่างในสังคม ความเป็นสถาบันทางการเมืองของรัฐสภา สถาบันที่เป็นภาพสะท้อนการใช้อำนาจของการเมืองที่มีกติกาให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่เป็นตัวแทนการใช้อำนาจของกลุ่มการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง พรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันจะมีการพัฒนากระบวนการขององค์กรในการสรรหาตัวแทนทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ เป็นตัวแทนของประชาชน ทำหน้าที่เป็นตัวพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนที่เลือกสรรให้ตนเป็นตัวแทนทางการเมือง การเป็นสถาบันทางการเมืองของการเลือกตั้ง คือการที่การเลือกตั้งมีความต่อเนื่อง มีความแข็งแรง มีคุณค่า ในการกระบวนการที่จะสะท้อนการเป็นตัวแทนทางการเมือง

 

การศึกษาการเมืองการปกครองไทยในช่วงทศวรรษหลังๆนี้เป็นต้นมา งานการศึกษาในเชิงสถาบันไม่มีความโดดเด่นเท่าไรนัก การศึกษารัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีการศึกษากันอยู่ไม่น้อยในหมู่นักรัฐศาสตร์ แต่ความโดดเด่นของการเป็นกระแสเพื่ออธิบายความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยยังจำกัดค่อนข้างมากเหตุเพราะนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา กระแสการอธิบายการเมืองไทยด้วยแนวทางอื่นได้เข้ามาแทนที่กระแสนี้เป็นสำคัญ ดังนั้นภาพของการศึกษาที่อ่อนแอนี้ จึงเป็นภาพของวังวนเมื่อสังคมไทยเกิดการรัฐประหารและการร่างรัฐธรรมนูญมาทุกครั้ง ไม่มีงานวิจัยที่มากพอและได้รับการยอมรับเพียงพอของการยืนยันทิศทางของการพัฒนาการทางการเมืองในเชิงสถาบัน อันเริ่มตั้งแต่ รัฐธรรมนูญที่เป็นกติกา การใช้อำนาจของกลุ่มต่างในสังคม การเลือกตั้งที่มีปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมการเมืองของคนในสังคมเอง การศึกษาพรรคการเมือง อันเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ควรจะปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร การศึกษาความสถาบันทหารที่พัฒนาการเป็นสถาบันทางการเมืองของไทยที่เข้มแข็ง บดบังการเติบโตสถาบันประชาธิปไตยอื่นๆ งานศึกษาด้านนี้ ยังมีความจำเป็นแต่น่าเสียดายไม่มีความโดดเด่นเพียงพอในการเป็นเทียนส่องแสงการพัฒนาการเมืองไทยในมิติการสร้างสถาบันเหมือนในทศวรรษก่อนๆหน้านี้ในวงการรัฐศาสตร์ไทย

 

Political Economy and Marxist Theory  

  • Classical Marxist Theory

 

แก่นแกนสำคัญของความคิดของมากซ์ เกี่ยวพันธ์กับการมองบทบาทของรัฐที่มองว่ารัฐ เป็นเครื่องมือของชนชั้น รัฐมีสภาพเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคม (super structure)[2] ที่กำหนดโครงสร้างส่วนล่าง(Sub Structure) ซึ่งได้แก่โครงสร้างทางเศรษฐกิจหากพิจารณาในแง่นี้ มากซ์จึงแยกเศรษฐกิจและการเมืองออกจากกันในฐานะที่การเมืองเป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดโดยเศรษฐกิจ รัฐจึงคงอยู่ตราบที่สังคมยังมีชนชั้น เพราะรัฐมีความจำเป็นในฐานะเครื่องมือของชนชั้น (ชัยอนันต์ สมุทวณิช, 2552)

 

ใจ อึ้งภากรณ์ ดูจะเป็นนักรัฐศาสตร์ไทยที่โดดเด่นที่สุดที่พยายามใช้ทฤษฎีมาร์กซิสต์ แนวทางคลาสสิค ที่อธิบายการเมืองไทยอย่างชัดเจนมากกว่าใคร เขาเสนอว่า แก่นแกนของทฤษฎีมาร์กซิสต์ ที่จะใช้อธิบายการเมืองไทยมี 3 ประการ (ใจ อึ้งภากรณ์ 2553:7-9)

ประการแรก มาร์กซิสต์ เป็นทฤษฎี หรือแนวทางการศึกษาความเป็นจริง อิงความคิด ความเข้าใจ การวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ มีความพร้อมที่จะพิสูจน์ในโลกความเป็นจริง เป็นการเสนอความจริง ถ้าในอนาคตสิ่งที่เสนอ สิ่งที่อธิบาย ถูกทดสอบกับโลกความเป็นจริงแล้วล้มเหลว เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความคิดเสมอ

ประการที่สอง มาร์กซิสต์ เป็นการมองโลกเพื่อประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพในการเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นสังคมนิยม ในมุมมองของใจ แล้วชนชั้นกลางในสังคมไทย ก็ต้องมองว่าเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่จะต้องต่อสู้กับรัฐที่กำลังเอาเปรียบพวกเขา สังคมนิยมเป็นสิ่งที่กรรมาชีพต้องสร้างขึ้นเอง จากล่างสู่บน การวิเคราะห์ต้องวิเคราะห์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่วิเคราะห์เพื่อให้รู้อย่างเดียว

ประการที่สาม การวิเคราะห์แนวมาร์กซิสต์

  1. ต้องมองว่ามนุษย์ธรรมดา เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ท่ามกลางการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างผู้ที่ต้องการกดขี่ กับผู้ถูกกดขี่ และเรามีความจำเป็นต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจโลกปัจจุบันว่าเป็นประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่กับผู้ต้องการกดขี่

  2. ต้องมองว่ามนุษย์ธรรมดาเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์เอง เขาถูกกำหนดจากสิ่งที่เป็นปัจจัยนอกตัวเขาที่พัฒนามาจากประวัติศาสตร์

  3. “ความสัมพันธ์ทางการผลิตและพลังการผลิต” คือ ลักษณะการเลี้ยงชีพของมนุษย์ เป็นสิ่งหลักที่กำหนดความเป็นอยู่ของมนุษย์ เช่นระบบการปกครองหรือระบบสังคม และสิ่งนี้ยังกำหนดระบบคิด ความคิดของมนุษย์ด้วย  

  4. มาร์กซิสต์ จะมองโลกอย่าง “วิภาษวิธี” คือ ต้องมองภาพรวมของโลก ต้องหาความขัดแย้ง และจะค้นพบการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ความขัดแย้งเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง มาร์กซิสต์จะมองว่า วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี ไม่ใช่เรื่องหลักของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ตัวที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงคือความขัดแย้ง   

 

งานของใจ ในหนังสือ ชื่อ การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมากซ์ เป็นงานที่โดดเด่น และชัดเจน ที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในมุมมองการวิเคราะห์แนวทางมาร์กซิสต์ และให้มุมมองการถกเถียง เกี่ยวกับการเมืองไทยว่า ระบบศักดินาไทย แตกต่างจากศักดินาในยุโรป ในแง่ของการใช้แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตไม่ใช่ที่ดินอย่างตะวันตก การถกเถียงของใจครั้งนี้ ทำให้เราตีความได้ว่า หากมองในมุมมองมาร์กซิสต์ นั้นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีระบบศักดินา เป็นสังคมที่มีการชนชั้นของผู้คน ไม่ใช่สังคมที่ไม่มีชนชั้น อย่างที่เป็นมุมมองของกระแสอื่นที่นำเสนอ ระบบศักดินาไทยถูกเปลี่ยนแปลง (ใจใช้คำว่า “ถูกทำลาย”) โดยรัชกาลที่ 5 และทรงตั้งรัฐรวมศูนย์แบบทุนนิยม แทนที่  ใจเห็นว่าประชาธิปไตยทุนนิยมไทยนั้นมาจากการต่อสู้ของมวลชน ไม่ได้มาจากการหยิบยื่นของผู้นำการเมืองไทย ใจมองว่าการต่อสู้ล้มระบอบทหารทั้งในช่วงเวลา ปี 2516 และ 2535 เป็นการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ ใจเห็นว่า ชนชั้นกลางที่เป็นการจัดชนชั้นตามทฤษฎีอื่นนั้น เขามองว่าคนกลุ่มเหล่านั้นก็คือชนชั้นกรรมาชีพในบริบทของไทยนั้นเอง (ใจ 2553)

 

Neo-Marxism   

            ทฤษฎีแนวมาร์กซิสต์ที่อธิบายรูปแบบและวิธีการการกดขี่ทางชนชั้นในระบบการผลิตแบบทุนนิยม ถูกเรียกว่านีโอมาร์กซิสต์ ซึ่งแนวทางของกลุ่มทฤษฎีนี้มีความหลากหลายอยู่มิใช่น้อย แต่กลุ่มนีโอมาร์กซิสต์ ที่เห็นจะเด่นชัดที่ใช้กรอบแนวความคิดนีโอมาร์กซิสต์เข้ามาอธิบายการเมืองไทยที่เด่นชัดและมีผลงานการศึกษาตีพิมพ์เผยแพร่เป็นที่รับรู้เป็นรูปธรรม คือ ทฤษฎีนีโอมาร์กซิสต์ของกรัมชี[3]

 

ทฤษฎีมาร์กซิสต์ของกรัมชี่ มีหัวใจที่จะเสนอภาพว่า รัฐเป็นสถาบันรูปธรรมที่รับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นที่มีอำนาจ แต่ก็พยายามแสแสร้งให้เห็นภาพว่าเป็นสถาบันที่รับใช้ชาติและสังคมโดยรวม กล่าวคือ แนวทางนี้ไม่สนใจที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชนชั้นนายทุนว่าทำไมจึงมีอยู่ และมีอยู่อย่างไร ประเด็นหลักที่เขาสนใจคือบทบาทของรัฐที่โดยรวมเป็นตัวกดขี่ทางชนชั้นที่แยบยลอย่างไร

 

ทฤษฎีนีโอมาร์ซิสต์ของกรัมชี่ พยายามเสนอว่า รัฐมีภาพของความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้เกิดจากรัฐได้สร้างอุดมการณ์ ความสำนึก และความชอบธรรมให้แก่รัฐ มันเป็นบทบาทของการครอบงำทางความคิด(hegemony) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาของนีโอมาร์ซิสต์ในแนวนี้  

 

กรัมชี่ ได้เสนอทฤษฎีการเมืองที่แปลกใหม่จากกลุ่มมาร์กซิสต์ดั้งเดิม อย่างน้อยเขาได้แยกโครงสร้างส่วนบนออกเป็นสองระดับด้วยกัน คือส่วนที่เป็นสังคมที่อยู่นอกระบบการเมือง(civil society) กับส่วนที่เป็นสังคมการเมือง (political society) ซึ่งก็คือรัฐนั่นเอง ส่วนโครงสร้างส่วนบนสองระดับนี้เกี่ยวข้องกันในการกระทำภารกิจในการครอบงำสังคมและในการควบคุมกำกับโดยตรงด้วยการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้นในความคิดของกรัมชี่ สังคมจึงไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานส่วนล่าง แต่เป็นโครงสร้างส่วนบน และแนวความคิดนี้ ก็มุ่งอธิบายอำนาจครอบงำของอุดมการณ์หลักของชนชั้นนำทางสังคมที่มีต่อส่วนต่างของสังคม ประเด็นที่น่าสนใจคือ ชนชั้นปกครองนั้นสามารถทำให้ชนชั้นล่างยอมรับอุดมการณ์ของตนได้อย่างไร (ชัยอนันต์ 2552:61)

