*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 56058
  • จำนวนผู้โหวต : 15
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2556
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 778 , 14:05:11 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , อาโป โหวตเรื่องนี้

เด็กน้อยวัยสองสามขวบ จมูกแด่น ผมยาวสลวยเรียบหนังศีรษะ กำลังฉอเลาะและซุกซน ขณะเธอนั่งบนโต๊ะ หันหลังออกมาหน้าร้าน เราไปสะกิดหลังเธอ เธอทำหดหลัง หันหน้ามาทางขวา ควั่บ ไม่เห็น ก็หันกลับมาอีกทาง ควั่บ พอเห็นหน้าเราก็กระถดไปอีกทาง ทำตาค้อนและหน้าง้ำนิดนึงแบบไม่ยินดีด้วย แล้วหันกลับไปอย่างเดิม  เราสะกิดอีกที “คุยด้วยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ ไม่คุย” มารดาเธอทำเสียงจุ๊ย์ ปรามเบา ๆ ... พูดดี ๆ สิลูก

“เดี๋ยวซื้อนมสตรอเบอรี่มาฝากนา”

หันหน้ามามอง แต่ก็ตอบว่า “ไม่เอา”
“เอาเป๊ปซี่ อ่ะ .. มะ”
“ไม่เอา .... เบื่อ” ตรง เบื่อ เน้นเสียงห้วน ไม่รู้ใครฝึก ตามประสาผู้ใหญ่เห็นเด็กเป็นตุ๊กตา

ใช่ พวกพี่เลี้ยง ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ รายรอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันเป็นแถว

กับคนที่ไม่คุ้นเคย เด็กน้อยจะมีแต่คำว่า ไม่ ไม่ ไม่

เดี๋ยวต้องลองเปลี่ยนมุขใหม่

“น้องเนยน่ารักที่สุดในโลกเลยยยยย ...”

เธอหันมาตามเสียง อ้าปากเป็นรูปคำว่า ไม่ แต่ไม่มีเสียงออกมา เธอมีสีหน้าลังเล

เอาแล้วไง เจอประโยคแบบทวินัยขัดกัน อึ้งเลย

จะยังคง “ไม่” ดี ... หรือจะตอบรับดี

คงต้องรอให้บรรดาผู้ใหญ่ที่รายรอบตัวเธอสอนเรื่อง “เงื่อนไข” เสียก่อนว่า ถ้าพูดมาแบบนั้นให้ตอบแบบนี้นะ แต่ถ้าถามมาอีกอย่างก็สามารถตอบรับได้

ใช่ มีรูปแบบของเงื่อนไขหลากหลายที่ผู้ใหญ่ผู้มาก่อนต้องป้อนต้องสอนสั่ง

เรื่องของเงื่อนไขเป็นส่วนหนึ่งของตรรกะ

 

นี่แปลว่า ตรรกะเป็นของที่มาทีหลังการกำเนิดชีวิต ทีหลังการมาสู่โลกอย่างนี้ ใช่หรือไม่

เด็กน้อยบางรายอาจแคล่วคล่องเชิงตรรกะมาแต่อ้อนแต่ออก แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่มาทีหลังการกำเนิดมาอยู่ดี ต้องมีการสอนสั่ง อบรม ให้เรียนรู้

ตรรกะที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้โลก เรียนสรรพวิชาการ และเดี๋ยวนี้วันนี้ถูกนำมาใช้เล่นคะนองกันอย่างเอิกเกริกนั้น เป็นของที่มีขึ้นทีหลัง ความจริง อย่างอื่น

ก็ไม่ควรจะไปบูชามันให้เป็นเครื่องมืออันสูงสุดแต่เพียงหนึ่งเดียวในโลกและจักรวาล

 

และนี่ก็ยังแปลว่ามี ความเป็นไป  มี ความจริง อื่นที่เกิดก่อนตรรกะ มีขึ้นโดยไม่อาศัยตรรกะอยู่ด้วย

