• ฅนป่า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : somchai.news@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-30
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 44802
  • ส่ง msg :
  • โหวต 31 คน
บันทึกสุดท้าย..ใต้ถังขยะกวี
งานเขียนนอกคอก บันทึกเศษเสี้ยวเกี่ยวร้อยเรื่องราว แบบชาวป่า หมานำทาง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dinpong
วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2555
Posted by ฅนป่า , ผู้อ่าน : 2590 , 00:01:32 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน มะอึก , ppmom และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

  "เมืองพุงทะลาย" เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านลาวรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวรและหมู่บ้านขอม รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งกองทัพเมืองจันทบูรช่วยรบตีเมืองละแวก

   เนื่องจาก"เมืองพุงทะลาย"เป็นที่ต่ำน้ำท่วมขังทุกปี ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ย้ยตัวเมืองมาตั้งใหม่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรีเรียกว่า"เมืองบ้านลุ่ม"ชุมชนตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำที่เรียกกันว่า"เมืองอกแตก"เพรามีแม่น้ำจันทบุรีผ่ากลาง

   

 

  จากข้อมูล "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น"เมืองบ้านลุ่มเป็นแหล่งชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยาลงมา  บ้านลุ่มตั้งอยู่บนที่เนินสูงริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี  ตัวเมืองเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งทางน้ำและทางบก  เป็นที่เนินที่น้ำท่วมไม่ถึงเหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน 

  ในขณะเดียวกันบริเวณโดยรอบ เป็นที่ราบลุ่มที่ทำการเพาะปลูกได้พอสมควร พบร่องรอยที่มีคูน้ำและแนวกำแพงให้เห็นทางส่วนเหนือของเมือง  โดยเฉพาะบริเวณค่ายตากสินในปัจจุบัน 

  ในขณะที่ส่วนล่าง พบเมืองกลายเป็นย่านการค้าและธุรกิจ  การสร้างกำแพงเมืองและขุดคูเมือง ณ บริเวณนี้คงเกิดมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เพราะในยุคนี้ได้โปรดให้พวกฝรั่งเศส เข้ามาสร้างเมืองที่เป็นป้อมปราการในจังหวัดต่างๆ

  เพราะฉะนั้นเมืองในที่นี้จึงมีความหมายเป็นเมืองที่ป้องกันข้าศึกศัตรูด้วย  ในบริเวณเมืองมีวัดเกิดขึ้นหลายแห่ง  รวมทั้งบริเวณนอกเมืองด้วย  วัดที่พบโบราณวัตถุเก่าแก่ คือ วัดโบสถ์ และวัดกลาง 

  อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนเมืองจันทบุรีมาก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็คือ ที่วัดจันทนารามพบร่องรอยของโบสถ์และศาสนสถานที่มีอายุเก่าแก่กว่าสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ได้แก่ ใบเสมาที่ปลายซุ้มทั้งสองข้างทำเป็นรูปศีรษะนาคที่มีอิทธิพลศิลปะขอม 

  ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ ให้ความเห็นว่าเป็นใบเสมาที่มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยลพบุรี  นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของบริเวณที่มีคูน้ำและคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก  และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเวียงนี้ก็คือ วัดเขาน้อย  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าบริเวณนี้ยังไม่มีการสำรวจและศึกษาโบราณคดีอย่างจริงจัง  มีแต่เพียงคำบอกเล่ากันมาว่าเมืองจันทบุรีในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้นอยู่บริเวณบ้านหัววัง ต.พุงทลาย 

  และบริเวณบ้านหัววังนี้เท่าที่ดูจากหลักฐานก็น่าจะเป็นชุมชนอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน  แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตามลำน้ำจันทบุรีขึ้นไปทางเหนือที่ไม่ห่างไกลกับบ้านพุงทลายนั้น  มีชื่อบ้านที่แสดงความเก่าแก่อีกหลายแห่ง เช่น บ้านขอม และบ้านลาว เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่อาจถูกกวาดต้อนหรืออพยพเข้ามาในสมัยอยุธยาและกรุงเทพตอนต้นได้  

ข้อมูลอ้างอิง/(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน้า 40-41)

   

   "เมืองบ้านลุ่ม"เกี่ยวข้องกับหน้าประวัติศาสตร์ที่ภาคภูมิใจคือ เมืองจันทบุรีที่พระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตี เมืองบ้านลุ่มแห่งนี้มีร่องรอยหลักฐานสุสานชาวจีน รัชสมัยกษัตริย์เฉียนหลงจำนวนมาก เมืองจันทบุรีตั้งอยู่ที่บ้านลุ่มมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

   

   รัชสมัยรัชกาลที่ ๓ เกิดกบฎเจ้าอนุวงษ์ของลาว ไทยเกรงญวนเข้าตีด้านเมืองจันทบุรี จึงย้ายตัวเมืองมาตั้งใหม่ที่บ้านเนินวง ตำบลบางกะจะเรียกว่า"เมืองเนินวง"พร้อมกับการสร้างป้อม ๒ ป้อม ที่ปากแม่น้ำแหลมสิงห์

     

      แต่เมืองเนินวงห่างไกลแหล่งน้ำจืด รัชสมัยรัชกาลที่๔ จึงย้ายตัวเมืองมาตั้งใหม่ที่บ้านลุ่มอีกครั้ง

     ต่อมารัชสมัยรัชกาลที่๕ได้สั่งย้ายข้าราชการกลับมาปฎิบัติหน้าที่ที่บ้านลุ่มทั้งหมด และขยายเป็นตัวเมืองจันทบุรีจวบจนปัจจุบัน

     เมืองบ้านลุ่ม ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์อันอัปยศ เมื่อ รศ.๑๑๒ ฝรั่งเศสได้เกณฑ์ทหารญวนจากไซง่อน ยึดเมืองจันทบุรีและแหลมสิงห์ไว้ประกันชั่าคราว เพื่อต่อรองแลกเปลี่ยนดินแดน จนไทยต้องจำยอมเสียดินแดนแลกกับการถอนกำลังออกจากจันทบุรี

 

(ต่อ)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 มะอึก ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ฅนป่า วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinpong

ผมดีใจครับที่มีผู้มีความรู้หลายๆท่านเข้ามาชี้แนะและเติมพลัง ชี้แนะหนทาง ยิ่งทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้นในการที่จะเรียนรู้ และรับทราบจากอาจารย์เจี๊ยบว่า ปากคำของชาวชองนั่นหล่ะที่แท้คือประวัติและวิถีที่แท้จริง เราจะได้สัมผัสอย่างลุ่มลึกได้ การฮั้วโจรกรรม ก็เกิดขึ้นเยอะจริงๆครับ ผ่านกรรมวิธีแยบยลมากมาย ยังไงผมจะพยายามดำการตามคำแนะนำของอาจารย์ และท่านคมฉาน ตะวันฉายครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
OKnature วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 19.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKnatureclub

อาจารย์เจี๊ยบพูดเรื่องฮํ๊วโจรกรรม น่าสนครับ วันหลังเจอกันคุยเรื่องนี้หน่อย สนใจครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

เรื่องพิพิธภัณฑ์ เป็นเรื่องใหญ่มากครับ

การเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัยแบบ Interactive ที่อู่ทอง ก็ยังไม่ค่อยมีคนสนใจ


พอปล่อยให้ภาคท้องถิ่นดูแล ก็เกิดการ ฮั้วโจรกรรม
(มีการฟ้องร้องกันหลายเคส)

ได้เรียนท่านแล้วครับ เรื่อง พิพิธภัณฑ์ แต่งบประมาณด้านวัฒนธรรม แค่เอาไปซ่อมเรื่องน้ำท่วม ก็ยังไม่พอ

หุหุ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คมฉาน_ตะวันฉาย วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanyimchang

ผมลงไป มีสภาพอย่างคุณคนป่าว่ามาจริงๆ อันที่จริงผมเจอโจทย์ยากๆเวลาลงไปเขียนงานสารคดีบ่อยครั้งมาก แต่คราวนี้ ยากอย่างที่บอก ไม่รู้จะขุดอะไรออกมานำเสนอ แต่ผมกลับไม่โทษนักวิชาการเหล่านั้นนะครับ เพราะชอง ต้องเข้มแข็งโดยตัวของชองเองด้วย ผมว่ากลุ่มภูมิปัญญาของชาติพันธุต่างๆ อย่างน้อย ภาษาต้องอยู่ การแต่งกาย ประเพณีอาจจะหดหาย แต่ภาษาถิ่นต้องอยู่ แต่นี่ลงไป ภาษาชองยังหาคนพูดยาก เด็กรุ่นใหม่เกิดมาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีเชื้อสายชอง จะว่าเด็กก็ไม่ได้ เพราะสภาพมันเปลี่ยนไปหมด นัวิชาการมาเหมือนมากวนให่ตะกอนความเป็นชองมันลอยปนในเนื้อน้ำ แต่พอหมดคนกวน คนชองเขาก็กลับสภาพเดิม ผมว่ามันก็เป็นธรรมดานะครับ เสียดายไหมก็เสียดาย แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ
-อ.เจี๊ยบรู้จักท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเหรอครับ กระซิบบอกท่านว่าให้สนใจการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายหน่อย มันเต็มกลืนแล้วนะครับตอนนี้ ลงไปดูแค่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพก็พอ นี่ขนาดใกล้หูใกล้ตานะยังแบบนี้เลย

ความคิดเห็นที่ 3 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ศุภศรุต วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

อ่านดูแล้วรู้สึกว่า
แม้แต่ตัวเอกสาร ที่พยายามเรียกว่า "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ที่ถูกนำมาใช้อ้าง

ก็เป็นการทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ "ชอง" ไปในตัว
ด้วยกสนผนวกเรื่องของประวัติศาสตร์หลวง หรือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างใหม่ มาอธิบายภูมิภาคและวีถีชีวิต

แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบประวัติศาสตร์ราษฎร์ (ตามแนวคิดของอาจารย์ศรีศักร) กลับแทบไม่เคยปรากฏ

กลุ่มชองจะไม่หายไป หากมีผู้ใจใน "วิธีวิทยา" ในการเก็บรักษาหลักฐานทาง "วัฒนธรรม" ในช่วงกว่า 150 ปี ที่ยังตกทอดมาสู่ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เป็นเพียงวัยเด็กในยุคล่าอาณานิคม หรือ ฟังต่อมาอีกที

วีถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม (ทั้งรอบปีและรอบชีวิต) การเกษตร ภาษา วัด การค้าขาย การแต่งกาย และหลากหลายเรื่องราวปลีกย่อยในคำว่า "วิถีชีวิต" ที่จะประกอบขึ้นมาเป็น "วัฒนธรรม" ในวิธีการเก็บข้อมูลแบบ "Oral Historical" หรือ ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า ถูกนำเสนอ รวบรวม เรียบเรียง มากน้อยแค่ไหน

ภาพถ่ายในช่วงเวลา รุ่น - 2 รุ่นที่แล้ว

ชาวชองที่มีชื่อเสียง ที่ทำความดี ที่เป็นที่รู้จักหรือเป็น "ช่าง" ผู้ชำนาญ มีการรวบรวมไว้หรือไม่

หรือม้กระทั่งภาษาพูดเฉพาะกลุ่ม มีการส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่ ไม่อายที่จะพูด ไม่อายที่จะภาคภูมิใจ มีการส่งเสริมกันมากน้อยแค่ไหน


อย่าเพียงเศร้าใจและสิ้นหวัง
เพียงแต่มีชาวชอง หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ใด ๆ ที่ยังคงหลงเหลือ ผู้ที่"สำนึก" ในรากฐานของ "ตัวตน" ในอดีตของกลุ่มชน

ไม่หลงติดกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบรักชาติ แต่พยายามที่รื้อฟื้น "ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า" ที่อาจมีอายุไม่มากแบบ "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างแต่สวนหรู" แต่ประวัติศาสตร์จากปากคำของผู้เฒ่าผู้แก่ แห่งกลุ่มชอง จะมีค่าของความ "จริง" ที่จะนำพาเรา กลับไปสู่วีถีชีวิต

นำมาทางให้เรา หันหลังกลับไปมองอดีต ได้อย่างถูกต้อง

และเพียงคนชองที่ยังไม่ท้องแท้เพียงไม่กี่คน
ผมเชื่อมั่นครับว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชองจะยังไม่หายไปไหน และจะไปหายไปตลอดกาล

เพราะอย่างน้อยก็ยังมี "ท่าน"

และมีเรื่องราวของชาว "ชอง" จากท่าน

ปล. หากมีเอกสารหรือต้องการที่จะรวมกลุ่มและยื่นเอกสารแนวทางการอนุรักษ์ของภาคประชาชน ขอทำหนังสือ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ "วัฒนธรรม" ให้กับท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผมยินดีพาคณะท่านเข้าพบและร่วมกัน "พลิกฟื้น" ความงดงามของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ของผู้คนภายใต้ "ร่มพระบารมี" ด้วยกันครับ

ปล. 2 ผู้ที่ศึกษาเรื่องชาติพันธุ์ในประเทศไทย สามารถประสานกับศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (ตลิ่งชัน) เพื่อการหาข้อมูลทางภาษาศาสตร์และรายละเอียดทางชาติพันธุ์ได้ดีกว่า การไปอ้างอิงกับประวัติศาสตร์รัฐชาติ ครับ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฅนป่า วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 01.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinpong

ครับเป็นความจริงอย่างที่ท่านคมฉาน ตะวันฉายบอกครับ ที่นั่เหลือแต่ป้ายหมู่บ้านชอง กับป้ายศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมชอง และมันก็ร้างไปหมด แม้แต่ชาวชองเองยังลืมเรื่องราวเกือบหมดสิ้น ผมเข้าไปก็สิ้นหวัง แต่สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือประการสำคัญคือ การที่มีนักวิชาการหากินกับชาวชองขโมยภูมิปัญญาของเขา ข้าวของของเขา แล้วนำไปสร้างผลงาน ยกวิทยฐานะ ทิ้งพวกเขาไว้กลางแม่น้ำจันทบุรีให้ค่อยๆจมหายไปกับสายน้ำ (นี่จากปากคำชอง)ครับ ถ้าท่านคมฉานมีอะไรแนะนำโปรดชี้แนะด้วยครับ ผมเศร้าใจในเรื่องนี้มากครับ ขอบคุณครับที่ให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนบอกเล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คมฉาน_ตะวันฉาย วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 01.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanyimchang

ไม่นานมานี้ผมมีภาระกิจไปดูหมู่บ้านชองที่จันทร์นี่แหละ ไปถึงยอมรับว่าเป็นงานที่หินมาก ไม่รู้จะขุดตรงไหนออกมานำเสนอถึงความเป็นชองออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน มันแทบไม่มีอะไรบ่งบอกเลย ยิ่งการนำเสนอเรื่องราวของชอง ผ่านหน้ากระดาษ ผมเจองานหินมามาก แต่งานนี้เต็มกลืนเลย ที่ท่านตั้งชื่อว่า "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" ผมว่าตรงเผงเลยครับ แต่ก็ต้องทำใจว่าทุกอย่างมันก็มีเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ป่วยการไปฉุดรั้ง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน