• นารถ_บูรพา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nart_burapa@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 62
  • จำนวนผู้ชม : 93535
  • ส่ง msg :
  • โหวต 57 คน
din_hin_zai
หลากหลายในสารัตถะของชีวิต บางแง่มุมในสังคมที่ค้นพบ ทั้งรำพึงรำพัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถกเถียงเพื่อการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การเติบโต ผสมปนเปกับบทบันทึกความทรงจำอันน่าประทับใจ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม 2553
Posted by นารถ_บูรพา , ผู้อ่าน : 2617 , 16:16:55 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

1.) สาย...วันนี้ 

 

สายมากแล้ว, ข้าพเจ้ารี่เข้าไปเปิดคอมพิวเตอร์ทันทีเมื่อมาถึงห้องทำงานสื่อมวลชนประจำส่วนราชการแห่งหนึ่ง ได้สัมผัสไอเย็นจากแอร์คอนดิชั่นค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย หลังต้องเหงื่อไหลไคลย้อย-เหน็ดเหนื่อยกับสภาพการจราจรอันแสนติดขัดของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรมาอย่างยาวนานเกือบๆ 3 ชั่วโมง แม้มันจะเป็นเช่นนี้ประจำในทุกๆ วันแรกของสัปดาห์ แต่...แปลก- ข้าพเจ้าไม่รู้สึกชินสักที

 รถติดฉิบหาย- แม่งติดได้ติดดี วันจันทร์ทีไรเป็นงี้ทุกที เสียง เทียนเพื่อนสื่อมวลชนต่างสำนักที่เพิ่งเดินทางมาถึงเช่นกันบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ในทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เทียนเป็นนักข่าวต่างสำนักที่สนิทกับข้าพเจ้าที่สุด เรียกว่าถึงขั้นด่ากันได้อย่างไม่กระดากปาก

 ทำไงได้ล่ะ ชีวิตเมืองหลวงก็เป็นเงี้ยแหละ ข้าพเจ้าว่า

 โอ๊ย- เบื่อๆๆ อยากไปอยู่บ้านนอก เขาไม่วายโอดครวญ

 ไอ้เวรเอ้ย! ถ้าให้ไปอยู่จริงๆ มึงจะอยู่ได้เร้อ- บ่นไปก็เท่านั้น ทำงานดีกว่าว่ะ ข้าพเจ้าตัดบท รีบเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต เข้าเว็บไซต์เพื่อเช็คข่าวสารรายวัน รวมถึงเช็คอี-เมลของตนเอง มันเป็นวิถีปกติในแต่ละวันของการทำข่าวรายวัน คือก่อนที่จะเริ่มทำการงานใดๆ ต่อไป ข้าพเจ้าจำเป็นต้องตรวจสอบประเด็นข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ใหม่ๆ ในรอบวันเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทราบทิศทางข่าวและประเด็นที่จะต้องติดตามสืบเสาะหาข่าวต่อไปได้

 พอเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะเปิดดูเว็บไซต์ข่าวทันที ข้าพเจ้ากลับเปิดเข้าไปในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต เฟซบุ๊ค (Facebook) แล้วล็อกอิน User name ของตัวเองก่อนทันที ยอมรับว่าช่วงนี้ข้าพเจ้าค่อนข้างติดมันงอมแงม ต้องคอยเข้ามาเช็คความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ในเครือข่าย รวมถึงสรรหาเพื่อนใหม่ๆ ในนี้เป็นประจำ มีเพียงเกมออนไลน์ในนี้เท่านั้นที่ข้าพเจ้าไม่ชอบเล่น แต่ถ้าเป็นการทำ ควิซตอบคำถามหรือคำทำนายต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะเลือกเล่นเฉพาะที่น่าสนใจเท่านั้น

 กระแสเฟซบุ๊คกำลังฮิตอย่างมากในสังคมไทย ใครที่ไม่อยากตกกระแส ต้องรีบสมัครเข้าไปใช้งาน เพียงไม่นานตัวเลขผู้ใช้งานก็เพิ่มทะลักราวน้ำป่าบ่าท้น...

 

๐ ๐ ๐

 

วันนี้ นอกจากภารกิจอันเป็นปกติ คือต้องทำข่าวรายวันแล้ว หัวหน้ายังได้มอบหมายให้ข้าพเจ้าเขียนรายงานพิเศษอีกหนึ่งชิ้น นั่นหมายความว่า ภาระจะมีมากกว่าเดิม ทว่า...แค่นี้ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องลำบากยากเย็นหรือเหลือบ่ากว่าแรงอะไร

 ........................................

 - ประมูล 3 จีล้มไม่เป็นท่า ศาลปกครองสั่ง กทช.เบรก

 ข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์ระดับหัวแถวของประเทศฉบับหนึ่ง ปรากฏหราอยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์สื่อสำนักเดียวกัน เป็นตัวอักษรสีแดงตัวเป้ง แลดูเด่นกว่าข่าวอื่นๆ มองเห็นได้ทันทีเมื่อคลิ๊กลิงค์เข้าไปสู่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ และเมื่อลองคลิ๊กเข้าไปในลิงค์ของเว็บไซต์ข่าวสำนักอื่นๆ ก็พบว่า แต่ละสำนักล้วนเล่นข่าวเรื่องนี้ไปในทำนองเดียวกัน แน่นอน- มันกำลังอยู่ในกระแส ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนกำลังจับตา โดยเฉพาะผู้ที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ต่างก็เฝ้ารอวันถือกำเนิดของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือที่คนในวงการไอที เรียกกันสั้นๆ ว่า 3 จี

 ข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องยุคที่สาม แล้วไอ้ยุคที่หนึ่งกับยุคที่สองมันหายไปไหน แม้จะเป็นสื่อมวลชน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามความล้ำหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบเกาะติดนัก เหตุที่จำเป็นต้องติดตามเรื่องนี้ ก็เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานข่าวที่ต้องทำ

 เฮ้อ...ล้มซะแล้ว นี่ไม่รู้เมื่อไหร่จะประมูลได้ก็ไม่รู้เนอะ ข้าพเจ้าหันไปพูดกับเทียน เขามีความแตกต่างกับข้าพเจ้าในเรื่องการตามให้ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว

 นั่นดิ- มั่วชิบเป๋ง เขาเปรย พลางบ่นต่อว่า แค่สามจี เรายังไม่ได้ใช้เล้ย ประเทศอื่น เขาไปสี่จี...ห้าจี กันแล้ว

 แต่กูว่า ถ้าช้าไปบ้าง เพราะทำให้ถูกต้อง และทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจริงๆ ก็เอาเถอะ ช้าแต่ชัวร์ ดีกว่าเร็วแต่มั่วนะโว้ย ข้าพเจ้าบอก

 เทียนสวนกลับมาทันที แต่ไอ้พวกนักการเมือง มันจะทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติจริงๆ เร้อ...

 

 

2.) บ่าย...เมื่อวาน

 

รถเมล์ฟรีสายที่ข้าพเจ้ารอคอยกำลังห้อตะบึงมาเต็มเหยียดลงมาจากทางด่วนดินแดง ท่ามกลางสภาพจราจรหนาแน่น แม้จะเป็นวันอาทิตย์- รถราวิ่งกันอย่างแออัดบนถนนวิภาวดี-รังสิต พอวิ่งมาถึงป้ายแรกที่ข้าพเจ้ารออยู่ พลขับจอมซิ่งก็หักพวงมาลัยปาดเข้าเทียบป้ายอย่างชวนหวาดเสียว ข้าพเจ้ารีบกระโดดผลุงขึ้นบนรถทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดผางออก มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง เป็นเก้าอี้เดี่ยวที่อยู่ทางฝั่งขวาของตัวรถ ข้าพเจ้าตรงเข้าไปนั่งทันที หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาแล้วไม่เห็นว่าจะมีใครจะแสดงความสนใจเข้าไปแย่งนั่ง แม้จะมีผู้โดยสารหลายคนยืนโหนราวอยู่ก็ตาม

 นั่งไปได้สักพัก ชายคนหนึ่งก็ลุกพรวดขึ้น เขาล้วงมือหยิบบางสิ่งบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกงลายพราง แล้วนำของสิ่งนั้นมาจ่อตรงปาก พร้อมกับเปล่งเสียงออกมา "ตรู๊ด...ตรู๊ด... สมิงขาวเรียกเสือดำ... สมิงขาวเรียกเสือดำ ทราบแล้วเปลี่ยน แคร่กๆ ได้ยินแล้วตอบด้วย แคร่กๆ ขอให้ติดตามคนสวยภาคใต้สามคนอย่างใกล้ชิด... ทราบแล้วเปลี่ยน!"

ข้าพเจ้าจับตาดูเขาอย่างตั้งใจ ชายผู้นี้ไว้ผมยาวขนาดมัดรวบไว้ตรงท้ายทอยได้ คะเนวัยน่าจะอยู่ประมาณสี่สิบต้นๆ พึ่งสังเกตว่าเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหน้าถัดจากข้าพเจ้าไปนี่เอง หลังจากเขาหล่นประโยคดังกล่าวออกมาอย่างเสียงดังฟังชัดแล้ว คนทั้งรถต่างหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว แต่ว่าเขากลับวางมาดเข้ม ขึงขัง ไม่เกรง ไม่กลัว ไม่สะท้านสะท้ก หรือตระหนกต่อสายตาใคร ไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้างด้วยซ้ำ มือข้างซ้ายคาอยู่ในกระเป๋ากางเกง

 ข้าพเจ้าอดจินตนาการไม่ได้ ว่าอากัปกิริยาของชายผู้นี้ช่างคล้ายกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้พิทักษ์กฎหมายเวลากำลังปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง!!!

 จับตาผู้ชายผมยาวพวกของมันด้วย... ทราบแล้วเปลี่ยน! ตรู๊ด... จังหวะสุดท้ายของเสียงตรู๊ด ข้าพเจ้าค่อยสังเกตเห็นอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในมือข้างขวาของเขา

 เมื่อเห็นว่ามันคือ 'ไฟแช็ก' ข้าพเจ้าเกือบหลุดหัวเราะออกมา ยังดีที่สามารถสะกดกลั้นไว้ได้

 

 คงเพราะไม่ได้สังเกตอย่างถี่ถ้วนนับตั้งแต่แรกก้าวขึ้นมาบนรถ กระทั่งนั่งลงตรงเก้าอี้ว่าง ข้าพเจ้าจึงไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงหน้า ห่างกันแค่พนักพิงกั้น เขานั่งตรงนั้นมานานเท่าไหร่มิอาจทราบ ที่แน่ๆ คือก่อนที่ข้าพเจ้าจะก้าวขึ้นมาบนรถเมล์นี้...   

นอกจากผมเผ้าของเขาจะค่อนข้างยาวแล้ว หนวดเคราเป็นอีกอย่างที่ยาวไม่แพ้กัน ดูรกครึ้มรุงรังเหมือนอย่างที่พวกเอ็นจีโอหรือพวกนักเคลื่อนไหวทางสังคมบางคนชอบไว้- ข้าพเจ้าเคยเห็นคนเหล่านั้นในสนามข่าว มันให้อารมณ์ประท้วงสังคมอยู่กลายๆ

 รูปร่างเขาผอมบาง นุ่งกางเกงลายพรางตัวโคร่งทั้งยังดึงเอวขึ้นไปสูง รัดติ้วจนเอวคอดดูแล้วยิ่งอดขำไม่ได้ เสื้อโปโลสี (เคย) ขาวยัดชายไว้ในนั้น ท่าทางจะไม่เคยสัมผัสผงซักฟอก เพราะสีขาวได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ตามเนื้อตัว ลำแขน ไล่ไปจนถึงซอกคอ บอกได้คำเดียวว่า สุดแสนจะมอมแมม มีรอยคราบดำๆ คล้ายเขม่าควันไฟจับอยู่จนทั่ว

 สงสัย ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่ง เวลาเจอผู้ป่วยทางจิตที่เดินร่อนเร่อยู่ตามถนนหนทาง ป้ายรถเมล์ ใต้ทางด่วน บนสะพานลอย ฯลฯ เขามักพยักพะเยิดให้ดู และรีบบอกกับข้าพเจ้าเช่นนี้เสมอ

 เขายืนทำท่ากร่างๆ หันรีหันขวาง มองไปทางท้ายรถที-หน้ารถที แล้วกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม... ตรงหน้าข้าพเจ้า!

 

 รถวิ่งมาถึงแยกลาดพร้าว ขณะกำลังไต่ขึ้นทางข้ามแยก เพื่อเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางถนนพลโยธิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้เจ้าร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา โยกตัวกระแทกเข้ากับพนักเก้าอี้อย่างแรง เขาทำซ้ำอาการเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง จนข้าพเจ้าเริ่มกังวล คิดในใจว่าเขากำลังแสดงอาการไม่พอใจข้าพเจ้าอยู่หรือเปล่า ระหว่างข้าพเจ้ายังลังเลอยู่ว่าจะลุกไปจากตรงนั้นดีหรือเปล่า เขาก็เลิกพฤติกรรมดังกล่าว ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้น ใจหวั่นๆ ถามตัวเองว่ากลัวหรือไม่ ถ้ากลัว กลัวอะไร กลัวโดนทำร้าย หรือกลัวความผิดปกติของชายผู้นั้น... แต่อีกใจหนึ่งก็มั่นใจว่าความบ้าไม่น่าจะติดต่อกันได้

 บนถนนพลโยธิน การจราจรมีรถหนาแน่น วันหยุดกับวันทำงานแทบไม่แตกต่าง แต่ก็ยังดีตรงที่ไม่ถึงกับติดหนึบ รถรายังคงเคลื่อนคืบไปได้เรื่อยๆ ข้าพเจ้าไม่อาจวางตาต่อพฤติกรรมของร้อยตำรวจเอกจิตป่วย ระหว่างรถเมล์กำลังหักหัวเข้าป้ายบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากลำคอของเขา ขากกกกกกกกกกก... ยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็ถ่มน้ำลายออกไปนอกหน้าต่าง ถุ๊ย- วิถีกระสุนน้ำลายปลิวหวือตกลงตรงพื้นถนนเฉียดข้างรถเบนซ์คันหรูสีดำที่กำลังขับแซงขึ้นไปเล็กน้อย ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงละอองน้ำบางส่วนที่ปลิวมาโดนแขนจนต้องหดหนี หันไปมองผู้คนรอบข้าง บางคนยิ้มกริ่ม ขบขัน บางคนทำปากเบะแสดงอาการยี้ ขยะแขยง รังเกียจ บางคนไม่แม้แต่จะหันมามอง-

 เขาคงสนุกกับการขากถุยออกนอกหน้าต่างรถเมล์ เพราะทำอยู่หลายครั้ง ราวกับกำลังยิงขีปนาวุธถล่มศัตรู ทุกครั้ง- ข้าพเจ้าก็อดลุ้นไปด้วยไม่ได้ เกรงว่าสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ขับแซงขนาบข้างขึ้นไปนั้น อาจจะโดนลูกหลงเข้า ขณะเดียวกันข้าพเจ้าเองก็ต้องคอยเบี่ยงตัวหลบสะเก็ดระเบิดน้ำลายนั้นไปด้วย

 ........................................

 รถเมล์ฟรีจอดป้าย ผู้โดยสารชุดเก่าก้าวลง หลายคนถอนหายใจอย่างโล่งอก บางคนลงรถเมล์ไปแล้ว ยังชี้มือชี้ไม้กลับขึ้นมาบนรถ พร้อมแสดงอาการขบขัน ผู้โดยสารชุดใหม่ก้าวขึ้นมา ไม่รู้โชคร้ายหรือโชคดี รถเมล์เคลื่อนออกจากป้ายอย่างรวดเร็ว พนักงานขับรถตีนระเบิดขยี้คันเร่งเบิ้ลเครื่องยนต์เสียงระรัวระหว่างเหยียบคลัช-เปลี่ยนเกียร์ แล้วปล่อยคลัชอย่างแรงกระชากไส้กระชากพุงผู้โดยสารจนอยากคายเศษอาหารมื้อเที่ยงทิ้ง แรงของเครื่องยนต์ถีบให้รถเมล์ฟรี พุ่งตัวแหวกอากาศเร็วจี๋!

 เหี้ย! แม่งจะรีบไปตายหรือไงวะ ผมได้แต่สบถอยู่ในใจ...

 

๐ ๐ ๐

 

พขร. (ข้าพเจ้านึกอยากเรียกมันว่า 'พนักงานขับจรวดทางเรียบ') กระทืบคันเร่งนำพารถเมล์ฟรีขวัญใจคนยาก พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่มีทีท่าจะสนใจความรู้สึกของผู้โดยสาร ทั้งยังควงพวงมาลัยปาดจากเลนซ้ายสุดออกไปขวาสุด และจากเลนขวาสุดเข้ามาเลนซ้ายสุดอย่างไม่ยี่หระเสียงก่นด่าของผู้ใช้รถ-ใช้ถนนคนอื่นๆ หรือแม้แต่ผู้โดยสารบนรถ... สุ้มเสียงเหล่านี้ คงเป็นได้แค่เสียงโวยวายที่เบากว่าเสียงนินทากาเลในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองไทยเสียอีก ป้ายไหนที่รถวิ่งผ่านแล้วมีคนยืนโบกอยู่คนเดียว ไอ้คุณ (มัน) พขร.- มักจะทำเป็นไม่เห็นเสียอย่างนั้น ไม่เพียงไม่จอด แต่มันยังกระทืบคันเร่งกระชากรถไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังรีบบึ่งไปให้ทันก่อนประตูนรกจะปิด

 ...กระทั่งผ่านสี่แยกและถึงป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่งซึ่งชื่อดังไม่แพ้ห้างแรก ผู้คนนิยมไปดูหนังกันที่นี่ เท่าที่จำได้- ครั้งหนึ่งห้างแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของการวางระเบิดป่วนเมืองในช่วงที่เมืองไทยกำลังแบ่งข้างเล่นกีฬาสีกันอย่างเข้มข้นอยู่ด้วย-

 วัยรุ่นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งตั้งท่าเตรียมลง...

 โธ่เอ้ย- อีนังคนสวยภาคใต้! เจ้าร้อยตำรวจเอกจิตป่วยตะโกนขึ้น หลังจากเงียบไปพักใหญ่จนข้าพเจ้าเกือบเลิกสนใจเขาแล้ว เขาวาดมือไปบนอากาศทำท่าจะจับตัววัยรุ่นหญิงกลุ่มนั้น  ทำเอาแต่ละคนแตกกระเจิง ต่างคนต่างกระโดดหนีพร้อมส่งเสียงวี๊ดว๊ายออกมา จากนั้นพากันไปอออยู่ตรงปากประตูบานหน้า ชายจิตป่วยหัวเราะร่าอย่างพอใจ พอรถจอดสนิท วัยรุ่นหญิงกลุ่มนั้นลงรถไปอย่างรวดเร็ว เขาจึงหันมาเพ่งความสนใจไปที่เด็กผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เบาะคู่ถัดจากประตูทางขึ้นแทน เด็กคนหนึ่งนั่งประคองกีต้าร์โฟล์คตัวใหม่เอี่ยมไว้ตรงหว่างขา เด็กอีกคนกำลังยิ้มแป้นกับหน้าจอเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ ชายจิตป่วยมองแล้ว แยกเขี้ยวยิงฟันแบบไม่สบอารมณ์ เขาพยักหน้าหงึกๆ ใส่เด็กสองคนนั้น เหมือนกำลังแสดงความท้าทาย จากนั้นก็ลุกขึ้น แล้วล้วงมือควักเครื่องมือสื่อสารของเขาออกมาบ้าง (โปรดทราบ...ขอย้ำว่า มันคือ ไฟแช็ก!) เขาทำท่ากดปุ่ม พร้อมส่งเสียง ตรู๊ด...ตรูด เรียกกำลังเสริมด่วนๆ

 เด็กผู้ชายสองคนเริ่มรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้า แต่ไม่กล้าหันมองมายังชายจิตป่วยตรงๆ พวกเขาทำทีไม่สนใจ ซึ่งได้ผล เพราะครู่เดียวชายจิตป่วยเองก็เลิกสนใจเด็กผู้ชายสองคนนั้น เขาเริ่มหาความสนุกให้กับตัวเองโดยยื่นมือไปจับพนักเก้าอี้ตัวข้างหน้าตัวเอง พลางเขย่าเล่น ทำเอาหญิงร่างท้วมผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นถึงกับผวา และหันมามองชายผู้ป่วยทางจิตไม่วางตา แววตาหล่อนแสดงอาการตระหนก ข้างๆ เก้าอี้ที่หล่อนนั่งมีกล่องกระดาษใบโตวางอยู่บนพื้น หล่อนใช้มือข้างซ้ายประคองไว้แน่น คงเพราะมือของชายคนนั้นจับพนักอยู่ หล่อนจึงต้องนั่งยงโย่ยงหยก ไม่กล้าเอนหลังติดพนักเก้าอี้ ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าแม้แต่จะลุกเปลี่ยนไปนั่งที่อื่น

 

๐ ๐ ๐

 

รถเมล์ฟรีวิ่งผ่านแยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังคงมุ่งหน้าดิ่งไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านที่ทำการพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เคยถูกซาเล้งขนผลไม้ยัดไส้ระเบิดไปถล่มจนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ผ่านกรมป่าไม้- ผู้คนบนรถเริ่มบางตา เก้าอี้คู่ฝั่งซ้ายแถวเดียวกับข้าพเจ้าเริ่มว่าง เด็กผู้หญิงกลุ่มที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ ส่งเสียงหัวเราะกันคิกคัก สังเกตเห็น- ในมือของแต่ละคนมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่แบบที่เรียกกันว่า สมาร์ทโฟน กันคนละเครื่อง-มันคือสิ่งที่ผู้ไล่ตามกระแสแฟชั่นไอทีเรียกกันว่า บีบี ซึ่งย่อมาจาก Blackberry

 ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ ไอ้เจ้าเครื่องมือสื่อสารราคาแพงหลักหมื่นเช่นนี้ จำเป็นกับเด็กวัยเรียนเหล่านี้แค่ไหน เพราะขนาดข้าพเจ้าทำงานแล้ว แถมยังทำงานเกี่ยวข้องกับข่าวสารด้วยยังไม่เห็นถึงความจำเป็นของมันเลยสักนิด แต่ก็อย่างว่า... นานาจิตตัง! ในเมื่อพ่อแม่ของพวกเธอมีฐานะดีพอที่จะประเคนของพรรค์นี้ให้ได้ ไม่แน่- พวกเธออาจจะกำลัง แช้ต คุยกัน เพื่อสอบถามเรื่องการเรียนกันอยู่ก็ได้ หรืออาจจะกำลังชวนกันสมัครเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฉะนั้น... ข้าพเจ้าไม่ควรด่วนตัดสินพวกเธอ-ใช่ไหม?

 

 ร้อยตำรวจเอกจิตป่วยลุกเปลี่ยนที่นั่งไปแล้ว เขาย้ายไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านข้าง พขร.ตีนผี (คงอยากได้อารมณ์ตื่นเต้นเหมือนขับเอง-ข้าพเจ้าแอบคิด) และดูเหมือนจะไม่ข้องแวะกับใครอีก ส่วนกลุ่มเด็กผู้หญิงพอได้ที่นั่งที่ยืนเรียบร้องแล้ว สายตาของพวกเธอต่างจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง เสร็จแล้วต่างคนต่างก็ตั้งหน้าตั้งตากดแป้นพิมพ์โทรศัพท์มือถืออย่างเมามัน ไม่มีการหันมาคุยกันเอง ...คล้ายพวกเธอได้ตัดขาดจากโลกภายนอกไปแล้ว  มีบ้างบางครั้งที่คนหนึ่งส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา เพื่อนอีกคนก็จะชะโงกหน้าไปดูโทรศัพท์ของคนที่หัวเราะ ระหว่างนั้นก็จะคอยฟังเสียง ตึ่ง-ตึง-ตึ๊ง จากโทรศัพท์ของตัวเอง เมื่อมีเสียงเตือนเข้ามาเมื่อไหร่ ก็จะรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างไม่ยั้งเลยทีเดียว

 

๐ ๐ ๐

 

ทำอะไรอยู่ตั้งนาน ทำไมไม่รับสาย จู่ๆ เสียงชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ด้านหลังข้าพเจ้าก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ข้าพเจ้าเหลือบมองแวบหนึ่ง คิดว่าถ้าเป็นสมัยก่อนคงอดคิดไม่ได้ว่า ชายหนุ่มคนนี้คงมีอาการเดียวกับไอ้เจ้าร้อยตำรวจเอกจิตป่วยนั่นแน่ๆ แต่ในยุคที่ระบบการสื่อสารด้วยไอทีครองเมืองเช่นนี้ คงไม่ใช่สิ่งผิดปกติอะไร เขาก็แค่กำลังคุยโทรศัพท์โดยไม่ต้องยกเครื่องขึ้นมาแนบหูเท่านั้นเอง! จำได้ว่าก่อนหน้านี้- ช่วงที่ บลูทูธ เพิ่งเข้ามามีบทบาทใหม่ๆ ข้าพเจ้าก็เคยคิดว่าใครคนหนึ่งเป็นคนบ้า เพราะเห็นเขาพูดอยู่คนเดียวเป็นวรรคเป็นเวร- คิดแล้วก็อดขำในความไม่รู้-ไม่ทันเทคโนโลยีของตัวเองไม่ได้ เมื่อมาประจักษ์ความจริงในภายหลัง

 ไม่จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องเสียมารยาทเงี่ยหูฟังเลย เพราะด้วยเสียงพูดของชายหนุ่มที่ค่อนข้างดัง เชื่อว่ากลุ่มเด็กผู้หญิงกลุ่มนั้น ก็คงได้ยินด้วยเช่นกัน แม้จะนั่งอยู่คนละฟาก- ถ้าเพียงแต่พวกเธอจะสนใจ!

 เดี๋ยวนี้ ไม่สนใจกันเลยใช่มั้ย เอาแต่แช้ตอยู่ละสิท่า ผมว่ามันชักจะไม่เข้าท่าแล้วนะ ตั้งแต่ซื้อบีบี-บีเบออะไรมาใช้เนี่ย เขาพูดเสียงดังจนเด็กสาวกลุ่มนั้นชำเลืองมองแต่พวกเธอก็ไม่ได้ให้ความสนใจไปมากกว่านั้น

 ตึ่ง-ตึง-ตึ๊ง เสียงเตือนจากเครื่องมือสื่อสารของเหล่าสาวน้อยยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงหัวเราะคิกคักยังดังประปราย- ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง เขาคงกำลังฟังการตอบโต้จากปลายสาย ก่อนพูดขึ้นอีกว่า คุณต้องให้ผมใช้บีบีด้วยรึไง ถึงจะได้คุยกัน ผมบอกแล้วไงว่าผมอยากได้ยินเสียง อยากสื่อสารกับคนที่ผมรักแบบซึ่งหน้ามากกว่า คุณไม่เข้าใจหรือไง ไม่เข้าใจเหรอปฏิสัมพันธ์แบบซึ่งหน้าน่ะ ทุกวันนี้เราก็แทบไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเลยนะ

 ........................

 ตรู๊ด...ตรู๊ด...สมิงขาวเรียกเสือดำ สมิงขาวเรียกเสือดำ ตรู๊ด...ตรู๊ด แว่วประโยคแปลกแปร่งดังมาจากตอนหน้าของรถเมล์ฟรี ขณะ พขร.ตีนหนักยังคงกระทืบคันเร่งเบิ้ลเครื่องอย่างเมามัน และไม่มีทีท่าจะสนใจผู้โดยสารหน้าไหนทั้งสิ้น   

........................

 แล้วถ้าผมไม่ซื้อ คุณจะเลิกกับผมเลยหรือไง... ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ ชายหนุ่มคนเดิมพูด ก่อนเงียบไป จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงกล่าวสั้นๆ หล่นออกมาจากปากเขา สงสัยจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว งั้นแค่นี้นะ

 ........................

 ตึ่ง-ตึง-ตึ๊ง

 ........................

 ตรู๊ด...ตรู๊ด ทราบแล้วเปลี่ยน

 ........................

 ตึ่ง-ตึง-ตึ๊ง

 

 

3.) เที่ยง...วันนี้

 

ท่องเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ กระทั่งเจอเข้ากับข่าวหนึ่ง ในเว็บข่าวของหนังสือพิมพ์ชื่อดังของเมืองไทย ซึ่งเป็นการแปลมาจากข่าวต่างประเทศ

 เฮ้ย! มีข่าวต่างประเทศ ห้ามใช้บีบีด้วยว่ะ ข้าพเจ้าร้องออกมาเสียงดัง

 เหรอ- รายละเอียดว่าไงล่ะ อ่านให้ฟังหน่อย เทียนถามอย่างร้อนรน อาจด้วยเพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่เป็น สาวกบีบี แบบเข้าไส้ ข้าพเจ้าจึงอ่านรายละเอียดข่าวให้เขาฟัง...

 

 -พาดหัวข่าว : ยูเออีสั่งแบนบีบี-ซาอุฯตามทันทีแถมมีผลก่อน

 -โปรยข่าว : ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้ม ประกาศห้ามใช้โทรศัพท์แบล็คเบอร์รี่ หรือบีบีในประเทศชั่วคราว ดีเดย์ตั้งแต่ ต.ค. เป็นต้นไป อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ด้านซาอุดิอาระเบียบ้าจี้เตรียมออกประกาศตาม

  -เนื้อข่าว : รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. คณะกิจการโทรคมนาคมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ "ทีอาร์เอ" ได้ออกประกาศว่าจะระงับการใช้บริการของแบล็คเบอร์รี่ (บีบี) เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากมีการส่งข้อมูลจากเครื่องไปยังต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมาย จึงขอประกาศห้ามใช้บริการอี-เมลและส่งข้อความของบีบี รวมถึงการเข้าเว็บไซต์จากเครื่องบีบีในยูเออี ตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป

 รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังจากยูเออีออกคำสั่งดังกล่าวออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลของประเทศซาอุดีอาระเบียก็ได้มีประกาศออกมาว่า จะออกมาตรการห้ามใช้บีบีในประเทศเช่นเดียวกับยูเออี และจะมีผลตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.นี้

 ........................

 จบข่าว! ข้าพเจ้าว่าเสียงดัง

 ยังดีนะ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย เทียนกล่าวอย่างโล่งอก

 เออ! ไอ้ห่า- มึงก็รู้... ประเทศไหนจะเสรีเท่าไทยแลนด์อีกเล่า

 

๐ ๐ ๐

 

คลิ๊กเข้าไปหน้าแรกของเฟซบุ๊กซึ่งเป็นหน้ารวมการแจ้งสถานะ (ล่าสุด) ของบุคคลอื่นทั้งหมดที่เราได้แอด (Add) ไว้เป็นเพื่อน ปรากฏว่ามีน้องนักข่าวต่างสำนักคนหนึ่งโพสต์ข้อความแสดงสถานะของตัวเองไว้ว่า มะเช้า บีบี ทำเค้าเกือบโตะบังไดแน่ะ จำได้ว่าหล่อนเป็นคนๆ เดียวกับที่เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังก่อนหน้านี้ว่า หล่อนรู้สึกสมน้ำหน้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่เดินก้มหน้าก้มตาแช้ตบีบีไปเรื่อย จนกระทั่งถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว แต่นั่นก็เป็นการแสดงความคิดเห็นของหล่อนก่อนจะมีบีบีไว้ในการครอบครองของตัวเอง

 เออ สมน้ำหน้า แช้ตจนเดินไม่ดูทาง ข้าพเจ้าโพสต์ข้อความแสดงความเห็นตอบไป (หรือที่ในสังคมไซเบอร์เรียกกันว่า เม้นต์ ซึ่งมาจากคำว่าคอมเม้นต์) นี่ถ้าไม่ใช่น้องที่สนิทกันคงไม่กล้าต่อว่าแบบนี้เป็นแน่

 5555++ โหย...ว่าเค้าอีกแระ ตลอดๆๆๆ หล่อนโพสต์กลับมาทันควันด้วยภาษาวิบัติเช่นเดิม ข้าพเจ้านึกภาพออกทันทีว่าหล่อนคงกำลังนั่งเล่นเฟซบุ๊คผ่านเครื่องบีบีอยู่นั่นเอง

 

จะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้เครือข่ายสังคมในโลกอินเตอร์เน็ตเข้ามามีอิทธิพลกับสังคมมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ ใครๆ มักจะบอกกันว่ามันคือการเข้าสังคมที่สะดวก ง่ายดาย โดยเราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบปะกับคนที่เราต้องการทำความรู้จักอย่างซึ่งหน้า เราสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างกว้างขวางขึ้น แม้จะเป็นความสัมพันธ์แบบหลวมๆ ก็เถอะ- ปฏิสัมพันธ์แบบหลวมๆ..นั่นสินะ! ถึงอย่างไร...ปัจจุบันคนเราก็มักเปิดรับผู้อื่นแบบหลวมๆ ให้เข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวอย่างจำกัดอยู่แล้ว-ไม่ใช่หรือ? อย่างบางคนเจอหน้ากันทุกวันแต่เหมือนคนไม่เคยเห็นกัน ไม่ทักทาย ไม่รู้จัก ไม่สนใจกันและกัน... ที่สุดแล้ว บีบีอาจจะเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของมนุษย์

เป็นไปได้หรือไม่ว่า...อันที่จริงแล้วมนุษย์พึงใจในปฏิสัมพันธ์แบบหลวมๆ อยู่แล้ว?

 

๐ ๐ ๐

 

หลายวันที่หมกตัวอยู่ในสังคมไซเบอร์ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า สังคมจำแลงแห่งนี้ ยังทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มต่างๆ หลากหลาย สามารถแสดงออกทางความคิดด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวกโยธิน ไม่ว่าจะรัก-ชอบใครหรืออะไร แม้แต่การแสดงความเกลียดชังใครสักคนก็มีการสร้างพื้นที่ในเฟซบุ๊คขึ้นมาเพื่อให้คนที่เห็นสอดคล้องกันได้แสดงความเห็นร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน อาทิเช่น

-‘เชื่อว่าคนมากกว่า 1 ล้านคน รัก...(ชื่อผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง) หรือ

-เชื่อว่าคนเกิน 1 ล้านคน เกลียด...(ชื่อผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง) 

ฯลฯ

 แทบทุกอย่างได้รับการเปิดโอกาสอย่างเสรีในสังคมเสมือนจริงแห่งนี้!

 -นักร้องนักแสดงเล่นเฟซบุ๊ค เพื่อโปรโมทตัวเองและสื่อสารกับแฟนคลับไปในตัว

 -องค์กร หน่วยงานรัฐ-เอกชนต่างๆ ใช้เฟซบุ๊ค เป็นช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์องค์กร

 -นักการเมืองหลานคนก็หันมาเล่นเฟซบุ๊ค เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชน และหาเสียงไปในตัว

 -กลุ่มการเมืองขั้วต่างๆ ก็ใช้เฟซบุ๊ค เพื่อแสดงพลังที่เห็นด้วยกับกลุ่ม และบางครั้งนำไปขยายผลให้เป็นประเด็นทางการเมือง

 -ฯลฯ

 ......................................

 เพื่อนหลายคนของข้าพเจ้าที่เล่นเฟซบุ๊ค พวกเขายังชอบเล่นเกมส์ ฟาร์มวิลล์(FarmVille) และมักจะบอกกับใครๆ ว่าเขา (หรือหล่อน) เป็นเกษตรกร แต่เป็นเกษตรกรในโลกออนไลน์ ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องมีที่ดิน ไม่ต้องมีเงินทุน ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความแปรปรวนของดิน-ฟ้า-อากาศ ไม่ต้องเจอปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างที่เกษตรกรในโลกความจริงต้องเผชิญ ขอเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ และที่สำคัญ... มีเวลาให้เล่น เขา (หรือหล่อน) ก็สามารถนั่งแช่อยู่เช่นนั้นได้เกือบทั้งวัน เพื่อคอยเก็บผัก ขโมยผักจากฟาร์มคนอื่น แน่ละ- บ่อยครั้งที่พวกเขาแอบใช้เวลาทำงานไปขโมยผักคนอื่น

 

 หน้าแรกของเฟซบุ๊ค, นอกจากจะมีข้อความแสดงสถานะที่เพื่อนร่วมสังคมไซเบอร์ของเราโพสต์ไว้ ยังสามารถโพสต์รูปภาพหรือลิงค์เว็บไซต์อื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเพื่อนบางคนก็ช่างมีความเพียรในการสรรหาความรู้ต่างๆ นำลิงค์มาแปะไว้ให้เพื่อนติดตามอ่าน บางคนก็นำถ้อยประโยคปรัชญาต่างๆ มาเขียนไว้ แล้วก็มีไม่น้อยที่มักจะโพสต์แสดงอารมณ์แต่ละช่วงเวลาประกาศให้คนอื่นๆ ได้รู้ว่า ตัวเองกำลังเหงา-เศร้า-ซึม-เกลียด-โกรธ-ตกหลุมรัก... เรียกได้ว่าจะวีนจะเหวี่ยงใส่ใครก็นำมาโพสต์ไว้ในนี้หมด แต่ที่ตลกที่สุดก็คือ บางคนจะโพสต์ทุกๆ ไม่เกิน 5-10 นาที ว่าตัวเองกำลังทำกิจกรรมอะไร ไม่ว่าจะกิน จะเที่ยว จะเล่น ไม่เว้นแม้แต่ ปวดขี้ กำลังจะเข้าห้องน้ำ!!! ทำราวกับว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีแฟนคลับคอยติดตามสอดส่องพฤติกรรมทุกฝีก้าวเลยทีเดียว

 ไอ้นี่ มันบ้ารึเปล่าวะ เทียนอดถามไม่ได้ เมื่อข้าพเจ้าชี้ให้ดูสถานะของเพื่อนผู้คิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ ซึ่งเพิ่งโพสต์สถานะของเขาว่า กำลังเดินเล่นบนห้าง....(ชื่อห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง) แล้วเราก็หัวเราะขึ้นพร้อมกันอย่างสนุกสนาน

 ........................................

 ข้าพเจ้าคลิ๊กกลับมาดูกระทู้ของน้องนักข่าวสาวสาวกบีบีอีกครั้ง... พี่อ่ะ ชอบว่าเค้าตลอกเงย แน่นอน- หล่อนโพสต์มาด้วยภาษาวิบัติไม่เคยเปลี่ยน

 ทีหลังก็ระวังหน่อยสิ... ข้าพเจ้ารีบโพสต์ตอบไป

 อะจ้า...ขอบคุงจ้าาาา แล้วเค้าจาราวางงงน้าาาา คริ คริ

  อ้อ! แล้วก็เขียนให้มันถูกๆ หน่อย ภาษาไทยน่ะ อ่านแล้วรำคาญว่ะข้าพเจ้าโพสต์อีกข้อความทิ้งท้าย แล้วไม่เปิดดูกระทู้นี้อีกเลย

 

๐ ๐ ๐

 

กว่าจะรู้ตัว- นาฬิกาก็เดินมาจนถึงเวลาเที่ยงวัน ข้าพเจ้าใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันในการท่องโลกอินเตอร์เน็ต เช็คอี-เมล เล่นเฟซบุ๊ค ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข่าวรายวันที่ต้องทำ ก็ยังไม่ได้สักข่าว... ยังมีรายงานพิเศษอีก เพิ่งได้แค่หัวข้อที่หัวหน้าตั้งไว้ให้เท่านั้นเอง ยังไม่ได้สัมภาษณ์ใคร ยังไม่มีข้อมูลอะไรมารองรับเลย ทั้งๆ ที่หัวหน้าบอกให้เร่งเขียนต้นฉบับให้จบ เพื่อส่งให้ทันตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับที่จะออกวางแผงในวันพรุ่งนี้ ความยาวเรื่องหนึ่งก็ตกประมาณ 4-5 หน้ากระดาษขนาดเอ4 (A4) หัวหน้าย้ำนักย้ำหนาว่าให้สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องมาสักประมาณ 2-3 คน ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้เริ่มลงมือเลยสักคน-- แต่ไม่เป็นไร ช่วงบ่ายยังมีเวลา...

 ระหว่างกำลังเตรียมกดโทรศัพท์หาแหล่งข่าวคนแรกของวัน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แล้วก็เป็นหัวหน้านั่นเองที่โทรมาแจ้งว่า ข้าพเจ้าต้องเขียนคอลัมน์เพิ่มอีก 1 เรื่อง และต้องส่งภายในวันนี้เช่นเดียวกัน ความยาวประมาณ 2 หน้า

 ครับๆ ได้ครับพี่ ข้าพเจ้ารับปากก่อนที่หัวหน้าจะตัดสายไป

 โธ่- เพิ่งมาบอก แล้วกูจะทำทันไหมวะเนี่ย ข้าพเจ้าบ่น

 เออ ยินดีด้วย แจ๊กพ็อต ฮ่าๆๆ เทียนได้ยิน เขาเยาะแบบขำๆ แต่ข้าพเจ้าไม่ขำด้วย รีบปิดเฟซบุ๊ค จบบทสนทนาในโลกไซเบอร์ทั้งหมดในทันที

 

////////T/////H/////E/////////////E/////N////D///////////


หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกในจุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม 2553



/1
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]