• ดร.รัสเซีย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 398975
  • ส่ง msg :
  • โหวต 149 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี
ผมไม่สนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn
วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2559
Posted by ดร.รัสเซีย , ผู้อ่าน : 896 , 11:34:19 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                การเมืองการปกครองไทย

ประเทศไทยได้ชื่อว่าที่เป็นประเทศที่เก่าแก่ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ชนชาติไทยเชื่อว่าได้มีการอพยพมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีนแถบมณฑลยูนาน อาณาจักรแรกของชาติไทยคือ อาณาจักรสุโขทัย ซึ่งสถาปนาโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์  ต้นราชวงศ์พระร่วง  ถือเป็นการก่อตัวของรัฐโบราณ เริ่มต้นจากการถูกรุกราน ยืดพื้นที่ชายแดนของขอมซึ่งการยึดมาได้เพราะเราได้สู้รบกับจีนมาก่อนซึ่งทำให้สามารถที่จะมีกำลังพร้อมที่จะต่อสู้ได้และประกอบกับการอยู่ติดกับชายแดนจึงประกาศตนเป็นอิสระจากขอมซึ่งยึดครองดินแดนแถบนั้นมาได้ในสมัยนั้น การเมืองการปกครองไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 อยู่ในรูปแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับระบอบเผด็จการ เพราะว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พระมหากษัตริย์ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันติวงศ์  หรือการปราบดาภิเษก ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการสถาปนาหรือคัดเลือกพระมหากษัตริย์เลย การเมืองการปกครองของไทยในอดีตอาจจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ารัฐโบราณ เพราะเป็นช่วงของการก่อตัวในการเริ่มทางอำนาจของรัฐและวัฒนธรรมทางการเมืองไทย เช่น เกิดระบบอำนาจนิยม เกิดระบบอุปถัมภ์ เกิดกลุ่มอนุรักษ์ศักดินา ที่ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐโบราณ รวมทั้งในด้านของศาสนาก็ยังตกเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในทางการเมืองซึ่งสามารถแบ่งเป็นยุคต่างๆได้ดังต่อไปนี้

 

                           รัฐสมัยโบราณ

 

            รัฐสมัยโบราณมีจุดกำเนิดเริ่มต้นในสมัยอาณาจักรสุโขทัย  ด้วยในสมัยนั้นอาณาจักรของขอมมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ด้วยภายใต้อิทธิพลของขอมนั้นที่มีอาณาจักรแผ่ขยายครอบคลุมดินแดนของสุวรรณภูมิ ส่งผลให้วัฒนธรรมของขอมเข้ามาแทรกซึมและผสมผสานเป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา จนถึงในสมัยพ่อขุนบางกลางหาวซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุโขทัยในสมัยนั้น ทรงพระนามว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  นับว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์พระร่วงและมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด  โดยการสร้างเครือญาติสนิททางการสมรส คือ    พระมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้นมีเชื้อพระวงศ์เป็นพระขนิษฐาของพ่อขุนผาเมือง ที่มีพระนามว่า นางเสือง ซึ่งต่อมาได้มีพระราชโอรสเสวยราชสมบัติปกครองสุโขทัยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบมาด้วยกัน 2 พระองค์ คือ พ่อขุนบานเมือง และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ในสมัยนี้มีรูปแบบปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครอง ในสมัยสุโขทัยจะมีลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ส่งผลให้พระมหากษัตริย์มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งนิยมเรียกพระมหากษัตริย์ว่าพ่อขุน และได้ทรงวางรากฐานทางปกครอง ในสมัยสุโขทัยได้มีการริเริ่มประดิษฐ์อักษรไทย  เพื่อให้ราษฎรได้มีความรู้ สำหรับการปกครองในสมัยนี้เป็นแบบธรรมราชา ซึ่งยึดหลักทศพิธราชธรรม และ จักรวรรดิวัตร 12 ประการ (กระมล  ทองธรรมชาติ: 2540)

 

เมื่อพ่อขุนรามคำแหงสวรรคตลงส่งผลให้อาณาจักรสุโขทัยล่มสลายลงอย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าสุโขทัยจะเคยมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยสุโขทัยก็ยังประสบปัญหาในด้านการปกครอง จึงทำให้อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงด้วยรูปแบบการปกครองที่ไม่รัดกุมและเน้นรูปแบบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์  เมื่อพระมหากษัตริย์ที่ปกครองพระองค์ใดไม่มีพระปรีชาสามารถก็จะทำให้หัวเมืองต่างๆ เกิดการแข็งข้อและไม่ยอมรับอำนาจจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาณาจักรสุโขทัยนั้นเสื่อมอำนาจลง

 

รัฐโบราณในสมัยอาณาจักรอยุธยาได้ถูกสถาปนาขึ้นจากการรวมกันของรัฐสุพรรณบุรี และรัฐลพบุรี โดยพระเจ้าอู่ทอง ได้มีการรวบรวมกำลังทหารและพลเรือนทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วมกัน จึงส่งผลทำให้ในสมัยของอยุธยาเป็นเมืองที่เข้มแข็งและมีอำนาจมาก  รูปแบบการปกครองในสมัยอยุธยาเป็นระบบ ศักดินา ซึ่งมีการแบ่งชั้นของเจ้า ขุนนาง พระสงฆ์ ราษฎร  มีการเกณฑ์แรงงานซึ่งเรียกว่า ไพร่ ในสมัยอยุธยามีการเผยแพร่ของลัทธิฮินดูและขอมเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้สมัยอยุธยาได้รับวัฒนธรรมการปกครองแบบขอมและฮินดูเข้ามาใช้  เรียกการปกครองแบบนี้ว่า การปกครองแบบเทวสิทธิ หรือสมมติเทพ  คือกษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด  ทรงเป็นเจ้าชีวิต ทรงมีอำนาจเหนือชีวิตของบุคคล พระมหากษัตริย์จึงได้รับการยกย่องเป็นเสมือนสมมติเทพ มีการรับเอาพิธีการต่างๆเข้ามามากมาย  และส่งผลให้เกิดระบบทาสขึ้น  โดยในสมัยอยุธยาอนุญาตให้เสนาบดี และข้าราชบริพาร ประชาชนที่มีฐานะร่ำรวยสามารถมีทาสได้ ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองมีฐานะที่ไม่เท่ากันจากการรับแนวคิดทางการปกครองจากเขมร ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการปกครองและในด้านสังคม การเกิดระบบศักดินาขึ้นในสังคมไทย  ได้มีการแบ่งชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งในสมัยอยุธยาได้เกิดศึกสงครามตลอดเวลา  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเกณฑ์ไพร่พลสู้รบเพื่อป้องกันประเทศ จึงทำให้เกิดระบบไพร่และมูลนายขึ้นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองมีรูปแบบการบริหารแบบจตุสดมภ์ คือ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองโดยตรงได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นกรม เวียง  วัง  คลัง  นา นอกจากนี้อาณาจักรอยุธยายังมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทั้งทางด้าน วัฒนธรรม รูปแบบการเมือง การปกครอง รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ จนกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้า อยุธยามีเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก  แต่ในขณะเดียวกันกับต้องประสบปัญหาการแย่งชิงราชบัลลังก์ของกษัตริย์และตระกลูขุนนางอยู่บ่อยครั้ง

 

ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาล่มสลายและต้องจบสิ้นลงด้วยการเสียเอกราชให้แก่พม่าแต่ปัญหาจากความแรงภายในคือประชาชนในสมัยอยุธยาให้การยอมรับในสถาบันกษัตริย์ซึ่งการยอมรับจากประชาชนทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นรากฐานอันสำคัญอย่างหนึ่งในทางการเมืองที่สำคัญและเป็นที่มาแห่งอำนาจ จึงส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงบัลลังก์ขึ้น ส่งผลทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและสถาบันกษัตริย์ของอยุธยามีความสั่นคลอนมาอย่างต่อเนื่อง   จะเห็นชัดในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ที่พวกเหล่าขุนนางและเจ้านายที่รับใช้พระมหากษัตริย์ได้เสียขวัญและกำลังใจ จนเป็นเหตุทำให้เหล่าขุนนางแตกความสามัคคีกันและ แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ  จนเป็นจุดอ่อนในการทำสงครามขึ้นกับอยุธยาจนได้ชัยชนะ  ในด้านของแรงภายนอกที่เป็นเหตุทำให้อาณาจักรอยุธยาเสื่อมอำนาจลง คือสภาพเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเงินตราและระบบทางตลาดที่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเงินตราและอำนาจที่ทำให้เหล่าพวกขุนนางและมูลนายพยายามเบียดบังไพร่เพื่อให้ตนเองนั้นมีไพร่สมมากขึ้น เพื่อมีแรงงานในการผลิตสินค้าส่งไปขายยังต่างประเทศ  เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลทำให้เกิดภาวะสงครามไพร่พลเพื่อการต่อสู้กับผู้รุกรานจึงทำให้เกิดเป็นเหตุของปัญหาให้อาณาจักรอยุธยาอ่อนกำลังและด้อยในเรื่องของกำลังพล และทำให้อาณาจักรอยุธยาเสื่อมอำนาจลงในที่สุด(เดวิด เค. วัยอาจ: 2556)

 

รัฐโบราณในช่วงของรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังจากราชอาณาจักรอยุธยาถูกพม่าทำลายจนแตกออกเป็นเมืองเล็ก เมืองน้อย ที่มีความอ่อนแอ การฟื้นฟูและการบูรณะราชอาณาจักรนั้นคงเกิดขึ้นได้ช้าและอาจใช้เวลาที่เนิ่นนาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นทางตรงกันข้าม เพราะภายในหนึ่งทศวรรษต่อมาราชอาณาจักรสยามสามารถที่จะพลิกฟื้นคืนมาใหม่อีกครั้งในการขยายอาณาจักรใหม่และได้แผ่ขยายอำนาจไปอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา ในสมัยของรัตนโกสินทร์ตอนต้น ใช้รูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวของอาณาจักรอยุธยา เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ทรงก่อร่างสร้างเมืองและทรงปราบปรามข้าศึกศัตรูโดยเฉพาะพม่า ทำให้เรื่องของการปกครองไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ได้ดำเนินรูปแบบเหมือนกับสมัยอยุธยาตอนปลาย  แต่เมื่อเข้าสู่ในช่วงของรัชกาลที่ 3 มีการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคม  จึงเป็นผลทำให้ต้องมีการดำเนินพระราชกรณียกิจอย่างเร่งด่วนในด้านของทางการต่างประเทศ และการทหารซึ่งในขณะนั้นอังกฤษได้ทำสงครามกับพม่า ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นจนทำให้ประเทศไทยต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการค้า เนื้อหาในสัญญาส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมืองเป็นส่วนใหญ่ทำให้ประเทศไทยต้องยอมอ่อนข้อ เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น และประกอบกับประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐกันชนทำให้เป็นที่สนใจของประเทศมหาอำนาจ  ดังนั้นจึงส่งผลให้มีการปฏิรูปทั้งในด้านการเมืองการปกครอง  รวมทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม  ซึ่งปรากฏผลอย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สุรพล ไตรเวทย์:2549 )

 

สมัยการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5

 

สำหรับการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5   เป็นผลมาจากการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมโดยที่ลัทธิล่าอาณานิคม จะเป็นการเริ่มต้นด้วยการมาทำการค้า และต่อมาจะอ้างถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง ของชาตินั้นๆและทำการเข้ายึดครองและปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ  ส่งผลให้พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการปกครองและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้ปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน  ในการปฏิรูปการปกครองนั้นได้ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4  เพราะท่านทรงตระหนักถึงอำนาจของกลุ่มประเทศในแถบตะวันตก  เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองให้เป็นไปตามมาตรฐาน  โดยลัทธิล่าอาณานิคมนั้นเริ่มเข้ามาจากการค้าขาย ซึ่งประเทศไทยในขณะนั้นมีความล้าหลังอยู่มาก  ซึ่งทำให้ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มเตรียมการรับมือของการเข้ามาของชาติตะวันตก ซึ่งทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาเอกราชไว้ด้วยการยอมทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งขึ้นเพื่อเปิดประเทศค้าขายกับต่างประเทศ  รวมทั้งมีการปรังปรุงระบบการจัดเก็บภาษี  และค่อยๆปรับปรุงระบบการปกครองไปอย่างช้าๆ และสามารถทำให้สยามเกิดการประนีประนอมกับลัทธิล่าอารานิคมได้ และเป็นการเตรียมการให้รัชกาลที่ 5 มีความพร้อมในการก้าวผ่านวิกฤตของลัทธิล่าอาณานิคม  และสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 ต้องเผชิญกับการท้าทายจากกลุ่มเก่า มีการเริ่ม  State Building  มีการกระชับอำนาจในวัง มีการกระชับอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง มีการปฏิรูปการคลัง เกิดรัฐรวมศูนย์ การกระจายอำนาจถูกทำลาย มีความพยายามที่จะทำให้เป็นศิวิไลย์ แม้ว่าการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์จะเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  แต่พระราชกรณียกิจบางประการของพระมหากษัตริย์ก็ถือได้ว่าเป็นการปูพื้นฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย  โดยเฉพาะในสมัยพระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงดำเนินการดังต่อไปนี้ (เดวิด เค วัยอาจ : 2556 )

 

1. การเลิกทาส พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาสเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2417 นโยบายการเลิกทาสของพระองค์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคทัดเทียมกันอันเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการทำให้ประเทศมีความทันสมัยทัดเทียมกับประเทศต่างๆ

 

2. สนับสนุนการศึกษา ทรงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้มีโอกาสเล่าเรียนศึกษา หาความรู้ ตั้งทุนพระราชทาน ส่งผู้มีความสามารถไปศึกษาต่อต่างประเทศ จากการสนับสนุนการศึกษาอย่างกว้างขวางนี้ นับได้ว่าเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการปกครองประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย

 

3. การปฏิรูปการปกครอง การปฏิรูประบอบบริหารราชการ ทรงเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารมากขึ้น ทรงสนับสนุนการปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดตั้งสุขาภิบาล ทำให้ประชาชนธรรมดามีส่วนและมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การบริหารการปกครอง ตามหลักการประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง

 

สำหรับในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นได้เกิดการต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มตระกูลมีอำนาจมาก คือตระกูลบุนนาค เพราะอำนาจของตระกูลนี้ในสมัยนั้นถือว่าสามารถที่จะเปลี่ยนตัวผู้ปกครองประเทศได้  เพราะตระกูลบุนนาคได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจและสามารถคุมประเทศได้เลย  เพราะตระกูลบุนนาคนั้นมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์จักรีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1  จึงทำตระกูลบุนนาคนั้นมีอำนาจมากยิ่งขึ้นส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ต้องปฏิรูปอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวังค่อยเป็นค่อยไป  การปฏิรูประบบการบริหารประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการรักษาสยามให้เป็น     เอกราชจากลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก การปฏิรูประบบการปกครองได้มีการยกเลิกการปกครองแบบรัฐโบราณ และปฏิรูประบบราชการที่เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการแล้วนำมาใช้ โดยการจัดตั้งกรมขึ้นมา 12 กรม และแบ่งหน้าที่ให้แต่ละกรมทำงานในแต่ละส่วนกันอย่างชัดเจน ซึ่งใช้รูปแบบการปกครองแบบชาติตะวันตก  ซึ่งต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนจากกรมให้เป็นกระทรวง เพื่อให้ชาติตะวันตกนั้นยอมรับในรูปแบบปกครอง และไม่มองว่ามีการปกครองที่หล้าหลังซึ่งอาจเป็นผลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเข้ามาบุกรุกประเทศและยึดประเทศไป  การปฏิรูประบบราชการ เป็นการใช้ข้าราชการในการบริหารในส่วนต่างๆ ที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรัฐอิสระ มาเป็นแบบรัฐรวมศูนย์ โดยอำนาจนั้นขึ้นอยู่กับกษัตริย์  ระบบราชมี 2 ส่วน คือส่วนกลาง จะเป็นกระทรวงต่างๆ  และส่วนภูมิภาค คือการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งนำมาใช้แทนระบบเจ้าเมือง  โดยรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องส่งข้าราชการไปตามภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากระบบเจ้าเมืองนั้นเป็นการปกครองแบบอิสระ จึงทำให้เจ้าเมืองสามารถสะสมอำนาจได้  และยังปกกันการก่อกบฏ  และได้มีการแบ่งส่วนภูมิภาค คือ มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  เพื่อความสะดวกในการบริหารงาน  จากการปฏิรูปทางการเมืองโดยการยกเลิกระบบการปกครองแบบโบราณและปฏิรูประบบราชการ เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการขึ้นมา  โดยการส่งไปศึกษาในต่างประเทศและนำมาใช้บริหารงานในประเทศสยาม  ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการใช้อำนาจ (ดนัย ไชยโยธา :2546)   

 

ซึ่งในการเกิดการปฎิรูปการปกครองในสมัยของรัชกาลที่ 5 นั้นได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่มีผลอย่างมากในการปฏิรูปการปกครองและในการเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านทางการเมืองการปกครองเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกซึ่งปัจจัยภายนอกนั้นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยภายใน เพราะประเทศไทยนั้นไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับกฎของสังคมโลก ซึ่งในกรณีของรัชกาลที่ 5 นั้นได้ถูกลัทธิล่าอาณานิคมเข้ามาจึงทำให้ต้องเกิดการปฎิรูปหลายๆอย่างทั้งระบบการปกครอง และ ความเจริญของบ้านเมือง ได้แก่ การศึกษา การคมนาคม การสื่อสาร โดยภายหลังมา กลุ่มที่มาจากระบบราชการ ที่ได้รับอิทธิพลทางความแนวคิดแบบตะวันตกที่ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศในแถบทางตะวันตก ซึ่งได้มีการใช้ชื่อว่า กลุ่มคณะราษฎร ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคณะราษฏรนั้นกับการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศไทย แต่สำหรับการรับเอาประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศนั้น ก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่ไม่มีพอใจกับประชาธิปไตยมากนัก จึงได้การเกิดรัฐประหารขึ้นแต่บางกลุ่มก็ให้การสนับสนุนในการรัฐประหาร จึงเป็นจุดบ่งชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยภายนอกจะส่งผลให้มีการนำประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศได้ แต่ได้รับประชาธิปไตยมาแค่วิธีการปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งคนในสังคมยังไม่มีความเข้าใจพอถึงประชาธิปไตยและประกอบกับกลุ่มอนุรักศักดินาที่พยายามกีดกันไม่ให้คนในสังคมได้รับ ความรู้ หรือ เกิดความเข้าใจในประชาธิปไตย จึงทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่ไม่มีความมั่นคง ดังนั้นเหตุการณ์ในการปฏิรูประบบการปกครองในสมัยรัชการที่ 5 นั้นได้รับแรงผลักดันมาจากปัจจัยภายนอกที่ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยนั้นไม่มีอำนาจมากพอในการต่อรองกับอำนาจของภายนอกประเทศ จึงทำให้(สุรีย์  พงษ์จันทร์ :2536)

 

 ประเทศไทยต้องเผชิญและปฎิบัติไปตามกระแสโลก ที่มีความพยายามรับเอาระบบประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศซึ่งกลุ่มอนุรักศักดินาที่มีอำนาจอยู่ในประเทศในขณะนั้น ไม่ชอบในความเป็นประชาธิปไตยและ เพราะด้วยประชาธิปไตยนั้นขัดต่อระบบที่พวกของตนนั้นเคยได้รับประโยชน์อย่างมาก จึงได้มีการทำลายความคิดเพื่อให้ประชาชนในสังคมไม่สามารถเข้าถึงความเป็นประชาธิปไตยได้ จึงทำให้ประชาธิปไตย ไม่สามารถเกิดประสบความสำเร็จได้ในประเทศไทย เหตุเพราะปัจจัยภายในประเทศยังมีการต่อต้านการเข้ามาของปัจจัยภายนอกอยู่ ซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ได้ นอกจากนี้ในสมัยพระบาสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการส่งเสริมการศึกษาให้แพร่หลาย มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นหลายแห่ง  และสนับสนุนให้ทุนหลวงโดยส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศมีการศึกษาภาคบังคับ  ต้องเข้ารับการศึกษาขั้นประถมศึกษา ทำให้ประชาชนมีการศึกษาเพิ่มขึ้น พระบาสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงนิยมระบอบประชาธิปไตย โดยได้ทรงจัดตั้งเมืองสมมุติดุสิตธานี  ขึ้นในบริเวณวังพญาไท  จำลองรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นใช้ในเมืองสมมุตินั้น   โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีรัฐธรรมนูญการ ปกครองลักษณะนคราภิบาลซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของเมือง และให้ข้าราชบริพารสมมุติตนเองเป็นราษฎรของดุสิตธานี มีการจัดตั้งสภาการเมืองและเปิดโอกาสให้ราษฎรสมมุติใช้สิทธิ์ใช้เสียงแบบประชาธิปไตย เป็นเสมือนการฝึกหัดการปกครองแบบประชาธิปไตย  ( สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 )

 

 

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 -2500

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ล้มเลิกระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่มีเสถียรภาพมั่นคงในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน   ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยในอดีตจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง  แต่ก็เป็นเพียงการยึดอำนาจและการเปลี่ยนราชวงศ์ในปกครองในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นเดิมเท่านั้น  แต่สำหรับในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 - 2500เป็นการต่อสู้ของกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอนุรักศักดินา  ซึ่งภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิไตยโดยคณะราษฎร นำโดย     พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาและพันเอกพระยาทรงสุรเดช  และได้มอบหมายให้                   พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นผู้นำรัฐบาล  โดยหวังว่าคณะรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกขุนนางเก่าซึ่งเป็นตัวเชื่อมกันชนระหว่างระบอบใหม่กับระบอบเก่า

 

ในการเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2500 เป็นช่วงระยะเวลาของการต่อสู่กันระหว่างกลุ่มอำนาจระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ และ ฝ่ายคณะราษฎรสำหรับประเทศไทยมีโครงสร้างที่มีปัญหา เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยแต่มีนักการเมืองที่มีความอ่อนแอ ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในระยะ 20 ปี ในสมัยก่อนไม่มีนักการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองไทย แต่จริงๆแล้วประเทศไทยมีอุดมการณ์ทางการเมืองแต่ไม่ได้เป็นในลักษณะแบบต่างประเทศ เปรียบเสมือน ศาสนา โยการเปรียบเทียบบนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ลัคธิโปแตสแต้น ลัดธิคาทอริก หรือธรรมกายที่มองว่าเป็นฐานเสียงของระบบเผด็จการที่ทำให้ทุกวันนี้เป็นการต่อสู้ที่เป็นรูปธรรม พัฒนาการของการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย  (เดวิด เค วัยอาจ:2556) 

 

สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

สาเหตุการเปลี่ยนแปลงเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิต่างๆระหว่างสามัญชนซึ่งไม่มีสิทธิอะไรกับกลุ่มพระราชวงศ์ที่มีสิทธิพิเศษอย่างมาก โดยเฉพาะยิ่งพระบรมวงศานุวงศ์และอภิรัฐสภาสามารถใช้อภิสิทธิ์ที่มีอยู่เหนือบุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและหมู่คณะ จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการศึกษา  เพราะแม้จะมีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับโดยการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา แต่ในความเป็นจริงมีเฉพาะลูกเจ้านายเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนได้อย่างเต็มที่  หรือระบุว่าบุคคลที่สามารถเข้าศึกษาเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต้องเป็นบุคคลที่เป็นเชื้อพระวงศ์เท่านั้น  ผลที่ตามมาก็คือข้าราชการและประชาชนรู้สึกว่าตนเป็นกลุ่มหรือชนชั้นที่แตกต่างไปจากชนชั้นของพระราชวงศ์  และพร้อมที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแห่งความเสมอภาค

 

สาเหตุทางด้านเศรษฐกิจในขณะนั้นได้เกิดภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศอยู่ในสภาพไม่มั่นคง ที่เกิดการขาดดุลอย่างมากและประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแก้ไขปัญหาโดยการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมากเพื่อลดรายจ่ายของรัฐ  ซึ่งข้าราชการที่ถูกปลดส่วนใหญ่คือพวกทหารโดยเฉพาะทหารบก  อีกทั้งยังมีการเพิ่มภาษีอากร  ซึ่งสร้างความเดือนร้อนและไม่พอใจแก่ข้าราชการและราษฎรโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก  จึงเปิดโอกาสให้เกิดแนวร่วมที่พร้อมจะให้การสนับสนุนการปกครองในรูปแบบใหม่ที่คาดว่าน่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า

 

สาเหตุทางด้านการเมืองในขณะนั้นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ คือ อภิรัฐมนตรีสภา ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการของพระมหากษัตริย์  แต่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์  ทำให้อภิรัฐมนตรีสภาเป็นเสมือน เสนาบดีวงใน  ซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลในการปกครองค่อนข้างสูง  จึงเป็นสาเหตุของการแตกแยกในหมู่เสนาบดีและขุนนาง  และยังทำให้ข้าราชการทั่วไปรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมให้พวกราชวงศ์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง

 

สาเหตุจากปัจจัยภายนอกประเทศด้วยภาวะกระแสความนิยมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบชาติตะวันตกได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ได้รับการศึกษาหรือมีประสบการณ์ในประเทศตะวันตก แนวคิดของบุคคลกลุ่มนี้เห็นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า ด้วยความปรารถนาให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ จึงเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (สุรีย์  พงษ์จันทร์: 2536)

 

 

ผลจากการเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากการรประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475  เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้  ปัญหาความขัดแย้งและการแข่งขันที่แฝงอยู่ในหมู่คณะผู้บริหารชุดใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น  โดยมี 5กลุ่มที่มุ่งแสวงหาอำนาจในระบอบใหม่                       ฝ่ายอนุรักศักดินา กลุ่มเก่าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพลเรือนอาวุโส และกลุ่มกษัตริย์นิยมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทหารอาวุโส ของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา  ที่มีพระยาทรง       สุรเดชมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง  กลุ่มทหารบก  ทหารเรือรุ่นหนุ่ม มีแกนนำโดยหลวงพิบูลสงคราม  และกลุ่มพลเรือน มีแกนนำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ใหญ่ๆเกิดขึ้น 3 ครั้งด้วยกันอันประกอบไปด้วย

 

วิกฤตการณ์ที่หนึ่งปรากฏการณ์รัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา

 

สำหรับวิกฤตการณ์นี้คือผู้นำคณะรัฐบาลสนับสนุนให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ออกร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น  ซึ่งในเนื้อหาส่วนหนึ่งได้มีการบรรยายถึงหลวงประดิษฐ์มนูธรรมขณะที่ได้ไปศึกษาที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นลักษณะของอุดมคติและลักษณะของสังคมนิยม  ซึ่งเป็นเรื่องการจัดระบบที่ดินและแรงงานของรัฐ  เรื่องให้ราษฎรทั้งหมดของสยามอยู่ในระบบราชการทุกคนเป็นข้าราชการ  แม้แต่กลุ่มชาวนาก็เป็นข้าราชการ  และมีโครงการให้รัฐประกอบอุตสาหกรรม  ซึ่งกลุ่มอนุรักศักดินาส่วนใหญ่เป็นทหาร  จึงได้มีการโจมตีเค้าโครงเศรษฐกิจว่าเป็นหัวคอมมิวนิสต์  และพากันเข้ากราบทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงยกเลิกเค้าโครงเศรษฐกิจ  จึงทำให้สภาผู้แทนราษฎร กลุ่มพลเรือนรุ่นหนุ่มและหัวรุนแรง  นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมรู้สึกไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลจึงออกพระราชกฤษฎีกาขึ้นและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์  ส่งผลให้หลวงประดิษฐ์-    มนูธรรมถูกกดดันให้ออกและต้องลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศ และห้ามรัฐบาลนี้นี้รวมกลุ่มคบค้าสมาคมกัน  ทั้งนี้เพราะเพื่อเป็นการขัดขวางในการพยายามจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีฐานของข้าราชการที่อาจจะท้าทายรัฐบาลได้

 

 

วิกฤตการณ์ที่สองรัฐประหาร

 

สำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช ได้มีการเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มทหารแกนนำโดยนายพันโทหลวงพิบูลสงครามและ        นายพันโทหลวงศุภชลาศัย เข้าขัดขวางเพื่อไม่ให้นายทหารหนุ่มได้เลื่อนตำแหน่งเข้าควบคุมกำลังทหารโดยตรง  ซึ่งหลวงพิบูลสงครามได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้รักษาการณ์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายยุทธการแทนพระทรงสุรเดช ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่งในขณะนั้น  เพื่อเป็นการรักษากลุ่มอนุรักษ์ศักดินาให้ยังมีอำนาจเต็มในกองทัพ  ซึ่งกลุ่มนายทหารหนุ่มต้องพบกับความยากลำบากในการขอความร่วมมือจากนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จนในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นแต่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ  ทำให้รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติ-ธาดา สิ้นสุดลง  และนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยมี  สมาชิกในกลุ่มผู้ก่อการรวม 7 คนอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และมอบหมายให้ข้าราชการอาวุโสที่ไว้ใจดูแลกระทรวง  และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมได้ผ่านกฎหมายให้อำนาจ                  คณะรัฐประหารเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหาร  และได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์  ในเวลาต่อมา ซึ่งส่งผลให้ราชอาณาจักรอยู่ในภาวะใกล้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีก่อน

 

 วิกฤตการณ์ที่สามกบฏบวรเดช

 

สำหรับในวิกฤตการณ์ครั้งนี้นับตั้งแต่การล้มล้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงส่งผลให้บางกลุ่มเกิดความไม่พอใจ  เกิดการต่อสู้  เกิดการวางแผนต่อต้านระบอบใหม่จากเหตุจูงใจหลายประการจากความยึดมั่นในลัทธิราชาธิปไตย   ซึ่งเหตุการณ์ปรากฏชัดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเมื่อ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดชพระราชนัดดาในพระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว      ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในฐานะแม่ทัพได้นำทหารจากต่างจังหวัดก่อการกบฏ  โดยปลุกระดมกองทหารรักษาการณ์จังหวัดนครราชสีมาให้ก่อการกบฏขึ้น  และได้รับกำลังเสริมจากกองกำลังทหารจากสระบุรีและอยุธยา เข้ายึดสนามบินดอนเมือง  ผู้ก่อการที่เรียกตนเองว่าคณะกู้บ้านกู้เมือง  ยื่นคำขาดให้รัฐบาลลาออก  เนื่องจากรัฐบาลปล่อยให้มีคนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  รวมทั้งส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้  โดยนายพันโทหลวงพิบูลสงครามรับผิดชอบการรบของทหารฝ่ายรัฐบาล ด้วยการโต้ตอบกลับ  ด้วยการรบอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยกันทั้งสองฝ่าย   ส่งผลให้ฝ่ายกบฏต้องล่าถอยไปทางจังหวัดนครราชสีมา  ขณะที่กองทหารรัฐบาลได้ยึดนครราชสีมา  และเมื่อกลุ่มก่อการของพระองค์แน่ใจแล้วว่ากระทำการไม่สำเร็จอย่างแน่นอน  พระองค์เจ้าบวรเดชจึงลี้ภัยไปยัง       อินโดจีน  ทำให้รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นอย่างมากในช่วงวิกฤตการณ์นี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีกลุ่มอาสาสมัครเข้าร่วมในกองทหารของรัฐบาล  และในเวลาต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับระบอบใหม่เกิดความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย เป็นผลทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติในเวลาต่อมา (เดวิด เค วัยอาจ: 2556 )

 

ในการเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2500 เป็นช่วงระยะเวลาของการต่อสู่กันระหว่างกลุ่มอำนาจระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ และ ฝ่ายคณะราษฎรสำหรับประเทศไทยมีโครงสร้างที่มีปัญหา เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยแต่มีนักการเมืองที่มีความอ่อนแอ ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในระยะ 20 ปี ในสมัยก่อนไม่มีนักการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองไทย แต่จริงๆแล้วประเทศไทยมีอุดมการณ์ทางการเมืองแต่ไม่ได้เป็นในลักษณะแบบต่างประเทศ เปรียบเสมือน ศาสนา โยการเปรียบเทียบบนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ลัคธิโปแตสแต้น ลัดธิคาทอริก หรือธรรมกายที่มองว่าเป็นฐานเสียงของระบบเผด็จการที่ทำให้ทุกวันนี้เป็นการต่อสู้ที่เป็นรูปธรรม พัฒนาการของการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มิได้เป็นการสถาปนา ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในสังคมไทย จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เห็นได้ชัดว่า การเมืองไทยหลังปี  2475  มีการรัฐประหาร กบฏ บ่อยครั้งทำให้อำนาจทางการเมืองไทยถูกครอบงำโดยทหารเป็นส่วนใหญ่  พลังประชาธิปไตยนอกระบบราชการ เช่น พรรคการเมือง ประชาสังคม มีบทบาทน้อยมาก นายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือนขาดเสถียรภาพ อยู่ได้ไม่นานก็ถูกรัฐประหาร เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา กลับถอยหลัง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา (เดวิด เค วัยอาจ: 2556 )

 

ระบอบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic  Polity)

 

เป็นระบบการเมืองที่มีทั้งทหารและพลเรือนเข้าครอบงำระบบการเมืองในกระบวนการตัดสินใจของผู้นำ  การเมืองมาจากระบบราชการเป็นส่วนใหญ่  และฐานอำนาจอยู่ที่ระบบทหาร  ลักษณะของระบบการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยที่ข้าราชการเป็นใหญ่  ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 และมีอิทธิพลสูงสุดในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  และเริ่มเสื่อมถอยลงในเหตุการณ์ของ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อกลุ่มนอกระบบราชการเริ่มเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลทางในการเมืองมากขึ้น  ระบบการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยที่ข้าราชการเป็นในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์นั้น เพราะการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2501  มีนัยที่สำคัญคือจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์สามารถยึดอำนาจได้อย่างเด็ดขาด หลังจากที่ได้รวบอำนาจจากระบบราชการที่แตกแยกและต่อสู้กันในการรัฐประหารก่อนหน้านี้  และเงื่อนไขพัฒนาเศรษฐกิจประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารก็เปิดโอกาสให้จอมพล  สฤษดิ์  ธนะรัชต์ได้มีการขยายอำนาจลงไปถึงชนบทอย่างกว้างขวาง  ซึ่งการรัฐประหารขึ้นในวันที่  20 ตุลาคม 2501 นั้นทำให้จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  สามารถสถาปนาระบบราชการขึ้นมาใหม่และได้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างที่ระบบราชการไม่เคยทำมาก่อน  ด้วยเหตุที่มีกลุ่มพลังนอกระบบราชการบางกลุ่มคอยทัดทานอยู่ อาทิ กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีบทบาทในสภาเป็นระยะการแตกแยกความเป็นใหญ่ในระบบราชการเองและการมีกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มในท้องถิ่นเป็นต้น   ดังนั้นถ้าหากจะนิยามว่ารัฐไทยหรือระบบการเมืองไทยเป็นรัฐระบบราชการหรือเป็นระบบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของระบบราชการที่ระบบราชการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างแท้จริง  และเกิดขี้นอย่างชัดเจนในช่วงสมัยของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์( ลิขิต ธีรเวคิน: 2557)

 

การเมืองของทหารสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ 

 

จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ เคยเป็นทหารคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเวลาช้านานและสุดท้ายได้แปรเปลี่ยนมาเป็นศัตรูกันในเวลาต่อมา จอมพลสฤษดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2451  เป็นบุตรของนายพันแห่งกองทัพบก จอมพลสฤษดิ์ใช้ชีวิตวัยเด็กกับครอบครัวลาวของมารดาที่จังหวัดมุกดาหาร แล้วย้ายมาพำนักที่กรุงเทพฯเพื่อเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก  จอมพลสฤษดิ์นั้นได้มีความเกี่ยวพันกับพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ และจอมพลผิน  ชุณหวะ และนำมาซึ่งเส้นทางการเมืองในเวลาต่อมา  และได้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2500 โดยเพราะถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก และได้ตั้งรัฐบาลรักษาการนำโดย                 นายพจน์  สารสิน  ซึ่งในเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาโรคตับแข็งและต่อมาได้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้น  ผลการเลือกตั้งพรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมาก แต่นายพจน์ปฏิเสธการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย  จึงให้มือขวาของจอมพลสฤษดิ์คือ พลเอกถนอม กิติขจร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน  ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของจอมพลสฤษดิ์ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่อยู่ในประเทศ  หลังจากนั้นจอมพลสฤษดิ์  ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกถนอม ซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ นับว่าเป็นการทำรัฐประหารครั้งสำคัญที่สุดครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะการรัฐประหารในครั้งนี้มีผลทำให้การเมืองการปกครองไทยต้องเข้าสู่รูปแบบของเผด็จการอำนาจนิยม จอมพลสฤษดิ์ได้จัดรูปแบบและควบคุมจัดระเบียบ ซ่อมถนนหนทา  จับกุมวัยรุ่นกวนเมือง ควบคุมกิจการโสเภณี  สั่งยกเลิกการใช้รถสามล้อ เพราะมองว่าล้าสมัย  ประกาศให้การสูบฝิ่นและจำหน่ายฝิ่นเป็นสิ่งผิด  จอมพลสฤษดิ์ยัดเหยียดความเป็น คอมมิวนิสต์ให้กับศัตรูทางการเมืองทั้งหมดของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือนักวิจารณ์การเมือง  ซึ่งการปกครองแบบเบ็ดเสร็จดังกล่าว  ทำให้เกิดความกังวลว่าประเทศตกอยู่ใต้ภาวะทรราชย์มากขึ้นและในช่วงเวลาเดียวกันคนส่วนน้อยที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์  โดยเฉพาะ    ในเขตเมือง  รวมทั้งผู้สนับสนุนนักการเมืองจำนวนไม่น้อย หยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานับ 15 ปี

 

รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ได้ตอบสนองความต้องการในชนบทมากขึ้นโดยการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจโดยเริ่มจากการสร้างถนน ระบบการชลประทาน และระบบไฟฟ้าในชนบท  ปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลใช้มาตรการหลายๆอย่างเพื่อปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยตั้งเป้าหมายขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 4 ปี เป็น 7 ปี  ส่งผลให้จำนวนนักเรียนระดับมัธยมเพิ่มขึ้น จำนวนครูที่ผลิตออกมาในช่วงนี้เพิ่มขึ้น  มีการขยายตัวครั้งสำคัญของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้มีการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ขึ้นและในช่วงเวลาดังกล่าวคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ได้ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นและยากจนที่สุดในประเทศ  การยึดแนวทางเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จในการสร้างโครงสร้างสังคมใหม่  ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชการและขุนนางรุ่นเก่า ๆ และพวกนิยมกษัตริย์  ซึ่งการที่จอมพลสฤษดิ์ได้มีการส่งเสริมและพัฒนา ทำให้ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้นำทางเศรษฐกิจ (เดวิด เค วัยอาจ: 2556 )

 

 

 

 

การเมืองสมัยถนอม  กิติขจร

 

จอมพลถนอม  กิติขจร  เคยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของจอมพลสฤษดิ์ มาเป็นเวลานาน ซึ่งจอมพลถนอมถูกมองว่าเป็นคนสมถะค่อนข้างซื่อสัตย์ และเป็นผู้ไม่ก้าวร้าว  แต่ขาดบุคลิกและความเป็นผู้นำแบบจอมพลสฤษดิ์   จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี  โครงสร้างทางการเมืองหรือปรัชญาแบบจอมพลสฤษดิ์ มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ในช่วงเวลานี้ มีพลเอกประภาส จารุเสถียรในฐานะรองนายกรัฐมนตรี การพัฒนาประเทศไทยในช่วงพ.ศ. 2503-2522  เป็นช่วงที่ประชากรของประเทศเพิ่มมากขึ้นและมีขนาดใหญ่มากขึ้นส่งผลให้การจราจรติดขัดและอากาศเป็นพิษ  มีโรงแรม  หน่วยงานรัฐบาล  อพาร์ทเมนต์  บริษัทการค้า  มีโรงงานในเขตชานเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่  ส่งผลให้เกิดชนชั้นกลางเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย การเจริญเติบโตของชนชั้นกลางทำให้เกิดลักษณะของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทางการเมือง  เกิดผลประโยชน์มากขึ้นอย่างชัดเจน ในการรักษาสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างพิเศษพร้อมกันนั้นค่านิยมยึดถือแนวคิดเรื่องเสรีภาพที่ได้รับจากระบบศึกษาและเสริมด้วยการเข้าถึงวิถีการเมืองแบบตะวันตก ทำให้ชนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้รู้สึกอึดอัดกับระบอบเผด็จการทหาร ความไม่พอใจของภาคชนบทอาจเป็นส่วนเสริมความชอบธรรมให้แก่นักศึกษา  และชนชั้นกลาง  ในการยืนหยัดเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

ซึ่งในเวลาต่อมาจอมพลถนอมรัฐประหารตัวเองในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยการยุบสภาและยกเลิกพรรคการเมืองปกครองด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ช่วยให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาล  นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516  โดยนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มทางสังคมที่ยึดติดกับโครงสร้างสังคม และเป็นกลุ่มบุคคลที่สนใจในอนาคตที่สุด ได้ทำให้ระบอบถนอมยุติลง นักศึกษารู้สึกถูกทรยศหักหลังจากที่ได้รับการชี้นำให้คาดหวังต่อวิวัฒนาการทางการเมือง  จึงได้เกิดการเดินขบวนประท้วงขึ้นและมีการขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยออกด้วยสาเหตุมีการตีพิมพ์เอกสารวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล  และกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้เดินแจกใบปลิวเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  จนเกิดการถูกจับกุมขึ้น  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนมัธยมและอาชีวะ  และสมาชิกรุ่นใหม่ของชนชั้นกลาง จำนวนถึง 500,000 คน  ในการเรียกร้องและวิภาควิจารณ์รัฐบาลและเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  ซึ่งนำมาซึ่งการปะทะกันขึ้นและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจอมพลถนอมไม่ได้การสนับสนุนจากกองทัพอย่างที่ต้องการ  จอมพลถนอม และจอมพลประภาส ได้ถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง และลี้ภัยทางการเมืองด้วยการหนีออกนอกประเทศ (เดวิด เค วัยอาจ: 2556 )

 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

รัฐบาลพลเรือนภายใต้แกนนำของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตำรงตำแหน่งนักวิชาการทางด้านกฎหมาย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และยังเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาก่อนรวมทั้งยังเป็นประธานองคมนตรี  ซึ่งรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภามีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง  มีการกำหนดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2519 และนักการเมืองอย่าง ม.ร.ว. เสนีย์  ปราโมช  ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากนายควง  อภัยวงศ์ และในขณะนั้นเป็นการชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างพี่กับน้องคือม.ร.ว. เสนีย์   ปราโมช และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  ซึ่งในท้ายที่สุดหน้าที่ในการตั้งรัฐบาลจึงตกมาอยู่ที่น้องชายของ ม.ร.ว. เสนีย์ นั้นก็คือ ม.ร.ว.   คึกฤทธิ์  ปราโมช  ผู้ที่ใช้กลยุทธ์แยบยลในการตั้งรัฐบาลแบบผสมได้ประสบความสำเร็จทั้งการให้สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นสัญญาอย่างแน่นอนว่าจะถอนกองทัพออกจากประเทศไทย  และเจรจาต่อรองให้มีการสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับสาธารณรัฐประชาชนจีน  เป็นผลสำเร็จทั้งสองเรื่องส่งผลทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมชได้รับความนิยมจากสังคมในช่วงเวลานั้นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ไทยในการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลแบบผสมเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย  จนในเวลาต่อมาได้เกิดความวุ่นวายขึ้นในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร จน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชต้องลาออก พร้อมประกาศให้มีการเลือกตั้งขึ้น  ส่งผลให้ ม.ร.ว. เสนีย์  ปราโมช ได้กลับมามีอำนาจขึ้นอีกครั้ง ต่อมาได้มีการประท้วงขึ้นอีกครั้งเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีถนอมกลับมาไทย จึงได้มีการปลุกระดมผู้รักชาติมารวมตัวกัน เพื่อต่อต้านนักศึกษาและต่อต้าน คอมมิวนิสต์  เหตุการณ์เริ่มบานปลายขึ้นอย่างหนัก  มีกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง ตำรวจและอื่นๆ ร่วมขบวนการความรุนแรงในครั้งนี้  นักศึกษาถูกฆ่าแขวนคอ เผาทั้งเป็น และถูกทุบตี  เป็นการปิดฉากการทดลองใช้ประชาธิปไตยอย่างเหี้ยมโหด กองทัพเข้ามามีบทบาทอีกครั้งหลังรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก  การแสดงออกทางการเมืองถูกปิดกั้นคนไทยจำนวนมากรังเกียจความป่าเถื่อนของการเมืองที่เกิดขึ้น หวาดหวั่นกับอนาคต ส่งผลให้ประเทศสั่นคลอนด้วยความรุนแรงทางการเมือง (ธงชัย  วินิจจะกูล: 2556)

 

 

Semi Democracy 1980 – 1990

 

สำหรับในยุคนี้เป็นเสมือนการเริ่มต้นใหม่เพราะเป็นการเมืองที่ระบบการเมืองอำนาจไม่ได้อยู่ในเมืองของประชาชน แต่เป็นการแชร์อำนาจของทหารกับนักการเมือง ทหารใช้อำนาจผ่านระบบราชการ และโดยนักการเมืองใช้อำนาจผ่านโครงสร้างประชาธิปไตยที่พิการ ช่วงเวลานี้ภาพก่อนความขัดแย้งระหว่าง แดงกับเหลือง  ทหารนั้นลดบทบาทลงเป็นยุคที่ประชาธิปไตยดูเบ่งบาน โดยแรงภายนอกที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงเวลานี้นั้นคือ การเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ทำให้นักธุรกิจเข้ามามีบทบาทในรัฐมากขึ้น เป็นแรงผลักดันบทบาทของรัฐธุรกิจอย่างทักษิณ  ชินวัตรก้าวขึ้นมามีอำนาจซึ่งภายหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รัฐบาลของนายธานินทร์  กรัยวิเชียร ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศได้ในระยะหนึ่ง ก็ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น และนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง  และการแย่งชิงอำนาจกันในกลุ่มผู้นำทางทหารภายในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ รวมทั้งกลุ่มทหารอื่น ๆ เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งนอกจากกลุ่มภายในคณะรัฐประหารแล้วยังมีกลุ่มนายทหารระดับนายพันที่ให้การสนับสนุน คือกลุ่มยังเติร์ก นำโดยพันเอกมนูญ รูปขจร พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร และพันเอกจำลอง ศรีเมือง เป็นต้น กลุ่มยังเติร์ก  สนับสนุนให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรีแทนพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ ตำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในขณะนั้น ซึ่งหลังจากการรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียรแล้ว    นายเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนามว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบเพราะมองว่าเป็นการวางดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังกองทัพ เพื่อให้กองทัพนั้นสามารถที่จะควบคุมทิศทางของการเมืองได้

 

ในปีพ.ศ. 2523-2531 เป็นช่วงที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มยังเติร์กและถอดถอนการสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์  ซึ่งในเวลาต่อมาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ถึงวาระเกษียณอายุราชการแต่ได้มีความพยายามในการต่ออายุราชการให้สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้อีก 1 ปี แต่ไม่เป็นผลถูกคัดค้านจากกลุ่มยังเติร์ก ซึ่งจากนี้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มของทหารกันเองและกับกลุ่มประชาชน  ซึ่งพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีและได้รับการต่ออายุราชการอีก 1 ปี ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มยังเติร์ก ส่งผลให้กลุ่มยังเติร์ก ทำการรัฐประหารขึ้น เรียกว่า กบฏเมษาฮาวาย แต่เป็นผลไม่สำเร็จ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการของกองบัญชาการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  ทำให้อำนาจของพลเอกเปรมติณสูลานนท์  มีความมั่นคงและในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา (ทินพันธุ์ นาคะตะ. 2555)

 

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

 

หลังจากที่พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ยุติบทบาททางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผลทำให้พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนถัดมาการเมืองไทยต้องกลับมาไร้เสถีรยภาพอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2534 โดนกลุ่มผู้นำทางทหารที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  แกนนำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงษ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ฯลฯ ได้เข้าทำรัฐประหารในรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลทุจริตมีการแทรกแซงข้าราชการ ทำลายสถาบันทหาร กับการลอบสังหารบุคคลสำคัญและคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งหลังจากการเข้ายึดอำนาจเสร็จแล้ว คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  ได้สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว และได้ประกาศใช้ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดเกล้าให้นายอานันท์ ปันยารชุน  เป็นนายกรัฐมนตรี ในการบริหารประเทศและดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จนเกิดการเลือกตั้งได้ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคสามัคคีธรรม ได้รับเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาล แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมิได้ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลทำให้พรรคสามัคคีธรรมได้เชิญให้       พลเอกสุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผลทำให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านและประชาชนเกิดการคัดค้านและการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คราประยูร ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจเกิดการชุมนุมขึ้นซึ่งมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำสำคัญในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนจำนวนหลายแสนคนได้เข้าร่วมชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน การประท้วงและเหตุการณ์ได้ลุกลามจนกลายเป็นเหตุจลาจลเกิดความเสียหายทั่วกรุงเทพ ฯ จนนำไปสู่ความรุนแรง มีประชาชนบาดเจ็บเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้พลเอกสุจินดา คราประยูรและพลตรีจำลอง  ศรีเมือง เข้าเฝ้า ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นผลให้พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้มีการเสนอ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ยังคงมีกระแสในการต่อต้านอยู่ เป็นผลทำให้นายอานันท์ ปันยารชุน ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามการเสนอชื่อของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมการเมือง และได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2535 ด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (จักษ์ พันธุ์ชู-เพชร.2555)

 

การปฏิรูปทางการเมือง           

 

หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้เกิดการเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง จนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 และการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะในรัฐธรรมนุญประกอบไปด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมของนักการเมือง ทั้งระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจขององค์กรการเมือง การจัดตั้งองค์กรอิสระ การทำให้องค์กรการเมืองมีประสิทธิภาพ และการทำให้องค์กรของฝ่ายบริหารสามารถบริหารนโยบายได้โดยผู้นำที่มีความเข้มแข็ง  แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องหยุดชะงักอีกครั้งจากกระแสของโลกภายนอก ประเทศไทยต้องตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการที่ไม่ดี และมีการพยายามที่จะวางรากฐานของสังคมให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในขณะนั้นประชาชนไม่ได้มีความโหยหาผู้ที่จะมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมอีกแล้ว แต่ประชาชนได้โหยหานักธุระกิจที่เก่งและพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้นักธุระกิจได้เข้ามามีบทบาท มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศ ด้วยการชนะ การเลือกตั้งในนามของพรรคไทยรัก ซึ่งพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร เป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจในสังคมด้วยเหตุอันเนื่องมาจากแรงภายในสังคมที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาเรื่องปาก เรื่องท้อง และด้วยแรงภายนอกที่ทำให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรมีอำนาจขึ้นมาบริหารประเทศที่

เรียกว่าระบบแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้บุคคลอย่างพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตรได้ก้าวขึ้นมาการแก้ไขปัญหาและปรับโครงสร้างระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ธงชัย  วินิจ-จะกูล.2556)

 

สรุป

 

จากการปฎิรูปการปกครองได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการปฏิรูปการปกครองและปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองนั้น ปัจจัยภายนอกเป็นผลให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยภายใน ซึ่งมีความจำเป็นต้องเกิดการปฎิรูปในหลายๆด้านทั้ง ระบบการปกครอง ความเจริญของบ้านเมือง การศึกษา การคมนาคม การสื่อสาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากได้รับความแนวคิดแบบตะวันตกมาจากการไปศึกษาต่อที่ประเทศในแถบตะวันตก ซึ่งเป็นการปฏิรูปการปกครองตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นสำหรับการการรับเอาประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศนั้น ก็มีทั้งกลุ่มบุคคลที่เห็นด้วยและบางกลุ่มที่ไม่พอใจกับประชาธิปไตยมากนัก ซึ่งทำให้เกิดการประท้วง การรัฐประหารขึ้นในหลายๆครั้ง จนทำให้ระบบประชาธิปไตย ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้

 

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมที่ทำให้กลุ่มของระบบศักดินากับผู้ที่มีอุดมณ์การณ์ทางการเมืองในสังคมประกอบกับประชาชนที่มีความอ่อนแอ ไม่มีการตระหนักในทิศทางของอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเองว่าเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์กับตนเองจนนำมาสู่คำคมที่ว่า “ประชาชนฉลาดแล้ว แล้วนักการเมืองจะทำงานอย่างไร” จะเห็นได้ว่าการเมืองการปกครองของประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นมาจากรัฐแบบโบราณ โดยมีการยึดหลักการอนุรักษ์ระบบศักดินา ระบบอุปถัมป์ มีการชอบด้วยอำนาจ มีการชอบระบบกษัตริย์นิยม มาเป็นเวลาช้า ซึ่งหลังจากที่ประเทศไทยต้องผ่านเหตุการณ์ล้มลุกคลุกคลานในทางการเมืองหลายครั้ง เกิดเหตุการณ์รัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง เกิดการไร้เสถียรภาพในการบริหารงานและมีการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ในที่สุดจึงได้มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองโดยการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปสร้างโครงสร้างการเมืองที่มีความเหมาะสม โดยในระหว่างการที่มีการร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนมีความสนใจในทางการเมือง ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญและในการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการเลือกตั้งผู้แทนของแต่ละจังหวัดให้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมร่างรัฐธรรมนูญด้วย จนในที่สุดรัฐธรรมนูญนี้จึงได้รับการขนานนามว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน 

 

สำหรับการเมืองการปกครองไทยในรูปแบบของประชาธิปไตยนั้นยังคงเกิดปัญหาขึ้นกับการเมืองไทยตั้งแต่อดีตจยถึงปัจจุบันเพราะคนไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ยังคงเกิดความขัดแย้งในระบบของอุดมการณ์ทางการเมืองไปได้ประกอบกับประชาชนยังอ่อนแอเกินไป ที่จะกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ตระหนักในทิศทางของอุดมการณ์ทางการเมืองของตนว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ จึงเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถที่จะสร้างความมีเสถียรภาพในประชาธิปไตยได้จนถึงปัจจุบันนี้

 

 

 

 





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2016 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]