 

แม้ว่าแนวความคิดของกรัมชี่ จะสามารถเปิดมุมองของการศึกษาการเมืองไทยให้สามารถเข้าใจรัฐไทย ผู้นำรัฐไทย ให้เห็นถึงกระบวนการสร้างความชอบธรรมและการสร้างความชอบธรรมของอำนาจรัฐได้แต่งานศึกษาการเมืองไทยอย่างเป็นระบบในภาพมุมกว้างของช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่สามารถอธิบายถึงการครอบงำและการสร้างความชอบธรรมของรัฐไทยโบราณในสมัยสุโขทัย อยุธยา กระทำด้วยระบบคิดแบบใด[4]การสร้างความครอบงำของการเมืองระบบราชการ เป็นไปในรูปแบบไหน การสร้างการครอบงำในหมู่นักธุรกิจการเมืองเป็นไปในแนวทางใด สิ่งเหล่านี้ยังต้องการนักรัฐศาสตร์ไทยผลิตผลงานเหล่านี้ออกมาอย่างเป็นระบบ (คือที่เป็นอยู่คือยังไม่เป็นระบบเพียงพอ)และมีคำอธิบายในภาพกว้างต่อไป ดังที่ วัชรพล พุทธรักษา พรรณนาสะท้อนข้อจำกัดของการใช้ทฤษฎีนีโอมาร์ซิสต์ในวงวิชาการไทยว่า “บทสำรวจความคิดทางการเมืองของอันโตนิโอ กรัมชี่ เล่มนี้ อาจจัดวางตัวเองเป็นตำราหลักเพียงเล่มเดียวในสาขาวิชาที่มีความหลากหลายทางวิชาการอย่างวิชาทฤษฎีการเมืองได้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า คุณูปการของการศึกษาแนวความคิดทางการเมืองของกรัมชี่ผ่านหนังสือเล่มนี้ ย่อมก่อให้เกิดการกระตุ้นและพัฒนาขีดจำกัดของการศึกษาทฤษฎีการเมืองในแนวมาร์กซิสต์ในประเทศไทยปัจจุบัน (ที่มีอย่างจำกัดมาก)ได้บ้าง “ (ย้ำ ตัวหนาโดย ทิวากร แก้วมณี)

 

 

 

 

Political Economy Approach of Chulalongkorn University

 

มีหลายคนกล่าวว่า แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองของสำนักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประกอบไปด้วยผลงานโดดเด่นของฉัตรทิพย์ เนตรสุภา ผาสุก พงษ์ไพจิตร ณรงค์ เพชรประเสริฐ  สังศิต พิริยะรังสรรค์  สมภพ มานะรังสรรค์ คือการกลายพันธุ์ของนักวิชาการแนวมาร์กซิสต์ (ใจ 2553) โดยแนวทางการวิเคราะห์ของพวกเขาก็จะหลงเหลือคราบของความคิดว่า การเมืองและทุน เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เสมือนกันที่มาร์ซิสต์มีความคิดดั้งเดิมว่า รัฐคือเครื่องมือของชนชั้นนายทุน กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ จึงมีคราบของการมองรัฐติดลบอยู่ไม่มากก็น้อยและมองว่ารัฐกับชนชั้นนายทุนมีความสัมพันธ์กันแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะนิยามหรือใช้ความหมายของนายทุนในแง่การลดทอนความรุนแรงทางภาษาว่า นักธุรกิจ (businessman)ก็ตาม

 

แนวทางเศรษฐศาสต์การเมืองนี้ มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากและมีผลงานวิชาการที่วิเคราะห์การเมืองเป็นที่ประจักษ์จากงานของผาสุก และ เบร์เคอร์ ในหลายๆชิ้นที่อธิบายการมีบทบาทของนักธุรกิจ (นายทุน)ที่เข้ามามีบทบาทในการเมืองไทย และกลายเป็นชนชั้นกลุ่มอาชีพที่สามารถยึดกุ่มอำนาจรัฐได้ สิ่งที่แนวทางนี้แสดงให้เห็นคือพลังในการวิเคราะห์ให้เห็นถึงพลังของทฤษฎีนีโอมาร์ซิสต์ ที่อธิบายบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม นายทุนในกรณีของไทยได้รับอนิสงส์ของการเติบโตของทุนนิยมโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และก่ออำนาจที่ทรงพลังของทุนในการยึดกุมอำนาจของรัฐและประสบความสำเร็จในการทำให้รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุน หรือในกรณีของไทย คือ รัฐ คือนายทุนในท้ายที่สุด (กรณีของทักษิณ และพรรคพวกที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ที่เข้ามามีอำนาจรัฐเสียเอง)

           

และด้วยแนวทางการศึกษานี้ มีนักวิชาการแนวนี้ที่โดดเด่นหลายท่านในสำนักและผลิตผลงานเขียน วิจัยออกมาเป็นรูปธรรมค่อนข้างเยอะ ตลอดจนเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วง ทศวรรษ 1990 ในแวดวงวิชาการรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองในประเทศไทย การวิเคราะห์การเมืองในแนวนี้จึงมีความเป็นรูปธรรม มีความชัดเจน มีความเป็นระบบ มีผลงานที่นำเสนอหลากหลายครบในทุกมิติ ทั้งในแง่ประเด็นการศึกษาและประเด็นการวิเคราะห์ในมิติของช่วงเวลาที่กว้าง งานเขียนที่โดดเด่นและเป็นตัวแทนการวิเคราะห์การเมืองไทยที่ครบถ้วนตามแนวการศึกษาของแนวทางนี้ คือ งาน เศรษฐศาสตร์การเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ของผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาไทยในปี 2546 นั่นเอง

