• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 398975
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2559
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 600 , 11:31:07 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นายเอกชุมชน  ทรัพย์พร้อม

รัฐศาสตร์ ป.โท  58064394

การเมืองการปกครองไทย

 

            การเมืองการปกครองไทยนั้นเริ่มมีการปกครองที่เป็นรูปแบบที่ถือว่าเป็นประเทศไทย หรือรัฐโบราณนั้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย  อาณาจักรอยุธยา  ตลอดมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ที่การปกครองนั้นยังถือว่าเป็นการปกครองแบบโบราณอยู่  หากแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่สำคัญนั้นเริ่มแต่เมื่อ สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน การเมืองการปกครองในรูปแบบต่างๆ อันเนื่องมาจากลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกโดยอาจถือว่าเป็นแรงภายนอกที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทยในขณะนั้นอย่างมาก  แต่การปกครองนั้นยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตลอดมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475  แต่การปกครองหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นเพียงการปกครองแบบประชาธิปไตยเพียงแต่ในนาม  โดยผู้ที่เป็นใหญ่ในขณะนั้นเป็นข้าราชการ โดยเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic  Polity)  ซึ่งความเป็นใหญ่นั้นเกิดขึ้นสูงสุดในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ตามมาด้วยจอมพลถนอม เมื่อหมดยุคของจอมพลก็เกิดระบอบ Semi Democracy เป็นการเมืองที่ระบบการเมืองอำนาจไม่ได้อยู่ในเมืองของประชาชน แต่เป็นการแชร์อำนาจของทหารกับนักการเมือง   จนนำไปสู่วิกฤตการณ์ต่างๆของประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นแรงภายนอก  การเติบโตของเสรีนิยมใหม่  ที่ขาดผู้นำที่จะนำพาประเทศไทย จนทำให้เกิดรัฐบาลของคุณทักษิณขึ้นมาพัฒนาประเทศที่ประสบความสำเร็จ เจริญรุตหน้าเทียบเท่าอาณารยประเทศในหลายๆด้าน ซึ่งการศึกษาการเมืองการปกครองไทยนั้นจะเริ่มตั้งแต่ รัฐโบราณ  ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

            รัฐโบราณ

ประชากรในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายชาติพันธุ์ ศาสนา และภาษา เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วมีรูปแบบคำสั่งเดิมที่เรียกว่า “ไท-ไต” ที่แสดงถึงภาษาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันนั้น เรียกว่า “ไทย” ประชากรที่เป็นไท-ไต  ได้แตกแยกกันไปกลายเป็นผู้คนจำนวนมาก ทำให้คนไทยในสมัยนี้อาจจะเป็นผู้ที่สืบทอดมาจากไท-ไต หรือไม่ก็สืบทอดมาจากชาวมอญ  แต่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ร่วมสืบทอดกันมา และการอยู่ภายใต้ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุด อีกทั้งคนไท-ไต ยังเชื่อในเรื่องผีฟ้า เทวดาเป็นผู้สร้างตนและยังเชื่อว่าผีเจ้าเป็นผู้ปกครองของตน จากการศึกษาก็พบว่า การที่จะค้นคว้าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทย ต้องเน้นไปที่ประชากร วัฒนธรรม และสังคมเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมทั้งในเรื่องสังคมและวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และความรู้ที่ได้จากการอ่าน คือ ความจริงแล้วไม่ใช่คนไทยเสมอไปที่อยู่ร่วมกันในสังคม แต่การที่อยู่ร่วมกันในสังคมได้นั้น เพราะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเดียวกัน แต่แค่ในปัจจุบันถูกแยกออกเป็นประเทศต่างๆ โดยรัฐโบราณนั้นได้มีการแบ่งออกเป็นยุค เช่น สุโขทัย  อยุธยา ดังจะอธิบายดังต่อไปนี้  ( เดวิด เค วัยอาจ:2556  )

 

 

ยุคอาณาจักรกรุงสุโขทัย

            ศตวรรษของคนไท-ไตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นตำนานเล่าขานของการขยายอำนาจอาณาจักรล้านนาของพญามังรายและอาณาจักรสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ที่ทั้งสองได้กระจายอำนาจออกไปยังรัฐต่างๆโดยแรกเริ่มเชื่อกันว่าระบบการเมืองการปกครองของอาณาจักร สุโขทัยเหมือนกับครอบครัวขนาดใหญ่  โดยพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขซึ่งเรียกว่า “พ่อขุน”  คือมีความ ใกล้ชิดสนิทสนมกับราษฎรหรือที่เรียกว่าการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก”  ส่วนการบริหารหรือการปกครองจะมีการผสมผสานระหว่างการรวมศูนย์อำนาจและการกระจายอำนาจ  โดยการรวมอำนาจการปกครองอยู่ที่กษัตริย์และขุนนาง และศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ราชธานี  คือตัวเมืองสุโขทัย  ขณะเดียวกันก็จะมีขอบเขต และการปกครองที่มีลักษณะกระจายอำนาจซึ่งมักจะแบ่งเป็นเมืองขนาดเล็กๆ  ซึ่งทำหน้าที่เป็นเมืองสำคัญอยู่รายล้อมราชธานี    และเมืองที่อยู่ไกลออกไปแต่อยู่ภายใต้ราชธานีนั้น คือเมืองขึ้นหรือประเทศราช โดยเมืองต่างๆในสมัยสุโขทัยนั้นเพื่อที่จะเป็นเจ้าปกครองของรัฐนั้นๆ โดยเข้าไปทำสัมพันธ์ไมตรี และเข้ายึดครองตามรัฐต่างๆ แต่ทั้งสองเมืองนั้นยังยึดหลักของกลุ่มคนไท-ไตที่ว่า พุทธศาสนาและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม และความรู้ที่ได้จากการอ่าน คือ การที่มีความทะเยอทะยานที่จะเข้ามาปกครองและขยายอำนาจของรัฐนั้นๆ ถึงแม้ช่วงที่ตนปกครองอยู่จะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด ถ้าอำนาจนั้นไม่ได้อยู่กับตน แล้วมีผู้สืบราชสมบัติที่ไม่ดี ความเจริญรุ่งเรืองที่ตนพยายามสร้างขึ้นมานั้นก็ไม่มีความหมาย ( เดวิด เค วัยอาจ:2556  )

            และเมื่อพ่อขุนรามคำแหงสวรรคต มีพระโอรสสืบราชสมบัติต่อพระองค์  คือ พญาลือไทย ทำให้อาณาจักรอันกว้างใหญ่สลายอย่างรวดเร็ว เขตการปกครอง บ้านเมืองเล็กๆที่พระองค์พยายามรักษาไว้ ทั้งที่ต่อสู้ดิ้นรนมานั้น ล่มสลายไป และหลังจากนี้ได้สถาปนารัฐขึ้นที่อยุธยา  ทำให้สุโขทัยได้กลายเป็นรัฐขนาดเล็กที่อยุธยาได้ผนวกสุโขทัยไว้  โดยผู้ปกครองแห่งเชียงแสน เชียงราย และสุโขทัย ต่างก็วางแผนการทะเยอทะยานในการขยายอำนาจ และไม่อาจยอมให้เกิดความบาดหมางปรากฏขึ้นในหมู่ผู้นำ ที่มีผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน แต่สุดท้ายนั้นความพยายามที่จะขยายอำนาจในการปกครองเมืองต่างๆของตนเองนั้น พอถึงช่วงสวรรคต สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นสู้รบกันมา ก็ได้ล่มสลายลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ผู้ปกครองยึดอยู่ในหลักเดียวกัน คือ พุทธศาสนาและวัฒนธรรม (อมร  รักษาสัตย์ : 2539)

 

ยุคอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา 

            ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นยุคที่มีแว่นแคว้นของคนไท-ไต เกิดขึ้นอีกมากมาย  แต่มีไม่มีกี่แว่นแคว้นเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่า “ราชอาณาจักร”  และราชอาณาจักรที่สำคัญของคนไท-ไต คือราชอาณาจักรอยุธยา และอาณาล้านนาที่ทั้งสองนั้นมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำของคนไท-ไต อีกทั้งยังมีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างขุนนางและหมู่เครือญาติและสิ่งเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุของการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ และความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา คือ ทำให้เกิดข้อคิดขึ้นว่าการที่ผู้ปกครองจะพยายามสร้างระบบการการควบคุมกำลังคนนั้น โดยไว้วางใจคนสนิทหรือคนที่สืบสายเลือด คนเหล่านั้นจะต้องมีความสามารถ และสามารถแสดงตัวตนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อผู้ปกครอง

            กษัตริย์ในช่วงคริสต์ศตวรรษเหล่านี้ ยังคงมีทั้งสถาปนาและสูญเสียอำนาจของพระองค์ บนฐานพีระมิดของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในทุกช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์สมัยนี้มีการแบ่งแยกกันภายในชนชั้นนำของรัฐไท-ไต ซึ่งดูดกลืนความแข็งแกร่งของรัฐเหล่านี้ไม่ว่าอยุธยา ล้านนา หรือล้านช้าง ก็ไม่อาจที่จะกระตุ้นให้เกิดความมั่นคงในความจงรักภักดีอย่างกว้างขวางต่อกษัตริย์และอาณาจักร และสิ่งที่นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของราชสำนัก และการเมืองแบบราชวงศ์ของอาณาจักรใหญ่ทั้งหลายในศตวรรษเหล่านี้ คือ ปัญหาที่ถาวรเรื่องการควบคุมกำลังคน ( เดวิด เค วัยอาจ:2556  )

            โดยอาณาจักรอยุธยานั้นแต่ เดิมเป็นอาณาจักรที่พวกขอมมอญมีอิทธิพลตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว  จึงทำให้ในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลการปกครองมาจากขอมและมอญ   ทำให้ไทยมีการปกครองที่เปลี่ยนไปเป็นจากสมัยสุโขทัยคือ  จากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบพ่อปกครองลูก  มาเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบ  “เทวสิทธิ์”  คือกษัตริย์เปรียบเสมือนสมมุติเทพจุติลงมา การปกครองระหว่างกษัตริย์และราษฎรจะมีลักษณะที่แยกห่างออกจากกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน คือเป็นฝ่ายผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง   ส่วนการบริหาราชการ  การเมืองและการปกครองในสมัยอยุธยาได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปจากสมัยกรุงสุโขทัยเป็นอันมากการ เปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาที่สำคัญ คือมีการแบ่งแยกส่วนราชการ ที่เรียกว่าการปกครองระบบจตุสดมภ์  คือกรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา   จนกระทั้งมามีการปฏิรูปครั้งสำคัญ  คือสมัยพระบรมไตรโลกนาถ  มีการเปลี่ยนแปลงระบบจตุสดมภ์เป็นระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น  สิ่งที่น่าสังเกตในช่วงนี้คือ การสืบราชสมบัติทั้งหมดของกษัตริย์อยุธยาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 และในหลายๆกรณี  เช่นหากไม่เป็นการชิงราชย์อย่างสงบๆ  ก็เป็นการแย่งราชสมบัติกันอย่างจงใจ  และมีแต่เรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งของคนในราชวงศ์ เรื่องการแย่งชิงราชสมบัติ และนำไปถึงจุดที่เปลี่ยนในทางประวัติศาสตร์ จนมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองและสถานการณ์ความขัดแย้งๆของการขึ้นครองราชย์ของราชวงศ์ต่างๆ (เรื่องเดียวกัน)

ราชอาณาจักรอยุธยาจะเจริญรุ่งเรืองเช่นเดิมมิได้หากไม่มีพระนเรศวร เพราะทรงมีความเป็นผู้นำ เป็นผู้กล้าหาญ และมีอุปนิสัยเด็ดขาด พระราชบิดาจึงสั่งไปครองเมืองพิษณุโลกทรงแสดงให้เห็นถึงความสามารถของกองทหารและพระองค์ในการต่อสู้กับกัมพูชา ในขณะที่อยุธยายิ่งตกอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชของพม่า และในตำนานกล่าวว่าพระนเรศวรและกองทหารของพระองค์ได้ร่วมเดินทางสู้รบโจมตีกับกัมพูชาจนชนะ และในสงครามยุทธหัตถีตอนแรกกองทัพพม่าชนะกองทัพหน้าของพระนเรศวร แต่พอพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ เนื่องจากการสู้รบบนหลังช้าง ทำให้กองทัพพม่าเสียกระบวน กองทัพอยุธยารุกไล่โจมตีจนชนะ อยุธยายังคงมีความสำคัญในฐานะศูนย์การค้านานาชาติ สินค้าและกำไรจากการค้าช่วยเสริมความมั่นคงให้ แก่อาณาจักรอยุธยานำเข้าปืนไฟ จากโปรตุเกส และอาวุธอื่นๆจากญี่ปุ่น ทำให้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และต้น ค.ศ. ที่ 17 อยุธยามีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งจาการค้านานาชาติ ได้ก้าวมาสู่การทูตและความสามารถทางการเมือง พระนเรศวรเดินทับไปตีเมืองหงสาวดีในตอนกลางทศวรรษ ทรงได้ล้านนามาอยู่ภายใต้อำนาจของอยู่ใน พ.ศ. 2141 ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาฟื้นฟูอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นมาได้ โดยพระนเรศวรทรงเป็นราชอาณาจักรอยุธยาบนสมรภูมิรบโดยลำพัง และทรงกระตุ้นการค้าของอยุธยา ทรงจัดระบบแรงงานของราชอาณาจักร ซึ่งพระองค์สามารถสร้างความมั่นคงให้อยุธยาได้และวิกฤตการณ์เรื่องการสืบราชสมบัติของกรุงศรีอยุธยา ค.ศ. 17 เรื่องอำนาจสูงสุดของสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องของตัวบุคคลมากกว่าสถาบัน และอำนาจที่เข้มแข็งสำคัญกว่าสายโลหิต และการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์อยุธยาในช่วง พ.ศ. 2112-2231 กับประวัติศาสตร์ล้านนาชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกันในโลกของคนไท-ไต แต่ยังคงเหมือนกันในเรื่องของโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่แตกต่างกันในสภาพทางสังคมประมาณกลาง ค.ศ. 18 ล้านนาไม่อาจเทียบเท่าอยุธยาได้ เพราะอยุธยามีกลุ่มชนชั้นนำที่มีทั้งอำนาจและความมั่นคงและการมีส่วนในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง และกล่าวถึงความแข็งแกร่งและไร้เสถียรภาพของอยุธยา นั้นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์อยุธยาช่วงนี้คือ การแย่งชิงราชสมบัติ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของราชอาณาจักร และเกิดจากสถานการณ์ของความขัดแย้งในการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์และในเจ็ดปีถัดมาความขัดแย้งนี้จะทำลายล้างคนไท-ไตทั้งหมด และนำไปสู่จุดจบของราชอาณาจักรอยุธยา (อมร  รักษาสัตย์ : 2539)

           

กรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์สามารถแบ่งออกเป็นช่วงสำคัญได้ดังนี้   

- สมัยรัชการที่ 1-4 เมื่อมีการย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงรัตนโกสินทร์          และ สถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้น   เมื่อสร้างบ้านสร้างเมืองเสร็จเรียบร้อยจึงได้มีการหันมารื้อฟื้นหรือฟื้นฟูบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีต  ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองของสมัยอยุธยามาเป็นแบบอย่าง  ดังนั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงต้น  คือสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 1-4  การเมืองการปกครองหรือการบริหาร ราชการแผ่นดินจึงยังคงรูปแบบดังสมัยอยุธยาทุกประการ   สำหรับกฎหมายว่าด้วยระเบียบเกี่ยวกับการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญในแบบสมัยใหม่ ก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา  คือยังคงไม่มีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ให้เรียนร้อย   แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายเหล่านี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นกว่าในสมัยอยุธยา  กล่าวคือมีกฎหมายเกี่ยวกับพระราชอำนาจในการตรากฎหมายเช่นพระธรรมนูญต่างๆ  ออกมาเพิ่มเติม   ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป ตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยจนกระทั้งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  คือ รัชกาลที่ 1-4  ยัง ไม่มีแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแบบสมัยใหม่  คงมีแต่เพียงกฎหมายบางฉบับที่มี เนื้อหาเป็นรัฐธรรมนูญ  มีแต่เพียงการปกครองที่มีการพัฒนามาเรื่อยๆตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นแต่ยังไม่มีแนวความคิดเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของผู้ปกครองในช่วงนี้แต่อย่างใด     (เรื่องเดียวกัน)

- สมัยรัชการที่ 5-7   ตั้งแต่สมัยต้นรัชกาลของกรุงรัตนโกสินทร์  ชาวตะวันตกได้เริ่มเข้ามาติดต่อกับประเทศสยามและเริ่มมีการค้าขายกัน  จนในสมัยปลายรัชกาลที่ 3  ชาวตะวันตกได้เข้ามามากขึ้น  อีกทั้งเริ่มบีบบังคับใช้กำลังเพื่อให้ประเทศสยามยอมตกลงทำสัญญาทางการค้ากับประเทศตนด้วย  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4  ซึ่งในขณะนั้นทรงออกผนวช   ทรงได้ศึกษาภาษาอังกฤษและทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่อ่านและตรัสภาษาอังกฤษได้  จึงทรงเข้าใจถึงความคิด ความเป็นอยู่ ความก้าวหน้า  อารยธรรมและการเมืองการปกครองของชาวตะวันตกได้ดี  ดังนั้นเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์จึงได้เห็นความสำคัญของภาษาต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อประเทศอย่างมาก  จึงให้รัชกาลที่ 5  ซึ่งเป็นพระราชโอรสทรงศึกษาภาษาตะวันตก ครั้นตั้งแต่พระชนม์มายุน้อย ๆ ภายหลังจากที่รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ก็ยิ่งมีการติดต่อ สื่อสารกับต่างชาติมากขึ้นเป็นลำดับ  จึงได้มีการส่งพระบรมวงศ์วงศานุวงศ์ เชื้อพระวงศ์ต่างๆไปศึกษายังต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส  ทั้งนี้เพื่อจะได้เรียนรู้ให้เท่าทันกับชาวตะวันตก การส่งคนไทยไปศึกษาต่อยังต่างประเทศนี้ทำให้นักเรียนไทยที่เรียนต่างประเทศ  ได้ไปรู้  ไปเห็นรูปแบบการปกครองที่แตกต่างจากประเทศสยาม  คือเห็นการปกครองแบบกษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจทั้งนี้โดยรัฐธรรมนูญ  มีคณะรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน  มีรัฐสภา ฯลฯ    ทำให้เกิดแนวคิดที่จะเอาอย่างการเมือง  การปกครองของประเทศตะวันตกมาใช้ในประเทศสยาม  ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นจุดกำเนิดครั้งแรกของการเรียกร้องให้มีการจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์เกิดขึ้น (เรื่องเดียวกัน)

 

- รัชการที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

  แนวคิดการปฏิรูป

แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองการปกครองในรัชกาลที่ 5 นั้น  ได้เริ่มมีแนวคิดที่มาตั้งแต่ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 4 แล้ว เนื่องมาจาก รัชกาลที่ 4 ทรงได้ตระหนักถึง อำนาจในประเทศแถบตะวันตก ซึ่งในช่วงนั้นได้มีลัทธิล่าอาณานิคมของฝั่งตะวันตก ดังนั้น การที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยจากการล่าอาณานิคม จึงทำให้ ประเทศต้องปรับเปลี่ยนประเทศให้เทียบเท่ากับระเบียบมาตรฐานของประเทศตะวันตกนั่น  จึงเป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการปกครองที่สำคัญใน รัชกาลที่ 5     (เดวิด เค. วัยอาจ: 2556)                

การปฏิรูปการปกครองเพื่อที่จะทำให้ประเทศเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศฝั่งตะวันตกที่ซึ่งเป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยที่ลัทธิล่าอาณานิคม จะเริ่มต้นด้วยการมาทำการค้า และต่อมาจะอ้างถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง ของชาตินั้นๆและทำการเข้ายึดครอง ซึ่งทำให้ประเทศไทยในรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มเตรียมการ ในการรับมือกับการเข้ามาของประเทศฝั่งตะวันตก เช่น การให้ รัชกาลที่ 5 ไปศึกษาในแบบ ตะวันตก และการที่ต้องยอม ทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้สยามต้องทำการเปิดประเทศค้าขายกับประเทศต่างๆหรือก็คือระบบทุนนิยมโลกนั่นเองและมีการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีอากร โดยผลในการปรับปรุงระบบการปกครองแบบของรัชกาลที่ 4 ก็สามารถทำให้สยามสามารถที่จะประนีประนอมกับลัทธิล่าอาณานิคมชาติตะวันตกได้   และยังเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อไป (เรื่องเดียวกัน)

 

การปฏิรูปประเทศ

ในการปฏิรูปประเทศนั้น  สิ่งที่สำคัญในการที่จะสามารถพัฒนาประเทศได้คือ เงิน แต่ไม่มีเงินที่จะสามารถพัฒนาประเทศได้จึงมีแนวคิดในการหาเงินเข้าหลวง  โดยในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ หรือเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปทางการคลังก็ได้ โดยเป็นการควบคุมการเก็บภาษีที่รัดกุม เพราะ เนื่องจากระบบก่อนเกิดการทุจริตจากผู้จัดเก็บภาษี ดังนั้นเป็นการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์จึงเป็นแหล่งในการรวบรวมภาษี  เพื่อนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ  แต่ก็ชดเชยด้วยการจ่ายเงินเดือนให้กับผู้เก็บภาษีเพื่อให้เกิดความพอใจและไม่ทุจริต  แต่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับ กลุ่มขุนนางเก่า เช่น วิกฤติการณ์วังหน้า  ที่มีเรื่องเกี่ยวกับภาษี     (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536)            

การปฏิรูประบบการบริหารประเทศในสมัยของ รัชกาลที่ 5 จำเป็นต้อง ปฏิรูประบบที่สำคัญของประเทศ นั่นคือการปฏิรูประบบการปกครอง ที่เป็นการยกเลิก การปกครองแบบโบราณ และ การปฏิรูประบบราชการที่เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการ  การปฏิรูประบบการปกครอง เป็นระบบเป็นการยกเลิกรูปแบบการปกครองโบราณ เช่น ระบบเจ้าเมือง ระบบกินเมือง ที่เมืองหลวงไม่มีอำนาจบังคับ  มีแต่การส่งส่วย  เครื่องบรรณาการมาเท่านั้น โดยมีเหตุมาจากทั้งการกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกและระบบการปกครองแบบโบราณนั้นเองก็เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้น รัชการที่ 5  จึงได้ทำการปฏิรูปการปกครอง โดย ได้มีการจัดตั้งกรมขึ้นมาใหม่ทั้ง 12 กรม และ แบ่งหน้าที่ในแต่ละกรมให้มีความชัดเจน โดย การจัดตั้งกรมทั้ง 12 กรมนี้เป็นการใช้รูปแบบการปกครองแบบตะวันตก เพราะมาจากการส่งคนไปพิจารณารูปแบบการปกครองของ ชาติตะวันตก  ต่อมาในภายหลังได้ทำการเปลี่ยนจาก กรม มาเป็น กระทรวง ดังนั้น การที่จะทำให้ชาติตะวันตกยอมรับในรูปแบบการปกครองได้ จึงจำเป็นต้องใช้ระบบที่ชาติตะวันตกนั้นใช้กันอยู่  เพื่อที่จะไม่สามารถมีข้ออ้างว่า การปกครองล้าหลัง (เรื่องเดียวกัน)

การปฏิรูประบบราชการ เป็นรูปแบบของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พระมหากษัตริย์ โดยระบบราชการนั้นก็มีด้วยกัน 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง ที่เป็น กระทรวงต่างๆ  ซึ่งอีกส่วนก็คือ ส่วนภูมิภาคซึ่งส่วนภูมิภาคนี้เป็นการจัดตั้ง มณฑล  เทศาภิบาลขึ้นมา ซึ่งนำมาใช้แทนระบบเจ้าเมืองที่ ปกครองเมืองได้แบบอิสระ คือเจ้าเมืองสามารถเก็บภาษีไว้ที่ตนเองได้ จึงทำให้เจ้าเมืองๆสามารถสะสมอำนาจ  บารมีขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องส่งคนจากส่วนกลางเข้าไปดูแลเมือง  เพื่อทั้งการป้องกันการก่อกบฏ และการจัดเจ็บภาษีที่ได้มากขึ้นของส่วนกลาง และเพื่อความสะดวกในการแยกกันบริหารงานจึงได้ย่อยส่วนภูมิภาคมาอีกคือ มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล  และหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีข้าราชการจากส่วนกลางเข้ามาบริหารงาน แต่ นั่นก็ทำให้เจ้าเมืองต่างๆที่เคยได้รับผลประโยชน์ออกมาต่อต้าน  และเป็นการดีในการร่วมศูนย์อำนาจมาไว้ในส่วนกลาง เพื่อที่จะได้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการของพระองค์ได้ (เรื่องเดียวกัน)

จากการปฏิรูปทางการเมืองที่เป็นการยกเลิกระบบการปกครองแบบโบราณ และการปฏิรูประบบราชการที่ 5  เป็นการสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ที่สร้างชนชั้นข้าราชการขึ้นมา  โดยส่งไปศึกษาในต่างประเทศและนำมาใช้บริหารงานผ่านระบบส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการใช้อำนาจ โดยมีฐานแบบมาจากประเทศแถบตะวันตก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปนี้ ก็มาจาก  การเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก และ ความต้องการในการลดอำนาจของพวกขุนนางหรือ กลุ่มอำนาจเก่า แต่การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นผลทำให้ประเทศรอดจากการล่าอาณานิคมนั้น ก็ไม่ใช่มีเพียงแต่ ด้านการบริหารงานหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น ซึ่งยังมี  ด้าน การปฏิรูปสังคมและ การปฏิรูปทางด้านกฎหมายด้วย 

 

การปฏิรูปสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5

การปฏิรูปในสมัยของ รัชกาลที่ 5 นั้น เป็นรูปแบบของ การที่มีทาสอยู่ในสังคม  แต่เมื่อเริ่มมีการเข้ามาของชาติตะวันตกที่ เป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยที่จะใช้ข้ออ้างในการเข้ามาปกครองประเทศ และ ประกอบกับแนวคิดของรัชกาลที่ 5 ที่คิดว่า ไม่ควรปล่อยให้คนกดขี่กัน จึงทำให้มีการเลิกทาสเกิดขึ้น แต่ ในการที่จะเลิกทาสนั้นจะทำในทันทีไม่ได้ เพราะสังคมในตอนนั้นยังชินอยู่กับสภาพของสังคมแต่ก่อนอยู่ ดังนั้นการเลิกทาสจึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย เริ่มจาก พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส-ลูกไท ผ่านสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และเริ่มทำให้ทาสลดลงทุกๆปี จนในที่สุดก็เกิดความสำเร็จในการเลิกทาส และการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 นี้เองนอกจากจะส่งผลให้ชาติตะวันตกมองสยามดีขึ้นแล้ว และ ยังทำให้ประชาชนให้การสนับสนุนรัชกาลที่ 5 มากขึ้น โดยที่จะส่งผลดีในการที่จะเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ ที่จะมีประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้นอีกด้วย (สุรพล  ไตรเวทย์ : 2549 )

 

 

การปฏิรูปด้านศาล  กฎหมาย

เนื่องจากในสมัยของรัชกาลที่ 5 ศาลนั้น การปฏิรูปศาลเริ่มด้วยการยกเลิกระบบลงโทษแบบจารีตนครบาล ที่ใช้วิธีที่รุนแรง ป่าเถื่อน เช่น เฆี่ยน ตอกเล็บ บีบขมับ ซึ่งชาติตะวันตกเองก็ไม่ยอมรับในจุดนี้ของกฎหมายของสยามที่ซึ่งทำให้สยามเสียสิทธินอกอาณาเขตไป ทำให้เป็นแนวทางสำคัญในการปฏิรูปศาล และอำนาจด้านบริหารและตุลาการปนกัน  ซึ่งเป็นการบ่งบอกได้ว่าศาลและกฎหมายในสมัยของรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ  หรือไม่เป็นไปตามหลักการของสากล ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงได้ตั้ง กระทรวงยุติธรรมขึ้น ในปี พ.ศ. 2434 ซึ่งมีการจ้างนักกฎหมายจากตะวันตกและญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในกระทรวงและความยุติธรรมด้านกฎหมาย  โดยทรงตัดสินพระทัยเลือกใช้ระบบประมวลกฎหมาย(Civil law)       การปฏิรูประบบศาล  และระบบกฎหมายทำให้ไทยประสบผลสำเร็จในการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจากประเทศตะวันตก หรือที่เรียกว่าสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง  โดยทำให้เกิดการแบ่งศาลเป็น 3ประเภท คือ ศาลฎีกา ศาลสถิตยุติธรรมกรุงเทพฯ ศาลหัวเมือง  และได้จัดระเบียบด้านการศาลของไทยให้เป็นระเบียบมากขึ้นกว่าเดิม  โดยทรงรวบรวมศาลซึ่งพิจารณาคดีแพ่งของราษฎรและคดีอาญา  ซึ่งแต่เดิมกระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ มาไว้อยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม  ส่วนคดีปกครองซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับรัฐหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ยังคงต้องใช้วิธีการร้องทุกข์ต่ออธิบดีหรือเจ้ากระทรวงซึ่งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแทน องค์พระมหากษัตริย์  (อดุล ไชยโยธา : 2546 )

 

 

การปฏิรูประบบราชการเพื่อความเป็นประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงทางกรปกครองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2475 โดยเป็นการเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบอบนั้นคือ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า คณะราษฎร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาการ การปฏิรูประบบราชการโดยกรสร้าง ข้าราชการขึ้นมาใช้ในระบบ โดยมีการส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และ กลุ่มคนพวกนี้เอง เมื่อได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็ได้ซึมซับความเป็นประชาธิปไตยมา โดยในสมัยนั้นของยุโรปเป็นยุคที่เกิด คอนสติติวชั่น โมนากี ที่เป็นล้มล้างอำนาจกษัตริย์ อันเนื่องมาจาก กษัตริย์ในยุโรป ได้ขูดรีดประชาชนจนทำให้เกิดความไม่พอใจและนำมาสู่การล้มล้างนั่นเองแต่ เมื่อกลับมาพิจารณาในดูในสยามประชาชนทั่วไปดูเหมือนจะพอใจอยู่กับระบอบเดิมคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะตั้งแต่อดีตย้อนไปกษัตริย์ก็เรียกได้ว่าปฏิบัติตนเหมือนเป็นพ่อที่คอยปกครองลูก คอยดูแลความทุกสุขของประชาชน อีกทั้งยังนำพาประทศชาติให้รอดจาก วิกฤตต่างๆ เช่น ลัทธิล่าอาณานิคม ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนรู้สึกพอใจในระบอบนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีความพร้อมในความคิดของกษัตริย์ ประเทศเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ คือ การนำพระมหากษัตริย์ มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นการให้ประชาชนใช้อำนาจในการปกครองผ่านการ เลือกตั้ง  (เดวิด เค วัยอาจ :2556)

แต่ประเทศไทยก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะว่า การที่จะสลัดความเป็นอนุรักษ์นิยมกับคนในสังคมจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อที่จะทำให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ยากขึ้นเพราะเนื่องจากกลุ่มที่เป็น อนุรักษ์ศักดินาเองก็พยายามปลูกฝังให้คนในสังคมหันมาอยู่ในระบอบเดิมที่ชอบในระบบชนชั้นทางสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลานานที่จะทำให้คนในสังคมจึงจะเกิดความพร้อมและเกิดความเข้าใจในการเป็นประชาธิปไตยและทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  (เรื่องเดียวกัน)

ประเทศไทยได้รับประชาธิปไตยมาแค่วิธีการเท่านั้น ซึ่งคนในสังคมยังไม่มีความเข้าใจถึงประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  และประกอบกับกลุ่มอนุรักศักดินา ที่พยายามกีดกันไม่ให้คนในสังคมไทยได้รับ ความรู้ ความคิดหรือ ความเข้าใจในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  จึงได้ทำหลายวิธีเพื่อให้ประชาชนในสังคม ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นประชาธิปไตยได้  จึงทำให้ประชาธิปไตยไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควรในประเทศ เพราะแรงภายในประเทศที่ยังมีการต่อต้านการเข้ามาของแรงภายนอกอยู่นั่นคือ การที่ทำให้สยามไม่สามารถเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้  และอีกเนื่องด้วยการยังไม่มีการศึกษาถึงวิธีการของประชาธิปไตยของประชาชนโดยทั่วไป  จึงทำให้สยามมีประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคง ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องรับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกเข้ามา อันจะทำให้ประเทศไทยนั้นมีอารยธรรมเป็นที่ทันสมัย เทียบเท่ากับชาติตะวันตกโดยเรียกว่าแรงภายนอก

 

-  รัชกาลที่  7  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   (ยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24มิถุนายน พ.ศ. 2475)

ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีการขยายตัวมากขึ้น โดยมีมากขึ้นในหมู่ชนชั้นสูง หรือผู้ที่มีการศึกษา  โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไปศึกษายังประเทศตะวันตก  และมีการวิพากวิจารณ์ในสิ่งพิมพ์ต่างๆ    ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยดี  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรกในปี  2469  เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมสำหรับประเทศไทย  ในครั้งนี้รัชกาลที่ 7 ได้ให้พระยากัลยาณไมตรี  เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ  โดยมีทั้งสิ้น 12 มาตรา แต่ยังไม่มีการประกาศใช้แต่อย่างใด เนื่องจากว่าข้าราชการมีความเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม   แต่อย่างไรก็ตามร่างของพระยากัลยาณไมตรียังคงร่างให้พระมหากษัตริย์  เป็นสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะยังคงบัญญัติให้อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์  และการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจของกษัตริย์อยู่เช่นเดิม   (ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิต : 2548)

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นอีกไม่นานได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญสำหรับประเทศสยาม  นั่นก็ คือได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช  เป็นแบบการปกครองที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  ขึ้นในวันที่ 24  มิถุนายน 2475 โดยบุคคลกลุ่มนี้ที่เรียกตนว่า “คณะราษฎร” ในขณะ นั้นรัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล   คณะราษฎรประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคลที่มาจากทั้งฝ่ายข้าราชการทหาร  และพลเรือน  ดังเช่นพระยามโนปกรณ์นิติธาดา  พระยาพหลพลพยุหเสนา  หลวงประดิษฐมนูธรรม    พันตรีหลวงพิบูลสงคราม  พระยาทรงสุรเดช  เป็นต้น  คณะราษฎร ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีปัญหาภายในคณะฯ  และแตกแยกกันเองเนื่องจากมีอุดมการณ์  และความเห็นไม่ตรงกัน  ที่แตกต่างกัน   วันที่ 25  มิถุนายน 2475  คณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 7 เสด็จกลับพระนคร     วันที่ 26  มิถุนายน 2475  คณะราษฎรได้ถวาย   “ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการ ปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรม”   วันที่  27 มิถุนายน 2475  ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย (เรื่องเดียวกัน)

จนกระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น  เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้  ความขัดแย้งและการแข่งขันที่แฝงอยู่ในคณะบริหารชุดใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบก็เริ่มเกิดขึ้น  โดยมีกลุ่ม 5 กลุ่มที่มุ่งแสวงหาอำนาจในระบอบใหม่  ฝ่ายอนุรักศักดินารุ่นเก่าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพลเรือนอาวุโส  และกลุ่มกษัตริย์นิยมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทหารอาวุโส ของนายพักเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาที่มีพระยาทรงสุรเดชมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง  กลุ่มทหารบกและทหารเรือรุ่นหนุ่ม นำโดยหลวงพิบูลสงคราม  และกลุ่มพลเรือน นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  และมีการ ประดิฐคำว่า  “รัฐธรรมนูญ”  เป็นครั้งแรก โดยพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์เป็นผู้  คิดคำขึ้น   สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนี้  มีดังนี้  

1. เนื่องจากมีการส่งนักศึกษาไปเรียนยังต่างประเทศมากขึ้น  ทำให้ไปพบวิธีการปกครองในแบบตะวันตก ในรูปแบบต่างๆ   ที่อำนาจของกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  ประกอบกับในประเทศตะวันตกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่างก็เสื่อม  โดยสยามก็เช่นเดียวกัน

2. ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์  ทำให้มีการเกิดชนชั้นอภิสิทธิชนเกิดขึ้น  โดยเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์   จึงทำให้มีหลายฝ่ายไม่พอใจในอภิสิทธิชนเช่นว่านั้น

3. ข้าราชการกดขี่ข่มเหงประชาชน  โดยขณะนั้นข้าราชการไม่ได้มีเจตนารับใช้ประชาชนแต่อย่างใด  มีแต่จะโกงกิน เอารัดเอาเปรียบ  

4. สภาวะเศรษฐกิจเสื่อมโทรมหนัก  ต้องปลดข้าราชการ  ทำให้ข้าราชการบางส่วนเกิดความไม่พอใจ     จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มต่อต้านการปกครองแบบเดิม  โดยเป็นแนวร่วมส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เรื่องเดียวกัน)

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มิได้เป็นการสถาปนา ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในสังคมไทย จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เห็นได้ชัดว่า การเมืองไทยหลังปี 2475 มีการรัฐประหาร กบฏ บ่อยครั้งทำให้อำนาจทางการเมืองนั้น  ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  โดยสังคมไทยถูกครอบงำโดยทหารเป็นส่วนใหญ่  พลังประชาธิปไตยนอกระบบราชการ เช่น พรรคการเมือง ประชาสังคม มีบทบาทน้อยมาก นายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือนขาดเสถียรภาพ อยู่ได้ไม่นานก็ถูกรัฐประหาร เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา กลับถอยหลัง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งต่างๆในทางการเมืองในเวลาต่อมาอย่างกว้างขวาง

 

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 

 ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เราสามารถแบ่งวิวัฒนาการของการเมืองไทยได้เป็น 4  สมัยต่อไปนี้

ยุคระบอบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic  Polity)

การเมืองไทยในช่วงปี  2475- 2500  เป็นยุคที่บทบาทของข้าราชการในสมัยนั้นมีอำนาจ  ยิ่งใหญ่  และสำคัญเหนือสถาบันอื่นใดในสมัยเดียวกัน  เป็นระบบการเมืองที่ระบบราชการทั้งทหารและพลเรือนครอบงำระบบการเมืองอย่างสำคัญในกระบวนการตัดสินใจผู้นำทางการเมืองมาจากระบบราชการเป็นส่วนใหญ่  และฐานอำนาจอยู่ที่ระบบทหาร  ลักษณะของระบบการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยที่ข้าราชการเป็นใหญ่  ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยพุ่งขึ้นสุดยอดในสมัยจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์    ทั้งนี้เนื่องมาจาก การสร้างสังคมขึ้น 2 แบบ คือ  สังคมแบบดั้งเดิม  คือสังคมที่มีลักษณะปกครองแบบอุปถัมภ์กับ  สังคมแบบสมัยใหม่  หรือแบบประชาธิปไตย  ซึ่งสังคมทั้งสองแบบนี้อยู่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง  ทำให้เกิดรัฐ ราชการขึ้น  เพื่อเป็นระบบอยู่กึ่งกลางระหว่างสังคมเดิมแบบอุปถัมภ์และสังคมสมัยใหม่แบบประชาธิปไตย   ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ระบบราชการมีอำนาจและมั่นคง  โดยข้าราชการมีบทบาทโดยตรงต่อการ กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและนโยบายเรื่องความมั่นคงของชาติ  ทั้งนี้เนื่องมาจากระบบราชการที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองในสมัยรัชการที่ 5    โดยทรงใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือในการรวมอำนาจ เข้าสู่ส่วนกลาง  ระบบราชการไทยจึงมีความเป็นมืออาชีพ  มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง   โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านการทหาร ทำให้สถาบัน อื่นๆ เช่น  พรรคการเมือง  กลุ่มผลประโยชน์  สื่อมวลชนและ รัฐธรรมนูญที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งหรือรวมทั้งประชาชนนั้นยังไม่มีความเข้มแข็งหรือมีอิทธิพลใกล้เคียงกับระบบราชการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราชการที่มีบทบาทสูงกว่ามากข้าราชการสายอื่นๆ คือข้าราชการสายทหาร   กล่าวได้ว่าตลอดช่วงเวลา 40ปีตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา  ทหารมีบทบาททางการเมืองมากมาย  (เดวิด เค วัยอาจ :2556)

  สำหรับผู้นำทางทหารที่สำคัญและได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2475-2519  ได้แก่  จอมพลป.พิบูลสงคราม  จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตน์  และจอมพลถนอม  กิตติขจร  ซึ่งรายละเอียดของแต่ละท่านจะได้อธิบายต่อไป

 

จอมพลป.พิบูลสงคราม 

จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศแปลก พิบูลสงคราม  เกิดเมื่อวันที่14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507  หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า  "จอมพล ป.พิบูลสงคราม"  เป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด คือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย "รัฐนิยม" หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง  (วินทร์ เลียววาริณ : 2540 )

นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" รัฐบาลจอมพล ป. ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักด์ และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" อย่างไรก็ดี  วัฒนธรรมที่สังคมไทยเริ่มรับมาจากตะวันตกหลายรูปแบบในขณะนั้น หลังจากจอมพล ป.พิบูลสงครามหมดอำนาจ ยังคงอยู่ต่อมาแม้ว่าจะไม่มีการบังคับใช้ตาม "รัฐนิยม" อีกต่อไป และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ไปแล้ว (เรื่องเดียวกัน)

ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่2 เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จากปัญหาเรื่องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ซึ่งอยู่ในครอบครองฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝรั่งเศสไม่ยอมตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายนพ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทยจึงเริ่มขึ้น ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศ รัฐบาล จอมพล ป. ส่งทหารไทยเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร แต่ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย จนมีการส่งผู้แทนไปลงนามอนุสัญญาโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในครั้งนั้นไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ แขวงจำปาศักดิ์ และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศสไป  กลับคืนมาด้วย (เรื่องเดียวกัน)

หลังจากกรณีพิพาทอินโดจีน จอมพล.ป ได้ประกาศให้ประเทศไทยดำรงสถานะเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจนกระทั่งญี่ปุ่นทำการยกพลขึ้นบกเพื่อขอทางผ่านไปโจมตีพม่าและมาเลเซีย จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการประคับประคองประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นวิกฤตจึงประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมฝ่ายอักษะ  ทั้งนี้มีการบอกเล่ากันว่า ท่านขอพระราชทานยศจอมพลให้กับตนเองเพราะท่านต้องการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ  ในระหว่างสงครามจอมพล.ป ได้ทำการตกลงช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านการรบ  เพราะหวังว่าจะได้ดินแดนเพิ่มเติมเข้ามาครอบครองโดยประเทศไทยได้รับจังหวัดมาลัย  อีกทั้งได้ส่งกองทัพพายัพเข้าดินแดนบางส่วนของพม่าจัดตั้งสหรัฐไทยเดิมและประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น มหาอาณาจักรไทย หลังสงครามโลกสงบแล้ว ท่านต้องติดคุกระหว่างการถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงครามอยู่ระยะหนึ่ง  อย่างไรก็ดี ศาลไทยได้พิจารณาเห็นว่า กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง จึงปล่อยตัวท่านเป็นอิสระ หลังจากนั้นท่านก็ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยปลูกผักต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ (เรื่องเดียวกัน)

แต่แล้วด้วยความผกผันทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็ได้หวนกลับมาคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากการทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่นับถือท่านอยู่ ที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ คราวนี้ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 9 ปี ผ่านวิกฤตและเหตุการณ์กบฏจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เช่น กบฏเสนาธิการกบฏวังหลวงกบฏแมนฮัตตัน รวมทั้งยังเคยยึดอำนาจตัวเองด้วย จึงได้รับฉายาในช่วงที่ยังไม่หลุดจากอำนาจว่า "นายกฯตลอดกาล"  จอมพล ป. พิบูลสงคราม และได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า "จอมพลกระดูกเหล็ก" เพราะมีชีวิตทางการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง  แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง  จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของท่าน คือ ในเย็นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เมื่อถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายทหารรุ่นน้องอีกคนหนึ่งที่ท่านไว้ใจและมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้ กระทำการรัฐประหาร ซึ่งท่านได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับผู้ติดตามเพียง 2 คน ไปอย่างหวุดหวิด โดยผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น ท่านและครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งนี้เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าเป็นท่านเป็นผู้ที่บุญคุณต่อญี่ปุ่น  ซึ่งเคยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วยดี ไม่ต้องมีการสู้รบยืดเยื้ออันรังแต่จะทำให้มีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งท่านก็ได้พำนักอยู่ที่นั่นจนตราบถึงแก่อสัญกรรม (เรื่องเดียวกัน)

จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เกิดเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 — 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506  เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อสัญกรรม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ผู้บัญชาการทหารบกและอธิบดีกรมตำรวจ  เป็นผู้ริเริ่มการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักงบประมาณ  เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด เจ้าของคำพูดที่ว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" และ "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"  สมัยจอมพลสฤษดิ์มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ลาวระหว่าง พ.ศ. 2503-2504 (1960-1961)  ซึ่งไทยเข้าไปเกี่ยวข้องและมีส่วนในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  และเป็นแรงจูงใจหลักที่ทำให้เกิดการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ1950  ซึ่งถือได้ว่าเป็นบทบาทของแรงภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงเวลาขณะนั้น  อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเศรษฐกิจ เพราะอิทธิพลของทุนนิยมและมหาอำนาจโลก (จำลอง พิศนาคะ : 2525)

ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเป็นรัฐบาลชุดสุดท้ายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่หลังจากนั้น 10 วันก็ลาออก สาเหตุเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการกล่าวขานว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก ซึ่งผลคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับเสียงข้างมาก และได้ตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างหนักจากการเดินประท้วงของประชาชนจำนวนมาก ที่เรียกร้องให้จอมพล ป. พิบูลสงครามและพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อสถานการณ์ลุกลาม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สั่งไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง และเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล ป. ที่ทำเนียบ ทำให้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า "วีรบุรุษมัฆวานฯ" จากเหตุการณ์ดังกล่าว และเห็นว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามขาดความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองแล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  คงเหลือแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพียงอย่างเดียว (เรื่องเดียวกัน)

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยื่นคำขาดต่อจอมพล ป. พิบูลสงครามให้รัฐบาลลาออก แต่ได้รับคำตอบจากจอมพล ป. พิบูลสงครามว่า ยินดีจะให้รัฐมนตรีลาออก แต่ตนจะขอเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเอง  ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้พูดผ่านวิทยุยานเกราะถึงผู้ชุมนุมในเหตุการณ์นี้ โดยมีประโยค "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2500 ประชาชนพากันลุกฮือเดินขบวนบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อไม่พบจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงพากันไปบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็กำลังเตรียมจับกุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏ แต่ไม่ทัน ในคืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำกำลังรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในคืนนั้นเอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ (เรื่องเดียวกัน)

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังรัฐประหารรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร  ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ประกาศยกเลิกสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ เช่น พรรคการเมือง โดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" นโยบาย ได้แก่ การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่น กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล กฎหมายปรามการค้าประเวณี ตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504–2509 มีการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้าประปาถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก" (เรื่องเดียวกัน)

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีฉายาว่า "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" คือ ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันทีหลังบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ การใช้ "รัฐธรรมนูญมาตรา 17" การปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ทั้งเป็นผู้รื้อฟื้นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เช่น จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ  การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์  การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น (เรื่องเดียวกัน)

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง และอีกหลายโรค สิริอายุ 55 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนเดียวที่ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง (เรื่องเดียวกัน)

 

ยุคประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  ปี 2516-2519   ถึงแม้ว่าช่วงนี้ ลักษณะการเมืองไทยจะถูกแช่แข็งไว้ด้วยความเข้มแข็งของ ข้าราชการและทหาร  แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือ  เศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2500  การพัฒนาดังกล่าวทำให้มีการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นใหม่  คือ  วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม  สิ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบใหม่นี้  สืบเนื่องมาจากการขยายตัวทางการศึกษา  เพื่อสร้างคนมาป้อนระบบเศรษฐกิจ  ระบบการศึกษาใหม่ทำให้นักศึกษาถามถึงความชอบธรรมของทหารในการปกครองประเทศ  และพลังที่เรียกว่า  “ ประชาสังคม”   ได้เจริญเติบโตขึ้นในสมัยนี้  กลุ่มนักศึกษาเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มพลังใหม่ที่พัฒนาไปสู่ประชาธิปไตย  การที่ประชาชนมีการศึกษาทำให้ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ซึ่งขัดกับความต้องการของทหาร  โดยขณะนั้นคือยุคของจอมพล ถนอม กิตติขจร  เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 245416 มีนาคม พ.ศ. 2547  เป็น อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศไทย ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (เดวิด เค วัยอาจ :2556)

จอมพล ถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือนเศษ  ซึ่งผู้เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีของจอมพล สฤษดิ์ มาเป็นเวลานาน  โดยทั่วไปจอมพลถนอมถูกมองว่าเป็นคนสมถะ  ค่อนข้างซื่อสัตย์  และเป็นผู้นำไม่ก้าวร้าว  แต่ขาดบุคลิกและความเป็นผู้นำแบบจอมพล สฤษดิ์   โครงสร้างทางการเมืองหรือปรัชญาแบบจอมพล สฤษดิ์ มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ในช่วงเวลานี้ มีพลเอกประภาส จารุเสถียรในฐานะรองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ยืนหยัดข้างจอมพลถนอม  ยุคถนอม – ประภาส  มีลักษณะเด่น คือ ไทยเกี่ยวพันกับสหรัฐอเมริกาและสงครามอินโดจีนเพิ่มมากขึ้น  มีการดำเนินนโยบายการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ถือว่าเป็นการสานต่อความริเริ่มของจอมพล สฤษดิ์ ในการเร่งทำให้ประเทศทันสมัย  การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ยากจะหลีกเลี่ยง  และนับจากการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้น นายทหารที่มาจากคนธรรมดาสามัญที่ครองยศจอมพลสายทหารบก มีด้วยกัน 7 คน  จอมพลถนอมเป็นคนที่ 6 จอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นคนที่ 7 แต่ผู้ที่มีอายุยืนที่สุด คือจอมพลถนอม จึงกลายเป็น "จอมพลคนสุดท้าย" จอมพลถนอมถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อกลางดึก เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปี (จักรวาล ชาญนุวงศ์ : 2507)

หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปและมีรัฐสภา ในปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง จึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหาร และได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดวิจารณ์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนจดหมายในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึง ผู้ใหญ่ ทำนุ เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอมนั่นเอง (เรื่องเดียวกัน)

จอมพล ถนอม กิตติขจรพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516  ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การประท้วงของ นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยในเหตุการณ์ ทหารได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  เป็นเหตุการณ์นองเลือดที่จบลงด้วยชัยชนะของนักศึกษา  เป็นผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ภายหลังเหตุการณ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้เดินทางกลับ แล้วบวชเป็นพระสามเณร เป็นชนวนไปสู่การ ขับไล่ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนโยงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก  จึงเรียกว่า “วันมหา วิปโยค”นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุติการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา และทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นเวลาปีเศษ  หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม จนนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริตต้องเป็นจำนวนมาก  และหลังจากนั้นกองทัพเข้ามามีบทบาทอีกครั้งรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก และการแสดงออกทางการเมืองถูกปิดกั้น คนไทยจำนวนมากรังเกียจความป่าเถื่อนของฉากการเมืองที่เกิดขึ้น หวาดหวั่นกับอนาคตที่ดูเหมือนจะมืดมนของประเทศไทย  อันเกิดจากการถูกสั่นคลอนด้วยความรุนแรงทางการเมือง (เรื่องเดียวกัน)

 

ยุคประชาธิปไตยแบบ Semi Democracy 1980-1990  ประชาธิปไตยครึ่งใบ  คือ  การประนีประนอมระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย  เป็นการเมืองที่ระบบการเมือง อำนาจต่างๆที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชน  แต่เป็นการแบ่งอำนาจกันของฝ่ายทหารกับฝ่ายนักการเมือง  โดนที่ฝ่ายทหารนั้นได้ใช้อำนาจผ่านทางระบบราชการ  และฝ่ายนักการเมืองนั้นใช้อำนาจผ่านทางโครงสร้างของระบบประชาธิปไตยที่พิการ  สืบเนื่องมาจากยุคสมัยการเบ่งบานของประชาธิปไตยเป็นต้นมา  ทำให้ประชาธิปไตยแบบสุดกู่ไม่เป็นที่ยอมรับ ในสังคม   แต่อย่างไรก็ตามสังคมก็ไม่อาจยอมรับการปกครองแบบเผด็จการได้อีก  ระบอบการปกครองจึงมี ทั้งกลุ่มอำนาจเผด็จการและกลุ่มประชาธิปไตยอยู่ด้วยกัน   สาเหตุของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ  เกิดจากการที่อำนาจทหารยังไม่หมดไปจาก สังคมไทยโดยสิ้นเชิง  ถึงแม้วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนจะมีอิทธิพลในประเทศไทยแล้ว  แต่อำนาจของทหารยังไม่หมดไป  จึงเป็นแบบก้ำกึ่งระหว่าง 2 กลุ่ม    (เดวิด เค วัยอาจ :2556)

หลังจากเกิดเหตุการณ์  6  ตุลาคม 2519  ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักธุรกิจและกลุ่ม ธุรกิจสังเกตเห็นว่า  รัฐบาลประชาธิปไตยไม่สามารถมีความมั่นคง  กฎระเบียบ  และรักษากฎหมายได้  ด้วย เหตุนี้ความสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยจึงค่อย ๆ อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว  ประชาชนเริ่มเรียกร้อง รัฐบาลเผด็จการแบบจอมพลสฤษดิ์อีก  และประเด็นที่สำคัญอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลแบบเผด็จการทหาร ยังได้รับการสนับสนุนคือ  ภัยจากคอมมิวนิสต์ที่ในขณะนั้นกำลังเป็นที่หวาดกลัวและคุกคามประเทศไทยอยู่  ดังนั้นประชาชนจึงมองว่ารัฐบาลที่มาโดยระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถจัดการกับปัญหาภัยคุกคามของ คอมมิวนิสต์ได้  ดังนั้นในเดือนตุลาคม  ปี 2520  ทหารจึงเข้าไปรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์  กรัย วิเชียร  ซึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือนลักษณะการเมืองในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ   ในช่วงแรกชนชั้นนำในระบบราชการจะได้ เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ  นักธุรกิจจึงพยายามเข้าเป็นพันธมิตรเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ  โดยในช่วงนี้อำนาจของข้าราชการมีมากกว่านักธุรกิจ  แต่ผลประโยชน์ยังสามารถจัดสรรได้อย่างปรองดอง  ต่อมาผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มธุรกิจกับกลุ่มทหารได้เกิดความแตกแยกกัน  เพราะนักการเมืองและนักธุรกิจเริ่มมีอำนาจมากขึ้นทุกที  และท้าทายอำนาจของข้าราชการ  จนกระทั่งพลเอกเปรม  ซึ่งเป็นรัฐบาล ทหารต้องก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ขึ้น  โดยพลเอกชาติชาย  ชุณหวัน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมืองเป็นครั้งแรก   แต่อย่างไรก็ตามความขัดแย้งระหว่างนักธุรกิจและข้าราชการลุกลามไปมากมาย  แม้ว่านักธุรกิจจะสามารถครอบครองเสียงข้างมากในสภาได้  แต่นักการเมืองกับกองทัพก็มีความขัดแย้งต่อกันหลาย ประเด็น  โดนเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงบประมาณของทหาร  จนในที่สุดฝ่ายผู้นำทหารจึงทำการรัฐประหารใน เดือนกุมภาพันธ์  ปี 2534  โดยคณะทหารที่เรียกตนเองว่า  “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ รสช.  (เรื่องเดียวกัน)

 

ยุคปฏิรูปการเมือง (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535)    คณะรสช.  ได้ให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการปฏิวัติและประกาศจะคืนอำนาจให้แก่ ประชาชนโดยเร็ว  ด้วยการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้ง  แต่หลังจากการเลือกตั้ง ปรากฎว่าได้มีการเชิญพลเอกสุจินดา  คราประยูร  ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะรสช .ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี  ทำให้หลายฝ่ายมองว่าทหารทำการปฏิวัติเพื่ออำนาจของตนเอง  ประชาชนจึงชุมนุมต่อต้าน การดำรงตำแหน่ง  จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดหรือที่เรียกกันว่า  “เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ”  ในปี 2535   ประชาธิปไตยครึ่งใบ  เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย  เป็นการแสดงออกทางการเมืองของชนชั้นกลางและนักธุรกิจเป็นผู้นำ  แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ไม่ยอมรับการปกครองแบบเผด็จการทางทหารอีกต่อไป  จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในยุค อุตสาหกรรมได้ทำให้สังคมพัฒนาและมีช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมือง  การเมืองได้กลายเป็นเกมส์ ที่กระจายไปสู่ผลประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น   หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  ได้นำไปสู่แนวความคิด ใหม่ทางการเมืองของไทย  นั่น คือ  “การเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปการเมือง”  อย่างจริงจัง  เพราะสังคมไม่สามารถยอมรับการปกครองโดยเผด็จการได้อีกต่อไป  ดังนั้นจึงมีแนวทางในการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยให้เป็นกติกาของประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือของผู้ใช้อำนาจดังที่เป็นมาในอดีต  (เรื่องเดียวกัน)

 

ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 

 สืบเนื่องมาจากแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการเมือง ที่มีความเห็นว่าการพัฒนาทางการเมืองของไทย ล้มเหลว จำเป็นต้องมีการทบทวนโครงสร้างระบบการปกครองเสียใหม่โดยเร็วที่สุด  โดยเริ่มจากรัฐบาลนายชวน  หลีกภัย  ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังการเลือกตั้งว่าจะดำเนินการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น   และต่อจากนั้นประธานรัฐสภาได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกว่า  “คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย”  หรือ คพป. โดยมีนายแพทย์ประเวศ  วะสีเป็นประธาน  ทำหน้าที่ศึกษาแนวทางในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญต่อไป  จนกระทั่งดำเนินการเสร็จเสนอต่อ รัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน 2538   ต่อมาเมื่อนายกฯชวนได้ยุบสภาและได้จัดให้มีการเลือกตั้งสภา ผู้แทนราษฎรใหม่  นายบรรหาร  ศิลปะอาชา  ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนว่าจะให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้โดยจะคำนึงถึงข้อเสนอของ คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย  หลังจากนั้นได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง  คือ “คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง” หรือ คปก.   มีนายชุมพล ศิลปะอาชา  เป็นประธาน  เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและ นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา    โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้สามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้เป็นผลสำเร็จ  โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 233 วัน  จากนั้นได้ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา  จนในที่สุดวันที่ 27 กันยายน 2540 ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 7  รัฐสภาจึงได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ...  จากนั้นนาย วันมูหมัดนอร์ มะทา  ประธานรัฐสภา  นายมีชัย ฤชุพันธุ์  ประธานวุฒิสภา  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  นายกรัฐมนตรี  นายชวน   หลีกภัย  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  นายอุทัย  พิมพ์ใจชน  ประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ไพศิษฐ์  พิพัฒนกลุ  เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  และนายพินิต  อารยะศิริ  เลขาธิการวุฒิสภาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย  เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประธานรัฐสภาได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  ประกาศใช้ในราชกจิจานุเบกษา  โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540  ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16  (มานิต จุมปา  : 2540)

 ซึ่งหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วนั้น  กิจการในการบริหารประเทศก็เริ่มจะเป็นไปในทิศทางที่ดี  แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้มากเท่าที่ควร  โดยในขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง  เศรษฐกิจต่างๆ จนในสุดจึงมีบุคคลที่มีความสำคัญต่อประเทศขึ้นอย่าง  ดร. ทักษิณ ชินวัตร  เกิด: 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึง 2549 และเป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 พ.ศ. 2537 ทักษิณ เข้าสู่วงการเมือง สังกัดพรรคพลังธรรม โดยการชักนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2541 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภา จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก สำหรับงานการเมือง ทักษิณใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ก่อนกำหนดเดิม และดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อลดความยากจนในชนบท โดยสามารถลดความยากจนได้ถึงครึ่งหนึ่งภายในสี่ปี   ริเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นครั้งแรกของประเทศ คือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ตลอดจนการกวาดล้างยาเสพติด ซึ่งทั้งหมดช่วยให้ทักษิณมีความนิยมอย่างสูง ทักษิณเริ่มดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ รวมทั้งถนน การขนส่งมวลชน และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หนี้สาธารณะลดลงจากร้อยละ 57 ของจีดีพี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 เหลือร้อยละ 41 ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวงลดลง โดยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เพิ่มขึ้นจาก 3.2 เป็น 3.8 ระหว่าง พ.ศ. 2544 และ 2549  ทักษิณดำรงตำแหน่งจนครบวาระสี่ปี นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งดำรงตำแหน่งจนครบวาระเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ และจากผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ทำให้ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (สุรนันทน์ เวชชาชีวะ : 2557)

ต่อมาได้มีการประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2549 และวันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน คณะทหารซึ่งภายหลังเรียกตนเองว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.  รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ขณะที่ ทักษิณปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ ต่อมาศาลที่คณะทหารแต่งตั้งนั้น ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาโกงการเลือกตั้ง พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ทักษิณและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นเวลาห้าปี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ คตส. ที่ คมช.  แต่งตั้งขึ้น อายัดทรัพย์ของ ทักษิณและครอบครัวในประเทศไทย โดยอ้างว่าเขาร่ำรวยผิดปกติ

ทักษิณ เคยเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551  หลังพรรคพลังประชาชนที่สนับสนุน ชนะการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร แต่ไม่เดินทางไปเพื่อฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรแต่ถูกปฏิเสธ  หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ศาลคดีการเมืองตัดสินจำคุกทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี จากคดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ทักษิณเป็นผู้สนับสนุน  และมีการมองว่า  เป็นผู้ให้การสนับสนุนเงินทุน  อยู่เบื้องหลังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.  ในปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิกถอนหนังสือเดินทางของ ทักษิณ โดยอ้างว่ามีบทบาทในกลุ่ม นปช.  ระหว่างเหตุการณ์ไม่สงบช่วงสงกรานต์ ศาลคดีการเมืองวินิจฉัย ให้ทรัพย์ของ ทักษิณและคนใกล้ชิด มูลค่าราว 46,000 ล้านบาท จากที่ คตส.อายัดไว้ 76,000 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 (เรื่องเดียวกัน)

ซึ่งต่อมาหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งเรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  หรือ คสช. ออกคำสั่งให้ใช้อำนาจของตน ตามบทบัญญัติในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 เพื่อให้ถอดยศ "พันตำรวจโท" ของ ทักษิณเสีย โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558 และให้มีผลในวันถัดไป แต่อย่างไรก็ตามความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศ  มีกระบวนการคิด การวิเคราะห์ถึงวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายที่เข้าถึงความยากจน  รวมทั้งบริการสาธารณะต่างๆ ที่นำพาประเทศไทยให้ทัดเทียมนาๆประเทศอยู่ระยะหนึ่งอย่างท่านทักษิณนั้น ยังคงอยู่ในใจของประชาชนรากหญ้าอยู่โดยทั่วไป

สรุป

การเมืองการปกครองไทยนั้นการเปลี่ยนแปลงของไทยนั้นเกิดจากลัทธิล่าอาณานิคม  ทุนนิยม การเมืองของประเทศตะวันตก  โลกาภิวัตณ์    โดยถือว่าเป็นแรงภายนอก  ตามทฤษฎีแรงภายนอกของ ดร. ทิวากร แก้วมณี 

โดยระบอบการปกครองของไทยนั้นแม้จะเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ยังมีการแทรกแซงอำนาจโดยทหาร  ทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตยไม่มีเสถียรภาพ   ซึ่งทำให้ความเป็นประชาธิปไตยนั้นยิ่งอ่อนแอลงไปทุกขณะ  สิ่งที่จะทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งคือ  ต้องมีการเรียนการสอนที่ให้เข้าใจถึงประชาธิปไตย  รู้สิทธิ  รู้หน้าที่  รับผิดชอบ   แต่อย่างไรก็ตามยังมีบางกลุ่มที่ชอบการปกครองแบบทหาร  เนื่องด้วยว่าสังคมมีความสงบเรียบร้อยดี  หากแต่สิ่งที่บางกลุ่มนั้นเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ดีนั้นหมายความว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่เข้าถึงในความคิดของท่านเหล่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายเอกชุมชน  ทรัพย์พร้อม

รัฐศาสตร์ ป.โท  58064394

ทฤษฎีอำนาจ

 

            อำนาจ  และอำนาจหน้าที่เป็นแนวความคิดหลัก  ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  โดยยิ่งไปกว่านั้นอำนาจ อำนาจหน้าที่ยังเป็นปัญหาสำคัญ  สำหรับการศึกษาวิชาการเมืองตลอดมา  ซึ่งความสนใจหลักในการศึกษาวิชาทางการเมืองได้แก่   การอธิบายว่า  มีการใช้อำนาจและหน้าที่กันอย่างไร  ปัญหาของความขัดแย้งและความร่วมมือกันระหว่างบุคคล  กลุ่มและรัฐบาล  โดยมีคำถามที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาถามกันซ้ำแล้วซ้ำอีก  ก็คือ  อำนาจและหน้าที่มีบทบาทสำคัญอย่างไรในระบบทางการเมือง  มีการใช้อำนาจ อำนาจหน้าที่โดยวิธีใดบ้าง  เพื่อวัตถุประสงค์อะไร  หรือว่า  ใครบ้างที่เป็นผู้ใช้อำนาจ อำนาจหน้าที่ดังกล่าว  และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  คำถามเหล่านี้มักเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง  ตลอดมาของประวัติศาสตร์ของการศึกษาทฤษฎีทางการเมือง

โดยเมื่อกล่าวถึงคำว่า “อำนาจ” คนส่วนใหญ่คงจะรู้สึกคุ้นเคยกับคำๆ นี้เป็นอย่างดีเพราะความสัมพันธ์ทางสังคมที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจดูจะแทรกซึมแผ่ซ่านและปรากฏอยู่ในชีวิตทางสังคมวัฒนธรรมของเราทุกคนตั้งแต่ในจุดเล็กๆ ใกล้ตัวจนไกลตัวออกไป ความสัมพันธ์เชิงอำนาจปรากฏในหลายโครงสร้างสถาบันสังคมนับตั้งแต่ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน สถาบันเศรษฐกิจการเมือง รัฐ และกลไกปฏิบัติการของรัฐด้านอุดมการณ์ เช่นสถาบันการศึกษา ความเชื่อศาสนา สื่อ และกลไกรัฐด้านการบังคับ เช่น ศาล กฎหมาย คุก กองทัพ ตำรวจ และยังพบในความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะต่างๆ  เช่น ระหว่างเพศ วัย ชนชั้น คนชายขอบ ( สุภางค์  จันทวานิช : 2551 )  

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีนักรัฐศาสตร์บางท่าน  พยายามยืนยันว่าการศึกษาวิชาทางการเมือง  เป็นการศึกษาในเรื่องความสัมพันธ์ต่างๆเกี่ยวกับอำนาจ  หากจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  ระหว่างแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ของทฤษฎีการเมืองแบบโบราณหรือแบบปรัชญาอย่างหนึ่ง  กับแบบที่อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ก็คงจะอยู่ที่ท่านนักทฤษฎีดังกล่าว  พัฒนาแนวความคิดเหล่านั้นขึ้นมา  อยู่ที่การสร้างทฤษฎีของตน  และอยู่ที่ความพยายามในการตอบคำถาม  การอธิบาย  การอ้างและการยกขึ้นของทฤษฎีต่างๆ ของแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของ Max WeberKarl MarxC. Wright Mills, Ralph Dahrendorf,  Peter  Blau,   Antonio Gramsci,  Michael Foucault และท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน

 

 

 

 

แม็กซ์ เวบอร์ (Max Weber)

เวเบอร์อธิบายว่าในการพิจารณาความสัมพันธ์ทางสังคมเราต้องเข้าใจคำหลักสองคำนี้คือหนึ่ง อำนาจ  และสอง สิทธิอำนาจ  เวเบอร์ให้ความสำคัญกับสิทธิอำนาจซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมสมัยใหม่ (สมเกียรติ  วันทะนะ : 2557)

                อำนาจ  คือ ความสามารถหรือศักยภาพของบุคคลหรือกลุ่มในสถานภาพหนึ่งๆ ที่จะกระทำการให้บรรลุเป้าหมายความตั้งใจของตนเอง แม้ว่าจะถูกต่อต้านจากบุคคลอื่น อำนาจเชื่อมโยงกับการยอมรับ/เกียรติยศ คนที่มีอำนาจมากก็จะได้รับการยอมรับมาก บุคคลที่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้และความต้องการของตนเองเหนือกว่าความต้องการของผู้อื่นคือผู้มีอำนาจ มีนัยที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางสังคมที่ไม่เท่ากันระหว่างผู้ที่มีอำนาจมากกว่ากับผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า หรือผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ ดังนั้นโดยความหมายนี้อำนาจจึงมีความเกี่ยวข้องกับการครอบงำ

                สำหรับประเภทแบบแผนของอำนาจ เวเบอร์แยกออกได้เป็น 2 แบบ คือ อำนาจบังคับ  กับ อำนาจชอบธรรม  พื้นฐานของอำนาจบังคับตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้กำลังบังคับ ขาดความชอบธรรม ในขณะที่อำนาจชอบธรรมมีการบังคับใช้  ในลักษณะที่มีความชอบธรรมเพราะเป็นอำนาจที่ได้รับการยินยอมและเห็นชอบให้ใช้อำนาจจากผู้อยู่ใต้อำนาจ  (เรื่องเดียวกัน)

                สิทธิอำนาจ  คือ สิทธิโดยชอบธรรมที่จะคาดหวังให้ผู้อื่นเต็มใจเชื่อฟังคำสั่งของตน สิทธิอำนาจมีนัยของระเบียบกฎหมายหรือกฎระเบียบแอบแฝงอยู่ คำว่าสิทธิโดยชอบธรรมแปลว่าสังคมหรือกลุ่มยินยอมให้บุคคลได้รับอำนาจนี้ อำนาจอันชอบธรรมสัมพันธ์กับภาวะผู้นำ  เป็นสิทธิของผู้นำและเป็นความชอบธรรมที่คนอื่นๆ ให้การยอมรับ เช่น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  หรืออำนาจที่มาจากประชาธิปไตย  เวเบอร์อธิบายว่าสิทธิอำนาจมีที่มาได้ 3 แบบ คือ

                1. สิทธิอำนาจตามประเพณี คือ การมีอำนาจตามที่ขนบธรรมเนียมประเพณีกำหนดไว้ สิทธิอำนาจในลักษณะนี้มีที่มาจากความเชื่อตามสังคมประเพณีดั้งเดิม และสังคมปัจจุบัน เช่น การยอมรับระบบบิดาเป็นใหญ่ในครอบครัว สิทธิอำนาจของพระสงฆ์ที่จะนำประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การออกคำสั่งของพ่อแม่ต่อลูก การสืบทอดราชบัลลังก์ของกษัตริย์ เป็นต้น

2. สิทธิอำนาจบนรากฐานบุญบารมี  เป็นสิทธิอำนาจอันเกิดจากคุณลักษณะของผู้นำที่มีบุญบารมีเป็นที่ปรากฏและยอมรับ เช่น ความกล้าหาญ ความมีจริยธรรม ความเสียสละ เป็นต้น เช่น สมเด็จพระนเรศวร  ครูบาศรีวิชัย มหาตมคานธี คนทั่วไปต้องเห็นว่าผู้นำประเภทนี้มีบุญบารมีจึงจะเชื่อถือ

3. สิทธิอำนาจที่อยู่บนหลักเหตุผลหรือกฎหมาย   หมายถึงอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ที่ถูกต้องตามหลักเหตุและผลหรือกฎข้อบังคับที่ถูกกำหนดเอาไว้ เช่น สิทธิอำนาจที่อาจารย์จะให้เกรดกับนักศึกษา สิทธิอำนาจที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำผิด สิทธิอำนาจที่ผู้พิพากษาจะตัดสินคดี เป็นต้น

เวเบอร์อธิบายว่าสิทธิอำนาจทั้งสามแบบเป็นแบบในอุดมคติจะไม่แยกจากกันเด็ดขาด ลักษณะของสิทธิอำนาจจะมีการผสมปนเปกัน บางทีสิทธิอำนาจก็มีฐานที่มามากกว่าหนึ่งแบบผสมกัน (เรื่องเดียวกัน)

 

คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)

                ในการก่อรูปทางสังคมนั้นทฤษฎีของมาร์กซเชื่อว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนล่างที่เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้สังคม มีวิถีการผลิตทางเศรษฐกิจ  เป็นฐานสำคัญเป็นการกำหนดระบบการผลิตในแต่ละยุคสมัยของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์สังคม โดยการจัดการ การควบคุม และการกระจาย ทรัพยากรทุน ที่ดิน เทคโนโลยี แรงงาน เป็นต้น ส่วนโครงสร้างส่วนบนประกอบด้วยการเมือง กฎหมาย ค่านิยมและวัฒนธรรม มาร์กซ์เชื่อว่าโครงสร้างส่วนล่างมีอำนาจในการเป็นตัวกำหนดเนื้อหาและรูปแบบการแสดงออกของโครงสร้างส่วนบน กล่าวโดยสรุปคือ โครงสร้างส่วนบน เป็นเพียงภาพสะท้อนของโครงสร้างส่วนล่าง (สมเกียรติ  วันทะนะ : 2557)

                ในแต่ละสังคมยังประกอบไปด้วยชนชั้นที่สัมพันธ์กันในระบบการผลิตในระบบทุนนิยม ชนชั้นที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองคือ ชนชั้นนายทุน ทำให้ชนชั้นนี้มีอิทธิพลในการกำหนดเนื้อหาและรูปแบบของโครงสร้างส่วนบนมีผลต่อการครอบงำระบบการเมือง กฎหมายและวัฒนธรรมของประชาชนส่วนใหญ่ ให้หันมารับใช้หรือให้ความชอบธรรมแก่โครงสร้างส่วนล่างหรือระบบการผลิตแบบทุนนิยมนั่นเอง

                สำหรับเรื่องชนชั้นนั้นมาร์กซคลาสสิกมีวิธีการจำแนกจากความสัมพันธ์ทางสังคมของแบบวิถีการผลิต ระหว่างผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ได้แก่ ทุน ที่ดิน และแรงงาน ในระบบการผลิตหนึ่งๆ กับผู้ผลิต ซึ่งหมายถึงกรรมกร ผู้ยากไร้ที่จำเป็นต้องขายแรงงานให้กับผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหนึ่งๆ ในสังคม คนกลุ่มแรกหมายถึงชนชั้นนายทุน ส่วนคนกลุ่มหลังหมายถึงชนชั้นกรรมมาชีพ หรือ กรรมกร ที่เป็นผู้ผลิต ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชนชั้นนี้เป็นความสัมพันธ์เชิงขัดแย้ง  ไม่เท่าเทียมกันเนื่องจากชนชั้นกรรมมาชีพถูกกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบแรงงานโดยชนชั้นนายทุน ในระบบการผลิตแบบทุนนิยม การครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว  เป็นหัวใจสำคัญของการนำไปสู่การเกิดชนชั้นและชนชั้นนำไปสู่การขัดแย้งเชิงอำนาจ ส่วนสาเหตุที่กรรมกรจำนวนมากยังคงยินดีที่จะอยู่ในระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม เป็นเพราะเกิดจิตสำนึกจอมปลอม ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการผลิตในระบบทุนมีการควบคุมและครอบงำทางอุดมการณ์ที่ค่อนข้างทรงประสิทธิ์ภาพ ทำให้ชนชั้นกรรมมาชีพหลงใหลได้ปลื้มกับระบบทุนนิยมโดยไม่ตระหนักถึง หรือมองเห็นความสัมพันธ์ที่เอารัดเอาเปรียบของนายทุนผ่านระบบการผลิต (เรื่องเดียวกัน)

                ในความสัมพันธ์ที่เป็นปรปักษ์และขัดแย้งกันนี้ มาร์กซ์มองว่ารัฐก็มีบทบาทอยู่ด้วย แต่เป็นบทบาทในเชิงลบ กล่าวคือ รัฐเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำหน้าที่ครอบงำชนชั้น  โดยการที่ชนชั้นหนึ่งครอบครองอำนาจในระบบการปกครองทางการเมือง ชนชั้นนายทุนคือชนชั้นที่ครองอำนาจนั้น ชนชั้นนายทุนใช้รัฐและสถาบันในสังคมครอบงำชนชั้นแรงงาน เมื่อความขัดแย้งรุนแรงถึงที่สุด ชนชั้นแรงงานก็จะทำการปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือครอบงำนี้ รัฐที่ยอมให้นายทุนเข้าครอบงำเป็นรัฐที่เสื่อมถอยหรือด้อยกำลังวังชา  (เรื่องเดียวกัน)

 

ซี ไรท์ มิลส์ (C. Wright Mills)

                ซี ไรท์ มิลส์ ถือได้ว่าเป็นนักสังคมวิทยาชาวอเมริกันคนแรกที่รับเอาความคิดของมาร์กซ์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักสังคมวิทยาอเมริกันจะนิยมความคิดของเวเบอร์ งานเขียนที่สำคัญของมิลส์คือ เรื่องชนชั้นผู้นำ  หรืออาจแปลได้ว่าหมายถึงคนระดับนำที่มีอำนาจ คือชนชั้นปกครองที่ประกอบไปด้วยนักธุรกิจ กลุ่มการเมือง และผู้นำทางการทหาร การใช้อำนาจของคนเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจเชิงสถาบันมากกว่าส่วนบุคคล มิลส์ได้วิเคราะห์ว่ากลุ่มอำนาจทั้งสามที่รวมตัวกันเป็นชนชั้นผู้นำนี้ ขาดความรู้สึกรับผิดชอบ  ต่อประชาชน แต่พึ่งพาอาศัยกันเพื่อกุมอำนาจได้อย่างสมบูรณ์ เป็นคนกลุ่มที่มีภูมิหลังทางสังคมและการศึกษาเหมือนกัน จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ผู้นำสูงสุดทางการทหารหรือนักธุรกิจที่รวยมากๆ จะกลายเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้นอกจากจะยึดกุมอำนาจแล้วยังทำทุกอย่างเพื่อตนเอง งานชิ้นนี้ของมิลส์จึงเป็นงานที่วิเคราะห์ชนชั้นนายทุนในสังคมอเมริกันอย่างไม่เกรงใจใคร (รัตนา  โตสกุล : 2548 )

 

ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralph Dahrendorf)

                ดาห์เรนดอร์ฟเสนอแนวคิดนีโอมาร์กซิสต์  ในเรื่องความขัดแย้ง สิทธิอำนาจ และกลุ่มสังคมดังนี้

                1. ความขัดแย้งในหนังสือเรื่อง Class and Class Conflict in Industrial Society (1967) ดาห์เรนดอร์ฟได้เสนอความคิดของเขาว่า สังคมดำรงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของผลประโยชน์และความกดดันจากพลังบีบบังคับ ความขัดแย้งและความสมานฉันท์  เป็นความจำเป็นพื้นฐานของกันและกันให้สังคมดำรงอยู่ได้ ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากการเป็นหรือไม่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่อยู่ที่สิทธิอำนาจ  ที่คนกลุ่มหนึ่งมีเหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง

                2. สิทธิอำนาจ  อำนาจไม่ได้มีอยู่ในตัวปัจเจก  แต่อยู่ที่ตำแหน่งในสังคมของบุคคล แต่ละตำแหน่งในสังคมมีอำนาจไม่เท่ากัน ผู้มีอำนาจ คือ ผู้มีอำนาจเหนือกว่า  เขาคาดหวังว่าจะควบคุมผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ  คนสองกลุ่มนี้มีผลประโยชน์ที่มีเนื้อหาและทิศทางที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะรักษาสถานภาพตามที่เป็นอยู่  ส่วนผู้ที่อยู่ใต้อำนาจจะแสวงหาความเปลี่ยนแปลง ทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชะนีที่ไม่เหมือนกัน ผลประโยชน์ประกอบด้วยผลประโยชน์แอบแฝง  เป็นผลประโยชน์ตามบทบาทที่มิได้สำนึก กับผลประโยชน์ที่ปรากฏชัด  คือผลประโยชน์แอบแฝงที่กลายเป็นสิ่งที่มีความสำนึก

                3. กลุ่มสังคม กลุ่มสังคมมี 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มเสมือนกลุ่ม  รวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว กลุ่มผลประโยชน์  คือ กลุ่มที่มีแบบแผนพฤติกรรมร่วมกัน เป็นตัวแทนที่แท้จริงของความขัดแย้ง ภายในกลุ่มจะประกอบด้วยโครงสร้าง ลักษณะองค์กร จุดมุ่งหมาย และสมาชิก และกลุ่มขัดแย้ง  เป็นกลุ่มที่ดำเนินการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม เมื่อความขัดแย้งถึงที่สุด การเปลี่ยนแปลงจะมีลักษณะรุนแรงและฉับพลัน (รัตนา  โตสกุล : 2548 )

                ทฤษฎีความขัดแย้งของดาห์เรนดอร์ฟ ให้ชื่อโมเดลว่า Dialectical Conflict Perspective ในทัศนะของดาห์เรนดอร์ฟ องค์การสังคมคือ imperatively coordinated association เรียกย่อๆ ว่า ICA องค์การนี้มีขนาดต่างๆ อย่างองค์การสังคมโดยทั่วไป ตั้งแต่กลุ่มสังคม ชุมชน ไปจนถึงสังคมมนุษย์ องค์การแต่ละขนาดประกอบด้วยบทบาทจำนวนหนึ่ง แต่ละบทบาทจะมีอำนาจบังคับผู้อื่นจำนวนหนึ่ง ดังนั้นในสายตาของดาห์เรนดอร์ฟ องค์การสังคมหรือไอซีเอของเขาเป็นเรื่องของความสัมพันธ์อำนาจและอำนาจในองค์การถือได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจ  เพราะบทบาทเหล่านี้เป็นตำแหน่งที่ยอมรับกันในองค์การ ดังนั้นความเป็นระเบียบทางสังคมจะดำรงอยู่ได้ก็โดย การพยายามซ่อมบำรุงกระบวนการสร้างความสัมพันธ์แห่งสิทธิอำนาจเอาไว้ สาเหตุของการขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงในสังคม เกิดจากการที่บางครั้งอำนาจมีอยู่น้อย หายยาก กลุ่มย่อยต่างๆ ในไอซีเอจึงต้องแข่งขัน ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งอำนาจอันน้อยนั้น (เรื่องเดียวกัน)

 

ปีเตอร์ เบลา (Peter  Blau)

                อันที่จริง สิ่งที่เราเรียกว่า ทฤษฎีอำนาจของเบลา ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีแลกเปลี่ยนใหญ่ที่นำมาใช้กับชีวิตสังคมโดยทั่วไปนั่นเอง ดังที่เราทราบเรื่องของอำนาจ  เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสังคมที่ขาดไม่ได้ สำหรับเบลาแล้วคนที่มีอำนาจ คือคนที่สามารถทำให้ผู้อื่นในความสัมพันธ์แลกเปลี่ยน ยอมตาม  เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้มีอำนาจสามารถ “ดึง” บริการอันเป็นประโยชน์เอาไว้ หรือลงโทษ คิดราคาค่าบริการแพงขึ้นได้ตามใจ ตามความคิดของเบลา บุคคลจะมีอำนาจขนาดต่างๆ กันได้ สี่ระดับดังนี้

                1. ยิ่งคนสามารถสนองคืนบริการแก่บุคคลผู้ให้บริการมีคุณค่าได้มากเท่าใด ผู้ให้บริการก็จะยิ่งไม่สามารถบังคับให้ผู้สนองบริการยอมตามได้เพียงนั้น

                หมายความว่า ผู้ให้บริการมีค่าจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใดเหนือผู้สนองบริการ ขึ้นอยู่กับการที่ผู้สนองบริการจะสามารถตอบแทนบริการมีค่าของผู้ให้ได้มากน้อยแค่ไหน หากผู้ให้บริการมีค่าให้มาก แต่ผู้สนองใช้คืนได้น้อย ผู้ให้ก็มีอำนาจมาก ถ้าผู้สนองใช้คืนได้มาก ผู้ให้ก็มีอำนาจน้อย และถ้าผู้สนองใช้คืนได้หมดเลย (มีมูลค่าเท่ากัน) ผู้ให้ก็ไม่มีอำนาจเหนือผู้สนอง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับดังกล่าวนี้จึงมีลักษณะเป็นสหสัมพันธ์เชิงลบ 

                2. ยิ่งบุคคลสามารถหาแหล่งรางวัลเป็นทางเลือกได้มากเพียงใด ผู้ให้บริการมีค่าก็จะยิ่งไม่สามารถบังคับคนให้ยอมตามได้มากเพียงนั้น

                3. ยิ่งผู้รับบริการมีค่าสามารถใช้กำลังบังคับขู่เข็ญผู้ให้บริการได้มากเพียงใด ผู้ให้บริการก็ยิ่งไม่สามารถบังคับให้ผู้รับบริการยอมตามได้มากเพียงนั้น คือ ถ้าผู้รับบริการสามารถใช้กำลังตอบโต้ผู้ให้บริการมีค่าได้แล้ว ผู้ให้บริการก็ไม่สามารถมีอำนาจเหนือผู้รับบริการได้

                4. ยิ่งผู้รับบริการมีความสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ต้องพึ่งพาบริการนั้นได้มากเพียงใด ผู้ให้บริการก็ยิ่งไม่สามารถบังคับให้ผู้รับบริการยอมตามได้มากเพียงนั้น คือ ไม่สามารถจะก่อให้เกิดอำนาจขึ้นมาได้ ผู้ให้บริการก็ไม่สามารถมีอำนาจเหนือผู้รับบริการได้  (สมเกียรติ  วันทะนะ : 2557)

                กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีอำนาจของ ปีเตอร์ เบลา กล่าวว่า อำนาจของบุคคล  เกิดจากบริการมีค่า เหนือบุคคลผู้ไม่สามารถตอบสนองทดแทน เหนือบุคคลผู้ไม่มีทางเลือกอื่น เหนือบุคคลผู้ไม่สามารถใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ ตอบโต้ และเหนือบุคคลผู้ต้องพึ่งพาบริการนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ อำนาจเหล่านี้จึงเป็นอำนาจบังคับ เพราะเกิดในความสัมพันธ์ทางสังคม และอธิบายโดยอาศัยความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนที่วางหลักใหญ่ไว้ล่วงหน้า

 

อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci)

อันโตนิโอ กรัมชี  ได้อธิบายถึงอำนาจโดยใช้กำลังบังคับและการสร้างความยินยอมพร้อมใจ โดยการวิเคราะห์กลไกรัฐว่ามีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือสำหรับกลไกด้านการปราบปรามนั้นจะหนักมือไปที่กลยุทธการใช้กำลังบังคับ  เช่น หากมีการเดินขบวนชุมนุมประท้วง ทางเลือกหนึ่งของชนชั้นปกครองก็อาจเป็นการใช้กำลังตำรวจบุกจับแกนนำผู้ประท้วงมาคุมขัง ฯลฯ อย่างไรก็ดี กรัมชีย้ำว่า ในการใช้กำลังบังคับเช่นนี้อาจได้ผลแบบชั่วคราว เนื่องจากว่ายิ่งมีการปราบปรามมากเท่าใด ก็ยิ่งมีกระบวนการต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ กรัมชีจึงสรุปว่า เส้นทางที่ชนชั้นปกครองมักใช้ควบคู่กันไปก็คือ กระบวนการสร้างความยินยอมพร้อมใจ  โดยผ่านกลไกของรัฐด้านอุดมการณ์ อันถือเป็นกลยุทธ์ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ที่ถูกปกครองทั้งหลาย (สมเกียรติ  วันทะนะ : 2557)

อำนาจครอบงำ คือ การครอบงำของชนชั้นหนึ่งโดยใช้วิธีการทางการเมืองและอุดมการณ์ประสานเข้าด้วยกัน กล่าวคือ มีคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจครอบงำคนอื่นและลักษณะการครอบงำเกิดขึ้นในระดับชนชั้น คือนำเอาวิธีทางการเมืองผสมเข้ากับเรื่องอุดมการณ์ ใช้วิธีทางการเมืองทำให้เกิดการยอมรับอำนาจเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของอุดมการณ์ ทำให้เกิดสำนึกเรื่องชนชั้นตามอุดมการณ์ที่สอดใส่ การครอบงำนี้ปกติจะใช้การครอบงำทางการเมืองแต่วิธีการครอบงำที่ไม่ให้เกิดปัญหาต้องทำในระดับอุดมการณ์คนจะได้รู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ อุดมการณ์จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดการยอมรับชนชั้นที่เป็นคนส่วนใหญ่ การรักษาดุลระหว่างการบังคับกับการทำให้เกิดการยอมรับจะแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม บางสังคมก็จะบังคับมาก บางสังคมก็พยายามทำให้เกิดการยอมรับมาก สังคมที่บังคับมากคือ สังคมเผด็จการ และสังคมทุนนิยม ซึ่งกรัมชี่เห็นว่ารัฐเป็นตัวการสำคัญในการสร้างพลังบังคับ  กรัมชี่เสนอว่า อำนาจครอบงำ  ต่างจากอำนาจบังคับข่มขู่  เพราะเป็นอำนาจผ่านกระบวนการนิติบัญญัติหรือบริหาร แสดงออกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใช้อำนาจครอบงำเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม ถูกใช้โดยชนชั้นปกครอง ปัญญาชนที่รับใช้นายทุนเข้าไปสู่ฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมและได้รับการยอมรับจากมวลชน (เรื่องเดียวกัน)

กรัมชี่วิเคราะห์สังคมออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือรัฐผู้ใช้อำนาจในการบังคับ อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า ประชาสังคม  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการยอมรับ กรัมชี่บอกว่าการยอมรับเกิดจากการครอบงำทางอุดมการณ์ที่สถาบันต่างๆ ในประชาสังคมสร้างขึ้นและรับไว้ กรัมชี่ระบุว่าประชาสังคมเป็นตัวครอบงำความคิดของพลเมือง สถาบันเหล่านี้ได้แก่ครอบครัว โรงเรียน สถาบันศาสนาและสื่อ ดังนั้นประชาสังคมจึงเป็นเครื่องมือในการปกครองครอบงำของชนชั้นนายทุน สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลานาน ประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมทำหน้าที่ปกป้องทุนนิยมจากการปฏิวัติหรือการต่อสู้ (เรื่องเดียวกัน)

                สำหรับกรัมชีนั้น “อำนาจ” ไม่เคยมีลักษณะแบบหยุดนิ่งหรือเกิดขึ้นแบบ “ม้วนเดียวจบ”  ตรงกันข้าม ปฏิบัติการทางอำนาจจะอยู่ในรูปของ กระบวนการกลายมาเป็น (the process of becoming) เสมอ ซึ่งกรัมชีได้อธิบายสภาวการณ์ดังกล่าวในแนวคิด “อำนาจนำ” ซึ่งกรัมชีได้จำแนกกลยุทธ์ของการครอบครองอำนาจนำออกเป็น 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่

                1) การครอบครองอำนาจนำทางการเมือง  หมายถึง การสถาปนาระบบการเมืองหนึ่งๆให้กลายเป็นระบบหลักของสังคม ฉะนั้นระบบการเมืองแบบอื่นๆ ก็จะหมดความชอบธรรมไปโดยปริยาย ซึ่งหากใครคิดขัดแย้งกับระบบหลักนี้ก็จะถูกมองในแง่ลบว่าเป็นปฏิปักษ์

                2) การครอบครองอำนาจนำทางวัฒนธรรม  หมายถึง กระบวนการสถาปนาวัฒนธรรมหลักหรือระบบความคิดหลักขึ้นในสังคม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเห็นพ้องต้องกัน  ทั้งนี้ การผลิตและเผยแพร่วัฒนธรรมหลักดังกล่าวนี้ จะมีสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความคิด จิตสำนึก ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของมวลชน (เรื่องเดียวกัน)

การมีสำนึกซ้อน กรัมชี่เชื่อว่าการครอบงำด้วยอำนาจแบบ hegemony จะไม่สมบูรณ์ กรัมชี่ยืนยันว่าชนชั้นปกครองหรือชนชั้นครอบงำจะไม่สามารถครอบงำได้สมบูรณ์แม้ในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน เหตุผลที่ครอบงำไม่ได้เป็นเพราะเรื่องการมีสำนึกซ้อน คนสามารถที่จะมีสำนึกได้สองส่วน โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน สำนึกซ้อนจะเกิดขึ้นในชนชั้นแรงงานคือ ชนชั้นแรงงานจะมีสำนึกทั้งส่วนที่ถูกครอบงำโดยนายทุนและส่วนที่ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ปฏิวัติ ในสองส่วนนี้กรัมชี่กล่าวว่าในที่สุดแล้วสำนึกซ้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่สังคมทุนนิยมจะถูกโค่นล้มและชนชั้นแรงงานจะสามารถสร้างอุดมการณ์ของกลุ่มขึ้นมาได้เอง (เรื่องเดียวกัน)

                การต่อสู้ทางชนชั้น กรัมชี่คิดว่าชนชั้นแรงงานเป็นชนชั้นที่น่าเห็นใจ เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติการปฏิวัติไปได้ตามลำพัง ชนชั้นแรงงานต้องการคนมาช่วยเหลือและคนที่จะเข้าไปช่วยเหลือชนชั้นแรงงานคือ ปัญญาชน ถ้าปราศจากกลุ่มปัญญาชนเข้ามาช่วยจะไม่เกิดการต่อสู้ทางชนชั้น กรัมชี่สรุปว่า ในที่สุดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นจะเป็นการต่อสู้ระหว่างปัญญาชนในชนชั้นแรงงานกับปัญญาชนในชนชั้นนายทุน การต่อสู้ไม่ได้เป็นแบบนองเลือด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจ

 

มิเชล ฟูโกต์ (Michael Foucault)

ฟูโกต์มองอำนาจเป็นความสัมพันธ์ในเครือข่ายของความรู้-อำนาจ อำนาจถูกกระทำจากหลายๆ จุดในโครงสร้างทางสังคม  ไม่ได้มาจากจุดยอดของสังคม หรือไม่ได้มาจากการแบ่งขั้วของสังคมเป็นผู้ปกครอง-ถูกปกครอง ความสัมพันธ์ของอำนาจเป็นความสัมพันธ์พื้นฐาน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ขั้นสองที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความรู้ หรือเพศ แต่แฝงฝังอยู่ด้วยกันกับความสัมพันธ์ดังกล่าว (รัตนา  โตสกุล : 2548 )

ฟูโกต์ได้ให้คำนิยามของ “อำนาจ” แตกต่างจากที่เคยเข้าใจกันมาโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ อำนาจไม่ใช่แรงที่ใช้บังคับ แต่ทว่าเป็นกลวิธีเกี่ยวกับการทำหน้าที่แบบต่างๆ อำนาจนี้ไม่ได้เกิดมาจากมิติเศรษฐกิจ-การเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นเครือข่ายเล็กๆที่กระจายตัวในที่ต่างๆ  กล่าวคือ อำนาจไม่ใช่เรื่องที่นายทุนกระทำแก่คนงานหรือรัฐกระทำแก่ประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่คนทุกคนต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง นั่นก็คือถ้าไม่เป็นผู้ใช้อำนาจก็ต้องเป็นผู้ถูกใช้อำนาจ และการนำเสนอที่เดินสวนทางกับความเข้าใจที่เคยมีมาเกี่ยวกับอำนาจก็คือ ฟูโกต์เสนอว่าอำนาจไม่เพียงแต่เก็บกดเท่านั้นหากแต่ยังสร้าง creat อีกด้วย และสิ่งสำคัญที่อำนาจสร้างขึ้นมาก็คือ “ความจริง” หน้าที่สำคัญของอำนาจจึงเป็นการสร้างความจริง  เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนมีอำนาจพูดจึงเป็นความจริงเสมอ ดังที่ฟูโกต์ได้พิสูจน์ให้เห็นอำนาจของแพทย์ นักวิชาการ การจิตวิทยา สถานพยาบาล ตำรวจ กฎหมาย ฯลฯ ในการความจริงเกี่ยวกับสุขภาพความปลอดภัยระเบียบ การศึกษา และอื่นๆ (เรื่องเดียวกัน)

การค้นพบหรือคุณูปการที่สำคัญที่สุดของฟูโกต์ก็คือ การเชื่อมโยงการศึกษาเรื่องความรู้-อำนาจเข้ากับการควบคุมชีวิตมนุษย์ในโลกยุคสมัยใหม่ทัศนะเสนอ  ที่สำคัญของฟูโกต์ก็คือโลกยุคสมัยใหม่คือการเปลี่ยนแปลงความคิดรูปแบบกลไกของอำนาจ จากการใช้อำนาจอย่างสมบูรณ์  ขององค์อธิปัตย์  ในการกำหนดชีวิต  มาเป็นอำนาจในการกำกับดูแล บริหารจัดการ 2 สิ่งคือ

1) การกำกับบริหารจัดการร่างกายและกายวิภาคของคน 

2) การกำกับดูแลบริหารจัดการเรื่องชีวิตของประชากรในรัฐหรือสังคมนั้นๆ 

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้และกลไกในการพัฒนา  กำกับดูแล  การบริหาร  การจัดการ  การแทรกแซง  ในมิติต่างๆ ของคนและประชากรอย่างกว้างขวาง เช่น ด้านวินัยและการลงโทษ การกำกับเรื่องเพศของปัจเจกบุคคลและองค์รวมคือประชากร เป็นต้น และอำนาจหรือการปกครองในยุคสมัยใหม่ก็คือ มิติของการปกครองด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณต่อบุคคล  ซึ่งอำนาจเชิงวิญญาณนี้ หมายถึง การที่อำนาจสมัยใหม่ดึงเอาความเป็นตัวตน และความเป็นบุคคลของมนุษย์ให้เด่นชัดออกมา อำนาจแบบนี้อาศัยทั้งความเต็มใจ ความรู้ ความรู้ตัวเอง และการยอมรับว่าความรู้นี้เป็นของปัจเจกบุคคลจริง “รูปแบบอำนาจนี้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการจำแนกประเภทให้กับบุคคล บ่งความเป็นปัจเจกชนให้กับเขา ผูกพันตัวตนของเขาเข้ากับอัตลักษณ์ กดครอบกฎเกณฑ์ความจริงให้กับเขา ซึ่งเขาต้องยอมรับ และคนอื่นก็ต้องยอมรับว่าดำรงอยู่ในตัวเขาด้วยเช่นกัน” (เรื่องเดียวกัน)

                ฟูโกต์ นำแนวคิดเรื่องอำนาจมาผูกโยงกับแนวคิดอื่นๆ เช่น ความรู้ ความจริง ประวัติศาสตร์ กิจกรรมที่กระทำอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องมองดู การใช้อำนาจบนร่างกาย รวมทั้งเรื่องอำนาจกับอัตลักษณ์ เช่น เมื่อเราเข้าไปเป็นคนใช้หรือติดคุกเราก็จะถูก “รื้อถอน” อัตลักษณ์เดิมออกไปด้วยกลวิธีต่างๆ เช่น เปลี่ยนชื่อของเราเป็นหมายเลข ถอดเครื่องแต่งตัวออกเป็นสวมชุดนักโทษ เมื่อถูกถอดถอนอัตลักษณ์เดิมออกไปก็เท่ากับเราได้ถูกปลดอำนาจออกไปด้วยโดยปริยาย เป็นที่น่าสนใจว่าคนไทยมีความคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรี” อยู่มากซึ่งอาจจะเทียบเคียงได้กับเรื่องอำนาจและอัตลักษณ์ (เรื่องเดียวกัน)

                สรุปได้ว่า อำนาจในแนวคิดหลังสมัยนิยมเป็นความสัมพันธ์ในเครือข่ายของความรู้-อำนาจ-ความจริง-ประวัติศาสตร์ และถูกกระทำได้จากหลายๆ จุดในโครงสร้างทางสังคม อำนาจไม่เพียงแต่กดทับเท่านั้นหากแต่ยังสร้างอีกด้วย และสิ่งสำคัญที่อำนาจสร้างขึ้นมาก็คือ “ความจริง” รูปแบบอำนาจนี้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการจำแนกประเภทให้กับบุคคล บ่งความเป็นปัจเจกชนให้กับเขา ผูกพันตัวตนของเขาเข้ากับอัตลักษณ์ กดครอบกฎเกณฑ์ความจริงให้กับเขา ซึ่งเขาต้องยอมรับ และคนอื่นก็ต้องยอมรับว่าดำรงอยู่ในตัวเขาด้วยเช่นกัน

 

สรุป

ความปรารถนาของคนเรานั้นมีหลากหลาย บ้างก็อยากมีชื่อเสียง บ้างก็อยากมีทรัพย์สินเงินทอง บ้างก็อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความอยากได้สำหรับบางคนก็เกิดจากใจตนเอง แต่บางคนความอยากได้ของเขาเกิดจากคล้อยตามผู้อื่น ความปรารถนาสร้างแรงขับเคลื่อนภายใจ จึงทำให้ต้องแสวงหาสิ่งที่ตนอยากได้ อยากมี  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาอำนาจ  เพื่อที่จะทำประโยชน์ให้กับตนนั้นเอง

                อำนาจจึงเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เลื่อนไหลไปมาบนพื้นที่ของสังคม อำนาจไม่ได้ผูกขาดเบ็ดเสร็จโดยกลไกอำนาจรัฐที่ใช้บังคับ มันไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าไปยังจุดที่เล็กและที่คุ้นเคยที่สุดและจุดที่มีขอบข่ายที่กว้างที่สุดในความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มันอยู่ทุกที่ อำนาจไม่ได้เป็นสมบัติของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันเป็นของทั้งคนจนและคนรวย เป็นของผู้อ่อนแอและเข้มแข็ง อำนาจเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนที่เป็นทางการกับไม่เป็นทางการในการสร้างระบบการควบคุมทางสังคมและการผลิตวัฒนธรรมอำนาจ รูปแบบของการใช้กำลังบังคับ และความรุนแรงล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตของการสร้างวัฒนธรรมในแต่ละสังคม ในทางกลับกันการใช้กำลังบังคับและความรุนแรงก็เป็นสัญลักษณ์ทางสังคมที่สะท้อนเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  อำนาจที่จะควบคุมผู้อื่น ในสังคมโลกจะมีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ หลายประเทศพยายามรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจ เพราะอำนาจทำให้สามารถสร้างความเอารัดเอาเปรียบ สร้างกฏระเบียบที่ตนเองได้ประโยชน์ เราเรียกประเทศเหล่านี้ว่าประเทศมหาอำนาจ เขามีอำนาจทางอาวุธและเศรษฐกิจทำให้ประเทศที่อ่อนแอกว่าต้องยอมจำนน 

อำนาจไม่เพียงแต่ปรากฎอยู่ในระดับโลกที่กล่าวแล้ว แต่อำนาจยังปรากฏอยู่กับปัจเจกบุคคลด้วย หลายคนพึงปรารถนาอำนาจ หลงเสน่ห์ของอำนาจ บางคนเสพติดอำนาจจนเสียคนไป เขารู้สึกมีความสุข มีความรู้สึกดีที่เขามีคนอยู่ใต้อำนาจของเขา เขามีความรู้สึกดีเป็นพิเศษเมื่อมีคนคอยพินอบพิเทา แต่ทันทีที่เขาสูญเสียอำนาจ เขาเหมือนคนที่ติดยาเสพติด เขาจะกลายเป็นคนละคน บุคคลที่เสพติดอำนาจมันสร่างอยากกว่าการเสพติดอย่างอื่น เราไม่สงสัยเลยเพราะอะไรคนเราจึงแสวงหาตำแหน่งเฉพาะอย่างยิ่งในระบบราชการ มีการซื้อตำแหน่งในราคาแพง มีการแย่งตำแหน่ง ชิงไหวชิงพริบที่จะได้ตำแหน่งทางการเมือง ปากจะพูดว่าอยากได้ตำแหน่งเพื่อประดับเกียรติในวงศ์ตระกูล แต่ความจริงแล้วมีวาระซ่อนเร้น แต่เพื่อเป็นความยุติธรรมจะต้องพูดว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนั้น เพียงแต่หาคนที่ไม่ใช้อำนาจในทางที่เห็นแก่ได้ยากมาก เพราะอำนาจนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ผลประโยชน์เฉพาะอย่างยิ่งนารีที่ตามมามากมาย 

แต่เมื่อใดอำนาจถูกใช้ไปในทางสร้างสรร มีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ สร้างความยุติธรรม ความเที่ยงตรง ความชอบธรรมแก่ประเทศ สังคม ในที่ทำงาน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนคนเดียว หรือหมู่คณะของตน อำนาจก็จะเป็นประโยชน์  บุคคลที่ยึดความชอบธรรม ความเที่ยงตรง และความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้จะค้ำชูอำนาจของเขา ในใจของผู้คนตลอดไป

 

อ้างอิง

สุภางค์  จันทวานิช. ทฤษฎีสังคมวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551.

รัตนา  โตสกุล. มโนทัศน์เรื่องอำนาจ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาสังคมวิทยา, 2548.

สมเกียรติ  วันทะนะ. ทฤษฎีอำนาจ. กรุงเทพฯ: สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2557.

           

 

 

นายเอกชุมชน  ทรัพย์พร้อม

รัฐศาสตร์ ป.โท  58064394

 

ทฤษฎีประชานิยม

 

ประชานิยม" เป็นคำที่แปลมาจากคำว่า populism ในภาษาอังกฤษ แรกเริ่มเดิมทีนั้นคำนี้เป็นศัพท์เฉพาะที่หมายถึงขบวนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1890 ในช่วงนั้นมีการรวมตัวกันของเกษตรกรรายย่อยซึ่งไม่พอใจแนวทางการพัฒนาประเทศที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของบริษัทใหญ่ ๆ พวกเขารวมตัวกันก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาในชื่อว่า "พรรคประชาชน" ในยุคที่ใกล้เคียงกันนี้ที่รัสเซียได้เกิดขบวนการนารอดนิก  ของนักศึกษาปัญญาชนรัสเซียที่ลงไปเคลื่อนไหวเพื่อปลุกระดมชาวนาในชนบทด้วย คำว่า populism จึงเป็นคำที่ใช้เรียกขบวนการนารอดนิกด้วย (อเนก  เหล่าธรรมทัศน์ : 2549 )

ในประเทศไทยแต่เดิมนักวิชาการมักจะใช้ทับศัพท์ว่าป็อปปูลิสต์หรือ พ็อพพิวลิสม์ (populism) ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้คำศัพท์ “ประชานิยม” ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในเวทีวิชาการจากการนำเสนอของ พิชิต ลิขิตกิจสมบูณ์ และนิพนธ์ พัวพงศกร ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2544 และตั้งแต่นั้นมาคำว่าประชานิยมก็ใช้กันอย่างแพร่หลายในเชิงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทางการเมืองของรัฐบาลทักษิณเป็นหลัก หลังการอภิปรายไม่ถึงสองอาทิตย์ได้ปรากฏคำว่า “ประชานิยม” เป็นภาษาเขียนครั้งแรกในบทความที่เขียนโดยเกษียร เตชะพีระ ที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 ตั้งแต่นั้นมาคำนี้ก็ใช้กันอย่างกว้างขวาง (เรื่องเดียวกัน)

ประชานิยมหรืออาจใช้ชื่อเรียกอย่างอื่นๆ มักถูกออกแบบมาในลักษณะของการนำเงินของรัฐ หรือภาษีประชาชน  ไปใช้เพื่อแลกกับความนิยม คะแนนเสียง สร้างความพอใจ และสร้างทัศนคติให้ประชาชนเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ประชาชนมีฐานะเป็นเพียง “Subject” หรือ “ผู้ถูกอุปถัมภ์” ของ ”ผู้ปกครอง” ไม่ใช่ “พลเมือง (Citizen)” การนำนโยบายประชานิยมมาใช้อย่างขาดจิตสำนึก และขาดความรับผิดชอบ อาจจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว ลดทอนความสามารถในการแข่งขัน สร้างภาระทางการคลังที่อาจนำมาสู่วิกฤติฐานะทางการคลังได้ในอนาคต การใช้นโยบายประชานิยมอาจทำให้สังคมอ่อนแอลง ประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือ อาจขาดความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือตนเอง แต่ต้องแยกแยะให้ออกว่า นโยบายไหนเป็นประชานิยมที่ดี และอันไหนจะสร้างปัญหา นโยบายไหนเป็นสวัสดิการโดยรัฐ

หากรัฐบาลไหนก็ตาม ต้องการใช้นโยบายประชานิยมหรือนำเสนอสวัสดิการเพิ่มเติม รัฐบาลต้องตอบคำถามว่า จะหาเงินมาจากไหนเพื่อรองรับมาตรการการใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งการตอบโจทย์ในข้อนี้ ง่ายที่สุด คือ รัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลัง เช่น ภาษี รายได้จากรัฐวิสาหกิจ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีของรัฐบาลมีความจำเป็นอย่างมากในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ แต่ภาษีเงินได้ และภาษีนิติบุคคลในปัจจุบัน ไม่สามารถขยายฐานภาษีให้รัฐบาลได้มากขึ้น ดังนั้น รัฐจึงควรหันมาพิจารณาถึงภาษีอื่นๆ ที่สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมได้ด้วย เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินอื่นๆ เป็นต้น เพื่อเป็นหลักประกันที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายต่างๆ และไม่ส่งผลกระทบให้กับฐานะทางการคลังในระยะยาว อีกทั้งเป็นแหล่งรายได้ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอื่นๆ ในอนาคต เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม และเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายประชานิยมนั้นเอง

การที่สังคมไทยจะก้าวข้ามพ้นประชานิยมได้นั้น ต้องสร้างระบบรัฐสวัสดิการเข้ามาแทนที่ หากยังไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการคลัง ก็ต้องพัฒนาสังคมสวัสดิการ คือการจัดระบบสวัสดิการให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดภาระทางการคลัง ขึ้นมา นอกจากนี้ ยังต้องสร้าง “ประชารัฐที่มีรากฐานจากประชาสังคม” และ “สำนึกพลเมือง” เพื่อออกจาก “ประชานิยม” (ไสว  บุญมา : 2546 )

“ประชานิยม” ถูกใช้เป็นวาทกรรมในการแข่งขันและต่อสู้ทางการเมือง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และหลายรัฐบาลล้วนใช้นโยบายประชานิยม ด้วยระดับความเข้มข้นที่ต่างกัน บางท่านรังเกียจนโยบายประชานิยม ถึงขั้นจะทำให้เป็นสิ่งต้องห้ามในการดำเนินนโยบายสาธารณะ โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นการปิดกั้นการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองมากเกินไป แต่ดูเหมือนว่า เกือบทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีที่มาแบบไหนก็ตาม ล้วนมีความเป็น “ประชานิยม” ไม่มากก็น้อย ประชานิยมนั้นเองก็มีความหมายหลากหลาย (อเนก  เหล่าธรรมทัศน์ : 2549 )

ส่วน “ประชารัฐ” ตามความหมายอย่างแคบในทางวิชาการ หมายถึง การที่ประชาชนและรัฐร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม  ตามความหมายแบบกว้าง อันหมายถึง ประเทศหรือรัฐของประชาชน หากยึดตามแนวทางนี้ ย่อมหมายถึงว่า เราต้องการทำให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ลดอำนาจการผูกขาด ส่งเสริมการเปิดเสรี สนับสนุนการแข่งขัน และเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ทำให้ประเทศและรัฐเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน  คำนิยามหรือความหมายและรูปแบบของประชานิยมนั้น มีความหลากหลาย พอจะแบ่งได้แบบกว้างๆ ไว้ สี่ลักษณะ ดังนี้ (เรื่องเดียวกัน)

คำนิยามที่หนึ่ง ประชานิยม หมายถึง การให้ความสำคัญหรือให้คุณค่ากับประชาชน ในยุคกรีกและโรมันโบราณ มีการถกเถียงกันมากว่า ประชาชนคนธรรมดาสามัญ รวมไปถึงคนชั้นล่างมีความสำคัญต่อประเทศหรือรัฐหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน และคนเหล่านี้ควรมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ระดับไหน และควรมีสิทธิเท่าชนชั้นสูงหรือไม่ ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดแบบประชาธิปไตย เห็นด้วยกับการที่ประชาชนต้องปกครองตัวเอง และไม่มีความจำเป็นต้องเอาอภิชนมาปกครอง อย่างเช่น พระราชาผู้เป็นปราชญ์ (Philosopher King) ตามแนวคิดของอริสโตเติล หรือ เพลโต แนวคิดที่เรียกว่า อภิชนาธิปไตย โดยชนชั้นสูงจึงแตกต่างจากประชาธิปไตยของสามัญชน คนกลุ่มนี้จะต่อต้านแนวคิดแบบประชานิยม (เรื่องเดียวกัน)

คำนิยามที่สอง ประชานิยม หมายถึง แนวทางในการพัฒนา เป็นแนวทางการพัฒนาที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในประเทศแถบตะวันออก ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบทและภาคเกษตรกรรม ให้ความสำคัญกับเกษตรกรอิสระ เกษตรกรขนาดเล็กขนาดกลางและระบบสหกรณ์ แนวความคิดประชานิยมแบบนี้ เป็นแนวคิดที่ต่อสู้กับแนวคิดที่เน้นหนักพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการพัฒนาเมือง (เรื่องเดียวกัน)

 คำนิยามที่สาม ประชานิยม หมายถึง ประชานิยมในประเทศตะวันตก เช่น รัสเซีย และ สหรัฐอเมริกาประชานิยมในศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นในรัสเซีย ประชานิยมในยุคนั้น หมายถึง ขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เห็นว่าประชาชน คือส่วนสำคัญที่สุด ประกอบไปด้วย ชาวนาเกษตรกร ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนั่นเอง ประชานิยม หรือ Populism มาจากภาษารัสเซียว่า Narodnichestvo ส่วนคำว่า พวกประชานิยม หรือผู้คนที่เลื่อมใสในแนวคิดแบบประชานิยม เรียกว่า Narodniki หรือ Populists ในภาษาอังกฤษ ปัญญาชนชาวรัสเซียนาม Alexander Herzen เสนอให้ใช้ประชาชนเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวหน้า เขาเรียกร้องด้วยเอาไว้ว่า “จงไปสู่ประชาชน นั่นคือ ที่หมายของพวกเธอ ออกจากสถานศึกษาและแหล่งปัญญาไปสำแดงว่า เธอเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาชน” (เรื่องเดียวกัน)

ขบวนการประชานิยมในรัสเซียส่วนใหญ่ ประกอบด้วยปัญญาชนและนักศึกษาที่เข้าสู่ชนบท เพื่อจัดตั้งเกษตรกรขึ้นมา คนกลุ่มนี้คิดต่างจากพวกลัทธิมาร์กซ์ คือเห็นว่าทางออกหรือทางรอดของรัสเซียในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น ไม่ใช่อาศัยการเป็นสังคมนิยมแบบตะวันตก หรือสังคมนิยมแบบลัทธิมาร์กซ์ แต่สิ่งที่ควรทำคือ การรื้อฟื้นระบบสหกรณ์หรือชุมชนปกครองตนเอง

ประชานิยมที่ใช้คำว่า Populism ในภาษาอังกฤษแท้ๆ ที่ไม่ใช่การแปลมาจากภาษาอื่น ปรากฏครั้งแรกในปลายศตวรรษที่ 19 เป็นคำที่ใช้เรียกขานพรรคการเมือง และขบวนการเคลื่อนไหวของเกษตรกรในแถบ Midwest ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการก่อตั้งพรรคประชาชน (People Party) ขึ้นในปี ค.ศ.1892 และเรียกคนของพรรคนี้หรือคนนิยมพรรคนี้ว่า Populists หรือพวกประชานิยม พวกนี้มีนโยบายมุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกร และเชื่อว่าเกษตรกรที่เป็น “อิสรชน” จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง พวกประชานิยมนี้มองว่า การเมืองถูกครอบงำโดยพรรคของกลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นพรรคแดโมแครต หรือพรรคริพับริกัน ประชาชนจึงควรมีทางเลือกที่สาม พรรคที่ให้ความสำคัญกับภาคชนบทและเกษตรกร (เรื่องเดียวกัน)

คำนิยามที่สี่ ประชานิยม หมายถึง ประชานิยมในประเทศละตินอเมริกา ประชานิยมแบบละตินอเมริกานั้น ไม่ใช่ขบวนการปฏิรูป หรือขบวนการเปลี่ยนแปลงอะไร เป็นเพียงขบวนการทางการเมืองตามปกติ ที่ใช้มาตรการหรือนโยบายเพื่อหาเสียงหาคะแนนนิยมชิงชัยในการเลือกตั้งเป็นสำคัญ นอกจากนี้ก็ไม่ได้เป็นแนวทางที่ยึดถืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองลักษณะใดลักษณะหนึ่ง มุ่งสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้นำกับประชาชนระดับล่าง คนยากคนจนและกรรมกรในเมือง ประชานิยมแบบนี้ รัฐมีบทบาทสูงในการแทรกแซง และชี้นำเศรษฐกิจและจัดสรรงบประมาณและสวัสดิการให้กับชนชั้นล่างอย่างชัดเจน       (เรื่องเดียวกัน)    

ประชานิยมแบบนี้ถูกธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ วิจารณ์ว่า ทำให้ประชาชนอ่อนแอ สร้างปัญหาต่อประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ฐานะทางการคลังในระยะยาว สร้างแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อ และ ทำให้ค่าเงินตกต่ำ  ขณะที่นโยบายทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมจำนวนหนึ่ง ที่หลายรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้ดำเนินการมีคนเหมารวมเรียกว่า นโยบายประชานิยมนั้น ไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบละตินอเมริกา หากสามารถจัดเป็นประชานิยมในความหมายถึงการให้ความสำคัญ หรือให้คุณค่าแก่ประชาชน หรือแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับคนฐานรากมากกว่า นอกจากนี้ บางนโยบายหรือบางมาตรการ ก็เป็นนโยบายสวัสดิการสังคมที่รัฐจัดให้กับประชาชน

ส่วนการที่สังคมไทยหรือนโยบายพรรคการเมือง จะก้าวข้ามพ้นนโยบายประชานิยมแบบละตินอเมริกา สู่การเป็นรัฐสวัสดิการนั้น ยังเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลความเป็นจริง สังคมไทยควรเป็นระบบรัฐสวัสดิการหรือไม่ เป็นประเด็นที่ควรจะได้ศึกษาวิจัยอย่างละเอียดต่อไป อาจเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ในระยะเวลาอันสั้น หากมีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เราควรเดินหน้าสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ (ไสว  บุญมา : 2546 )

            แต่อย่างไรก็ตามประชานิยมนั้นยังเป็นแนวคิดที่ดี ได้รับความนิยม  โดยประชานิยมนั้นได้มีผู้จำแนกสถานะ  ออกเป็นสองสถานะคือ 1. สถานะเชิงเศรษฐกิจ และ 2. สถานะเชิงการเมือง 

ในสถานะเชิงเศรษฐกิจ ประชานิยมลักษณะสำคัญคือ

1.เอาใจประชาชนระดับล่าง การเอาใจนั้นเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงก็ได้ ยึดอำนาจก็ได้ ดังนั้นจะใช้มันในทางขวา คือไม่ล้มเจ้า  ซ้ายคือล้มเจ้า ประชาธิปไตย ยึดสิทธิและเสรีภาพ ได้หมด

2.เป็นการกระจายทรัพยากรถึงประชาชนในรูปใดก็ได้  แจกแปรงสีฟันก็ได้  ทำรถคันแรกก็ได้ จำนำข้าวก็ได้ ทำกองทุนหมู่บ้านก็ได้

3.มีลักษณะชาตินิยม เป็นตัวกระตุ้นเร้าให้คนเข้าร่วมได้ง่าย หรือจะเน้นประชาคมพลเมืองก็ได้

4.มีในทุกสังคม และมีตลอดมา ต้องเข้าใจในลักษณะนี้เท่านั้นถึงจะอธิบายได้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด โดยสรุปก็คือ นโยบายทางเศรษฐกิจเป็นการกระจายทรัพยากร พยายามเอาทรัพยากรจากคนส่วนน้อยมาเฉลี่ยให้เห็นถึงคนส่วนใหญ่ กล่าวคือประชานิยมนั้นจะต้องมีนโยบายชัดเจนว่าฉันจะพยายามเจาะจงไปที่คนยากจน คนด้อยโอกาส เราควรจะนึกถึงนโยบายรัฐบาลที่จะให้กับคนที่อ่อนแอที่สุดในทางเศรษฐกิจ โดยพยายามให้ผลได้ต่อเขามากที่สุด และไม่สูญเสียไปให้กับคนที่ฐานะดีอยู่แล้ว (เรื่องเดียวกัน)

สถานะทางการเมือง ปัญหาแท้จริงไม่ใช่นโยบาย แต่คือการเมืองแบบประชานิยมหรือ ประชานิยมแบบอำนาจนิยม จริงๆ นโยบายที่ผิดทางมีเยอะ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ ถ้ากระบวนการกำหนดนโยบายเปิดให้สังคม กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มีส่วนร่วม ปัญหาคือ การเมืองแบบประชานิยมที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่ปิดแคบ ไม่มีการตรวจสอบและการทำให้เท่ากัน  ไม่มีการแยกแยะ มองประชาชนเป็นก้อนเดียวกัน พวกคิดต่างเป็นเอเลี่ยน ที่น่ากลัวคือ นิยามความบริสุทธิ์ของประชาชนคือ คนดี คนไม่ดี ระบบแบบนี้ไม่มีพื้นที่ให้การอภิปราย กล่าวคือต้องทำให้ประชาชนมีประชาสังคมแบบมีพื้นที่ให้กลุ่มต่างสามารถมาถกเถียงกันได้ 

            อนึ่งการเมืองแบบเทคโนแครตหรือทีดีอาร์ไอ ไม่อาจคัดค้านการเมืองแบบประชานิยมได้ นั่นเพราะที่ผ่านมาเทคโนแครตละเลยปัญหาที่มาของอำนาจ ขอแต่ใช้อำนาจให้ถูกหลักวิชาและเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นพอ  ดูเบาปัญหาความชอบธรรมของอำนาจ ทีดีอาร์ไอดูเบาเรื่องนี้หลังจากเกิดรัฐประหาร ดังนั้น ถึงแม้ที่มาไม่ชอบธรรมแต่ถ้าเอาปัญญาทางวิชาการไปประกอบเพื่อผลักดันนโยบายได้ก็เอา ที่ตลกคือการเมืองเทคโนแครตกับการเมืองประชานิยม ใกล้กันกว่าที่คิด มีหลายอย่างแชร์กันได้ คือ หนึ่งมีวิธีแก้ปัญหา ตามหลักวิชาหรือ ประชานิยมที่มองประชาชนเป็นก้อนเดียว เหล่านี้เป็นข้อถกเถียงทางการเมืองที่แคบ สอง ทั้งคู่ปฏิเสธความสามารถของประชาชนที่จะเป็นผู้กระทำการทางการเมือง ประชานิยมนำโดยผู้นำ แบบเทคโนแครตก็คิดว่าประชาชนอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ โง่ จน เจ็บ กล่าวคืออย่ามองว่าการที่พวกเสื้อแดงโหวตให้พรรคเพื่อไทยหรือการที่คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นระบบอุปถัมภ์ มันอาจมีอะไรมากกว่านั้น เช่นเรื่องของประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ  (ดร.ไตรรงค์  สุวรรณคีรี : 2546 )

 

เรื่องเกี่ยวกับ “ประชานิยม” นั้นมีการศึกษาไว้มากพอสมควร งานที่มีชื่อเสียง คือ งานของ Dornbusch  บทความเรื่อง “Macroeconomics Populism” เขียนโดย Rudiger Dornbusch และ Sebastian Edwards ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพื่อหวังผลทางการเมืองว่า นโยบายประชานิยมสามารถนำมาใช้ร่วมกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้โดยไม่นำประเทศไปสู่ความหายนะ หากนโยบายประชานิยมนั้นไม่ทำลายกรอบนโยบายหลักของเศรษฐกิจภาค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้  (เรื่องเดียวกัน)

1) นโยบายประชานิยมที่ดีจะต้องไม่ทำลายกรอบของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย

กรอบเป้าหมายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กรอบเป้าหมายความมีเสถียรภาพ อันได้แก่

         - เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting)

         - เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนระดับเงินสำรองเงินตราต่างประเทศและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

         - เพดานหนี้สาธารณะ

         - การกู้ยืมของภาคเอกชน ทั้งจากภายในและต่างประเทศ

         - เพดานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นต้น

2) โครงการประชานิยมต้องไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ให้เกิดขึ้นระหว่างผู้เสียประโยชน์และผู้รับประโยชน์ นั่นคือควรจะเป็นลักษณะ win-win

3) โครงการประชานิยมไม่ควรทำให้เกิดการบิดเบือนทรัพยากรมากเกินไปนั่นคือไม่ควรฝืนกลไกตลาดโดยเฉพาะกลไกราคาซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่ากลไกราคาเป็นกลไกที่ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

4) โครงการประชานิยมไม่ควรจัดให้มีผลประโยชน์แก่ผู้รับมากเกินไปจนผู้รับประโยชน์เกิดความเกียจคร้าน หรือกล้าเสี่ยงมากเกินไปและไม่เตรียมภูมิคุ้มกันสำหรับตนเอง เช่น การออมเงิน การรักษาสุขภาพการฝึกฝนหาความรู้ความชำนาญ  เนื่องจากฝากอนาคตไว้กับภาครัฐทั้งหมด  ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็นกรณีอันตรายจากการมีประกันของรัฐบาล หรือ Moral Hazard of Government Insurance ซึ่งจะมีผลทางลบต่อสังคมโดยรวมดังนั้นการค้ำประกันใดๆจึงไม่ควรค้ำประกันแบบ 100% แต่ควรให้ผู้เอาประโยชน์จากการประกันร่วมรับผิดชอบด้วย

5) โครงการประชานิยมควรใช้มาตรการที่ใช้แรงจูงใจ  เพื่อกระตุ้นให้มีผู้มาเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่เป็นการบังคับ  เช่นการให้ผลประโยชน์โดยการประหยัดภาษีสำหรับเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการประชานิยม ตามความสมัครใจ  การใช้กลไกแรงจูงใจนี้จะไม่ทำลายกลไกตลาด (เรื่องเดียวกัน)

แต่อย่างไรก็จามการใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังอาจจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจผลที่ตามมาจะเป็นวงจรอุบาทว์  ซึ่งจะฉุดดึงให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจมดิ่งไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้วงจรอุบาทว์จะมีลักษณะดังนี้เริ่มต้นจากการขาดดุลงบประมาณภาครัฐโดยการที่รัฐต้องกู้ยืมเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการประชานิยม แล้วประชาชนก็จะใช้จ่ายเกินตัวเนื่องจากการสนับสนุนของรัฐบาล เกิดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ  บัญชีเดินสะพัด เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้จ่ายบริโภคมากกว่าที่ตนผลิตได้จึงต้องนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศเพื่อสนองการบริโภคที่เกินตัว ต้องกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคที่เกินตัว การขาดดุลทั้งสามภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการค้าระหว่างประเทศ  จะสะสมและเพิ่มปริมาณจนมีขนาดทำให้ระบบเศรษฐกิจแกว่งตัวหลุดจากดุลยภาพจนเกิด  วิกฤตการเงินเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในกรณีวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศแถบลาตินอเมริกาในช่วงปี 2530s  วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี2551-2 วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซปี 2552 (เรื่องเดียวกัน)

โครงการประชานิยมจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เสียประโยชน์  ผู้เสียภาษี  กับผู้รับประโยชน์ โดยผู้เสียประโยชน์จะต่อต้านโดยลดการผลิตลงทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะลดลงตามไปด้วยทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น ประชาชนผู้รับประโยชน์จะรอรับความช่วยเหลือจากรัฐและทำงานน้อยลงเนื่องจากไม่ทำงานก็ไม่เป็นไร รอรับผลประโยชน์ฟรีจากรัฐได้ เป็นผลให้ผลผลิตโดยรวมของชาติลดลง อัตราการขยายทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะเติบโตต่ำ รัฐบาลต้องเพิ่มผลประโยชน์ตามโครงการประชานิยมขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อคงไว้  เพื่อฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดในขณะที่ประชาชนก็จะอ่อนแอลง ผลผลิตลดลง ภาษีที่จัดเก็บได้ก็ลดลงรัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกู้ยืมเงินจากทั้งภายในและนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โครงการประชานิยมทำให้มีการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยการโอนทรัพยากรจากหน่วยผลิตที่มีประสิทธิภาพไปสู่หน่วยบริโภคทำให้การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนโดยรวมลดลงเนื่องจากเงินออมลดลง  ซึ่งจะทำให้การผลิตในอนาคตลดลงทำให้การจัดสรรทรัพยากรด้อยประสิทธิภาพลงกว่าสถานะเดิม และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด

 

"ประชานิยม" ในทักษิโณมิกส์

"ความล้มเหลวทางการเมืองของอาร์เจนตินา ถ้าศึกษาให้ลึกจะเห็นว่าเกิดจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดพลาดติดต่อกันหลายๆ ปี มุ่งผลประโยชน์การเมืองจนเสียหลักการของเศรษฐศาสตร์ โดยการใช้นโยบายประชานิยม  บวกกับนโยบายชาตินิยมและระบบอำนาจนิยม จนทำให้อาร์เจนตินาต้องกลายสภาพจากการเป็นประเทศที่ร่ำรวยและรุ่งเรืองที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง มาเป็นประเทศที่อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ"  ประชานิยม เป็นอุดมการณ์และแนวทางทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในรัสเซีย ที่เรียกกันว่า ขบวนการนารอดนิก อุดมการณ์ทางการเมืองแบบ "ประชานิยม" ที่อิงอยู่กับฐานชาวนาจนนี้จัดได้ว่าเป็นอุดมการณ์และแนวทางทางการเมืองที่แพร่หลายที่สุดในโลกที่สาม ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าจะในจีนแดงสมัยเหมาเจ๋อตุง การปฏิวัติวัฒนธรรม, แนวทางมวลชน หรือแถบละตินอเมริกา ซึ่งผลของแนวทางทางการเมืองแบบประชานิยมนี้ ไม่ว่าจะนำไปใช้ในภูมิภาคไหน ล้วนมีจุดจบเหมือนกันคือ ความล้มเหลวทั้งในการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจ จึงแทบไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า แนวทางการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชานิยมคือ ฝันร้ายของนักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ทั่วโลก ( จุไรรัตน์  แสนใจรักษ์ : 2547 )

ทักษิโณมิกส์ที่ผลักดันนโยบายประชานิยมจะเป็นข้อยกเว้นหรือไม่ หรือว่าจะตกในหลุมพรางกับดักของประชานิยม เช่นเดียวกับท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในอดีตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหมาเจ๋อตุงหรือนายพลเปรองนี่เป็นประเด็นปัญหาทางวิชาการที่สำคัญมากในการตรวจสอบทักษิโณมิกส์อย่างรอบด้าน ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย
โดยประชานิยมที่แท้จริงหมายถึง นโยบายที่สนับสนุนประชาชนคนยากคนจน เพื่อมุ่งหวังความนิยม โดยไม่จำเป็นต้องมีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของประเทศในขณะนั้นด้วยประชานิยมมีความหลากหลายในรูปแบบที่ปรากฏ แต่ก็มีลักษณะร่วมกันตรงที่เป็นนโยบายที่มุ่งเอาอกเอาใจประชาชน แต่ผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์กลับตกแก่ตัวผู้นำที่เอานโยบายประชานิยมไปใช้มากกว่าตัวประชาชนเองโดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า (เรื่องเดียวกัน)

นโยบายประชานิยม ต่อให้เป็นการเคลื่อนไหวจากประชาชนคนชั้นล่างเอง ก็ยังล้มเหลวมาแล้ว ยิ่งถ้าเป็นการจัดตั้งจากรัฐหรือเป็นแค่การจัดสวัสดิการจากรัฐบาลที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐต้องเข้าไปช่วยใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเพิ่มอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศ และมีเหตุผลทางการเมืองเพื่อเรียกคะแนนเสียงอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลด้วยแล้วก็จะยิ่งล้มเหลวหนักขึ้นและสร้างปัญหาหนักหน่วงตามมาอีกมากมายยก  เช่น ภาคสังคมจะอ่อนแอยิ่งขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะเข้มแข็งเกินไป ขาดการคานอำนาจที่เหมาะสม และขาดการเข้ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน ซึ่งเป็นแค่ผู้รับสวัสดิการจากภาครัฐเท่านั้น ไม่แต่เท่านั้น นโยบายประชานิยมยังอาจไปบ่อนทำลายประชาธิปไตยทางอ้อม เพราะพลังแห่งปัจเจกที่ยืนหยัด พึ่งตนเองได้ และตระหนักในคุณค่าแห่งเสรีภาพของการวิพากษ์วิจารณ์จะถูกบั่นทอนลง ภายใต้บรรยากาศแห่งการ "มอมเมา" ประชาชนด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ภาครัฐใช้นโยบายประชานิยมเข้าล่อ นอกจากนี้ วงจรของประชานิยมยังก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ชนิดใหม่ขึ้นมา นั่นคือในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ แต่ละพรรคการเมืองจะแห่กันคิดค้นนโยบายประชานิยมใหม่ๆขึ้นมาหาเสียงเอาใจประชาชนโดยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแท้จริง ยิ่งหากประชานิยมเป็นแบบประเภทที่เน้นสไตล์หรือบุคลิกท่าทางของผู้นำมากกว่าเนื้อหาสาระเชิงทฤษฎีและนโยบาย ด้านลบของประชานิยมก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว (อเนก  เหล่าธรรมทัศน์ : 2549 )

ผู้นำแบบประชานิยมที่พูดเก่ง มีบารมี และชอบให้สัญญาไม่หยุดว่า ประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่ปรารถนา โดยที่ไม่ได้เป็นผลจากการมีวินัย ประหยัด ทำงานหนัก คร่ำเคร่งกับการศึกษา ค้นคว้าพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องของตัวประชาชนเอง แต่ขึ้นอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ แบบ "ฟองสบู่" ที่เป็นความคาดหวังในแง่ดีต่ออนาคตแบบรวมหมู่อุปทานรวมหมู่ ของประชาชนทั้งประเทศ คือ ประชานิยมที่เสี่ยงต่อความหายนะมากที่สุด ซึ่งจะโทษผู้นำฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องโทษสื่อมวลชนที่เออออห่อหมก ต้องโทษ ปัญญาชนอิสระที่ขาดพลังในการออกมาทัดทาน ต้องโทษเทคโนแครตที่ไม่กล้าออกมาพูดความจริง และต้องโทษประชาชนส่วนใหญ่ที่งอมืองอเท้าไม่ยอมพึ่งตนเอง  ประชานิยมมีแง่ดีเพียงประการเดียวคือ ทำให้คนจนมีพื้นที่ทางการเมือง เนื่องจากได้รับความสนใจและมีความหมายในสังคมมากขึ้น เพราะประชานิยมเป็นการเล่นการเมือง โดยใช้คนจนเป็นฐานอำนาจ แต่ก็มีผลเสียคือ มันเป็นการสร้างจิตสำนึกจอมปลอม และขาดความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งจะนำไปสู่การพังทลายของระบบเศรษฐกิจมหภาคในที่สุด (เรื่องเดียวกัน)

คำถามทางวิชาการที่เราต้องตั้งต่อไปก็คือ นโยบายของรัฐบาลทักษิณเป็นประชานิยมแบบไหน และผลของการดำเนินนโยบายจะเป็นอย่างไร  กล่าวโดยสรุป "ประชานิยม" ของทักษิโณมิกส์ต่างกับประชานิยมยุคคลาสสิกในละตินอเมริกา ตรงที่มิได้ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างโง่เขลาจนถึงกับใช้เงินสำรองของประเทศจำนวนมากจนหมดสิ้นภายในเวลา 1 ปีเศษ อย่างของรัฐบาลเปรองของอาร์เจนตินา ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่ประชานิยมของทักษิโณมิกส์กลับเป็นการใช้นโยบายประชานิยมแบบ "นำร่อง" ที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น "สินค้า" ทำให้ชาวนาหมดสิ้นความเป็นชาวนาที่ยังชีพได้ตัวเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง กลายเป็นปัจเจกที่หลุดจากพันธะชุมชน ปัจเจกที่ต้องลงสนามแข่งขันและเสี่ยงในตลาด ปัจเจกที่ฝักใฝ่กับ "บริโภคนิยม" มากยิ่งขึ้นและเสี่ยงกับการมีหนี้สินที่เกิดจากการถูกกระตุ้นให้บริโภคอย่างเกินตัว แต่ก็ยังมีแนวทางในการรับมือกับ ประชานิยม คือ (เรื่องเดียวกัน)

(1) หากรัฐบาลจะผลักดันนโยบาย "ประชานิยม" ต่อไป รัฐจะต้องคำนึงเรื่องรายรับควบไปกับรายจ่าย มิฉะนั้นรัฐจะไม่สามารถช่วยคนจนได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากขาดเงินงบประมาณ
(2) การใช้เงินของรัฐ ควรมีลักษณะเป็นสวัสดิการให้ความคุ้มครองทางสังคมแก่ประชาชนที่โชคร้ายได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ตนเองไม่ได้กระทำเป็นหลัก มากกว่าเป็นการหว่านเงินแบบเบี้ยหัวแตก
(3) ต้องไม่บิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไป เช่น บิดเบือนราคาสินค้าเพื่อหวังผลประโยชน์ทางด้านคะแนนเสียงเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว
(4) การช่วยคนจนในหลายๆ ด้าน สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เช่น การส่งเสริมให้ออกกำลังกาย ทำสมาธิโดยไม่คิดพึ่งยาพึ่งหมอเป็นหลัก การส่งเสริมให้ปัญญาความรู้ รักการอ่านหนังสือ การกระตุ้นจิตสำนึกเชิงคุณธรรมศีลธรรม ฯลฯ
(5) การใช้นโยบายประชานิยมต้องมีความโปร่งใส และไม่ควรเน้นการสร้างภาพ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความเชื่อผิดๆ แก่ประชาชน
(6) ต้องเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดในการหยุดใช้นโยบายประชานิยมในเวลาอันสมควร เพื่อมิให้ประชาชนหลง "เสพติด" ในประชานิยม

 

                                               

 

สรุป

ตามที่ได้ศึกษาตามแนวทางทฤษฎีประชานิยมนั้น   จะเห็นได้ว่าประชานิยมเป็นความต้องการของประชาชนในประเทศต่างๆ มากมาย เช่น สหรัฐอเมริกา  รัสเซีย   อาร์เจนตินา  ซึ่งมีการนำแนวทางเกี่ยวกับประชานิยมมาใช้กับประชาชนภายในประเทศของตนมาก่อน  มีทั้งประชานิยมที่เกิดจากความต้องการของประชาชน โดยการเรียนร้องของประชาชนเอง และประชานิยมที่เกิดจากแนวคิดของการหาเสียงในทางการเมือง  อีกทั้งประชานิยมนั้นยังประสบผลสำเร็จกับบางประเทศ  และบางประเทศประสบความล้มเหลว  จนนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เนื่องจากไม่ได้มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลหรือที่เรียกว่าภาษีของประชาชน มีการจัดทำโครงการ  นโยบายต่างๆ  ตามความต้องการของประชาชนที่เป็นการให้โดยตรง ทั้งที่ไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าต่างๆ  มีแต่การใช้จ่ายเงิน แต่ไม่มีแนวทางในการหาเงิน จึงนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  โดยเป็นผลมาจากแนวทางประชานิยมที่มุ่งเอาใจประชาชนมากเกินไป ที่ไม่ได้มุ่งหวังถึงผลกระทบต่างๆที่จะเกิดตามมาในภายหลังหากได้ทำตามแนวทางประชานิยมนั้นแล้ว

เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้วนั้นประชานิยมถือเป็นของโปรดของคนไทยโดยส่วนใหญ่  โดยแนวทางประชานิยมนั้นได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อสมัยของท่านทักษิณ  ที่นำแนวทางประชานิยมเช่น 30บาทรักษาทุกโรค  จึงทำในแนวคิดประชานิยมของท่านทักษิณได้รับความนิยมจากประชาชนรากหญ้า  ทำให้ประชาชนชั้นล่างนั้นเข้าถึงบริการต่างๆของทางภาครัฐมากขึ้น  และการที่จะก้าวผ่านประชานิยมนั้นต้องมีการจัดเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นความต้องการของประเทศไทยที่ต้องมีการศึกษากันอีกต่อไป

 

 

อ้างอิง

ดร.ไตรรงค์  สุวรรณคีรี "สาเหตุแห่งความหายนะที่ยั่งยืนของอาร์เจนตินา" , 2546.
จุไรรัตน์  แสนใจรักษ์. ทักษิโณมิกส์ . กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์, 2547.

ไสว  บุญมา. ประชานิยม.  หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย. กรุงเทพฯ : เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป, 2546.

อเนก  เหล่าธรรมทัศน์. ทักษิณา-ประชานิยม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2549.

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2016 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]