*/
  • pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-29
  • จำนวนเรื่อง : 263
  • จำนวนผู้ชม : 1202704
  • จำนวนผู้โหวต : 210
  • ส่ง msg :
  • โหวต 210 คน
<< มีนาคม 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม 2556
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 3235 , 11:40:38 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน เหล่าซือสุวรรณา โหวตเรื่องนี้

เชื่อหรือไม่..ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับ
 
 



      สุขภาพร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆ บางทีอยู่ดีๆ ก็เจ็บป่วยขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งจำเป็นมากๆ ที่เราจะต้องดูแลสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ แต่เนื่องจากโรคบางโรคก็ไม่รู้ว่าควรจะป้องกันอย่างไร เลยทำให้หนีไม่พ้นโรคเหล่านั้นซึ่งต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยตรง

      ทราบหรือไม่ว่าโรคบางโรคนั้นก็มีผลไม้บางชนิดสามารถป้องกันได้เหมือนกัน สรรพคุณที่ป้องกันโรคตับได้หลายๆ คนคงไม่เชื่อกันแน่ใช่ไหมล่ะ แต่นี่คือเรื่องจริงที่ได้รับการวิจัยออกมาแล้วว่า ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับได้จริงๆ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ผลไม้ธรรมดาๆ แต่ตอนนี้ลิ้นจี้กลายเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากๆ เอาเป็นว่าเราไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่าว่า ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับได้มากน้อยเพียงใด รายละเอียดที่นำมาฝากนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่รักสุขภาพมากน้อยเพียงใด ไปดูกันเลย

    ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับ

      “ลิ้นจี่”เป็นผลไม้ที่มีสีแดงมีมายาวนานกว่าพันปี ซึ่งมีต้นกำเนิดของผลไม้ชนิดนี้มาจากประเทศจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั้ง กิมเจ็ง ฮงฮวย และ จักรพรรดิ ในบ้านเราแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกมากจะอยู่ในภาคเหนือ และเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้ไทย รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงศึกษาค้นคว้าคุณประโยชน์ผลไม้ดังกล่าว

       ช่วงนี้เราเริ่มเห็นผลลิ้นจี่ทยอยสุก แต่สียังไม่เข้มจัดการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่มักเริ่มในเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน เมื่อลิ้นจี่ออกสู่ท้องตลาดลิ้นจี่จะเป็นของฝากที่มีคุณค่าที่เหมาะสำหรับ ผู้รับ เนื่องจากอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน และช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ภายในร่างกาย

      ทั้งนี้จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลพบว่า เนื้อ ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ น้ำมันจากเมล็ดลิ้นจี่มีสารประกอบ เป็นกรดไขมันที่สำคัญ เช่น ปาล์มมิติก 12% โอลิอิก 27% และไลโนเลอิก 11% เปลือกจะมีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา-ไนดินบี 2 และอีพิคาเทชิน ส่วนที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน-3-รูตินโนไซด์ ไซยาไนดิน-3กลูโคไซด์ เควอเซทิน-3-รูติโนไซด์ และเควอเซทิน-3-กลูโคไซด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

       และยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านมจากสรรพคุณดังกล่าว ชาวแดนมังกรจึงนิยมกินผลไม้ดังกล่าวเพื่อช่วยบำรุงแก้อาการไอเรื้อรัง คัดจมูก อาการท้องเดิน ลดกรดในกระเพาะอาหาร และยังนำมาทำเป็นชาชงเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคออาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส

   เปลือกเนื้อใน รวมทั้งเมล็ดล้วนมีโอสถสาร

      จากรายงานวิจัยยังพบว่าสารสกัดลิ้นจี่ลดขนาดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสารสกัดส่วนใดของลิ้นจี่สำหรับงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ของไทยพบว่า สารสกัดผลลิ้นจี่มีฤทธิ์ในการปกป้องตับในหนูที่เหนี่ยวนำให้ได้รับสารพิษและเป็นโรคตับ



ที่มา.. n3k.in.th

(เคล็ดลับสุขภาพ)


 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 31/03/2013 เวลา : 10.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะ
ไม่ค่อยชอบทานลิ้นจี่เพราะความที่เค้ามีรสหวานมากไปหน่อย
แต่หลังจากอ่านบทความนี้ คิดว่าต้องหันมาทานให้มากกว่านี้แล้วค่ะ
ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wanderer วันที่ : 29/03/2013 เวลา : 22.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shino

จำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ แม่อนุญาตให้ทานครั้งละ 5 ลูก เสมอ เพราะเขาบอกว่า ทานมากจะร้อนในคะ

และเคยเห็นเป็นเมนูอาหาร ที่เขาเอามาผัดกับกุ้งสด น่าทานมาก แต่ไม่เคยทำกลัวร้อนใน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 29/03/2013 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

บล็อกนี้มีแต่แนะนำอาหารดีมีประโยชน์
อ่านแล้วเริ่มเครียดค่ะ เพราะดิฉันชอบตรงข้ามเสมอ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น