*/
  • pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-29
  • จำนวนเรื่อง : 263
  • จำนวนผู้ชม : 1198078
  • จำนวนผู้โหวต : 209
  • ส่ง msg :
  • โหวต 209 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม 2555
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 12187 , 11:14:13 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ชบาตานี , เหล่าซือสุวรรณา และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

อาหารเหล่านี้...กินมากเสี่ยงมาก!


 การจะมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างอาหาร ที่เรารับประทานกันอยู่นั้น แน่นอนว่าต้องมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้านเสมอ ในประโยชน์ก็มีโทษซ้อนอยู่ เราไม่ได้บอกว่าอาหารต่อไปนี้คุณ “ไม่ควร” รับประทาน เพียงแต่ควร ทานในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากทานมากไปกลับยิ่งเสี่ยงต่อโทษ มากกว่าประโยชน์ แล้วอาหารที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง เริ่มจาก

ตับหมู ในตับหมู 1 กิโลกรัมจะมีคอเลสเตอรอลสูงถึง 400 มิลลิกรัม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คอเลสเตอรอลยิ่งสูงยิ่งเสี่ยง ทั้งจากโรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ อีกมาก

ผักดอง จริงอยู่ว่าการหมัก ดอง เป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ในการ ทำอาหารหมักดองนั้น มักใช้เกลือในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายได้รับ โซเดียมสูง หากได้รับมากไปจะทำให้หัวใจทำงานหนัก ความดันเลือดสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ในอาหารหมักดอง มักเติมสารไนไตรต์ในปริมาณมาก สารตัวนี้เมื่อไปอยู่ในกระเพาะอาหารจะเปลี่ยนเป็น แอมโมเนียไนไตรต์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และแน่นอนว่าสารอาหารที่มี ประโยชน์ในผักไม่ว่าจะเป็น วิตามินบีและซี จะสลายไปตามระยะเวลาใน การหมักดอง

เต้าหู้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลัฟเบอเรอในอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องนี้ กับผู้สูงวัยชาวอินโดนีเซีย 719 คน พบว่าการกินเต้าหู้มากเกินไป มากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน มีส่วนทำให้ความจำแย่ลง โดยเฉพาะผู้บริโภค ที่อยู่ในวัย 68 ปีขึ้นไป เนื่องจากเต้าหู้เต็มไปด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งให้ผลในแบบเดียวกับเอสโตรเจน ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง ผลวิจัย ชิ้นนี้พบว่า ถ้าร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนมากเกินไป อาจเพิ่ม ความเสี่ยงทำให้เป็นโรคจิตเสื่อม ตัวการสำคัญอาจมาจากสารกันบูดใน เต้าหู้ ที่ไปกระทบกับสมองในส่วนของความจำ

ปาท่องโก๋ อาหารมื้อเช้าของใครหลายคนนั้นเอง ประการแรก ปาท่องโก๋นั้นทำจากแป้ง เมื่อแป้งผ่านกระบวนการทอดด้วยน้ำมัน จะทำให้เกิดไขมัน ชนิดทรานส์ ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปทำลายไขมันชนิด ดีหรือ HDL ที่มีประโยชน์กับร่างกาย และยังไปเพิ่มไขมันชนิดร้าย LDL ให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้มีผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และทำให้ระบบภูมิต้านทาน ทำงานผิดปกติ นี้ยังไม่รวมถึงกรรมวิธีในการทำ ปาท่องโก๋ ที่ต้องใช้สารส้มซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนอยู่ ตะกั่วนี้เองที่จะทำให้ไตเราทำงานหนักเพราะต้อง ขับสารนี้ออกไป

เมล็ดทานตะวัน ในเมล็ดทานตะวันนั้นมีกรด ไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป หรือบ่อยเกินไปอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ

เนื้อย่าง จะยิ่งอันตรายมากถ้ากินอาหารปิ้งย่างที่ติดส่วนไหม้เกรียมมาก ๆ เนื่องจากกระบวนการปิ้งย่างจะก่อให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และน้ำมันที่เราใช้ทาลงบนตะแกรงขณะย่าง เมื่อโดนความร้อนทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งเป็นขบวนการเปลี่ยนรูปโมเลกุลของสารไขมันที่มีลักษณะยาว ให้เป็นชนิดวงแหวน วงแหวนบางวง จะรวมกันหลายวงได้สารที่ทำให้เกิดมะเร็งได

ผักโขม ปวยเล้ง เราไม่ได้บอกให้เลิกทานผักโขม และปวยเล้ง เพราะสองสิ่งนี้ย่อมมีประโยชน์มากกว่าโทษ เพียงแต่กรดออกซาเลตที่มีอยู่มากในผักสองชนิดนี้ เมื่อทานมากไป กรดออกซาแลตจะไปจับตัวรวมกับแร่ธาตุ บางชนิด เช่น โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม และ โปรแตสเซียม จากกลายเป็นผนึกซึ่งผนึกออกซาเลตนี้เอง ร่างกายจะสามารถขับลิ่มต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองทางการ ปัสสาวะในกรณีที่ผลึกมีขนาดเล็ก แต่ถ้ามีขนาดใหญ่ จะทำให้เกิดความเจ็บปวด อาการที่พบคือ ปวดบริเวณเอว สีข้าง ปัสสาวะติดขัด มีการติดเชื้อภายใน ปัสสาวะออกมา เป็นเลือด วิธีเลี่ยงความเสี่ยงคือ ทานผักสองอย่างนี้สลับ กับผักชนิดอื่น อย่าทานอยู่ชนิดเดียวซ้ำกันเป็นเวลานาน ๆ

บะหมี่สำเร็จรูป ส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นแป้งสาลี 60-70% ส่วน 15-20% เป็นไขมัน (อยู่ในเครื่องปรุง) ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรสล้วน ๆ เพราะฉะนั้นถ้าทานบะหมี่สำเร็จรูปมากกว่า 1 ซองต่อวัน ร่างกายก็จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการถึง 50- 100% ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต และยังจะทำให้ความดันโลหิต สูงอีกด้วย และในบะหมี่สำเร็จรูปมีสารกันบูดและสาร แต่งรสค่อนข้างสูง จึงเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษในร่างกาย

ไข่เยี่ยวม้า ความเสี่ยงของอาหารชนิดนี้เริ่มตั้งแต่ กรรมวิธีการทำเลยค่ะ การทำไข่เยี่ยวม้าต้องมีส่วนประกอบ ของสารที่ให้ความเป็นด่างสูง นั้นก็คือ แคลเซียมออกไซด์ โซเดียมคาร์บอเนต ขี้เถ้า บางสูตรอาจเติมเกลือและน้ำชา แก่ ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการควบคุมค่าความเป็นกรดด่างให้สมดุล หากมากไปหรือน้อยไปจะทำให้ไข่ขาวไม่แข็งใสและเกิดลักษณะเหลว บางคนจึงเติมสาร ตะกั่ว เช่น ตะกั่วออกไซด์ จะช่วยให้ไข่แข็งตัว ผลที่ตามมา คือ หากทานมากไป เท่ากับทานสารตะกั่วเข้าไปด้วย โทษก็คือตะกั่วจะทำให้การดูดแคลเซียมในร่างกาย ส่งผลให้กระดูกโปร่งบาง หากทานมาก ๆ ร้ายแรงกว่านั้นก็ถึงขั้นเป็นหมันกันเลยทีเดียว

ที่มา ... กุลสตรี

(เคล็ดลับสุขภาพ)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 24/08/2012 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

แวะไปโหวตให้กับบล็อกที่รวบรวมสาระน่ารู้มาแบ่งปันของคุณ pierra แล้วค่ะ
เพื่อนๆ ที่เห็นว่าบล็อกนี้มีประโยชน์ โหวตให้กำลังใจได้ที่http://www.thailandblogawards.com/blogs/show/1400

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
eggs วันที่ : 14/08/2012 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/psitirat
“All truths are easy to understand once they are discovered.” Galileo 

... อาหารที่บอกมา ผมกินแทบทุกอย่าง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี? สรุปแล้ว ผมคิดว่า ไม่ควรกินอาหารจำเจ เป็นดีที่สุด ...
... ขอบคุณครับ ...

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
pierra วันที่ : 14/08/2012 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

ขอขอบคุณคห. ๘ คุณต้นตะวัน
ที่นำความรู้เกี่ยวกับเรื่องสารส้มมาเพิ่มเติมเพื่อเป็นสาระแก่ผู้ที่สนใจ
และขอบคุณทุกๆความเห็นครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ต้นตะวัน วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 23.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tontawan
http://www.thailandblogawards.com/blogs/show/2243


พอดีที่บ้าน ทำปาท่องโก๋อยู่ ก็เลยคลางแคลงสงสัยว่า สารส้ม มีตะกั่วที่เป็นอันตรายอยู่จริงหรือไม่ ค้นแล้วได้ความว่า

สารส้ม หรือ อะลัม (อังกฤษ: alum แอลัม) คือสารประกอบ ไฮเดรตเต็ดโพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟต (โพแทสเซียมอะลัม) สูตรเคมีว่า KAl(SO4)2.12H2O หรือหมายถึงกลุ่มของสารประกอบอื่น ๆ ในสูตร AB(SO4)2.12H2O ซึ่งถูกเรียกว่าสารส้มเช่นกัน

การใช้งาน

สารส้มใช้แกว่งในบ่อเก็บน้ำเพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน
สามารถใช้ในการกำจัดกลิ่นตัวโดยเฉพาะใต้วงแขน ดับกลิ่นได้ 100% และนานถึง 24 ชั่วโมง และสามารถใช้กำจัดกลิ่นเท้าได้
ทำให้อาหารกรอบ นิยมใช้กับการดองผักเพื่อให้ผักดองมีความกรอบ
ช่วยให้พริกขี้หนูดูสดใส เก็บไว้ได้หลายวัน โดยการนำพริกขี้หนูแช่ในน้ำสารส้มสักพัก แล้วนำมาผึ่งไว้ ก่อนทานก็ควรล้างพริกเสียก่อน
ช่วยให้ข้าวเหนียวมีเมล็ดสวย โดยใช้สารส้มแกว่งในน้ำแช่ข้าวเหนียว แล้วแช่ไว้สักครู่ เปลี่ยนน้ำแช่ใหม่ เวลานึ่งแล้วข้าวจะมีเมล็ดสวย
สารส้ม เป็นสารประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมทำสีย้อม เนื่องจากเป็นสารประกอบที่มีไอออนของอะลูมิเนียม สามารถเกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนกับสูตรโครงสร้างทางเคมีของสีและเส้นใยของพืช ทำให้สีติดเส้นใยได้ดีขึ้น สีจึงเข้มขึ้น

อันตรายของสารส้ม

สารส้มมีพิษในการกินค่อนข้างน้อยมาก อาการ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ซึม แต่ต้องกินในปริมาณสูงมากจึงเกิดอาการดังกล่าว
พิษที่เกิดจากสารส้มและพบได้บ่อย คือ การสูดฝุ่นสารส้มในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้เกิดอาการหอบหืดได้

ประเภท

โพแทสเซียมอะลัม หรือ โพแทชอะลัม หรือ โพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟต
โซเดียมอะลัม หรือ โซดาอะลัม หรือ โซเดียมอะลูมิเนียมซัลเฟต
แอมโมเนียมอะลัม หรือ แอมโมเนียมอะลูมิเนียมซัลเฟต
โครมอะลัม หรือ โครเมียม(III)โพแทสเซียมซัลเฟต
อะลูมิเนียมซัลเฟต หรือ สารส้มฟอกขาว

คุณสมบัติของสารส้ม

ไม่มีสีและกลิ่น เหมาะสำหรับผู้ชอบใช้น้ำหอมเพราะจะไม่มีกลิ่นไปรบกวนหรือหักล้างกลิ่นน้ำหอมที่ใช้
ไม่เปื้อนเสื้อผ้า เพราะไม่มีส่วนผสมของครีมและน้ำมัน
ปลอดภัยต่อร่างกาย คือไม่อุดตันรูขุมขน ไม่ซึมเข้าร่างกาย เพราะสารส้มทำให้เกิดประจุลบ จึงไม่สามารถผ่านผนังเซลล์ได้ ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายโอโซน
ไม่เสื่อมสภาพ มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม จึงไม่เสื่อมสภาวะที่อุณหภูมิห้อง

อ้างอิง

นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2550

อ้างอิง::
th.wikipedia.org/wiki/สารส้ม

ผมสรุปได้ว่า ส.บ.ม.ย.ห. หากทานด้วยความพอดี


ครับผม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ทะรี วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lopburiguide

วันวาน..มีเพื่อนเตือนว่าในตับมีคลอเรสเตอรอลสูงมาก(โชคดีที่ไม่ชอบและรับประทานตับ)
วันนี้ทราบเรื่องอาหารที่ใกล้ตัวอีกหลายอย่างที่น่าระวังเชียว...
ขอบคุณมากครับ
ทะรี.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สุกรวดี วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar

งานเข้าแล้วซี
วานนี้เองซื้อเต้าหู้มา2กล่อง+ผักโขม1กล่อง

หลายๆอย่าง ก่อนหน้าก็วิจัยกันว่ามีประโยชน์
ต่อมาบอกเป็นโทษ...
เช่นผักบุ้ง ผักกระเฉด กะหล่ำปลี

"ไม่ควรกินดิบ"
แต่ก็เห็นวางคู่กับขนมจีน-เป็นประจำ?

คนหาเช้ากินค่ำ-คงไม่ห่วงว่าจะมีผลอย่างไร
ห่วงแต่จะ ไม่มีกิน มากกว่า



ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

แล้ว
ขนาดไหน ครับ
ที่ว่า
มาก น้อย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชบาตานี วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

โชคดีที่เกือบทุกอย่างที่กล่าว ชบาไม่ค่อยได้กินค่ะ นานๆจะกินซักครั้ง เช่น บะหมีแห้ง ผักกาดดอง เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 11.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ ขอค่อยๆ ศึกษาดู มีหลายอย่างที่คนจีนทานเป็นประจำ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ธรรมพยนต์ วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 11.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speechthai

รู้ไว้ใช้คิดก่อนกิน....ขอบคุณครับ.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 13/08/2012 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ขอบคุณมากครับ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น