มันเป็นเรื่องของเหตุ, ปัจจัย, เงื่อนไข ที่เป็นไปเองของมันอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องพึ่งมนุษย์

ที่เรียกว่าสมมุติบัญญัติก็เป็นเช่นเดียวกับตรรกะ คือเป็นของมาทีหลัง

 

แต่ ก็มีเรื่องของมนุษย์และจักรวาลที่ขัดกันในตัวเองอยู่ด้วย ดังเช่นที่เด็กเล็กหรือทารกรู้ที่จะปฏิเสธ หรือเรียกร้องต้องการ

 

มีพุทธพจน์ในเรื่อง นิวรณ์ ๕  เปิดเผยความจริงว่า

“เด็กอ่อนนอนหงาย จะรู้จักกาม ว่านี่กาม โน่นกาม ก็หาไม่  แต่นั่นแหละ กามฉันทะ ย่อมตามคลอเด็กน้อยนั้นไปอยู่จนเติบใหญ่

ฯลฯ ”

มันมีขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ในอายุขัยของจักรวาลนี้ ไม่มีใครทราบ

 

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

 

เอาอีกแล้ว เราเขียนเรื่องแบบนี้ ใครอ่าน ก็อย่ามาคาดหมายคาดคั้นว่าเราคงต้องเป็นคนถือศีลเครางครัด เป็นคนน่านับถือ

บางเรื่อง หลายเรื่อง มันเป็นเรื่องที่ “อยู่ในระหว่าง”

เราอาจได้รู้เห็น (อยู่บ้าง) แต่ใช่ว่าเจนใจ

เราอาจได้รู้เห็น (อยู่บ้าง) แต่ใช่ว่าสำเร็จการฝึกแล้ว

 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 08/05/2013 เวลา : 00.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ท้าย ๆ คห.๖ ที่เขียนว่า
"บทบาทของตรรกะในทางการเมืองในไทยเท่าที่เห็นวันนี้ เห็นด้วยกับผมไหม ว่าก็มี
แค่ปลุกระดมให้คนมาเข้าพวก มาเห็นด้วย มาก่อพฤติกรรมกดดัน มาสร้างอกุศล จน
ถึงมาออกหน้าตายแทนตัว"

อาจมีคำถามย้อนและแย้งว่า ถ้าไม่อย่างนี้และ ตรรกะจะใช้ทำอะไร (นอกจากใช้แดกดันกันทางการเมือง)
ก็ตอบว่า บทบาทของมันใช้ค้นหาคำตอบต่อคำถามเก่าแก่ของโลกมนุษย์เรา (ค้นหาสัจจธรรม)
ว่าชีวิต และโลกทั้งปวงคืออะไร ควรต้องทำอย่างไร
ดังเช่นในยุคของโสเครตี๊ส เพลโต้
ดังเช่นใน มิลินทปัญหา ***อันหลังนี้เจ๋งกว่า มีพัฒนาการมากกว่า

อนึ่ง สังเกตในยุคของโสเครตี๊ส มันมีคำตอบอย่งหนึ่งที่สะท้อนความไร้สาระของการใช้ประโยชน์จากตรรกะในเมืองไทยเวลานี้
คือนักคิดของยุคนั้นตระหนักดีว่า เหตุผลหรือตรรกะแต่ถ่ายเดียว ไม่อาจให้คำตอบเรื่องโลก เรื่องสังคมที่ศานติ
แต่ต้องมีความตระหนักในสิ่งที่เรียกว่า เจตนารมณ์ ที่มีอยู่ในความตระหนักของมนุษย์มาแต่โบราณ
และพัฒนามาเรื่อย ๆ จากลักษณะงมงาย ยังไม่รู้ความจริง จนค่อย ๆ ก้าวหน้ามาเป็น "นามธรรม" ที่รับรู้ได้จริง
สัมผัสได้จริง เข้าถึงได้จริง

