• DinSor
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 120
  • จำนวนผู้ชม : 164222
  • ส่ง msg :
  • โหวต 580 คน
ดินสอ
รวบรวมบทความ ขีดๆเขียนๆเรื่องกฎหมายและการเมือง แด่ สิทธิ เสรีภาพและพลังแห่งการแสดงความคิดเห็น (อัพเดท24ชม.^^) ถึงเวลาประชาภิวัฒน์หรือยัง?
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dinsor
วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551
Posted by DinSor , ผู้อ่าน : 2695 , 09:39:49 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดย สุรชาติ บำรุงสุข



การก่อการรัฐประหารประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลังจากนั้นการเมืองไทยก็ประสบปัญหายุ่งยากนานัปการ ซึ่งก็เป็นบทพิสูจน์สัจธรรมประการหนึ่งที่ว่า "การยึดอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องยาก การรักษาอำนาจรัฐไว้ยากกว่า"

เพราะผลพวงจากการรัฐประหารไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่า การยึดอำนาจไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหาการเมืองไทยเท่านั้น หากแต่กระทำดังกล่าวมีแต่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และทั้งยังทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการพังทลายของเกียรติภูมิทางการเมืองของประเทศ ที่การรัฐประหารไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสัญลักษณ์ของความ "ล้าหลังทางการเมือง" ของประเทศไทย

ในขณะเดียวกันก็พบว่า เสียงของการต่อต้านรัฐประหารค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย มีผู้คนหลายๆ ส่วน กล้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

ดังจะเห็นได้ว่าระยะเวลาของการ "ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์" ของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น สั้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐประหารในอดีต

ในสภาวะเช่นนี้ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองตอบได้โดยไม่ยากนักว่า ในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองแบบการเลือกตั้งจะหวนกลับมาอีก เพราะคณะรัฐประหารพร้อมกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจไม่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศแต่อย่างใด และทั้งสิ่งที่พวกเขาโฆษณาทางการเมืองไว้ ก็ไม่ได้มีอะไรปรากฏเป็นจริง มากไปกว่าการเข้าสู่การแสวงหาผลประโยชน์ของการเมืองของกลุ่มผู้นำทหารที่ถูกปิดกั้นการเข้าถึง "ความมั่นคั่ง" ในระบบการเมืองเปิดก่อน 19 กันยายน 2549

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงกลายเป็น "ความล้มละลายทางการเมือง" ของกลุ่มทหาร และก็ส่งผลให้ผู้คนหลายๆ ส่วนรวมถึงผู้สนับสนุนรัฐประหารในช่วงต้นต้องหันกลับมายอมรับให้การเมืองในระบอบการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือตัดสินการเป็นผู้บริหารประเทศ แม้ระบบการเลือกตั้งจะมีปัญหาและข้อบกพร่องอยู่ก็ตามที แต่อย่างน้อยก็เป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้

ผู้นำทหารตระหนักดีกว่า ถ้าการเมืองแบบการเลือกตั้งกลับเข้าสู่การเป็นวิถีหลักของประเทศแล้วกองทัพจะต้อง "ถอย" ออกไปจากการเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีรัฐบาลใดยอมให้กองทัพดำรงอยู่ในสถานะ "รัฐซ้อนรัฐ" จะมีก็แต่เพียงรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้นเอง ที่ปล่อยให้สภาวะดังกล่าวดำรงอยู่ในลักษณะ "อำนาจซ้อนอำนาจ" จนมีคำถามทั้งในประเทศและนอกประเทศว่า ใครเป็นคนที่มีอำนาจจริงในการบริหารประเทศไทยระหว่างประธาน คมช. กับนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็แล้วแต่ คำถามเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น "ศูนย์อำนาจคู่" ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพนั่นเอง

แต่ในที่สุดแล้วทุกฝ่ายก็ยอมรับความเป็นจริงที่จะต้องถอยประเทศกลับเข้าสู่การเมืองในระบบเปิดเพราะไม่มีอำนาจคณะรัฐประหารใดในยุคร่วมสมัยดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมการเมืองไทย

ดังนั้นการเตรียมการของผู้นำทหารเพื่อรองรับต่อการกลับสู่ระบบการเลือกตั้งก็คือ การผลักดันให้รัฐสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารออก "กฎหมายความมั่นคงในราชอาณาจักร" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "กฎหมายความมั่นคงภายใน"

กฎหมายเช่นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดถึงกระบวนการสร้างอำนาจของทหารให้มีความเป็นสถาบันในการเมืองไทย เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะมีกฎหมายรองรับต่ออำนาจของทหารในการเมืองอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

และทั้งยังทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กลายเป็นองค์กรถาวรที่มีอำนาจอย่างเป็นจริง

ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า กฎหมายเช่นนี้ก็คือ "ไม้ค้ำยัน" อำนาจของกองทัพในการเมืองแบบการเลือกตั้งของไทย (ผู้สนใจกับความเห็นในประเด็นเรื่องกฎหมายความมั่นคงภายใน ดูเพิ่มเติมได้จากจุลสารของผู้เขียนเรื่อง กฎหมายความมั่นคงภายใน : รัฐมั่นคง ประชา (ไม่) มั่นคง, 2551)

แต่สิ่งที่ผู้นำกองทัพกังวลอย่างมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กองทัพในความหมายของหน่วยราชการในสังกัดของกระทรวงกลาโหมจะอยู่อย่างไร เมื่อการเลือกตั้งกลับเข้าเป็นหนทางหลักของประเทศ

พวกเขาตอบง่ายๆ ด้วยการยืมมือของสมาชิกสภา ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยมีสาระสำคัญหนึ่งก็คือ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทหารในกองทัพ

ผู้นำกองทัพดูจะถนัดในการใช้แนวคิดแบบ "รัฐซ้อนรัฐ" หรือไม่ก็แสดงออกในลักษณะแบบ "ปฏิเสธรัฐ" เพราะมักจะถือเอาว่า กองทัพเสมือนหนึ่งเป็นรัฐ และมีเสรีในการดำเนินการทางการเมืองของตนเอง แนวคิดแบบสุดโต่งเช่นนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร จนเชื่อเอาเองว่า กองทัพสามารถจัดการเรื่องราวภายในของตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐบาล

แนวคิดสุดโต่งเช่นนี้ละเลยหลักการสำคัญ 3 ประการก็คือ

1) กองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐบาล กองทัพไม่ได้ดำรงฐานะเป็นเอกเทศจากรัฐบาล และรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ

2) รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้แก่กองทัพในการดำเนินกิจกรรมทางทหารของประเทศเพราะกองทัพเป็นองค์กรราชการหนึ่งของรัฐบาล

3) ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม รัฐบาลมีฐานะเหนือกองทัพ เช่น หลักการของระบอบประชาธิปไตยคือ การควบคุมโดยพลเรือน หรือหลักการของระบอบคอมมิวนิสต์คือ พรรคคุมปืน (กองทัพ) หลักการของระบอบเผด็จการทหารก็คือ รัฐบาลควบคุมกองทัพ

ถ้าเรายอมรับในหลักการ 3 ประการข้างต้นแล้ว พ.ร.บ.กลาโหมใหม่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการสถาปนา "อำนาจรัฐซ้อน" ในระบอบการเมืองไทยหรืออาจจะเป็นเสมือน "การลองของ" รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะผู้นำทหารตระหนักดีว่า รัฐบาลผสมที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารมีแต่ความอ่อนแอ อันจะเปิดโอกาสให้กองทัพสามารถดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระในทางการเมืองได้

ดังนั้น พ.ร.บ.กลาโหมใหม่ จึงสะท้อนให้เห็นประเด็นปัญหาสำคัญหนึ่งในการเมืองไทยที่จะต้องคิดกันอย่างจริงจังในอนาคตก็คือ ถ้าจะต้องสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตย จะสร้างความกรอบสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

แต่คงไม่ใช่คำตอบที่บอกว่า การเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตย กองทัพจะต้องดำรงฐานะเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" โดยมีอำนาจของตนเองเป็นอิสระจากรัฐบาล!

มติชน วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10926




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงห์ดำ30 วันที่ : 08/02/2008 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arnon

อำนาจรัฐสมัยใหม่มีลักษณะไม่ได้มีศูนย์อำนาจเดียวแบบเดิมอีกต่อไป ระบบราชการ พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ มีสิทธิใช้อำนาจรัฐในแต่ละบริบทของตนเอง อำนาจกระจายตัวมากกว่ากระจุกตัว การใช้อำนาจจึงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแค่เพียงรัฐบาลองค์กรเดียว สังคมลักษณะนี้คล้ายที่เรียกว่า "พหุอำนาจ" กล่าวคือมีหลายขั้วอำนาจต่อสู้แข่งขัน เจรจา ต่อรองกัน แม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องตกอยู่ภายใต้สภาพเช่นนี้ กองทัพก็เช่นกันไม่อาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจากการยึดอำนาจได้เช่นกัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเชื่อมั่นในการวินิจฉัยคดียุบพรรค ของตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ว่าจะเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่?
เชื่อมั่น
154 คน
ไม่เชื่อมั่น
33 คน

  โหวต 187 คน