• นารถ_บูรพา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nart_burapa@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 62
  • จำนวนผู้ชม : 93535
  • ส่ง msg :
  • โหวต 57 คน
din_hin_zai
หลากหลายในสารัตถะของชีวิต บางแง่มุมในสังคมที่ค้นพบ ทั้งรำพึงรำพัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถกเถียงเพื่อการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การเติบโต ผสมปนเปกับบทบันทึกความทรงจำอันน่าประทับใจ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม 2554
Posted by นารถ_บูรพา , ผู้อ่าน : 2228 , 12:12:52 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องสั้น... เมื่อหล่อนชวนดูดาว (จากหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง)

โดย... นารถ_บูรพา

1.)

 แล้วผมก็เข้าใจสิ่งที่เก๋พยายามจะสื่อในวันแรกที่ผมเดินทางมาถึงที่นี่ กังวานใสในน้ำเสียงของหล่อนในวันนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว แต่วันนั้นผมอดสงสัยในรอยยิ้มประหลาดอย่างมีเลศนัยจากเรียวปากอิ่มได้รูปของหล่อนไม่ได้ หล่อนบอกว่าอะไรๆ น่าจะดีขึ้น... ผมไม่เข้าใจหรอกว่ามันจะดีขึ้นได้อย่างไร ทว่า ก็ได้แต่เก็บงำความไม่เข้าใจเอาไว้ภายในใจ

กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้... วันที่เราสองคนมีเวลาเหลือในการอยู่ด้วยกันอีกไม่มากแล้ว

 ๐ ๐ ๐

 ผมตั้งใจเอาไว้ว่าคงไม่กลับไปทำงานอีก ไม่อยากกลับไปเผชิญกับวงจรอุบาทว์อีกแล้ว แม้ว่าการหยุดงานครั้งนี้จะเป็นเพียงการลาพักร้อนเพื่อพักผ่อนสภาพจิตใจที่อ่อนล้าตามคำแนะนำของ บ.ก. ผู้อารี

 หลังได้รับหนังสือสำคัญจากมือผม เขาอ่านมันอย่างรวดเร็วแล้วก็พับเก็บใส่ซองตามเดิม

 "คุณคงเหนื่อยมากไปหน่อย เอางี้- ผมให้คุณลาพักร้อนไปชาร์จแบตให้เต็มที่ก่อน เสร็จแล้วค่อยว่ากัน" เขาว่าอย่างนั้น แม้ว่าผมจะยืนยันอย่างหนักแน่นซ้ำอีกครั้งว่าผมต้องการลาออกจริงๆ แต่ก็ไม่เป็นผล เขายังยืนกรานไม่อนุมัติใบลาออกของผมตามเดิม แต่ก็ช่างเถอะ สุดท้ายแล้วถ้าผมไม่กลับไป เขาก็คงทำอะไรไม่ได้

 ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมทำงานสัปดาห์ละ 6 วันเป็นอย่างน้อย- งานข่าวไม่อนุญาตให้มีเวลาว่าง หรือแม้กระทั่งเวลาอันเป็นส่วนตัวมากนัก

 ทุกๆ วันข่าวสารจากแหล่งต่างๆ หลั่งไหลถาโถมเข้ามาสู่โสตประสาทรับรู้ ผมต้องสืบเสาะ กลั่นกรอง เรียบเรียง และรายงานออกไป ภารกิจเหล่านี้ผมต้องอยู่กับมันมากว่าทศวรรษแล้ว...

 ๐ ๐ ๐

 ผมเดินทางมาถึงที่นี่หลังผ่านมื้อเที่ยงไปแล้ว อากาศยามบ่ายกำลังสบาย ลมชายทุ่งพัดพรูเข้ามาปะทะใบหน้า กลิ่นหอมจากตอซังข้าวลอยมาเตะจมูก ลมยังหอบเอากลิ่นหอมของไอดินโชยมาด้วย ผมหลับตา- - -เงี่ยหู สดับสำเนียง มีทั้งเสียงกอไผ่สีซออี๋ออ เสียงปี่ซังข้าวดังวู่หวิว เสียงใบไม้แห้งร่วงกรูกราว ท่วงทำนองดนตรีธรรมชาติบรรเลงโดยมีสายลมเป็นผู้ขับกล่อม นานมากแล้วสินะที่ผมไม่ได้สัมผัสบรรยากาศเช่นนี้ มันชวนให้ผมนึกถึงผืนดินรกร้างว่างเปล่าแปลงหนึ่งที่แม่ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ทว่า เกือบครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยเหลียวแลมันเลย มีบ้างบางครั้ง- เวลาขัดสนหนักหน่วง ผมยังเคยคิดจะขายมันทิ้งเพื่อแปรเป็นเงินด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้ผมก็นึกถึงมันอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะอัตคัดเงินทอง

 เท่าที่จำได้ หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากรั้วมหาวิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านริมขอบมหานครเมืองใหญ่ ชีวิตผมก็มีแต่การทำงาน งานข่าว- แม้ไม่ใช่งานแรก แต่มันเป็นงานที่มีเสน่ห์ ผมอยู่กับมันมานานที่สุด ระยะเวลากว่าทศวรรษในสายอาชีพสื่อมวลชน- - -ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว มันนานพอจะทำให้ผมหลงคิดไปว่า มันจะเป็นงานสุดท้ายที่ผมจะยึดไว้

 ทว่า มาถึงตอนนี้ จะทำข่าวไปจนตายหรือไม่- ผมไม่แน่ใจ!

 "คิดอะไรอยู่หรือจ๊ะ นารถ ขอโทษนะที่ปล่อยให้รอนาน" เสียงร้องทักของเก๋ดังขึ้น ฉุดผมกลับจากห้วงความคิด พร้อมกันนั้นมือเรียวๆ ยื่นถ้วยกาแฟหอมกรุ่นส่งให้ "กาแฟดำจ้ะ ใส่น้ำตาลหนึ่งช้อน เหมือนเดิม?"

 "ขอบใจนะที่จำได้ แต่ไม่มีอะไรหรอก เราแค่คิดอะไรเล่นๆ" ผมปฏิเสธ ไม่อยากเอาความปั่นป่วนในหัวตัวเองไปใส่หัวหล่อนด้วย ที่สำคัญ- เราเพิ่งเจอกัน ผมเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่- - -หมู่บ้านแห่งนี้ ถามชาวบ้านแถวนี้มาเรื่อย กระทั่งคลำทางมาจนถึงเรือนของหล่อนได้ในที่สุด ทักทายกันพอทำเนา จากนั้นหล่อนก็ให้ผมรออยู่ที่ชานบ้านบอกว่า ประเดี๋ยวจะไปหาอะไรมาให้กินรองท้อง

 "แต่เก๋ว่าต้องมีแน่ๆ เลย แววกังวลในดวงตาเธอมันฟ้อง" หล่อนไม่ยอมแพ้ เก๋มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ห่วงใยใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น ขณะเดียวกันก็เป็นคนมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง พร้อมเสียสละ แบ่งปันแก่เพื่อนร่วมโลก เวลากว่าห้าปีที่คบหา- - -สี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย และอีกหนึ่งขวบปีของการเริ่มต้นวัยทำงาน หล่อนเคยเป็นคนรู้ใจที่สุดของผม คิดดูสิ- แม้กระทั่งตอนนี้ ในวันที่เส้นชีวิตของเราลากมาบรรจบกันอีกครั้ง ผมยังไม่อาจปิดบังหล่อนได้- แม้แต่ความคิดในเบื้องลึกของตัวเอง

 ๐ ๐ ๐

 วันนั้น, ภายหลังคุยกับ บ.ก. เสร็จ ผมแทบไม่ได้ใช้เวลาในการครุ่นคิดถึงจุดหมายปลายทางที่จะไป รีบกลับคอนโดมิเนียมย่านชานเมือง เก็บเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ยัดใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วจับรถทัวร์ออกเดินทางทันที เป้าหมายก็คือที่นี่-หมู่บ้านชนบทไกลปืนเที่ยง หลังลงรถทัวร์ที่ตัวจังหวัดแล้ว ผมต้องนั่งรถสองแถวมาอีกสามต่อจึงมาถึงที่นี่ ใช่- ผมมาหาหล่อน มาตามที่อยู่ในจดหมายที่หล่อนเคยเขียนถึง มันเป็นการมาเยือนอย่างตั้งใจ แม้จะไม่แน่ใจนักว่าหล่อนจะยังคงอยู่ที่นี่ เพราะผมมั่นใจว่าการได้มาเจอ มาพูด มาคุยกับเก๋ จะทำให้ความหดหู่ในชีวิตของตัวเองลดดีกรีความร้อนแรงลงไปได้บ้าง

 กว่าเจ็ดปีมาแล้วสินะที่หล่อนละทิ้งชีวิตสุขสบายและอนาคตการงานที่สดใสไว้เบื้องหลัง แล้วสมัครเข้าเป็นนักพัฒนาเอกชนขององค์กรแห่งหนึ่ง สายงานพัฒนาชุมชน ตอนนั้นเก๋บอกผมว่า "เราอยากมีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์ต่อโลก ไม่ใช่เอาแต่สะสมเงินทองไว้จัดงานศพหรูหรา เราจะไป- ไปทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด"

เก๋ทำงานพัฒนาเอกชนอยู่ได้แค่ปีเดียว หล่อนก็ลาออก แล้วมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งหล่อนเคยลงมาคลุกคลีด้วย มันเป็นหมู่บ้านที่แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าอยู่ตรงส่วนไหนของแผนที่ประเทศไทย ในขณะนั้นหมู่บ้านกำลังขาดแคลนครูพอดี หล่อนจึงได้โอกาสฝังตัวกลมกลืนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มานับแต่นั้น... ผมทราบเรื่องนี้จากจดหมายเพียงฉบับเดียวที่หล่อนเขียนถึงในปีแรกของการมาอยู่ที่นี่

 ๐ ๐ ๐

 "มีอะไรเล่าให้เราฟังได้นะ เราเชื่อว่านารถจะไม่ปิดบังเรา"

 "เอาล่ะ เรายอมแพ้- เรากำลังคิดว่าจะไม่กลับไปทำข่าวอีกแล้ว" ผมสารภาพ

 "ทำไมล่ะ" เก๋ถาม สีหน้าหล่อนแสดงความแปลกใจออกมาอย่างชัดเจน "นักข่าว... มันเป็นอาชีพที่เธอรักไม่ใช่เหรอนารถ เราจำได้ว่าเธอเคยบอกว่าอยากจะเป็น "หมาเฝ้าบ้าน" ไปจนกว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นจะหมดไป จนกว่าความเป็นธรรมจะกระจายไปสู่คนเล็กคนน้อยในสังคมอย่างทั่วถึง จนกว่าผู้คนในสังคมของเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แล้วก็...จนกว่า... อ้อ! จนกว่าโลกนี้จะไม่มีข่าวให้ทำ! ไม่ใช่เหรอ- แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับเธอ...หือ..."

 "เราเบื่อ..."

 

2.)

ระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผมคร่ำหวอดกับงานข่าว มันมีหลากเหตุการณ์ที่ต้องประสบพบเจอ ไหนจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามวัฏจักรในอุ้งมือทุนนิยมเสรี ไหนจะต้องเข้าไปคลุกกับเกมการเมืองที่พลิกไปพลิกมาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ มีทั้งการยุบสภา-เลือกตั้ง-แก้รัฐธรรมนูญ-รัฐประหาร-ฉีกรัฐธรรมนูญ-แต่งตั้ง-ประท้วงขับไล่รัฐบาล ฯลฯ

 แน่นอน- เรื่องราวอันน่าตื่นเต้นย่อมมีให้พบเจออยู่เนืองๆ ก็อย่างเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ อย่างกรณีที่มีการนำรถถังออกมาวิ่งเกลื่อนกรุง เมื่อปี 2549 นั่นไง! ถามหน่อยเถอะ-ใครไม่ตื่นเต้นบ้าง ดูทีวีอยู่ดีๆ จอก็ดำมืดไปซะอย่างงั้น จำได้ว่าตอนนั้น ผมถูก บ.ก.ใช้ให้เช็คข่าวจ้าละหวั่น... หรือกรณีปิดสนามบินนั่นก็ใช่ย่อย คงไม่ใช่แค่ผมหรือแค่คนไทยเท่านั้นหรอกที่ตื่นเต้น พวกฝรั่งมังค่าก็พลอยตื่นเต้นกันไปด้วย ครั้งนั้นหลายประเทศถึงกับออกประกาศห้ามคนของเขามาเที่ยวเมืองไทยกันเลยทีเดียว แล้วยังจะเหตุการณ์เผากรุงนั่นอีก ยิงกันสนั่นเมือง คนตายเกือบร้อย เมืองหลวงศิวิไลซ์กลายเป็นสมรภูมิเลือด ฝุ่นควันแห่งความตาย ความเคียดแค้นชิงชังกระจายคลุ้งทั่วทุกหัวระแหง ผมว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันข้ามเส้นคำว่าตื่นเต้นไปเลยทีเดียว เพราะมันชวนหดหู่มากกว่า

 แต่พอเหตุการณ์เหล่านั้นล่วงผ่าน วัฏจักรเดิมๆ ก็เวียนกลับมาอีก วงจรอุบาทว์ในการตักตวงผลประโยชน์ของพวกนักการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผมไม่เห็นนักการเมืองคนไหนจะเข็ดขยาดกับการถูกยึดอำนาจเลย เพราะถึงขั้วอำนาจจะเปลี่ยนไป พวกเขาก็ไม่เคยตาย ไม่เคยอด เพราะคนพวกนี้สามารถเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างได้รวดเร็วกว่าจิ้งจกเปลี่ยนสีเสียอีก พวกเขาสามารถพาตัวเข้าไปอิงแอบกับใครก็ได้ที่เป็นผู้กุมอำนาจ เพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวได้ตลอดเวลา

 เปล่าหรอก- ผมไม่ได้มองว่านักการเมืองจะชั่วร้ายไปเสียหมดทุกคน คนดีๆ ก็ยังน่าจะมีอยู่บ้าง เพียงแต่คนเหล่านั้นถูกระบบ ถูกกลไกที่บิดเบี้ยวกลืนกินจนไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยทำอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปได้

 ความเป็นไปของเหตุบ้านการเมืองที่เป็นวังวนเดิมๆ เหล่านี้ แม้จะดูน่าตื่นเต้น มีเรื่องให้ต้องลุ้น ต้องขบคิด ต้องวิเคราะห์ไปกับมันตลอดเวลา แต่ก็นั่นแหละ ด้วยกลไกที่บิดเบี้ยว มันทำให้ผมเบื่อ- แม้ว่าสื่อมวลชนจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ กระชากหน้ากากคนโกงมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นอันตรธานไป ซ้ำร้ายกลวิธีเบียดบังผลประโยชน์ชาติกลับยิ่งซับซ้อนซ่อนกลมากขึ้น รูปแบบการฉ้อราษฎร์ใหม่ๆ พัฒนาขึ้นตลอดเวลา การก่อรัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลับยิ่งทำให้ปัญหาทวีความหนักหน่วงและแยบคายมากยิ่งขึ้น บางครั้งผมอดชื่นชมไม่ได้ว่านักการเมืองเป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวเก่ง ด้วยเพราะพวกเขาไม่เคยตาย- - -ความโลภของพวกเขาไม่เคยตาย- นั่นเอง!

 เมื่อผมลองถอยออกมาจากซากปรักหักพังเหล่านั้น ถอยมาให้พ้นฝุ่นควันที่ตลบอบอวล แล้วมองย้อนกลับไปยังภาพในอดีต กลับพบว่าหลายๆ เหตุการณ์ล้วนเป็นเพียงปรากฏการณ์ เป็นเหมือนละครที่ถูกผลิตซ้ำ แม้ฉากจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ตัวละครบางตัวก็ยังเป็นตัวเดิมๆ เล่นบทเดิมๆ ว่ายวนกันอยู่ในวัฏฏะแห่งการช่วงชิงอำนาจ การตักตวงผลประโยชน์ การทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ

 ผมถอยออกมา...ถอยออกมา... แล้วครุ่นคิดอย่างหนัก กระทั่งทำให้ผมไม่อยากกลับเข้าไปคลุกกันมันอีก...

 ๐ ๐ ๐

 "เราว่าเธอกำลังสิ้นหวังนะนารถ" หล่อนกล่าวถึงหลังนิ่งฟังผมสาธยายความอัดอั้นตันใจเสียยืดยาว "เมื่อสิ้นหวัง ก็ไร้พลัง ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร เราว่าเมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนี้นี่นา"

 "ตอนนี้เราเหมือนคนอกหัก" ผมว่า "เราว่าเราจะกลับไปทำไร่ ทำสวน” ภาพที่ดินผืนสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ก่อนตายปรากฏขึ้นในสมอง

 "อย่าเพิ่งสิ้นหวังสิ จะเปลี่ยนแปลงสังคม มันทำไม่ได้ภายในวันเดียวหรอกนะ เคยได้ยืนสุภาษิตไหม ที่ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวน่ะ ถึงเธอจะหนีไปทำไร่ ทำสวน แต่เธอแน่ใจเหรอว่าเธอจะทิ้งปัญหาที่เธอมองเห็นอยู่เอาไว้ โดยไม่คิดเข้าไปร่วมแก้ไขได้" หล่อนปลอบปลุก ผมบอกว่าผมเข้าใจดี แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นทางออกอยู่ดี

 "ปัญหาของสังคม ต้องแก้โดยคนในสังคม ทุกคนต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยกันสร้างความตระหนักให้พวกเขา เอาเถอะ- ถ้าเธอไม่สบายใจ ยังคิดอะไรไม่ออก ก็อยู่ที่นี่ไปสักพักเถอะ เผื่ออะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้" หล่อนบอกน้ำเสียงจริงจัง พร้อมรอยยิ้มประหลาดที่ไม่อาจอำพรางเซ้นส์นักข่าวอย่างผมได้

 "เราตัดสินใจแน่นอนแล้วละ แต่ก็ขอบใจนะเก๋"

 

 3.)

 เช้าวันหนึ่ง, เสียงเรียกชาวบ้านให้ไปประชุมดังผ่านลำโพงที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้าในหมู่บ้าน โฆษกแจ้งว่าขอให้ทุกคนที่ไม่ติดธุระสำคัญเข้าร่วมประชุมให้ได้ เพราะมีเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านทุกคน ดังนั้นทางคณะกรรมการหมู่บ้านจึงต้องการทราบฉันทามติร่วมจากทุกคน

 "ที่นี่มีประชุมกันบ่อยไหม" ผมถามเก๋ ระหว่างเดินตามเธอไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมด้วย

 "ก็ถ้ามีเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน เรื่องที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้าน ก็จะเรียกประชุมทันที แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คณะกรรมการหมู่บ้านก็จะประชุมกันเอง ได้ข้อสรุปแล้วก็จะนำมติไปแจ้งให้ชาวบ้านทราบ" เก๋บอก เมื่อเห็นผมยังสนใจหล่อนจึงเล่าต่อว่า "ชาวบ้านที่นี่สนใจเรื่องส่วนรวมกันทั้งนั้นแหละ เพราะเขามองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แม้แต่ใครเกิด ใครตาย มันก็มีผล"

 "แล้วอย่างนี้กว่าจะตัดสินใจแต่ละเรื่องไม่ยุ่งยากเหรอ"

 "ไม่หรอก... ชาวบ้านเขามีเหตุผลพอ อย่างบางครั้ง บางเรื่องเกือบทุกคนเห็นด้วยหมด แต่เหลือแค่คน สองคนยังไม่เห็นด้วย ทางคณะกรรมการหมู่บ้านก็จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง มาให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน แล้วก็ตัดสินใจร่วมกันอีกที"

 "เรียกว่า ฟังแม้แต่เสียงเล็กเสียงน้อยเลยงั้นสิ"

 "ใช่- เป็นแบบนั้นแหละ เสียงของพวกเด็กๆ เขาก็ฟังนะ ในคณะกรรมการหมู่บ้าน ก็จะมีตัวแทนเยาวชนอยู่ด้วย"

 "แล้วถ้าเรื่องที่ใหญ่ไปกว่าระดับหมู่บ้านล่ะ"

 "ใหญ่กว่าหมู่บ้าน- ใหญ่ขนาดไหนล่ะ? ถ้าพูดถึงระดับหมู่บ้านกับหมู่บ้าน คนที่นี่จะมีการสร้างเครือข่ายกับชุมชนอื่นๆ ที่มีจุดแข็งด้านต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน แล้วนำมาปรับใช้กับหมู่บ้านนี้ แต่ถ้าระดับประเทศ คนหมู่บ้านนี้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 100% แต่ก่อนจะไปเลือกตั้ง จะมีการพูดคุยกันถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง คุยกันถึงขนาดว่านโยบายไหนน่าจะทำได้จริง นโยบายไหนแค่ขายฝัน ส่วนจะเลือกใคร ไม่มีการบังคับกัน"

 "ไม่มีหัวคะแนนบ้างเลยเหรอในหมู่บ้านนี้"

 "ไม่มี- มีแต่หัวคะแนนจากข้างนอก พยายามเข้ามา แต่ถ้าใครแจกเงิน ชาวบ้านที่นี่เขายืนยันเลยว่า จะไม่เลือกมาเป็นผู้แทนของเขาแน่นอน เพราะเลือกไปแล้วพวกมันก็ต้องไปถอนทุนคืน"

 แล้ววันนั้นผมก็ได้สัมผัสและเข้าใจถึงสิ่งที่ได้รับรู้จากปากของเก๋ในเชิงประจักษ์ในที่สุด

 

 4.)

 เผลอแป๊บเดียว, ผมอยู่ที่นี่- - -หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงแห่งนี้มากว่าสัปดาห์แล้ว อีกแค่วันเดียวผมก็จะเดินออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป วันเวลาแห่งการอยู่ร่วมกัน- - -ผมกับเก๋ มันกำลังจะกลายเป็นอดีต

 แต่ก่อนที่วันเวลาแห่งการจากพรากขีดให้เส้นชีวิตของสองเราออกห่างกันอีกครั้ง พวกเราเลือกที่จะใช้เวลาช่วงที่เหลือพูดคุยกันอย่างยืดยาวไม่รู้เบื่อ กระทั่งเวลาเดินรุดหน้าไปเรื่อยๆ จนล่วงเข้าสู่เวลาดึกดื่น

 "เก๋..." ผมเรียกระหว่างนั่งกันอยู่ตรงชานบ้าน คืนนี้เป็นคืนข้างแรม ฟ้าไม่สว่างนัก แต่ก็ไม่ถึงกับมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร

 "หือ...ว่าไงจ๊ะ"

 "เหนื่อยบ้างไหม" ผมถาม หล่อนนิ่งไปครู่ก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ "เหนื่อยสิ แต่ก็สุขด้วย สุขที่ได้ทำ สุขกับการใช้ชีวิต สุขกับการอยู่อย่างมีความหวัง"

 "เหรอ...อืม- เก๋มีความสุขก็ดีแล้ว เราอยากเห็นเก๋ร่าเริงแบบนี้ตลอดไปนะ" ผมพูดโดยกลั่นถ้อยคำออกมาจากใจ

 "ว่าแต่ พรุ่งนี้นารถก็จะกลับแล้ว ได้ข้อสรุปรึยังว่าจะไปทำอะไร"

 ผมยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า "เราว่า เราจะเอาข้อมูลของหมู่บ้านนี้ไปเขียนเป็นสกู๊ป..." พูดได้เพียงแค่นั้นหล่อนกระโดดตัวลอย แล้วคว้าคอผมเข้าไปกอด แถมหอมแก้มผมเสียฟอดใหญ่ เล่นเอาผมตั้งตัวไม่ติดเลยทีเดียว

 "นารถ- เรา- เรา ดีใจ จริงๆ- ดีใจมากกกก... จริงๆ นะ" หล่อนละล่ำละลัก

 อากาศยามค่อนดึกทวีความเย็นขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นของน้ำค้าง ความสงัดของรัตติกาลทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย หันไปมองเก๋ หล่อนนั่งห่อไหล่อยู่หลังถ้วยชาที่ชงมาดื่มคลายความเย็นกัน พลันเมื่อคิดไปว่าพรุ่งนี้จะต้องบอกลาหล่อนไปแล้ว ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ 

 "นารถๆ..." หล่อนสะกิด สะดุ้งเล็กน้อยเพราะกำลังคิดเพลินๆ "ดูนั่นสิ" หล่อนชี้ให้แหงนหน้าขึ้นมองไปบนฟากฟ้ากว้าง ในความอนธการของห้วงมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ขับให้เห็นแสงกระจ้อยร่อยนับร้อยนับพันจนถึงขั้นหมื่นแสนกำลังกระพริบระยิบระยับวับวาวไปทั่วอาณาเขตน่านฟ้า

 "ดาวเต็มฟ้าเลย" หล่อนยิ้มแป้น ทำหน้าแป้นแล้น บางครั้งหล่อนก็ดูเหมือนเด็กๆ ผมมองตาม พลางว่า "อื้อ... สวยดีนะ เราไม่ได้เห็นดาวเยอะๆ แบบนี้มานานแล้ว... จะว่าไปแล้วหลายปีที่ผ่านมา เราแทบไม่ได้มีโอกาสแหงนมองดาวเลยด้วยซ้ำ"

 หล่อนเอื้อมมือมากุมมือผมไว้ แล้วพูดว่า “รู้ไหม- แสงดาวเป็นแสงแห่งศรัทธา” เราหันมาสบตากัน ก่อนหันกลับไปแหงนมองฟ้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

 

- จบ -


หมายเหตุ

 ตีพิมพ์ครั้งแรก ในคอลัมน์ เรื่องสั้นไทย จุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554





/1
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]