มิใช่อย่างที่เป็นอยู่เวลานี้คือใช้ฟาดฟันกระหน่ำใส่องค์กรเช่น ศาล ฯลฯ โดยจงใจละเลย ไม่รับรู้เจตนารมณ์
.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
driftworm วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๓-
นั่นเลย นั่นเลย คุณชาลี ก่อนเริ่มอ่านทู้นี้ ก็ลองนึกหน้าพวกนักวิชาการที่ออกมาเรียกร้อง
แก้ไข รธน.มาตรา ๑๑๒ – หนึ่งละ
นึกหน้านักวิชาการที่ชอบขึ้นกระดานเฟ้ซบุ๊ค เทียบเหตุผลสถานะ พฤตินัย ระหว่างเจ้า
กับไพร่ อยู่เป็นประจำ – อีกหนึ่งละ
นึกหน้านักเขียนที่ร่วมเรียกร้องแก้ไข รธน. แบบพวกแรก – ก็อีกหนึ่ง
แล้วนึกหน้าบรรดาคนที่ปราศรัยปลุกใจผู้ชุมนุมเสื้อสีใดก็ตามให้เชื่อตาม – นี่ก็อีกหนึ่งละ

สำหรับพวกสุดท้าย ผมเข้าใจดีว่าจะ get หรือคิดตามได้ยาก เอางี้ เปลี่ยนเป็นนึกหน้า
พวกชุมนุมเสื้อแดงโดด ๆ โชะไปเลยก็ตามใจสะดวก อย่างนี้ กลไกการแบ่งพวกจะช่วย
ให้ get หรือเข้าใจเร็วขึ้น อันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ มันเป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์

เมื่อนึกหน้าออกชัดเจนแล้ว ผมก็จะบอกว่า พูดมาหลายหนละว่ากลุ่มพวกนี้ยึดถือ
กระบวนการคิดแบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีของม้าร์กซ์ ซึ่งปักใจแข็งแรงว่าวัตถุเกิดขึ้นก่อน
ในโลก แล้วมนุษย์เกิดทีหลัง ก็ได้แต่เรียนรู้วัตถุที่มีอยู่ก่อนเรา เรียกว่าวัตถุกำหนดจิต

แนวทางคิดแบบนี้ จะถือว่าอะไรที่เกี่ยวกับศาสนา คือสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันคิดประดิษฐ์
ขึ้นมาเองเพื่อใช้อ้างในการเอาเปรียบขูดรีดคนที่อ่อนแอกว่า (แต่คนที่อ่อนแอกว่าก็
สามารถรวมตัวรวมพลังกันให้เป็นดุจฆ้อน กำจัดผู้เอาเปรียบลงมาได้)
อิอิ .... ตอนนี้ กลไกการนึกภาพเสื้อแดงเริ่มทำงานรึยัง อิอิอิอิ

ผมประจักษ์เองแล้ว เห็นจากคนอื่นแล้ว ศึกษาจากพระไตรปิฎกแล้ว ว่า ความเชื่อปักใจ
ใด ๆ ลงไปเป็นเวลานาน ๆ ก็คือการอบรมบ่มสอนจิตตนเอง (ผมทดลองโหด ๆ กับ
ตัวเองมา จนพบแล้วว่าจริง ...) เรียกว่าการเสพย์คุ้น การเสพย์คุ้นทำให้เกิดอุปาทาน
ยึดมั่น จนเหมือนดินจับเป็นดานแข็งในสันดาน ลอกออกยาก พวกที่เสพย์คุ้นและติด
เป็นอุปาทานยึดมั่นแน่นหนาในแนวทางนี้ จะเชื่อมั่นแรงกล้าว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยน
แปลงทุกสิ่งบนพิภพนี้ได้ ดังคำสอนของเหมา เรื่องลุงโง่ย้ายภูเขา เป็นต้น

เริ่มเห็นภาพรึยัง การเรียกร้อง รวมตัวชุมนุม กดดัน แสดงพฤติกรรม ฯลฯ

โลกของวัตถุนิยม ดำเนินมาได้ด้วยพลังอย่างหนึ่ง คือพลังของเหตุผลและตรรกะ
แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์วัตถุที่ประยุกต์เป็นความก้าวหน้าที่เราเห็นมาจนทุกวันนี้
เริ่มต้นหลังจากยุคกลางของฝรั่ง นับจริง ๆ ก็เริ่มเมื่อสองร้อยปีมานี้
ผมมีคลิปสารคดีการเริ่มต้นหา “สัจจะ” ความจริงว่าชีวิตคืออะไร โลกนี้เป็นอย่างไร ตุนไว้สามคลิป มันเล่าตั้งแต่ความเชื่อแต่โบราณว่า เลือดคือวิญญาณสูงสุดของมนุษย์
แล้วก็มีการผ่าศพ มีการทดลองเรื่องเลือดว่าที่แท้ไม่ใช่จิตวิญญาณเพราะมันหมดไปได้
การทดลองดูสิ่งที่เป็น mechanic ของร่างกายมนุษย์คือทุกอิริยาบถของมนุษย์เป็นไป
ด้วยกลไกของข้อต่อ เส้นเอ็น แบบคานดีด คานงัด
ขณะที่ทางปรัชญา มีการสรุปความรู้เรื่องสายตา ภาพลวงตา เกี่ยวความรับรู้ความจริง
ของมนุษย์อย่างไร (ฮิฮิฮิ .. ตรงนี้ถ้าใครเคยอ่านมิลินทปัญหา พระภิกษุนาคเสนเคย
แก้ทิฏฐิของพระเจ้ามิลินท์ ด้วยความจริงทางสายตาที่เราเรียกว่าจุดรวมสายตาหรือเรียก
ทับศัพท์อังกฤษว่า perspective กิกิกิ กิกิกิ เห็นมั้ย ก่อนปัญญาฝรั่งกี่พันปี)
ฯลฯ ฯลฯ

นับจากการค้นพบ การรู้ความลับของร่างกาย ของโลกวัตถุ พลังงาน มากขึ้น ๆ ๆ ๆ
มนุษย์เริ่มตระหนักในกระบวนการของเหตุและผล และใช้มันศึกษาลึกไปเรื่อย ๆ ก็พบ
มากขึ้น แล้วดัดแปลงธรรมชาติมากขึ้น ให้กลายเป็นสิ่ง “อำนวยความสะดวก” มากขึ้น

อย่างที่บอกเรื่องการเสพย์คุ้นและอุปาทาน ยิ่งพบมาก รู้มาก ดัดแปลงมาก ด้วยกระบวน
ของเหตุผลหรือตรรกะเป็นพลังหลัก มนุษย์ตะวันตกก็เลยยิ่งปักใจเชื่อมั่นมากขึ้น ๆ ๆ ๆ
ว่าพลังของตรรกะนี่แหละเลิศที่สุด ยังอาจไขปัญหาจักรวาลได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดเลยว่า
จะดัดแปลงเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงการเมืองของโลกมนุษย์เอง เปลี่ยนแปลง
รัฏฐาธิปัตย์ เปลี่ยนแปลงผู้นำที่ตนคิดว่ามิชอบ มิสอดคล้องกับยุคสมัย ด้วยอำนาจของ
ตรรกะผนวกกับการรวมพลังมวลชน มันง่ายเหมือนปอกกล้วยใส่ปาก (วาทะของเลนิน –
กรรมาชนทั้งหลาย จงรวมตัวจัดตั้งกันขึ้นเถิด)

ทีนี้ อุปาทานก็สำแดงด้านกลับโดยไม่รู้ตัว มันกลายเป็นกะลาแข็งครอบหัว ไม่ให้เห็น
ไม่ให้เชื่อว่ายังมีความจริงอื่นอีก ที่รับรู้ได้ด้วยใจ เป็นต้น (ผมเคยเขียนพิสูจน์ด้วยตรรกะ
นิรนัยว่าทำไมจะไม่มีเทวดาอยู่รวมพิภพกับเราโดยที่เรารับรู้ไม่ได้ เพราะพิสัยหรือ range
ในการใช้รับรู้มีหลากหลายช่องทางมาก และหลาย ๆ ช่องทางก็ไม่มีในมนุษย์ ๕๕๕)

พวกปัญญาตะวันตกนี้ก็จะปฏิเสธยันป้ายด้วยมันฝังในกมลสันดานว่า ไม่มี ไม่มีทาง ไม่มี
วันมีความจริงอย่างอื่นอีกที่มนุษย์เข้าถึงไม่ได้ด้วยเหตุผล
พวกที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ก็จะเรียนวิธีคิดของฝรั่ง ซึมซับผ่านกระบวนการคิดจาก
ตำราพวกนั้นมา หล่อหลอมมาแบบนั้นเช่นกัน

ผมก็บอกหลายหนแล้วว่า ถ้าคุณเชื่อมั่นความคิดเป็นวิทยาศาสตร์นะ ปัจจุบันสถาบัน
ค้นคว้าที่ใช้วิธีวิทยาศาสตร์ค้นคว้าเรื่องจิตและประสาทวิทยา (เช่นสถาบันแม็กซ์แพล้งก์)
เขายิ่งทียิ่งพบเรื่องมหัศจรรย์ที่เฉลยไม่ได้ ใช้กระบวนเหตุผลเข้าไม่ถึง ได้แต่หมายเหตุ
เอาไว้ศึกษากันต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่คำตอบต่อเรื่องพวกนี้มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎก
เช่นเรื่องที่ตั้งของจิต พระไตรปิฎกยังบอกเลยไปถึงสัณฐานของที่ตั้งของจิต ซึ่งวิทยา
ศาสตร์แบบเหตุผลจะยังไม่ตั้งคำถามเรื่องสัญฐาน เพราะชั้นแต่พิกัดแน่นอนยังไม่รู้เลย
๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

แต่เมื่อคุณปิดกั้นตัวเองเสียแล้วว่าไม่มีความจริงอื่นอีกที่เหตุผลเข้าถึงไม่ได้ ผมก็ป่วย
การจะบอกให้เหนื่อย
อย่างที่ผมบอกไปแวบหนึ่งในเฟ้ซเมื่อวานซืนว่าปัญหาเรื่องท่าทีที่กลับไปกลับมาของ
“มันสมอง” เสื้อแดง ไม่ต้องไปสนใจทฤษฎีเรื่องเนื้อแท้กับปรากฏการณ์ เรื่องธาตุแท้กับ
สิ่งที่แสดงออก ตามที่เหมาสอนหรอก แค่สามคำในพุทธศาสนาก็จบ คือ ตัณหา มานะ
และทิฏฐิ เพราะไม่ว่าจะเนื้อแท้ ธาตุแท้ หรือปรากฏการณ์ การแสดงออก ล้วนมีสามตัว
นี้เป็นส่วนละเอียดภายในที่กำหนดพฤติการณ์ทั้งสิ้น
จะว่าไปแล้ว เหมาเอาแนวคิด “เต๋า” มาแปลงใส่ทฤษฎีม้าร์กซิสม์แทบทั้งสิ้น (เท่ากับ
จริง ๆ แล้วเหมาเจ๋อต่งเอาแนวคิดฝ่ายจิตนิยมไปประยุกต์ปนกับทฤษฎีม้าร์กซิสม์ทั้งสิ้น
หรือพูดอีกอย่างว่า เอาแนวคิดจิตนิยมที่ตัวเองด่านี่แหละ ไปทำความเข้าใจทฤษฎีวัตถุ
นิยมของม้าร์กซ์ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ฮู้ย หัวเราะจนกรามแข็ง แล้วฝ่ายซ้าย
ก็บูชาว่านี่แหละ วัตถุนิยมของม้ร์กซ์มีแต่จะก้าวหน้าและอุดมมากขึ้นทุกที ๆ ขี้ตู่เนอะ
แล้วนับตั้งแต่เหมาเจ๋อต่งที่เป็นนักยำ นักตู่แนวคิดแล้ว ลองมองดูสิ ฝ่ายซ้ยมีการพัฒนา
แนวคิดให้อุดมมากขึ้นชนิดเป็น Breakthrough ให้เห็นอีกหรือไม่ กี่สิบปีแล้ว คำแถลง
การณ์วิเคราะห์สังคมไทยของพรรคค็อมมิวนิสม์มีแต่สำนวนเดิม คำจำกัดเดิม ๆ
แต่นี่ดีนะที่เหมาไม่รู้จักพุทธศาสน์ ไม่รู้จักเถรวาท ๕๕๕๕๕๕๕ ไม่งั้นถูกยำเละยิ่งกว่า
ทำมะกวยเขายำ

บทบาทของตรรกะในทางการเมืองในไทยเท่าที่เห็นวันนี้ เห็นด้วยกับผมไหม ว่าก็มี
แค่ปลุกระดมให้คนมาเข้าพวก มาเห็นด้วย มาก่อพฤติกรรมกดดัน มาสร้างอกุศล จน
ถึงมาออกหน้าตายแทนตัว (ข้อหลังนี้ ผมนึกถึงทุกสีเสื้อ แต่เก้าก็คงต้องนึกถึงเสื้อแดง
เป็นหลักถึงจะเข้าใจชัด ใช่ป่ะ)

ทีนี้ พอจะเข้าใจนิดนึงรึยัง ที่ผมเขียนหน้านี้ว่า อย่าไปบูชาตรรกะนักเลย มันเป็นของ
ที่เกิดทีหลังกำเนิดมนุษย์ตัวจิ๋ว ๆ นิ่ม ๆ นี่ซะอีก แล้วจะเอามันไปงัดจักรวาลได้จังได๋
มนุษย์ สัตว์ที่เกิดเป็นตัวได้นี่ เพราะ “จิต” เข้าถือ ถ้าจิตไม่เข้าถือก็กลายเป็นก้อนเนื้อ
เน่าเปื่อยสลายไป
การเข้าถือของจิต ในอัตตภาพของสัตว์เป็นอย่างไร ไม่บอก รอให้นักวิทยาศาสตร์ที่
สถาบันพวกนั้นค้นเจอเอาเอง

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒- ภูผาคราม
ฮั่นแน่ ความจริงนะ ๙ & บก.ชาลี ครับ
ก็มีคนที่โทรศัพท์คุยกับผม บ่นว่า แน่ะ เขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่องอีกแล้วไง ๕๕๕๕๕

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
driftworm วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑- “๙”
ประเด็นหัวข้อนี้คิดออกในส้วมอ่า
ตอนเขียนต้นฉบับก็คิดว่าจะเขียนให้เป็นแบบหนังสือ ladder มั้ย
นั่นมันก็เหมือนเอาใจชาวโอเคมาก “เกิน”
เดี๋ยวจะโดน ค่อน เอาว่า ไม่ต้องเคี้ยวมาให้ร็อก เคี้ยวเองได้น่า

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 18.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ลุงหนอน ก็คงเห็นแล้วว่า เรื่องตรรกะมันไม่เข้าใครออกใคร
หลายคนเสพติดตรรกะของตนเอง แต่ละเลยตรรกะอีกชุดของคนอื่น นี่ยังไม่นับรวมชุดตรรกะที่แตกต่างกันอีกต่างหาก

ดูอย่างนักวิชาเกินวิชากวนนั่นปะไร

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 17.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมกินกาแฟแก้ง่วงมาแล้วครับคห.ที่ 1
5555

ความคิดเห็นที่ 1 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เคียงดิน วันที่ : 06/05/2013 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

พยายามแปลที่ลุงเขียน หนูง่วงทันที นอนดีกว่า ตื่นมาอาจคิดออก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน