• musachiza
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-31
  • จำนวนเรื่อง : 762
  • จำนวนผู้ชม : 888064
  • ส่ง msg :
  • โหวต 158 คน
Bin humzah
เขียนจดหมายคุยกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dragonball
วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2553
Posted by musachiza , ผู้อ่าน : 1914 , 07:21:41 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน มะอึก , กบจ้อย โหวตเรื่องนี้

                                                2

                   เมื่อท่านนบีได้มาถึงวิหาร กะอ์บะฮ์  ท่านได้ถลกเสื้อคุลมของท่านพันไว้ใต้แขน เปิดไหล่ออกและวิงวอนต่อพระเจ้าว่า

                      “โอ้ พระผู้อภิบาล ขอทรงได้เมตตาต่อผู้ใดก็ตามที่ได้ประกอบพิธีของเขาในวันนี้ และได้แสดงถึงกำลังด้านจิตวิญญาณของเขาให้ศัตรูได้เห็นด้วยเถิด”

                  ครั้นแล้วท่านก็เดินมาหยุด ตรงจุดหนึ่งของวิหารอันเป็นมุมที่วางหินดำให้เห็นออกมาภายนอก เพื่อที่จะเริ่มทำการวนรอบไปทางซ้ายมือของท่าน ท่านได้เดินวนรอบวิหารสามรอบโดยมีสาวกเดินทำตามท่าน ทุกครั้งที่มาถึงมุมตำแหน่งของหินดำท่านก็จะหยุดเล็กน้อย  บรรดาสาวกต่างก็ทำตามแบบอย่างของท่าน

                         พวกกุรอยช์ต่างเฝ้ามองพฤติกรรมการทำตามนบี(ศาสนทูต)ของมุสลิมอย่างเป็นระเบียบ โดยไม่มีมุสลิมคนใดสนใจบรรดารูปปั้นที่ตั้งรายล้อมวิหารอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นบรรดาเผ่าต่างๆก็จะทำพิธีกันไปตามอำเภอใจแล้วแต่ว่าใครบูชาองค์ไหนหรือจะไปเดินเวียนวิหารก็แล้วแต่จะคิดทำกันไป แล้วก็ต่อด้วยพิธีเสี่ยงทายด้วยลูกศรพร้อมทั้งคำแนะนำจากหมดดู หมอผี แก้บนสะเดาเคราะห์ ทำนายโชคชะตาที่ตั้งโต๊ะค้าขายเครื่องราง อยู่รายล้อมรอบวิหาร

                มีสาวกบางคนของท่านนบี ที่รู้ว่า บรรดาชาวเมืองมักกะฮ์นั้นกำลังเฝ้ามองพวกเขาจากที่สูง ต้องการที่จะท้าทายชาวเมืองซึ่งเคยเป็นอริต่อกันด้วยความหึกเหิม แต่ท่าน อุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ ขุนพลฝ่ายบู้ของมุสลิมได้ห้ามไว้ ท่านนบีจึงได้แนะนำให้เขากล่าวดังนี้

                         “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว พระองค์ทรงสัจจะต่อพระวัจนะของพระองค์ พระองค์คือผู้ที่ประทานชัยชนะแก่ข้าของพระองค์ ทรงเสริมกำลังให้แก่กองทัพของพระองค์ ซึ่งทำให้พันธมิตรทั้งหลายที่รวมกำลังต่อสู้กับประชาชนของพระองค์ต้องพ่ายแพ้ไป”

                    และชายผู้นั้นก็กล่าวคำเหล่านี้ออกมาอย่างสุดเสียงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่บรรดามุสลิมต่างก็ท่องตามเขา มันทำให้เกิดเสียงดังที่พร้อมเพียงกันจนราวกับขอบฟ้าอีกด้านหนึ่งเกิดความสั่นสะเทือนจากคลื่นเสียงนี้ และเสียงนั้นก็เข้าไปสู่ความรู้สึกของชาวมักกะฮ์ ที่เฝ้ามองการทำพิธีของมุสลิมอยู่อย่างไม่รู้ตัว

                     

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
musachiza วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 01.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 5
กบจ้อย วันที่ : 07/12/2010 เวลา : 08.55 น.
ขอบคุณครับที่กลับมาอ่านคำตอบ


ความคิดเห็นที่ 6
ศิษย์กวง วันที่ : 14/12/2010 เวลา : 21.09 น.
....เราเดินทางกันมายาวไกล
และหินดำนี้ก็อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ศาสนาของพระเจ้า
มานาน ...ตั้งแต่ก่อนยุคโนอาห์ หรือนบีนัวะฮ์(นุฮ์)
แล้วหินดำก็ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมา
จนถึงยุคของ อับราฮัมหรือนบีอิบรอฮีม ที่นำหินก้อนนี้
มาไว้ในวิหารของพระเจ้า กะอ์บะฮ์ หลังสร้างเสร็จ
ผ่านกาลเวลามาอีกหลายพันปี..จนมาถึงยุค
ของท่านนบีมูฮัมหมัด...ซึ่งความเชื่อบริเวณวิหาร
แห่งพระเจ้าเปลี่ยนไป...จนกระทั่งถึงยุคที่อิสสลาม
ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว กลับมาถูกชำระ
และมีชัยชนะเหนือทุกความเชื่ออื่นๆในแผ่นดินที่
ท่านนบีอิบรอฮีมได้ขอพรไว้..หินดำก้อนนี้ก็ยังคงอยู่
ที่นี่ตลอดมา...
ตามหลักฐานที่ผมอ่านมานั้น ...หินดำมิได้ศักดิ์สิทธิ์
หรือเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาแต่อย่างใด
..แต่เป็นหินก้อนเดียว..ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
ที่แสดงตัวตนของมันเอง ในแง่ประวัติศาสตร์เชิงวัตถุ
ที่ถูกกล่าวถึงและจับต้องได้แก่คนทุกยุค..จนมาถึงปัจจุบัน
...มันเป็นเสมือนสิ่งที่ ฝ่ายที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว
โดยมิตั้งภาคีใดๆต่อพระเจ้า แสดงให้เห็นว่า
แม้จะมีการทำลายรูปปั้นมากมายในบริเวณนี้เพื่อให้เป็นแผ่นดินที่บริสุทธิ์ ...แต่หินก้อนนี้ถูกปล่อยไว้ในทำนองว่า...ตัวหินดำนั้นมิได้ให้คุณให้โทษอันใด...เป็นแค่หิน
ที่พระเจ้าสร้างมา..และปล่อยมันไว้เฉยๆ ตามที่มันเป็นอยู่เท่านั้นเอง....
....หินดำเลยกลายเป็นพยานทางวัตถุสิ่งเดียว ที่มีประวัติศาสตร์คู่กับศาสนา ที่พระเจ้าประทานมาให้แก่โลก..ตลอดมา ..ด้วยการถูกผู้คนประวัติศาสตร์แต่ละยุคกล่าวถึงมัน และตกทอดมาถึงเรา เท่านั้นเองครับ
ขอบคุณกับมุมมองที่นำมาจอยกัน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 14/12/2010 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

ศิษย์พี่ฮะ จากคำตอบข้างต้น แสดงว่าความจริงแล้ว
หินดำเป็นสัญญลักษณ์ของศาสนา เป็นแหล่งที่รวมจิตใจ
ไม่ใช่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงอภินิหาร อย่างนั้นหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กบจ้อย วันที่ : 07/12/2010 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

ขอบคุณมากครับ
กลับมาอ่านแล้วครับ ได้ความรู้มากเลย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
musachiza วันที่ : 06/12/2010 เวลา : 02.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 1
พิทักษ์ วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 10.00 น.
สวัสดีครับ..ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมบ่อยๆ
ความคิดเห็นที่ 2
ฅนสยาม วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 10.47 น.
สวัสดีครับ...มาสายดีกว่าไม่มาครับ..เขาว่ากันอย่างนั้น
ขอบคุณครับที่มาเยียม



ความคิดเห็นที่ 3
กบจ้อย วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 16.00 น.
ขอบคุณครับที่แวะมาอ่าน
กับคำถามของท่านที่ว่า
"สังเกตพบความแตกต่างเรื่องการเดินวนแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกว่ารูปแบบต่างกันเล็กน้อย
ของมุสลิมวนซ้ายรอบจุดศูนย์กลาง ของพุทธวนขวา
แต่ 3 รอบเหมือนกัน ไม่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ"

การเดินเวียนรอบสักการะสถานนั้น ผมก็เคยตั้งข้อสังเกตุเช่นกัน ท่านชัยยัสสุ ซึ่งท่านเป็นพระที่เขียน
บล็อคในโอเค ก็เคยถามผมว่ามุสลิมเวียนซ้ายหรือเวียนขวา ซึ่งสรุปแล้วเราเวียนคนละด้านกัน

แต่อีกสิ่งหนึ่ง ที่ต่างกันในเรื่องการเวียนนั้นรอบนี้คือ
ชาวพุทธจะเวียนรอบ โบสถ์วิหาร หรือสักกการะสถาน
ที่ใกล้บ้านตน หรือสรุปว่า มีหลายที่ที่เวียนกัน
แล้วแต่สะดวกว่าจะใกล้สักการะสถาน(วัด)ใดหรือที่ตน
พอใจ

ส่่วนมุสลิมนั้น มีหลักการในเรื่องนี้เฉพาะที่ วิหารกะอ์บะฮ์ในเมืองมักกะฮ์(เมกะ)ในประเทศซาอุดิอารเบียเท่านั้น หากมีการกระทำที่อื่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องอุตริ(ตามหลักการอิสลามนะครับ)

ซึ่งการเดินเวียนรอบนี้มีในพิธีทำฮัจญ์(การแสวงบุญของมุสลิม) เท่านั้น ทั้งฮัจญ์เล็ก(อุมเราะฮ์-การเยี่ยมเยือน)ซึ่งไม่ถือว่าเป็นข้อบังคับเพียงแค่ศาสนาส่งเสริมให้กระทำ และฮัจญ์ใหญ๋ ในเดือนและตามเวลาที่ศาสนากำหนด อันถือว่าเป็นกฎข้อบังคับข้อหนึ่งที่มุสลิมจะต้องกระทำหากมีทรัพย์สินเพียงพอแต่ไม่บังคับสำหรับผู้ไม่มีทรัพย์)


ส่วนความหมายที่ต้องการสื่อนั้น ขึ้นอยู่กับใครจะ
จะตีความไปในด้านใดตามพื้นฐานความชำนาญของแต่ละคน.แต่ไม่ถือว่าเป็นหลักการของศาสนา..

....เรื่องศาสนาก็คือ ท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัด
ได้แสดงแบบอย่างการแสวงบุญไว้ ให้เป็นโมเดล
แบบฉบับ..เช่นนั้น...อันเป็นสิ่งที่ตรงกันในหลักการศาสนาที่ถูกรับรองด้วย ฮาดิษ(วจนะของท่านศาสดา(นบี)ที่แสดงไว้..และคัมภีร์อัลกุรอาน ที่พระเจ้าได้
กล่าวถึงและตั้งเป็นข้อบังคับไว้ในหลักการ ...(คำทำแล้วได้บุญ-ไม่ทำบาป)

....และเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างในประวัติศาสตร์ของอิสลามและชีวประวัติของท่านศาสดามูฮัมหมัด..ที่ระบุเวลาและเหตุการณ์ไว้เป็นวันเวลา..หรือช่วงลำดับก่อนหลังของประวัติศาสตร์(อันนี้ไม่เกี่ยวกับหลักการศาสนาแต่ไปเกี่ยวกับเรื่องทางโลกทั่วไป ซึ่งผู้สืบค้นบันทึกนั้นอาจไม่ใช่นักวิชาการที่เป็นอิสลามก็ได้..ที่เชื่อถือได้ในงานค้นคว้าหลักฐาน)
ซึ่งประเด็นทางประวัติศาสตร์นี้ อธิบายการสื่อได้มากมาย เช่น การเมือง การเผยแผ่ศาสนา จิตวิทยามวลชนต่อสถานการณ์ ฯ


ขอเท้าความสักนิดนะครับ

เหตุการณ์ที่ผมเล่าอยู่นี้ ต่อเนื่องกัับสัญญาการห้ามท่านนบีและบรรดามุสลิมเข้าเมืองมักกะฮ์ ที่อาหรับแห่งเมืองนี้ ได้ทำขึ้น เมื่อปีที่ผ่านมา(ในเวลาของเอ็นทรี่นี้)
...มาถึงเวลานี้ ท่านนบีมูฮัมหมัด ยังไม่ได้ทำฮัจญ์จริงๆเลย ..แต่การมาครั้งแรกนี้เพราะ ครบกำหนดสัญญา
ที่อาหารับมักกะฮ์(เผ่ากุรอยช์)อนุญาติให้มุสลิม
เข้ามายัง กะอ์บะฮ์(บ้านของพระเจ้า)ได้
...ดังนั้นพอครบหนึ่งปีที่ห้ามไว้ในสัญญา"อัลฮุดัยบียะฮ์"กำหนดไว้..ท่านจึงให้มุสลิมเดินทางมาแสวงบุญทันที
แต่ยังไม่ถึงเดือนในการทำฮัจญ์ที่กำหนดไว้
..จึงถือว่าการมาครั้งนี้ของมุสลิมและแบบอย่างที่ท่านนบีได้ทำไว้นั้น..เป็นโมเดลสำหรับฮัจญ์เล็ก หรือการเยี่ยมเยือน(อุมเราะฮ์)สักการะสถานเท่านั้น
...ซึ่งฮัจญ์เล็กนี้ ท่านได้เดินวนสามรอบ
...แต่ในปีถัดจากนี้เมื่อประวัติศาสตร์เริ่มพลิกผันไป
ท่านนบีได้เดินทางมาทำฮัจญ์ใหญ๋(ภาคบังคับ)
คราวนี้ มีการเดินเวียน 7 รอบครับแต่ก็เวียนซ้ายเหมือนเดิม...ซึ่งเป็นแบบฉบับในการทำพิธีฮัจญ์จริงๆ ของมุสลิมจนถึงปัจจุบันครับ
....ซึ่งในชีวิตของท่านนบีนั้น ท่านก็ทำฮัจญ์ในฤดูที่บังคับนั้น ครั้งเดียวเช่นกันครับแม้ท่านจะเป็นคนของเมืองมักกะฮ์ก็ตาม..แล้วท่านก็เสียชีวิต...ซึ่งผมจะนำมาเล่าเรียงเวลาไปเรื่อยๆครับ..เพราะก่อนจะถึงปีที่ว่านั้นยังมีเรื่องสงคราม การเมือง จิตวิทยา และหลักการศาสนาอยู่ทีหลายส่วนที่เข้ามาแทรก
...ตอนนี้ยังอยู่ที่การที่มุสลิมได้เข้าเมืองมักกะฮ์ครั้งแรกเท่านั้น ..หวังว่าท่านคงจะเข้ามาติดตามในตอนถัดไปนะครับ..



"อีกอย่างไม่ทราบ มุมตำเหน่งหินดำ มีความสำคัญอะไรครับ ถึงต้องหยุดเล้กน้อย
เรียนถามเป็นความรู้ครับ "
ผมขอตอบในประเด็นช่วงเวลาของการมาทำฮัจญ์เล็ก
ของท่านนบีนะครับ (เพราะเรื่องกะอ์บะฮ์ และหินดำนี้
มีมานานมากตั้งแต่เริ่มสร้างโลก เลยครับ)
ในช่วงเวลา ของการทำฮัจญ์เล็กนี้ วิหารนี้ถูกสร้าง
แบบมีหลังคา มานานหลายร้อยปีแล้ว หินดำเป็นสิ่งเก่าแก่ที่สุดที่อยู่คู่กับวิหารนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างแบบถาวรโดยนบีอิบรอฮีม(อับราฮัม)และอิสมาอีล(อิชมาเอล)(ราวห้าพันปีที่แล้ว) ซึ่งบรรดารูปปั้นและเรื่องอุตริอื่นๆนั้นเกิดขึ้นในภายหลัง
..บรรดาอาหรับโบราณต่างก็
ให้ความสำคัญกับ หินนี้ในเชิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขา
เคารพกราบไว้แบบเดียวกับที่เขากราไหว้รูปปั้นที่รายรอบวิหาร...(ซึ่งผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับที่ท่านนบีอิบรอฮีมทำไว้)
แต่ท่านนบีนั้น ใช้หินดำเป็นจุดนับการเริ่มต้นขอการเวียนรอบวิหาร มากกว่าจะคิดในเชิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
และการชลอเมื่อมาผ่านหินดำ ก็อาจเป็นการนับรอบ
อย่างมีสติสมาธิหรือเตือนตัวเองนั้นเอง ว่าได้เดินอย่างไรเร็วหรือช้าไปไม๊ กี่รอบแล้ว
...เพราะประเด็นไม่ใช่เรื่องการเดินวน
แต่อยู่ที่ว่า นี่คือพิธีกรรมทางศาสนาที่พระเจ้ากำหนด
ให้ท่านทำเป็นแบบอย่างเป็นหลักการอันชัดเจน อย่างเป็นขั้นตอนไว้
...ในฮัจญ์ใหญ่นั้น รู้สึกว่าท่าน นบีได้จูบหินดำด้วย
เหตุการณ์นี้ จึงทำให้ผู้คนคิดเรื่องหินดำไปต่างๆนานา
...แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าหินดำศักดิ์สิทธิ์พิเศษ
กว่าหินก้อนอื่นแต่อย่างใด..นอกจากความยาวนาน
ในประวัติศาสตร์และเรื่องราวของตัวมันเองที่ไม่เคยหายไปไหน ที่คนหลายรุ่นหลายความเชื่อพูดกันไปเท่านั้น




อีกเรื่องแหน่งของกะอ์บะฮ์(บ้านของพระเจ้า)นั้นคือ ทิศที่มุสลิม ทั้วทั้งโลกเมื่อเวลาจะละหมาดนั้น ให้หันไปทางที่ตั้งของวิหารนี้
...ซึ่งวิหารนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ทิศกิบลัต คือทิศที่
มุ่งไปสู่ ดังนั้นในทุกวินาทีที่เคลื่อนไปของโลกนี้
ก็จะมีผู้ที่สรรเสริญพระเจ้าหรือทำตามหลักการ
ไม่ขาดระยะเลย และทุกคนก็หันมุ่งมาในทิศเดียวกันนี้
ทุกเสี้ยววินาทีของการหมุนของโลก
(การละหมาดนั้นมีกำหนดเวลาแน่นอนในแต่ละวัน
และช่วงเวลาเหมือนกันทั่วโลก)
ขอตอบยาวหน่อยนะครับ
...ไม่ว่าคุณจะกลับมาอ่านคำตอบหรือไม่
ผมก็ขอบอกว่า...ขอบคุณครับที่คุณตั้งคำถาม
และเปิดโอกาสให้พูดคุยกัน
ในเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ..ที่ให้ผมได้มีโอกาสอธิบาย



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
กบจ้อย วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

มาเรียนรู้เพิ่มเติมครับ
สังเกตพบความแตกต่างเรื่องการเดินวนแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกว่ารูปแบบต่างกันเล็กน้อย
ของมุสลิมวนซ้ายรอบจุดศูนย์กลาง ของพุทธวนขวา
แต่ 3 รอบเหมือนกัน ไม่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ
อีกอย่างไม่ทราบ มุมตำเหน่งหินดำ มีความสำคัญอะไรครับ ถึงต้องหยุดเล้กน้อย
เรียนถามเป็นความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam

มาสายไปหน่อยครับ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

ขอตามมาอ่านด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]