 

State Theories and External Forces

 

การวิเคราะห์การเมืองไทยถูกครอบงำโดยกระแสของการเมืองในตะวันตก ที่สังคมมักจะเป็นปัจจัยหลักต่อการขับเคลื่อนการเมือง ในทศวรรษที่ 1990 นักรัฐศาสตร์ไทยระดับปรมาจารย์ได้มีความพยายามชี้ให้เห็นการที่วงการรัฐศาสตร์ไทยถูกครอบงำจากทฤษฎีกระแสหลัก และเสนอบทบาทของรัฐว่ามีความสำคัญต่อการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย และในทศวรรษ 2000 เมื่อแนวความคิดของกระแสโลกาภิวัตน์ขึ้นมา ทิวากร แก้วมณี ได้ออกมาชี้ว่า ในประเทศกำลังพัฒนารวมทั้ง รัฐไทย ที่เป็นรัฐที่อ่อนไหวต่อกระแส  internationalization (กระแสระหว่างประเทศ) และ Globalization (โลกาภิวัตน์)  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของรัฐไทย เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอกรัฐ ไม่ใช่สังคม อย่างที่เข้าใจ อย่างที่ทิวากร แก้วมณี เรียกสิ่งแวดล้อมนอกรัฐที่ส่งผลต่อรัฐ กำหนดการเปลี่ยนแปลงของรัฐ ว่า แรงภายนอก  External Forces ผ่านงานวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศเยอรมนีและถูกใช้เป็นตำราสอนการเมืองในต่างประเทศอย่างกว้างขวางที่ชื่อว่า The Evolution of the Thai State: Political economy of formative and informative external forces ในปี 2006 (Dhiwakorn Kaewmanee 2006)

 

            ทฤษฎีรัฐนั้น เข้ามามีบทบาทในฐานะทฤษฎีวิเคราะห์การเมืองไทย เมื่อศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช เห็นข้อจำกัดจากจุดอ่อนของทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ตะวันตกที่เน้นให้ปัจจัยทางสังคมเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งจากปรากฏการณ์ของรัฐไทย รัฐและผู้นำรัฐ ความขัดแย้งของชนชั้นนำรัฐต่างหากที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ใช่ปัจจัยทางสังคมเป็นปัจจัยหลัก

 

            ชัยอนันต์ ได้หยิบยกแนวความความคิดของนักวิชาการนีโอมาร์ซิสต์อย่าง Poulantzas มาเป็นตัวจุดชนวนในการเสนอทฤษฎีรัฐและสังคม โดยเสนอว่านักวิชาการแนวมาร์กซิสต์ ซึ่งมองรัฐเป็นโครงสร้างส่วนบน และมักไม่ให้ความสนใจในฐานะตัวแปรหลักของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเท่ากับโครงสร้างส่วนล่าง หรือเรื่องทางโครงสร้างทางการผลิตของสังคมนั้น Poulantzas เห็นว่า ความสนใจในสังคมโดยละเลยรัฐนั้นเป็นไปไม่ได้ เขาเห็นว่าการวิเคราะห์การเมืองจะต้องเน้นที่รัฐด้วยเหตุผลใหญ่ 3 ประการ คือ

ประการแรก ปัจจุบันบทบาทของรัฐและการพัฒนาโครงสร้างรัฐได้ขยายขอบเขยกว้างขวางขึ้น และมีบทบาทมากขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีความแตกต่างเชิงคุณภาพจากการพัฒนาในอดีตมากขึ้น

ประการที่สอง การศึกษาทางสังคมศาสตร์ที่เน้นศึกษารัฐมีน้อย เกิดจาการถูกครอบงำโดยสองกระแสของ อย่างแรก แนวคิดกระแสหลักของรัฐศาสตร์ตะวันตก การมองรัฐเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง (political system) มองรัฐเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหน้าที่ (functionalism) ซึ่งทำให้เกิดการละเลยความสำคัญของรัฐ เพราะรัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในแนวคิดระบบการเมือง (political system) นั่นเอง อย่างที่สอง แนวคิดกระแสสำนักมาร์กซิสต์ที่เป็นทางการ (official Marxism) ที่มักจะไม่ให้ความสำคัญการเปลี่ยนแปลงของรัฐ และบทบาทของรัฐ เท่าที่ควร เนื่องจากมองว่าเป็นโครงสร้างส่วนบน ซึ่งจะต้องถูกกำหนดโดยโครงสร้างส่วนล่างและเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครอง[5]

ประการที่สาม Poulantzas มองว่า การเปลี่ยนจุดเน้นการศึกษามาที่รัฐ ซึ่งไม่ใช่เน้นที่สังคม อาจจะได้ผลการศึกษา หรือความเข้าใจอะไรใหม่ๆทางการเมือง (ชัยอนันต์ 2552:11-15)

 

ประเด็นการศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐที่สำคัญที่  Poulantzas แนะนำและมีความเห็นว่ามีการศึกษาน้อย ได้แก่ประเด็นว่า 1.รัฐ การเมือง อำนาจ ประเด็นที่จะพิจารณาคือ อำนาจขึ้นอยู่กับรัฐ หรือ การเมือง หรือ ว่าการเมืองกำหนดรัฐ หรือ รัฐกำหนดการเมือง 2.ความเกี่ยวเนื่องระหว่างส่วนที่เป็นเศรษฐกิจ สังคม กับส่วนที่เป็นการเมืองกับรัฐ 3.รัฐในฐานะองค์กรที่มีอำนาจครอบงำสังคม รัฐเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้น หรือ รัฐมีอำนาจเหนือชนชั้น 4.รัฐและฉันทานุมัติทางการเมืองและสังคม ประเด็นที่สำคัญคือการเน้นความสงสัยว่ารัฐสามารถครอบงำสังคมได้อย่างไร ด้วยอุดมการณ์ หรือ ด้วยกำลังบังคับ 5. กลไกของรัฐกับความสัมพันธ์ทางชนชั้น ประเด็นก็คือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับความสัมพันธ์ของชนชั้นเป็นต้น

 

ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช เสนอว่า การที่นำงานของ Poulantzas  มานำเสนอในงานเขียน ชื่อ รัฐ (2552) อันยืดยาวนั้นก็เพื่อจะเน้นย้ำว่า การศึกษารัฐยังมีเรื่องที่มีข้อจำกัดอยู่มาก และโดยเฉพาะการศึกษาการเมืองไทย ผ่านการศึกษารัฐไทยที่ยิ่งมีข้อจำกัดอยู่มาก  

 

 

External Forces (แรงภายนอก)

คือแนวความคิดที่เกิดจากการต่อยอดทฤษฎีรัฐ ที่ถกเถียงแต่แรกว่า ทฤษฎีกระแสหลักได้ละเลยบริบทของรัฐ ที่ถูกกำหนดโดยสังคมตะวันตก และรัฐของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นรัฐไทยที่การเปลี่ยนแปลงของรัฐเองมีส่วนสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่มากไปกว่านั้นก็คือ รัฐแต่ละรัฐไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ยังมีการต่อสู้แข่งขันระหว่างรัฐ จากรัฐที่แข็งแรงกว่า จนเป็นมหาอำนาจโลก จนถึงรัฐที่อ่อนแอกว่า จนเป็นรัฐที่ต้องเปลี่ยนแปลงและถูกกำหนดในการเปลี่ยนแปลงจากรัฐที่แข็งแรงกว่า ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีอิทธิพลจากรัฐอื่น สู่รัฐหนึ่ง และสู่การเมือง และสู่สังคมในท้ายที่สุด

 

แรงที่ก่อตัวเป็นอิทธิพลหลักที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงของรัฐ นั้นเรียกว่าแรงภายนอก (external forces) มีความซับซ้อนปรากฏมาในรูปของ

1. กระบวนการระหว่างประเทศ(internationalization)

2. การเคลื่อนไหว/เคลื่อนย้ายของอารยธรรม(civilization) (ทั้งตะวันตกนิยม (westernization) และตะวันออกนิยม)

3. ลัทธิล่าอาณานิคม/อิทธิพลมหาอำนาจ(colonialism as an hegemonic force)

4. โลกาภิวัติ (globalization) และ

5. ทุนนิยม(capitalism)

ที่ส่งผลและอิทธิพลหลักต่อรัฐ การส่งผลและการเป็นอิทธิพลหลัก คือหัวใจแนวความคิดของแรงภายนอก เพราะอิทธิพลเหล่านี้ที่เรียกว่า external forces จะไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไข (one of conditions) และเป็นปัจจัยอันหนึ่ง(one of factors) แต่เป็นเป็นปัจจัยที่เป็นหัวใจ(the key factor)และเป็นแรง/อิทธิพลหลัก (key force and influence) ต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐ[6]

 

รัฐ คืออะไร

การเข้าใจแนวความคิดของแรงภายนอก จำเป็นต้องเข้าใจในแนวความคิดของรัฐให้ถ่องแท้ และเข้าใจว่ารัฐคืออะไร ชัยอนันต์เสนอว่า การศึกษาแนวรัฐ มีความจำเป็นต้องมองรัฐในฐานะตัวแปรทางทฤษฎีที่สำคัญ และรัฐอยู่ในฐานะหน่วยการศึกษาที่มีความเชื่อมโยงทั้งระดับล่างรัฐ คือสังคม และระดับเหนือรัฐ คือ ประชาคมโลก (ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ) ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศต่างๆ ทั้งที่แข็งแรง และอ่อนแอ ที่แสดงออกทางการระหว่างประเทศทั้ง แข่งขัน กดดัน และมีความร่วมมือ ซึ่งสิ่งนี้ ชัยอนันต์ถกว่า เป็นปัญหาเบื้องต้นของความซับซ้อนของแนวความคิด กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การศึกษารัฐ ที่เชื่อมโยงกับสังคม การเมือง ยังมีสิ่งที่ชัยอนันต์ เรียกว่า สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ  (ชัยอนันต์ 2552: 21)[7]     

            และรัฐ คืออะไร หากเป็นความหมายง่ายๆ เป็นรูปธรรม รัฐ ก็คือ รัฐบาล  หรืออาจเป็นระบบราชการ รวมทั้ง เป็นชนชั้นปกครอง (Roger Benjamin & Raymond Duvall ในชัยอนันต์ 2552: 21) หรือ รัฐ อาจหมายถึง องค์กรที่เป็นศูนย์รวมการใช้อำนาจอธิปไตย หรือ อาจเป็นหน่วยในการดำเนินการในกิจการระหว่างประเทศ (Nettle 1968)

บ่อยครั้งที่รัฐ จากนักวิชาการ ไม่ได้ถูกมองอย่างเป็นรูปธรรม และแต่เป็นสถาบันที่มีความเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการมองว่า รัฐ เป็นโครงสร้างทางอุดมการณ์ (Roger Benjamin & Raymond Duvall ในชัยอนันต์ 2552: 21) รัฐ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม รวมถึงวัฒนธรรม (Nettle 1968) รัฐ คือองค์กรที่มีอุดมการณ์ อาจเป็นอุดมการณ์ที่ทำเพื่อชนชั้นปกครอง เป็นองค์กรที่กุมอำนาจ ผูกขาดการใช้อำนาจรุนแรง  ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ( Althusser 1997) รัฐ ยังถูกมองว่า เป็นองค์กรทำหน้าที่ปกครองและสืบทอดโครงสร้างทางสังคม ที่สำคัญที่ต้องสืบทอดคือโครงสร้างการผลิตทุนนิยม เป็นต้น

 

จากการมองรัฐ ที่ไม่ต้องซับซ้อนอะไรให้มาก เราจะพบว่าการวิเคราะห์การเมืองไทยสามารถใช้ทฤษฎีรัฐอธิบายการเมืองได้อย่างทรงพลัง การศึกษาการเมืองที่ใช้ข้อมูลทางการศึกษาทางประวัติศาสตร์นั้นพบว่า จะมีการพุ่งการศึกษาการเมืองจาก บทบาทของรัฐ บทบาทของกษัตริย์ บทบาทของผู้นำการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ และผู้นำเหล่านั้น ได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพสังคมอย่างมหาศาล หลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังสมมุติฐานแนวความคิดแรงภายนอกคือ

ประการแรก ความสัมพันธ์ของรัฐกับการเมืองภายในประเทศมีความเชื่อมโยงกับรัฐและการเมืองของรัฐอื่นๆด้วย

ประการที่สอง รัฐแต่ละรัฐไม่ได้มีอำนาจรัฐของตนที่อิสระสมบูรณ์ตามความเป็นจริง แม้ว่าในทางทฤษฎีจะมีสมุติฐานเช่นนั้นว่าอิสระ แต่ รัฐแต่ละรัฐมีอิสระสัมพัทธ์(relative autonomy)บนพื้นฐานของความสัมพันธ์บนผลประโยชน์ของรัฐอื่นๆในระบบการเมืองโลก

ประการที่สาม ระบบโลกมีการเชื่อมโยงผ่านกระบวนการระหว่างประเทศ (internationalization)และโลกาภิวัตน์ (globalization) ที่ทุกรัฐได้รับผลกระทบต่อกันและกัน และมีความจำเป็นต้องปรับตัว และรัฐมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงภายในระบบโลก  

 

ในงานที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์การเมืองแนว external forces ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการรัฐศาสตร์ไทย แต่ก็เป็นแนวโน้มการวิเคราะห์การเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการวิเคราะห์ในแนวนี้จะทำให้ภาพการเมืองมีการมองและเห็นและสร้างความเข้าใจชัดเจนในโลกที่มีความเข้าใจบริบทโลกาภิวัตน์มากขึ้น

 

อันที่จริง โลกาภิวัตน์ในทรรศนะผู้เขียนไม่ใช่ปรากฏการณ์การเมืองสังคมที่ใหม่ หากแต่ในอดีตที่ผ่านมายังมีความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างจำกัดจึงได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงในระบบโลกที่น้อย รวมทั้งเทคโนโลยี การสื่อสาร ได้เข้ามาเร่งและทำให้ภาพของโลกาภิวัตน์เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นนั่นเอง

 

งานวิชาการที่มาพร้อมกับความเข้าใจกระแสอิทธิพลของโลกาภิวัตที่ชัดเจนมากในการวิเคราะห์การเมืองไทย ปรากฏชัดมากในงานของกุลลดา เกษบุญชู  ที่ชื่อ.The Rise and the Decline of Thai Absolutism 2004 แม้ว่างานของกุลลดาจะเน้นไปที่กระแสทุนนิยมโลก ที่ส่งผลต่อการที่รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐจนนำไปสู่การขึ้นสู่จุดการเปลี่ยนแปลงระบบและระบอบการเมืองภายในรัฐไทย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางอำนาจที่มีมากขึ้นภายในรัฐ สิ่งที่กุลลดาพยายามทำคือ การอธิบายอิทธิพลของทุนนิยมโลกที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของรัฐ และในท้ายที่สุดก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมต่างๆในทศวรรษต่อๆมา

 

สิ่งที่กุลลดานำมาสู่ความยิ่งใหญ่ในทางวิชาการคือ การชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของแรงภายนอกตัวหนึ่งที่มาในร่างของทุนนิยม (capitalism) ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย และในท้ายที่สุดสู่การเปลี่ยนแปลงไทยในท้ายที่สุด ดั่งงานของทิวากร แก้วมณี ที่เป็นงานที่พัฒนาต่อยอดงานกุลลดา และทำให้กระแสการวิเคราะห์การเมืองแนวใหม่มีความชัดเจนและทรงพลังมากด้วยงานวิจัยที่เป็นรูปธรรม ด้วยการนำเสนอว่า แรงภายนอก มีมาในหลายๆมิติและมีความต่อเนื่องต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐครั้งสำคัญของรัฐไทย ดังแสดงในภาพกว้างที่เป็นผลการทำวิจัยของทิวากร แก้วมณี ที่เยอรมนีร่วมกับศาสตราจารย์ Jürgen Rueland จนเป็นผลงานที่ชื่อว่า The Evolution of the Thai State: The Political Economy of Formative and Transformative External Influences (2007)ดังตารางข้างล่าง

 

 External Forces and the Pattern of Change in the Thai State

State

Period

The Role of the Thai State

State Structure

External Forces

Warrior State

From the 12th century until the bureaucratic reform in the 19th century

Protection of king's power and territory

- King as the center of State power

- King as owner of lives of citizens and State resources

- Sakdina and Jatusadom Systems as the State administration

- Wars with Burma

- Trade with European States (old Mercantilism)

Bureaucratic State

Reign of King Mongkut and King Chulalongkorn until the rise of the Triumvirate regime

- Protection of State sovereignty and monarch power

- Embarking on modernizing process

- European-style bureaucracy

- European Imperialism

Military-led State

From the 1950s to the 1970s

- Anti Communism

- State-led development

- Strong army

- Military-manipulated bureaucracy

- Post War World (Cold War and Global American hegemony)

Businessmen- led State

(Money Politics-led State and CEO-led State)

From the 1973 Student Revolt onward

- State-led economic growth

- State-led global economic competitiveness

- Businessmen-dominated State

- CEO administration

- Neoliberalism (New World Order)

Source: Dhiwakorn Kaewmanee (2006:252)

 

 

 

ทิวากร อธิบายว่า รัฐไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากแรงภายนอก และเมื่อรัฐมีการเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อแรงภายนอกก็จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกับสังคมที่ซึ่งรัฐกับสังคมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รัฐไทยมีระบบการเมืองเป็นแบบรัฐโบราณ มีระบบศักดินาที่กลายเป็นแบบแผนทางสังคมและระบบอุปถัมภ์ของไทย ก็เกิดจากการต่อสู้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และที่มากไปกว่านั้น หากรัฐไทยไม่ก้าวเข้าสู่การเชื่อมโยงกับทุนนิยมโลก การแข่งขันระหว่างประเทศของมหาอำนาจจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า จักรวรรดินิยม แล้ว รัฐไทยก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นแน่ แต่เพราะแรงภายนอกที่มาในรูปของทุนนิยมก็ดี จักรวรรดินิยมก็ดี อาณานิคมก็ดี บทบาทของอเมริกา ก็ดีเหล่านี้ทำให้โครงสร้างของรัฐไทยเปลี่ยนแปลง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นรัฐธรรมนูญนิยม และเกิดภาคสังคมที่แข็งแรงนอกเหนือขอบเขตของรัฐ ที่ผู้เขียนได้ทำการนำเสนอในงานวิจัย และงานเขียนบทความก่อนหน้า

 

ส่งท้าย

 

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอทฤษฎีทางรัฐศาสตร์เฉพาะที่มีบทบาทในการใช้วิเคราะห์การเมืองการปกครองไทยที่ปรากฏเป็นงานเขียนและงานวิจัยที่รับรู้กันแพร่หลายในวงวิชาการเมืองไทย ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการทบทวนทฤษฎีหรือแนวความคิดทางรัฐศาสตร์ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วไปในหนังสือทฤษฎีทางรัฐศาสตร์

 

จุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งที่ต้องการนำเสนอคือ ความพยายามจะชี้ว่า การวิเคราะห์การเมืองไทยให้เป็นระบบตามแต่ละแนวความคิดทฤษฎีในวงรัฐศาสตร์ไทยยังมีข้อจำกัดในการทำให้ภาพการเมืองไทยถูกนำเสนอมีความชัดเจนในแง่ของการวิเคราะห์ในช่วงเวลาที่มีความกว้าง ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้การศึกษาการเมืองไทยได้ผลการศึกษาออกไปตามแต่มุมมองที่กระจัดกระจายตามเนื้อหาที่ไม่ได้มีความชัดเจนในประเด็นทฤษฎีและแนวคิด ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษาไม่สามารถเห็นว่า การเรียนการเมืองการปกครองไทยเมื่อมีการใช้แนวความคิดที่แตกต่าง กระบวนการวิเคราะห์ที่แตกต่าง จะทำให้ความเข้าใจการเมืองไทยมีความแตกต่างนั่นเอง

 

จริงๆ ผู้เรียนรู้การเมืองไทยจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจกระบวนการวิเคราะห์ ดังปรากฏ อาทิ การที่เรามีรัฐประหาร แล้วจำเป็นจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ทำไมเราต้องดำเนินไปในรูปแบบนี้ ทำไมเราไม่สามารถขับเคลื่อนการเมืองแบบไทยๆ ได้ ทำไมเราหลีกเลี่ยงกระแสประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้ และเมื่อเราพยายามหลีกเลี่ยง เราก็อาจจะได้รับการกดดันจากมหาอำนาจผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหากเราไม่อยู่ในกติกาของโลก ซึ่งจะนำความเดือดร้อนสู่ภาคเศรษฐกิจและส่งต่อสู่ปัญหาทางสังคม ซึ่งในท้ายที่สุดภาครัฐก็ต้องเข้ามาดูแล ด้วยการผ่อนปนความต้องการของรัฐที่ไม่สามารถเป็นอิสระได้ ภาพการมองเหล่านี้ เราจะใช้ทฤษฎีการเมืองอะไร และเป็นภาพการเมืองที่ผู้เรียนการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้เข้าใน จนมาเป็นท่าทีของการแสดงออก ว่า “ประเทศของเรา ประเทศอื่นอย่างมายุ่ง”  การแสดงท่าทีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นความเข้าใจการเมืองที่จำกัดของผู้ศึกษาการเมืองไทยอยู่ไม่มากก็น้อย

 

การเข้าใจทฤษฎีก็คือการเปิดมุมมองให้มีการมองปรากฏการณ์ให้มากขึ้น ทำให้ภาพความเข้าใจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ที่ตัวเองจะเข้าใจ ตามกรอบ ขอบเขต และความเข้าใจทฤษฎีที่ตัวเองเป็น งานนี้เป็นเพียงแต่การเรียกร้องให้มีการสอนการเมืองไทยและงานวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทย ให้เน้นความเข้าใจการเมืองอย่างมีกรอบทฤษฏีให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ศึกษาจะเข้าใจว่า ตัวเองเข้าใจการเมืองอย่างที่เป็นเพราะอะไร    

 

อ้างอิง

 

ภาษาไทย

เดวิด เค. วัยอาจ. (2556). Thailand: A Short History ประวัติศาสตร์ไทย. มูลนิธิโครงการตำรา

        สังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. (2552). รัฐ. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.                 

ทิวากร แก้วมณี.(2546). ความหมายที่หลากหลายของโลกาภิวัตน์ กับอิทธิพลต่อการวิวัฒนาการของ

       รัฐและการเมืองไทย. (น.1). รวมบทความวิชาการฉบับพิเศษ  5 ปี รัฐศาสตร์และรัฐประศาสน

       ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. ดาวเงินการพิมพ์ : พิษณุโลก.

_______________ , (2556). วิวัฒนาการวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย:จาก 2475 ถึงการเมือง

        หลังระบอบทักษิณ. (น.308). ใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2556) จาก 100 

        ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย. พี.เพรส จำกัด : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

__________________ , (2557). การพัฒนาการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549 : จากระบอบทักษิณ

สู่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร. (น.1). รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ที่หลากหลาย. พิษณุโลก. ดาวเงินการพิมพ์.

ธงชัย วินิจจะกูล. (2556). ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง. นนทบุรี : ฟังเดียวกัน.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร. คริส เบเคอร์. (2546). เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ( ครั้งที่สาม ฉบับ

        เพิ่มเติม). ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม. โอ เอส พริ้นติ้งเฮ้าส์ กรุงเพทฯ.

วัชรพล พุทธรักษา. (2557). บทสำรวจความคิดทางการเมิองของ อันโตนิโอ กรัมชี่. โรงพิมพ์ภาพ

       พิมพ์ : สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2556).  จาก 100 ปี ร.ศ. 130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย.

พี.เพรส จำกัด: สถาบันนโยบายศึกษา

 

ภาษาต่างประเทศ

Aurel Croissant and Marco Buente. (2011).The Crisis of Democratic Governance in Southeast Asia. Palgrave Macmillan.New York.

Dhiwakorn Kaewmanee.(2007)The Evolution of the Thai State: The Political Economy of Formative and Transformative External Influences.Verlag im Internet GmbH. Berlin.

Samuel P. Huntington. (1965). Political Development and Political Decay. In World Politics. Vol.17. No 3.

Michael J. Sodaro. (2004). Comparative Politics.McGrawHill.Boston.

 



[1] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และอาจารย์พิเศษทางรัฐศาสตร์ University of Freiburg, Germany จบการศึกษา  Dr.Phil., University of Freiburg, Germany, รม (การปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รบ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) จุฬาฯ.

[2]โครงสร้างส่วนบน ได้แก่ ปรัชญา ระบบกฎหมาย สถาบันทางการเมือง ระบบการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา โครงสร้างส่วนล่าง ได้แก่ พลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิตต่างๆ

 

[3]ผู้สนใจ แนวความคิดทางการเมองของกรัมชี ที่หลายหลาย อ่านงานของวัชรพล พุทธรักษา (2557)ที่อธิบายความคิดของกนัมชีที่หลากหลายหลาบแง่หลายมุม งานนี้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีนีโอมาร์ซิสต์ในส่วนที่เป็นแก่นแนวคิดที่มีการใช้ในการอธิบายการเมืองไทยและรัฐไทยอย่างรูปธรรม ที่มีเผยแพร่และมีการพูดถึงจากนักรัฐศาสตร์ไทยเท่านั้น

 

[4]ผู้เขียนมีการเขียนแตะประเด็นดังกล่าว ว่าด้วยเรื่องการสร้างอำนาจครอบงำของผู้นรัฐไทยโบราณผ่านความคิดและกลไกทางศาสนาในรัฐไทยสมับอยุทยาอยู่บ้าง กรุณาดู Dhiwakorn Kaewmanee, The Evolution of the Thai State, 2006 บทที่ 2.

 

[5]การศึกษารัฐนั้น ดูจะมีมากในแถบยุโรป ที่โดดเด่นคือฝรั่งเศส และเยอรมัน อิตาลี แม้ว่าจะให้ความสำคัญกับรัฐมาโดยตลอด แต่ก็มักเป็นการศึกษาที่เน้นหนักไปทางนิติรัฐเพียงเท่านั้น

 

[6]แนวความคิดต่างๆที่กล่าวถึงที่ว่าด้วยเรื่อง กระบวนการระหว่างประเทศ โลกาภิวัติ และ ทุนนิยม ปรากฎในหลายๆงานของผู้เขียนก่อนหน้า ซึ่งขอจะไม่มาถกในรายละเอียดในที่นี้อีกให้ยืดยาว เพราะเป็นประเด็นทางทฤษฎีที่ต้องการพื้นที่พอควรในการนำเสนอซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอไว้แล้วใน  ทิวากร แก้วมณี ความหมายที่หลากหลายของโลกาภิวัตน์กับอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของรัฐไทยและการเมืองไทย 2546 หากต้องการงานชิ้นนี้ กรุณาติดต่อผู้เขียนที่ dhiwabkk@yahoo.com.

[7]ประเด็นนี้ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เพราะทฤษฎีรัฐ ถือ เป็นสิ่งใหม่ และไม่ได้เป็นกระแสหลักใรวงการรัฐศาสตร์ไทย ประเด็นนี้ผู้เขียนได้เรียนรู้เพิ่มเติมตอนที่ศึกษาที่เยอรมัน โดยคำแนะนำของ  Professor Juehen Rueland  ว่า วงการรัฐศาสตร์เยอรมันกับอเมริการ เคยมีการถดเถี่ยงกันถึงหน่วยการวิเราะห์การเมือง และขอบเขยการวิเคราะห์ นัวิชาการอเมริกา เห็นปรากฏการณ์ที่สังคมครอลงำรัฐ และเป็นรัฐที่ผลิต external forces  จึงไม่เห็นทิศทางของอิทธิพลจาก external forces สู้สังคม นักวิชาการอย่าง Cympri; ที่Professor Rueland  แนะนำ เสนอแนวความคิดที่จะไม่แยกหน่วยการวิเคราะห์รัฐและการเมือง ออกจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ แต่ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีอืธิพลมากนักในวงการรัฐศาสตร์ไทยในช่วงเวลานั้น





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]