• ปากไก่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dinso.laksee@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-02-04
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 63158
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
ปากไก่หลากสี
สำหรับผู้รักประชาธิปไตยและความสวยงามของความคิดเสรี รักที่จะเขียนเพื่อประเทืองปัญญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dinso
วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม 2560
Posted by ปากไก่ , ผู้อ่าน : 1585 , 15:13:38 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน february26 , แม่หมี โหวตเรื่องนี้

   เอากระดาษขาวขึ้นมาหนึ่งแผ่น แต้มจุดดำลงในกระดาษแผ่นนั้น ตรงไหนก็ได้ในกระดาษขาว  ทีนี้ลองบอกผมสิว่า คุณเห็นอะไร   คำตอบของคนส่วนใหญ่คือ “เห็นจุดดำ”

   น่าแปลกไหมที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นพื้นที่สีขาว ที่อยู่รอบๆกระดาษนั้น  หรือพวกเขาอาจจะเห็น แต่ที่ไม่พูดออกมา เพราะใจนั้นมันเพ่งไปที่จุดดำจุดนั้น

   ถ้าจะเปรียบเทียบในแง่ปริมาณ เราจะเห็นว่าจุดดำจุดนั้น มันกินเนื้อที่ในกระดาษนิดเดียว   คำถามคือทำไมเราให้ความสำคัญกับจุดดำนั้น มากกว่าส่วนที่เป็นสีขาวทั้งแผ่น   คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ จุดดำมันเด่นกว่าพื้นที่ขาวทั้งแผ่นที่อยู่ตรงหน้า  มันเหมือนมีแกะดำยืนอยู่ท่ามกลางแกะขาว   เรามองไม่เห็นแกะขาว แกะขาวทุกตัวเป็นฉากหลังให้แกะดำ  แกะดำตัวนั้นจึงเด่นกว่าแกะทุกตัวในฝูง

   ในทำนองกลับกัน แกะขาวหนึ่งตัวท่ามกลางฝูงแกะดำ  มันย่อมเป็นตัวเด่นที่สุด  ดังนั้นมันไม่ได้อยู่ที่แกะที่เด่นนั้นจะมีสีอะไร  มันอยู่ที่แกะที่เด่นนั้นอยู่กับแกะสีอะไรต่างหาก

เรื่องนี้มันบอกอะไรเรา...

   ทุกเรื่องราวของคน มันบอกอะไรเราบางอย่างเสมอ เพียงแค่เราให้ความสนใจมัน  มันก็จะเป็นจุดดำของเราในขณะนั้น  จุดดำบางจุดไม่มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา  เราตระหนักความจริงข้อนี้ ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไป   เมื่อเรามองย้อนกลับ เราอาจหัวเราะขำกับตนเองว่า ทำไมในตอนนั้น เราถึงไปสนใจมันขนาดนั้น

   จุดดำบางจุดบางจุดมันไม่ได้ลบเลือนลงไปตามกาลเวลา ทั้งที่เราไม่อยากจะให้มันมีอยู่ในกระดาษขาว (ชีวิต) ของเรา  เราไม่อยากรับรู้เสียด้วยซ้ำว่า เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเรา  เราหวังให้ตนเองนั้นสามารถลบจุกดำจุดนั้นออกไปจากใจเรา  เราพยายามแล้วพยายามอีก  ดูเหมือนความพยายามของเรา มันไม่ค่อยได้ผล  จุดดำนั้นมันฝังแน่นเกินกว่าจะลบมันออก   พอเราเผลอๆ มันก็โผล่ขึ้นมาให้เราได้คิดถึง  บางครั้งมันก็ทำเราเจ็บจิ๊ดๆในใจ

   จุดดำบางจุดมันก็ทำตัวเป็นมะเร็งร้ายในใจเรา  มันไม่ใช่อยู่ตรงนั้นเท่านั้น  มันยังขยายตัวออกมาได้เรื่อยๆ  มันกัดกินพื้นที่สีขาวที่อยู่รอบๆ และเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำไปทีละส่วน  ในที่สุดชีวิตของเราก็มีด้านมืดมากกว่าด้านสว่าง  ผมเรียกสภาพนี้ว่า ตกนรกทั้งเป็น

   เราทุกคนต่างมีจุดดำในใจทั้งสิ้น  คนย่อมทำผิดได้เสมอ  ข้อสำคัญคือเราควรจะมุ่งไปที่จุดดำหรือกระดาษขาวที่เหลืออยู่

ภาพเล็กๆที่กำหนดภาพใหญ่

   จิตใจคนเราเหมือนจิ๊กซอ  น้อยคนนักที่จะเห็นภาพใหญ่ในชีวิตของตนเอง  เรามักดำเนินชีวิตด้วยภาพเล็กๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มากกว่าที่จะถามตัวเองว่า อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า เราอยากจะให้ชีวิตของเราเป็นภาพแบบไหน  เราอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรและแบบไหน  คนที่สามารถบรรยายชีวิตของตนในอนาคตได้ชัดเจน  เราเรียกคนนั้นว่ามีวิสัยทัศน์  ผมไม่ใช่คนๆนั้นอย่างแน่นอน

  ผมถามตัวเองแบบนี้บ่อยๆ  สิ่งที่ผมตอบกับตัวเอง ก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ นั่นคือ อยากมีเงิน มีบ้าน มีรถ และอะไรอื่นๆอีกมากมาย  มันเป็นความต้องการทั่วๆไป  มันไม่เห็นจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์ตรงไหน  คุณจะได้คำตอบนี้จากทุกคนที่คุณถาม  นี่คือจุดดำ (จุดสนใจ) จุดใหญ่ในสังคมทุนนิยม  เราทุกคนเป็นแค่หน่วยหนึ่งของเศรษฐกิจในภาพใหญ่  คนที่มีคุณค่าคือคนที่สามารถผลิตได้มากกว่าผู้อื่น สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าผู้อื่น จึงไม่แปลกที่คนรวยพูดอะไร คนทั่วไปมักให้ความสนใจมากกว่าคนไม่รวย ยิ่งถ้าเป็นคนจน เสียงมันก็ยิ่งเบาจนแม้แต่มดก็ไม่ได้ยิน  คนจนที่ตะเบ็งเสียงคุยกับนายกคือคนจนที่ก้าวร้าว  ส่วนคนรวยที่เสียงดังคือ คนที่มีอำนาจ

   อย่างไรก็ดีถ้าเราเชื่อ สตีฟ จ๊อบ  เราก็คงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว  ตอนนี้เราอาจไม่มีภาพอนาคตของเรา  สิ่งที่เรามีคือปัจจุบัน  สิ่งที่เราเป็นอยู่ สิ่งที่เราทำอยู่  เราอาจต้องถามตนเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่  ทุกอย่างที่เราทำอยู่วันนี้ มันคือภาพเล็กๆที่เราสร้างมันขึ้นมา  เราสร้างภาพสักเสี้ยวหนึ่งตรงนี้  สร้างภาพอีกเสี้ยวหนึ่งไว้ตรงนั้น  สุดท้ายเราก็จะเห็นภาพลางๆของเราได้ว่า  ภาพแต่ละเสี้ยวมันจะนำเราไปสู่ภาพใหญ่แบบไหนในอนาคต

   วาทะของ สตีฟ จ๊อบ พูดถึงทุกการกระทำของเรา ก็เหมือนจุดแต่ละจุดบนกระดาษขาวของเรา  บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ว่า เราจะเชื่องโยงจุดแต่ละจุดเข้าหากันอย่างไร (มันจะเกิดภาพอะไร)  การมองย้อนกลับมาดูสิ่งที่เราทำ มันอาจบอกอะไรบางอย่างกับเราว่า อนาคตของเราจะออกมาในรูปแบบไหน

   “คุณไม่สามารถต่อจุดด้วยการมองไปข้างหน้า  คุณสามารถต่อจุดด้วยการมองย้อนกลับไป  ดังนั้นจงเชื่อว่า บางทีจุดทุกๆจุดมันจะนำคุณไปสู่อนาคตได้”

   “You can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.”

   ผมว่า “ใช่เลยนะ”  ผมลองมาแล้วกับตนเอง  สิบปีหลังผมใช้ชีวิตแบบไม่มีการวางแผน  ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสูญเปล่าในแง่ของการสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง  แต่ผมกลับได้เรียนรู้ชีวิตอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการอดทนอยู่กับความล้มเหลวในการหาเงินของตนเอง และชีวิตมันอยู่ของมันได้โดยที่ไม่ต้องหาเงินให้มากเข้าไว้  ในขณะเดียวกันชีวิตมันต้องมีอะไรยึดเหนี่ยว  มิฉะนั้นมันไร้ความหมายที่จะอยู่  ต่อให้มีเงินเยอะมันก็ไร้ความหมาย

  จุดที่ผมสร้างโดยไม่รู้ตัวในสิบปีแห่งความว่างเปล่าคือ  การออกจากกรอบชีวิตแบบสินค้าโภคภัณฑ์  เราก็เหมือนเมล็ดถั่วเมล็ดหนึ่งในตลาด  เมื่อไหร่ที่ตลาดต้องการเมล็ดถั่ว เราก็มีความหมาย  เมื่อไหร่ที่ตลาดวาย เราก็เป็นเหมือนถั่วเน่าเมล็ดหนึ่ง  แปลว่าชีวิตเรามีความหมายก็ต่อเมื่อเป็นที่ต้องการของคนอื่นงั้นหรือ

  ผมถึงไม่แปลกใจเลยว่า ผู้มีอำนาจที่เกษียณแล้วบางคน ชีวิตถึงได้อับเฉาได้เร็วกว่าพวกผู้ไร้อำนาจวาสนาทั้งหลาย  ชีวิตของเขาเคยชินกับการเป็นที่ต้องการของคนอื่นเสอมมา  เมื่อไร้ซึ่งอำนาจ คนรอบข้างก็ไม่ต้องการอีกต่อไป

กระดาษขาวสำคัญกว่าจุดดำทุกจุดรวมกัน

  บางทีเราอาจต้องมองย้อนกลับสิ่งที่เราทำมาแล้วทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมา  แล้วกลับมาถามตัวเองว่า แท้ที่จริงพื้นที่กระดาษขาวที่เหลืออยู่ เราจะใส่จุดเพิ่มเติมอะไรต่อไป เพื่อนำเราไปสู่ชีวิตที่เราต้องการ  หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็มีความหมายอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

  แต่ละคนย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันไป  คนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่รู้ว่าตนเองนั้นต้องการอะไร  ความสุขของตนนั้นอยู่ตรงไหน  กูรูหลายคนที่ผมมีโอกาสอ่านหนังสือของเขา มักจะแนะนำว่า ความหมายของชีวิตจะเข้มข้นขึ้น เมื่อเรามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้อื่น

   ผมก็เลยลุกขึ้นมาเขียนบทความอีกครั้งหนึ่ง  พร้อมบอกกับตนเองว่า  อย่างน้อยเราก็คงทำให้คนอ่านมีความสุขขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

   ถ้ามันไม่จริง ผมก็ต้องขออภัยด้วยครับ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน