• musachiza
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-31
  • จำนวนเรื่อง : 762
  • จำนวนผู้ชม : 940947
  • ส่ง msg :
  • โหวต 158 คน
Bin humzah
เขียนจดหมายคุยกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dragonball
วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม 2554
Posted by musachiza , ผู้อ่าน : 2363 , 20:39:08 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน โอลิมปัส , ฅนสยาม โหวตเรื่องนี้




 เรื่องทรัพย์สงครามที่ทำให้นักรบมุสลิม แตกแยก

 แม้ การให้ทรัพย์สินของท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัด ต่อศัตรูที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนั้น จะมาจากส่วนที่เป็นส่วนแบ่งของท่านทั้งหมด แต่ปัญหาซุบซิบกันในหมู่นักรบก็ยังไม่จางหายไป แต่กลับเกิดประเด็นใหม่ขึ้นมา จากนักรบชาวอันศอร์ ซึ่งเป็นเผ่าที่เป็นชาวพื้นเมืองมะดีนะฮ์ ที่ให้การช่วยเหลือท่านนบี และบรรดาผู้อพยพชาวมักกะฮ์ตั้งแต่แรก และเป็นชาวเผ่ากลุ่มแรกๆที่เข้ารับศาสนาอิสลามพวกเขาออกรบเคียงบ่าเคียงใหล่กับท่านนบีและผู้อพยพมาตลอดโดยไม่คิดถึงชีวิตหรือทรัพย์สมบัติครอบครัวของพวกเขา และพวกเขาเองยังเป็นผู้ที่พร้อมใจกันให้ท่านนบีขึ้นเป็น ผู้นำ หรือเจ้าเมือง หรือกษัตริย์แห่งเมือง ยัซริบ และเปลี่ยนชื่อเมืองของเขามาเป็นเมือง มะดีนะฮ์ อันหมายถึงเมืองแห่งท่าน ศาสนทูตของพระเจ้า และท่านนบีได้ให้สัตย์ว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาไม่ว่าจะเป็นยามสุขหรือยามทุกข์ก็ตาม ถึงแม้ท่านจะพิชิตเมืองมักกะฮ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวอารเบีย อันเป็นบ้านเกิดของท่านเองได้แล้วก็ตาม ซึ่งเมืองมักกะฮ์นั้นห่างจากมะดีนะฮ์ ราวสี่ร้อยกิโลเมตร หรือประมาณกรุงเทพเชียงใหม่ ท่านก็ยังยืนยันกับพวกเขาว่า ท่านจะอยู่ร่วมกับพวกเขา ชาวอันศอร์ ตลอดไป

 บางคนในกลุ่มชาวอันศอร์ กล่าวว่า ที่ท่านให้ทรัพย์สมบัติสิ่งของมากมายแก่บรรดาคนเหล่านั้น ก็เพราะคนเหล่านั้นเป็นญาติและอยู่ในเครือเผ่าเดียวกับท่าน ในที่สุดเรื่องนี้ก็มีผู้รายงานให้ท่านนบีทราบ ท่านนบีมีคำสั่งเรียกนักรบเผ่าอันศอร์มารวมกัน แล้วท่านก็กล่าวว่า

 “โอ้ ชาวอันศอร์ มีผู้รายงานว่าพวกท่านนั้นมีความโกรธแค้น และไม่เห็นด้วยกับการแบ่งทรัพย์สงคราม ไหนลองบอกซิว่า เมื่อตอนที่ฉันมาหาท่านนั้น ฉันไม่ได้พบพวกท่านอ่อนเปลี้ยอยู่ในทางนำและการกระทำที่ผิดดอกหรือ และพระเจ้ามิได้ทรงให้นำทางพวกท่านไปสู่สัจธรรมโดยมีฉันเป็นสื่อดอกหรือ?

  ฉันมิได้พบพวกท่านอยู่ในสภาพที่แร้นแค้นและพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงทำให้ท่านอุดมสมบูรณ์ดอกหรือ?

 ฉันมิได้พบพวกท่านเป็นศัตรูต่อกันและกันและพระเจ้ามิได้ทรงทำให้พวกท่านปรองดองกันดอกหรือ ?”

  ชาว อันศอร์ได้ตอบออกมาด้วยความสับสนว่า

 “แน่แท้ พระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์นั้นเอื้อเฟื้อและมีความรักต่อพวกเราอย่างยิ่ง”

 ท่านนบีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วท่านจึงกล่าวต่อไปว่า

 “ พวกท่านจะไม่พูดอะไรมากกว่านี้หรือ? โอ้ชาวอันศอร์ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ถ้าพวกท่านตอบว่า

 ‘โอ้มูฮัมหมัด ท่านนั่นแหละที่ควรขอบคุณเรา ก็ท่านไม่ได้มาหาพวกเราโดยถูกพวกท่านเองหลอกลวง และพวกเรามิได้เชื่อท่านดอกหรือ?

 ท่านไม่ได้มาหาพวกเราในสภาพที่พ่ายแพ้ดอกหรือ และพวกเรามิได้ให้ที่พึ่งพาอาศัยแก่ท่านดอกหรือ ?

 ท่านไม่ได้มาหาพวกเราในสภาพที่แร้นแค้นขาดแคลน และเรามิได้ให้ทรัพย์สินแก่ท่านดอกหรือ?

 ถ้าพวกท่านตอบในทำนองนี้ ท่านก็มิได้พูดอะไรนอกจากความจริง และฉันก็คงต้องเห็นด้วย โอ้ชาวอันศอร์ ท่านโกรธแค้นฉัน ในเรื่องที่ฉันได้ให้สิ่งของบางอย่างไปแก่ผู้ที่ฉันพยายามจะเอาชนะใจเขาให้มารับอิสลามใช่ไหม?

 เพราะฉันคิดว่าความศรัทธาของพวกเขาจะมั่นคงได้เพราะสิ่งของที่เป็นวัตถุ ในขณะที่ฉันคิดว่าความศรัทธาของพวกท่านขึ้นอยู่กับความมั่นใจที่แข็งแกร่งแล้ว และเป็นไปด้วยน้ำใสใจจริงเหนือสิ่งอื่นใด ที่จะมาชักชวนพวกท่านให้ใขว้เขวออกไปได้

 พวกท่านยังไม่พอใจอีกหรือโอ้ชาวอันศอร์ ว่าผู้คนทั้งหลายกลับจากชัยชนะในสงครามด้วยทรัพย์สินและอูฐมากมาย ในขณะที่พวกท่านนั้นกลับมาพร้อมกับศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า?

 ด้วยพระนามของพระเจ้า ผู้ทรงครอบครองดวงวิญญาณของมูฮัมหมัด นอกจากเรื่องถิ่นกำเนิดของฉันแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่ฉันรักที่จะเป็นพวกเขา นอกจากชาวอันศอร์

 ถ้ามนุษย์ทั้งหมดเดินทางไปทางหนึ่งและชาวอันศอร์เดินไปอีกทางหนึ่ง ฉันก็ย่อมเลือกที่จะเดินทางไปในทางของชาวอันศอร์อย่างแน่นอน

 โอ้พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงอำนวยพรให้แก่ชาวอันศอร์ และลูกๆหลานๆของพวกเขาด้วยเถิด ขอได้ทรงเมตตาต่อพวกเขาและรักษาพวกเขาไว้ในการคุ้มครองของพระองค์เถิด’”

 คำพูดของท่านนั้นสะเทือนใจต่อตัวท่านเองและชาวอันศอร์เป็นอย่างมาก เพราะท่านและชาวอันศอร์นั้นได้เคยให้คำสัญญาต่อกันนับตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะอพยพไปอยู่ร่วมกับชาวอันศอร์ และเป็นความจริงใจที่ท่านมีต่อชาวอันศอร์จนท่านได้ร้องให้ออกมา ชาวอันศอร์ต่างได้สติ พวกเขาก็ร้องให้ไปกับท่านและประกาศว่า พวกเขาพึงพอใจแล้ว

 (ข้อมูลจาก หนังสือ ศาสดามูฮัมหมัด มหาบุรุษแห่งอิสลาม ภาค2 เขียนโดย หูซัยย์ ฮัยกัลป์ แปลโดย กิติมา อมรทัต ,อุ่น หมั่นทวี , จรัญ มะลูลีม หน้า 433)

 ทรัพย์สงครามที่ได้จากสงคราม หุนัยน์นั้น แม้จะมากมายกว่าในการรบทุกครั้งเท่าที่กองทัพมุสลิมเคยทำสงครามหรือเคยได้มา แต่ท่านก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ท่านปรารถนาเลย ท่านใช้มันไปในการให้เพื่อประนีประนอมหัวใจผู้ที่เคยเป็นผู้ต่อต้าน ต่อพระเจ้ามาก่อน และท่านหวังว่าพวกเหล่านั้นคงได้พบกับความสุขทางโลกได้บ้างในศาสนาใหม่นี้ นอกจากความสุขแห่งโลกหน้าที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้

  ทรัพย์สินเหล่านั้นยังพิสูจน์จิตใจของชาวอันศอร์ต่อศรัทธาของพวกเขา และชี้ให้เห็นความยุติธรรมของท่านนบี และการวางแผนบริหารที่มองกาลไกล เอาชนะใจผู้คนรูปแบบต่างๆในคาบสมุทรอารเบียให้เลื่องลือ และทำให้ผู้คนของทุกฝ่ายทั้งที่เคยเป็นศัตรูต่ออิสลาม ที่หันมารับอิสลาม และมุสลิมที่มีศรัทธาอยู่แล้วได้เพิ่มพูนศรัทธาของพวกเขา ต่างเดินทางกลับบ้านด้วยความสุข และพึงพอใจที่จะวางชีวิตของพวกเขาไว้ในหนทางแห่งพระเจ้า

 แล้วมุสลิมก็ถอนทัพ ออกจากตำบล ญิรอนะฮ์ เพื่อไปทำพิธีเยี่ยมเยือนสักการะสถาน(ฮัจญ์เล็กหรือ อุมเราะฮ์) ที่วิหารกะอ์บะฮ์ บ้านแห่งพระเจ้าในนครมักกะฮ์ เมื่อเสร็จพิธีท่านได้แต่งตั้งให้ อัตตอบ อิบนุ อุซัยด์ ให้เป็นเจ้าเมืองมักกะฮ์ และให้ บุอาซ อิบนุ ญะบัล ให้เป็นผู้สอนศาสนาและอัลกุรอาน แล้วท่านก็เดินทางกลับเมืองมะดีนะฮ์พร้อมกับชาวอันศอร์(ผู้ช่วยเหลือ)และมุฮาญิรูน(ผู้อพยพย) และสันติภาพ และความสงบสุขก็เกิดขึ้นในคาบสมุทรอารเบียไประยะหนึง

 จดหมายฉบับนี้ของฉันก็ควรจบลงตรงความสงบสุขตรงนี้น่าจะดี ฉบับหน้าฉันจะเขียนมาเล่าถึงปัญหาภายในครอบครัวของท่านนบี กับภรรยาหลายคนของท่าน และความสุขของท่านกำลังจะได้ลูกชายคนหนึ่ง ในวัยที่ท่านเกือบจะอายุ 60 ปี

 ขอพระเจ้าทรงเมตตาให้มีความสุขนะจ้ะ

   Abu Abbas bin Huzah

 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
musachiza วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 25
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 09.58 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
ip : 125.25.121.222/125.25.121.222



ต้องค่อยๆ ถกล่ะครับ เพราะผมมันก็นักเรียน และคงจะเรียนไปจนตาย
1.สำหรับผมเองมี 2 เรื่อง คือ เรื่องที่รู้ กับเรื่องที่ไม่รู้ .. เรื่องพระพุทธเจ้านั้น ผมหยุดแค่เจ้าชายสิทธัตถะครับ ที่ศึกษาจนตรัสรู้นั่นแหล่ะ ส่วนพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ผมไม่รู้ ตามที่เคยรับรู้มา ผมถือว่าเป็นความเชื่อของคนอื่น สำหรับผมยังถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความสามารถจะตัดสิน ก็สรุปว่าไม่รู้ดีกว่า

ด้วยความยินดียิ่งครับที่เราจะค่อยๆคุยกันไปและ แบ่งมุมมองแก่กันและกัน
และขอขอบคุณมากครับที่ท่านคุยกับผมอย่างเป็นกันเอง
จากข้อหนึ่งของท่านนั้นอาจจะเริ่มเป็นประเด็นที่ตรงกันที่
ตามที่ผมกล่าวมาแต่ข้างต้นแล้วว่า(คห15)
ที่ผมกล่าวว่า
ศาสนาพุทธนั้น เรื่องราวศาสนานั้นมาจากพระพุทธเจ้า(เจ้าชายสิทธถะ)ทั้งสิ้น
และและชาวพุทธต่างก็กล่าวตรงกันว่าพระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง
ประเด็นที่ผมชี้ ที่ว่าต่างจากยิวคริสต์อิสลามก็คือ บรรดาศาสดา(นบี)ของศาสนา
เหล่านี้ บอกว่า รับความรู้เรื่องศาสนามาจาก พระเจ้า
“3.กฎที่ผมนำมาใช้ตัดสินเรื่องที่รู้และไม่รู้คือ กาลามสูตรในพระธรรม สรุปแก่นได้ว่า อย่าเชื่อทุกอย่าง จนกว่าจะค้นพบแนวทางตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเชื่อมั่นพอ (แม้กระทั่งหลักธรรมในพุทธศาสนา)”

ขอบคุณครับที่บอกเล่าแนวคิดของคุณในแบบกาลามสูตร 10
และผมก็ขอเอาใจช่วยให้คุณ ค้นพบแนวทางตัดสินใจของคุณเอง โดยเร็วนะครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

ต้องค่อยๆ ถกล่ะครับ เพราะผมมันก็นักเรียน และคงจะเรียนไปจนตาย (เนื่องจากโง่มโหฬาร-ฮา)

1.สำหรับผมเองมี 2 เรื่อง คือ เรื่องที่รู้ กับเรื่องที่ไม่รู้ .. เรื่องพระพุทธเจ้านั้น ผมหยุดแค่เจ้าชายสิทธัตถะครับ ที่ศึกษาจนตรัสรู้นั่นแหล่ะ ส่วนพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ผมไม่รู้ ตามที่เคยรับรู้มา ผมถือว่าเป็นความเชื่อของคนอื่น สำหรับผมยังถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความสามารถจะตัดสิน ก็สรุปว่าไม่รู้ดีกว่า

2.การเวียนว่ายตายเกิด หรือภพชาติ ผมศึกษาจากพระไตรปิฏกในส่วนพระอภิธรรม และนำหลักธรรมหลายข้อมาคานน้ำหนักกันเอง ผมสรุปว่า ภพชาติหรือการเกิดการตาย คือ สภาวะ 2 แบบ (เกิดขึ้น - หายไป) ในขณะที่เรามีสติอยู่ครับ ดังนั้น จึงหมายถึงในช่วงชีวิตของเรานี่แหล่ะ แต่เป็นการเกิดและตายของสรรพสิ่งทั้งความสุขทุกข์ในตัวเรา และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ความคิดแบบผมอาจจะขัดแย้งกับชาวพุทธจำนวนมากที่เขาพูดถึงโลกหลังความตายเป็นวัฏจักรของการกลับไปเกิดใหม่ แต่ผมถือว่าไม่รู้ (แต่ถ้าผมตายไปแล้ว อาจได้คำตอบใหม่ แล้วค่อยเอามาเล่าให้ฟังนะท่าน -ฮา)

3.กฎที่ผมนำมาใช้ตัดสินเรื่องที่รู้และไม่รู้คือ กาลามสูตรในพระธรรม สรุปแก่นได้ว่า อย่าเชื่อทุกอย่าง จนกว่าจะค้นพบแนวทางตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเชื่อมั่นพอ (แม้กระทั่งหลักธรรมในพุทธศาสนา)

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
musachiza วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 05.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 20
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 01.32 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup

"เข้าถึงได้ในจุดนี้ ก็แปลว่าอิสระแล้ว
ไม่ต้องอยู่ในกฎแห่งการสัมพัทธ์

สภาวะนี้ คือ สภาวะที่พระเจ้าเป็นอยู่ใช่หรือไม่
แต่ผมว่าไม่นะ ดูจะลึกซึ้งกว่านั้น

หรือว่าสภาวะที่เรียกว่านิพพาน
ก็คือกฎเกณฑ์อีกข้อหนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น"

ผมรับฟังความคิดของท่านและคิดว่าเข้าใจมุมมองขอท่าน
ผมจะไม่ก้าวเข้าสู่คำว่า นิพพานของพระพุทธศาสนา
เนื่องด้วย ผมไม่รู้จริงในเรื่องนี้ เพียงแต่เคยฟังคำอธิบาย
ในหลายๆรูปแบบ ที่ผมมิอาจตัดสินในส่วนรวมหรือมีส่วนร่วมได้
ในเชิงสาธารณะ อาจคิดในแบบเข้าใจด้วยส่วนตัวเอาเองในแบบหนึ่งเท่านั้น

ผมขอบอกความเชื่อเรื่องพระเจ้าในทัศนะอิสลามอันอยู่ในประเด็นของท่านคือ
พระเจ้าของอิสลาม(อัลลอฮ์,อัลเลาะฮ์)นั้น
พระองค์เป็นผู้กำหนดสภาวะ ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
แต่พระองค์นั้นอยู่ทุกกฎสภาวะ
อย่างที่ผมเคยยอมรับในคำตอบที่ผ่านมาว่า
พระองค์ทรงอำนาจสูงสุด ไม่มีอำนาจเสมอเหมือน
(ที่คุณบอกอำนาจนิยมและผมก็ยอมรับ สุดขั้วเชียวแหละ)



"ที่นี้มาไล่ระยะเวลา
นับแต่พระเยซู จะเห็นว่าเกิดหลังพระพุทธเจ้าห้าร้อยกว่าปี
แต่ นบีท่านอื่นๆ เท่าที่บันทึกได้เป็นระยะเวลา
คือเมื่อใดครับ ท่านไหน

ท่านนบีอาดัม (ผมเรียกถูกนะ) ผู้ถ่ายทอดคนแรกของมนุษยชาตินั้น คงยากที่จะระบุเวลา
แต่ถ้าเทียบกับทางวิทยศาสตร์มนุษยวิทยา
ก็คงยุคแรก"

คำถามข้อนี้ของท่านนั้น
ผมขอตอบสั้น แต่คุณต้องอ่านยาวแบบผ่านก็ได้
ทั้งหมดของคำถามนี้พร้อมหลักฐานแบบยิวคริสต์และอิสลาม
ผมเขียนมาตั้งแต่จดหมายฉบับที่11
แล้วผมจะกลับมาสรุปคำถามนี้ของคุณแบบสั้นๆให้ที
เผื่อคุณไม่มีเวลาไปไล่ผ่านจดหมายฉบับต่างๆของผมด้านซ้านมือ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
musachiza วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 05.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 20
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 01.32 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup

เข้าถึงได้ในจุดนี้ ก็แปลว่าอิสระแล้ว
ไม่ต้องอยู่ในกฎแห่งการสัมพัทธ์

สภาวะนี้ คือ สภาวะที่พระเจ้าเป็นอยู่ใช่หรือไม่
แต่ผมว่าไม่นะ ดูจะลึกซึ้งกว่านั้น

หรือว่าสภาวะที่เรียกว่านิพพาน
ก็คือกฎเกณฑ์อีกข้อหนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

ผมรับฟังความคิดของท่านและคิดว่าเข้าใจมุมมองขอท่าน
ผมจะไม่ก้าวเข้าสู่คำว่า นิพพานของพระพุทธศาสนา
เนื่องด้วย ผมไม่รู้จริงในเรื่องนี้ เพียงแต่เคยฟังคำอธิบาย
ในหลายๆรูปแบบ ที่ผมมิอาจตัดสินในส่วนรวมหรือมีส่วนร่วมได้
ในเชิงสาธารณะ อาจคิดในแบบเข้าใจด้วยส่วนตัวเอาเองในแบบหนึ่งเท่านั้น

ผมขอบอกความเชื่อเรื่องพระเจ้าในทัศนะอิสลามอันอยู่ในประเด็นของท่านคือ
พระเจ้าของอิสลาม(อัลลอฮ์,อัลเลาะฮ์)นั้น
พระองค์เป็นผู้กำหนดสภาวะ ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
แต่พระองค์นั้นอยู่ทุกกฎสภาวะ
อย่างที่ผมเคยยอมรับในคำตอบที่ผ่านมาว่า
พระองค์ทรงอำนาจสูงสุด ไม่มีอำนาจเสมอเหมือน
(ที่คุณบอกอำนาจนิยมและผมก็ยอมรับ สุดขั้วเชียวแหละ)



ที่นี้มาไล่ระยะเวลา
นับแต่พระเยซู จะเห็นว่าเกิดหลังพระพุทธเจ้าห้าร้อยกว่าปี
แต่ นบีท่านอื่นๆ เท่าที่บันทึกได้เป็นระยะเวลา
คือเมื่อใดครับ ท่านไหน

ท่านนบีอาดัม (ผมเรียกถูกนะ) ผู้ถ่ายทอดคนแรกของมนุษยชาตินั้น คงยากที่จะระบุเวลา
แต่ถ้าเทียบกับทางวิทยศาสตร์มนุษยวิทยา
ก็คงยุคแรก

คำถามข้อนี้ของท่านนั้น
ผมขอตอบสั้น แต่คุณต้องอ่านยาวแบบผ่านก็ได้
ทั้งหมดของคำถามนี้พร้อมหลักฐานแบบยิวคริสต์และอิสลาม
ผมเขียนมาตั้งแต่จดหมายฉบับที่11
แล้วผมจะกลับมาสรุปคำถามนี้ของคุณแบบสั้นๆให้ที
เผื่อคุณไม่มีเวลาไปไล่ผ่านจดหมายฉบับต่างๆของผมด้านซ้านมือ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
musachiza วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 04.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 19
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 00.57 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
ip : 125.25.125.107/192.168.52.247

ความคิดเห็นที่ 19
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 00.57 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
ip : 125.25.125.107/192.168.52.247
คห.18 ตกหล่น

"พระพุทธเจ้าค้นหาภายในจิตใจตนเองมากที่สุด
แต่เชื่อมโยงชีวิต(และสิ่งที่มีลึกๆ ในชีวิตจิตใจ) กับธรรมชาติ"


ครับผมเห็นด้วย
ขอแจมนิดนะครับ
โมเสส(นบีมูซา) ซึ่งหลายคนอาจกล่าวว่า
เป็นศาสดาของศาสนา ยิว แต่อิสลามถือว่าเป็นศาสนทูตของพระเจ้ายุคหนึ่ง
ที่ถูกประทานมานั้น เรื่องที่เน้นเด่นชัดคือ เรื่อง กฏหมาย

พระเยซู หลายคนคิดว่าคือศาสดาของศาสนาคริสต์
แต่อิสลามถือว่าเป็นศาสนทูตของพระเจ้ายุคหนึ่ง
ที่ถูกประทานมานั้น เรื่องที่เน้นเด่นชัดคือ ความรัก

ส่วนท่านนบีมูฮัมหมัด นั้น คือ สันติ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
musachiza วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 04.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

“
ความคิดเห็นที่ 18
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 00.54 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup


สังเกตประเด็นมาอีกแระ

พุทธนั้น ไม่ถือว่าสิ้นสุดที่พระพุทธเจ้าครับ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ไปค้นหาความรู้จากธรรมชาติหรือจักรวาล หรืออื่นๆ จนพบ แล้วบอกกล่าว จนเกิดบันทึกเป็นพระอภิธรรม หรือสาระสำคัญทางพุทธ ส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏก (ที่กล่าวถึงพระวินัยด้วย)

ครับ ผมมีความรู้เรื่องพุทธน้อยครับ ผมยอมรับครับว่า(เท่าที่เคยอ่านนะครับ)มีพระพุทธเจ้าก่อนหน้าพระพุทธเจ้าองค์นี้ อยู่ก่อนแล้วราว 25 องค์ (ไม่แน่ชัดด้านข้อมูลนะครับ) ซึ่งจะกล่าวถึงว่าแต่ละองค์นั้น ตรัสรู้ใต้ต้นไม้อะไรและพระพุทธเจ้าองค์นี้ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ และยังรอพระศรีอารยเมตรัย หรือพระศรีอานต์(หากจำไม่ผิดนะครับ)
ที่จะมาอีก
บุคคลิคของศาสดาองค์ใหม่ที่จะมาเกิดจากคัมภีร์ของศาสนาโบราณต่างๆที่ทำนายไว้ 1


http://www.oknation.net/blog/dragonball/2010/01/22/entry-2/comment#read

บุคคลิคของศาสดาองค์ใหม่ที่จะมาเกิดจากคัมภีร์ของศาสนาโบราณต่างๆที่ทำนายไว้ 2

http://www.oknation.net/blog/dragonball/2010/01/23/entry-1/comment#read


ประเด็นก็คือ สิ่งที่ผมคุยกับท่านนั้น เราคุยกันในแบบภาวะวิสัย ที่เป็นจริงร่วมกัน โดยไม่ก้าวล้ำไปสู่การตัดสินความเชื่อของแต่ละฝ่าย ข้อความข้างตนที่ท่านกล่าวและข้อมูลที่ผมยกมาประกอบ(หากผิดพลาดก็ขออภัยนะครับ)นั้น ไม่มีข้อพิสูจน์ทางหลักฐานในเชิงประวัติศาสตร์ หรือคัมภีร์ใดที่อ้างพาดพิงเกี่ยวพันกัน
นอกจากเป็นเรื่องที่อยู่แต่ในฝ่ายพุทธด้านเดียว
เช่น เราไม่สามารถระบุได้ว่า พระพุทธเจ้า องค์แรกหรือนั้น อยู่ในภพนี้ ชาตินี้หรือเปล่า หรืออยู่ในกาลเวลาเดียวกับเราหรือไม่ อันพอจะคาดเดาได้ในเชิงจินตนาการ ว่าอยู่ในยุคดึกดำบรรพ ยุคอื่นๆหรือไม่ เป็นคนอินเดีย หรือไม่ หรือเกิดในส่วนใดของโลก
หรืออยู่ในภพอื่น ชาติอื่นกาลเวลาอื่น ที่โลกเกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้านั่นแหละที่กล่าวว่าท่านตรัสรู้ แล้วนำมาบอก เราไม่เคยมีหลักฐานหรือคัมภีร์ใดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆตกทอดมาเลย คำว่า มีมาก่อนนั้น ก็มาจาก พระพุทธเจ้า องค์ที่ก่อนบำเพ็ญเพียรที่ชื่อเจ้าชายสิทธถะ ทั้งสิ้น
ดูเหมือนจะมีเรื่องพระศรีอารยเมตรัยนี่แหละ ที่ดูเหมือน จะเกิดอยู่ในมิติเวลาเดียวกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้ไม่รู้ว่าจะมาเกิดเมื่อไร แต่ก็คาดเดามว่า อยู่ในอนาคตเดียวกันกับเวลาของโลกใบนี้ที่เรียงลำดับเวลาในมิติเดียวกันกับเรา

แม้แต่ พระเจ้าสิบชาติ ที่กล่าวในเชิงอธิบาย ถึงการบำเพ็ญเพียร ของพระพุทธเจ้า(เจ้าชายสิทธถะ) ที่เคยเสวยชาติ
เป็นอะไรหลายอย่างจนชาติสุดท้ายคือ พระเวสสันดรนั้น ดูเสมือนว่า จะอยู่ในภพชาติในกาลเวลาเดียวกับเราที่สุด หรือต่างภพอื่นต่างโลกที่เกิดแล้วดับ ? อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจต้องขอตั้งเป็นคำถามกับท่านด้วย
ประเด็นอยู่ที่ว่า เราก็ไม่มีหลักฐานใดในประวัติศาสตร์ว่า มีคัมภีร์ หรือวัตถุ ใดที่กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้มาจากพระเวสสันดร ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ที่น่าจะใกล้ที่สุด ส่วนการเสวยชาติอื่นๆที่กล่าวนั้นก็ยิ่งไกลออกไปอีก ที่จะกล่าวถึงหลักฐาน

ทั้งหมดนั้น เป็นความเชื่อที่ชาวพุทธ ยอมรับว่ามีจริง ตามคำสอน บันทึก อภิธรรมที่ท่านว่านั้น ต่างก็มาจากพระพุทธเจ้า(เจ้าชายสิทถธะ) ที่เรารู้จักในภาวะวิสัย ที่นับถอยหลังไปราว 2500-2600 กว่าปี ทั้งสิ้นใช่หรือไม่ครับ?

ส่วนข้อความอื่นๆ ในความเชื่อของชาวพุทธที่ท่านยกมานั้น ผมรับฟังเป็นความรู้ได้และมิขอโต้แย้งใดๆ

“หากคิดจากฐานมุสลิม คริสต์ หรือยิว
ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง รวมถึงธรรมชาติและมนุษย์
ดังนั้น พระพุทธเจ้า ก็คือ มนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้น
แล้วกำหนดให้พระองค์เรียนรู้จนตรัสรู้ถึงธรรมชาติและความจริงต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างไว้น่ะสิครับ

ทะแม่งๆ แฮะ แต่ถ้าคิดจากฐานมุสลิม ก็ต้องเป็นแบบนี้แหล่ะ ใช่ป่ะครับ”


ใช่ครับ มุสลิม ยิว คริสต์ นั้น เชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง
แต่ที่บล็อกนี้(จดหมายถึงน้อง)ของผม ไม่กล่าว อันใดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ก็เพราะ คัมภีร์ของพุทธศาสนาและความเชื่อของชาวพุทธนั้น มิได้พาดพิงอันใด
ต่อศาสนาอิสลาม(รวมทั้งยิวและคริสต์) ดังนั้นผมจึงแยกเรื่องศาสนาที่เกิดในอินเดีย(ตะวันออกไกล)
(ซึ่งมักจะพาดพิง กับพราห์ม ซิก ฮินดู)ออกจากศาสนาที่เกิดในตะวันออกกลาง
ในเนื้อหาที่ผมเขียน เพราะฐานความเชื่อแบบอินเดียนั้น มักอธิบายด้วยวงกลม
แห่งวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด ส่วนฐานความเชื่อ แบบตะวันออกกลางนั้น
อธิบายด้วย ระบบเส้นตรง คือคำพิพากษาหลังความตาย และตอบการตอบแทนนรกสวรรค์
แล้วก็จบสิ้นมิติในเรื่องจักรวาลและโลกที่เราเห็นและรู้จักนี้

“นี่ถ้าถกเชิงประวัติศาสตร์ ก็ต้องเทียบทางวิทยาศาสตร์
ที่บอกว่ากำเนิดมนุษย์ยุคแรก แล้วไปดูวัฒนธรรมจากสิ่งบ่งชี้ต่างๆ เทียบเคียงเอา ว่าจะลิงค์ไปหาอะไรได้บ้าง”

ศาสนาพุทธ นั้นอธิบายมิติกาลเวลาที่ซ้อนกันไปมาหลากหลาย มีหลายอย่างที่เกินภาวะวิสัยจะตัดสินหรือจินตนาการจับต้องไดได้ เช่นเรื่อง ภพชาติ หรือมีมนุษย์มาเกิดในโลกก่อนแล้วดับไปไปแล้ว เวียนมาเกิดในโลกใหม่

ส่วนยิวคริสต์อิสลามนั้น เป็นการนับ หนึ่งสองสาม เรียงลำดับ ในเวลาที่เรารู้จักนี่แหละแม้เราจะไม่รู้ว่าเริ่มต้นเมื่อไร และไม่สามารถคาดเดาการสิ้นสุดได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่อยู่บนโลกใบนี้ จักรวาลนี้ ในมิติที่เวลาปกติ ร่วมกันนี้ที่ไล่เรียงกันมาในภาวะวิสัยของความจริงทั่วไป แต่ก็ไม่จำกัดความรู้ในการจินตนาการปัญญาและความรู้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 01.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

ไม่จบง่ายๆ แฮะผม
ไปอ่านตามลิงค์มาแล้ว

ผมลองค่อยๆ คิดแบบนี้นะ
ความรู้ทางพุทธนั้น แบ่ง 2 ส่วนหลักๆ
ทางโลก - เน้นเรื่องสัมพัทธ์ คือ จะพิจารณาอะไร ก็ต้องมีเกณฑ์ และมีกฎกติกา
โดยเริ่มจากเหตุทั้งทุกข์และสุข
กฎหรือกติกา ก็คือ ทำอะไรได้แบบนั้น
หรือเรียกว่ากฎแห่งกรรมนั่นเอง
(แต่คนชอบเอาไปมั่วกับเรื่องอะไรไม่รู้ แบบเลยเถิด)
และก็กฎเดียวกับไอน์สไตน์ที่เสนอ
Relative Theory จนเอามาทำอาวุธร้ายกาจ
ก็ภายใต้กฎแห่งการสัมพัทธ์

ทางธรรม - วิถีหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์
ก็คือ เข้าสู่จุดกึ่งกลาง คือ ไม่สุข ไม่ทุกข์
หรือเรียกว่านิพพานในศาสนาพุทธ

เข้าถึงได้ในจุดนี้ ก็แปลว่าอิสระแล้ว
ไม่ต้องอยู่ในกฎแห่งการสัมพัทธ์

สภาวะนี้ คือ สภาวะที่พระเจ้าเป็นอยู่ใช่หรือไม่
แต่ผมว่าไม่นะ ดูจะลึกซึ้งกว่านั้น

หรือว่าสภาวะที่เรียกว่านิพพาน
ก็คือกฎเกณฑ์อีกข้อหนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

ที่นี้มาไล่ระยะเวลา
นับแต่พระเยซู จะเห็นว่าเกิดหลังพระพุทธเจ้าห้าร้อยกว่าปี
แต่ นบีท่านอื่นๆ เท่าที่บันทึกได้เป็นระยะเวลา
คือเมื่อใดครับ ท่านไหน

ท่านนบีอาดัม (ผมเรียกถูกนะ) ผู้ถ่ายทอดคนแรกของมนุษยชาตินั้น คงยากที่จะระบุเวลา
แต่ถ้าเทียบกับทางวิทยศาสตร์มนุษยวิทยา
ก็คงยุคแรก

ส่วนท้ายที่ถามนี่ อยากทราบบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีลายลักษณ์อักษรว่า ครั้งแรกเมื่อไหร่น่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 00.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

คห.18 ตกหล่น

พระพุทธเจ้าค้นหาภายในจิตใจตนเองมากที่สุด
แต่เชื่อมโยงชีวิต(และสิ่งที่มีลึกๆ ในชีวิตจิตใจ) กับธรรมชาติ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 00.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

สังเกตประเด็นมาอีกแระ

พุทธนั้น ไม่ถือว่าสิ้นสุดที่พระพุทธเจ้าครับ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ไปค้นหาความรู้จากธรรมชาติหรือจักรวาล หรืออื่นๆ จนพบ แล้วบอกกล่าว จนเกิดบันทึกเป็นพระอภิธรรม หรือสาระสำคัญทางพุทธ ส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏก (ที่กล่าวถึงพระวินัยด้วย)

สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกกล่าว คือ ความจริงที่มนุษย์ควรทำความเข้าใจ คือ ทำอะไร แล้วจะเจออะไร ทำเหตุก่อความทุกข์ ผลก็คือทุกข์ ทำเหตุก่อความสุข ผลก็คือสุข ซึ่งเป็นเรื่องกรรม(การกระทำและผลจากการกระทำ)นั่นเอง

อีกส่วนหนึ่งคือ หากอยู่ตรงกลาง ไม่ทั้งสุขและทุกข์
เป็นสภาวะที่นิ่ง หลุดพ้นจากเรื่องทางโลก(คือไม่หลงใหลไปกับความสุขความทุกข์) และเข้าสู่นิพพาน

แต่ที่พระพุทธเจ้ารู้ อาจจะมีส่วนที่ไม่ได้นำมาบอกกล่าวอีกเยอะ หรือเห็นว่าไม่ควรนำมาบอกกล่าว อันนี้ ก็ไม่ทราบ

แต่แน่ๆ คือ ไม่สิ้นสุดแค่พระพุทธเจ้า
แต่ไปสิ้นสุดที่ธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบ
แล้วสรุปให้คนเข้าใจ แล้วก็บอกกล่าว

ผมจะจับความเชื่อมโยง ซึ่งอาจกระทบความรู้สึกของศาสนิกชนหน่อย แต่อย่าคิดมาก

หากคิดจากฐานมุสลิม คริสต์ หรือยิว
ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง รวมถึงธรรมชาติและมนุษย์
ดังนั้น พระพุทธเจ้า ก็คือ มนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้น
แล้วกำหนดให้พระองค์เรียนรู้จนตรัสรู้ถึงธรรมชาติและความจริงต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างไว้น่ะสิครับ

ทะแม่งๆ แฮะ แต่ถ้าคิดจากฐานมุสลิม ก็ต้องเป็นแบบนี้แหล่ะ ใช่ป่ะครับ

เพราะในวงการพุทธศาสนา ต่างยอมรับว่ามนุษย์เกิดมาก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าก็เกิดมายุคหลัง (คือมีรุ่นก่อนหน้านั้นแล้ว) ซึ่งจำนวนประชากรเยอะมากแล้ว

นี่ถ้าถกเชิงประวัติศาสตร์ ก็ต้องเทียบทางวิทยาศาสตร์
ที่บอกว่ากำเนิดมนุษย์ยุคแรก แล้วไปดูวัฒนธรรมจากสิ่งบ่งชี้ต่างๆ เทียบเคียงเอา ว่าจะลิงค์ไปหาอะไรได้บ้าง

นี่เหมือนผมกำลังเรียนประวัติศาสตร์มนุษยชาตินะนี่

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 11/10/2011 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

ขอบคุณมากครับ ชัดเจน
เดี๋ยวค่อยๆ ตามอ่านลิงค์ต่างๆ ที่ท่านแนะนำ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
musachiza วันที่ : 11/10/2011 เวลา : 03.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 12
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 14.01 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
พอจะเริ่มทางมุสลิมต่อ ยังคลำๆ ทางอยู่
มีอะไรแนะนำก็บอกได้นะครับ
จะขอบพระคุณอย่างแรง

อันที่จริงผมมีร้านหนังสือเกี่ยวกับศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ
แล้วผมจะส่งเคตตาล็อกหนังสือไปดูนะครับ
(ฮา ธุรกิจแบบขายตรงกันเลย อิอิ)

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
musachiza วันที่ : 11/10/2011 เวลา : 03.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 9
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 04.01 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
อีกนิดครับ

พระเจ้าของยิว คริสต์ อิสลาม
กับพระธรรมในพุทธ
คือสิ่งเดียวกันป่าวอ่ะท่าน
ขอตอบสั้นๆก่อนนะครับ
พระเจ้าของยิวคริสต์อิสลาม เหมือนกัน
และเป็นองค์เดียวกันในจุดหนึ่ง และต่างกัน
เมื่อไปถึงอีกจุดหนึ่ง

เรื่องนี้ผมเขียนผ่านมาแล้วหากท่านสนใจจริง
ลองเข้าไปตามลิงค์นี่นะครับหากผมตอบก็จะยาวอีก

การนับถือพระเจ้าเหมือนกันแต่แตกต่างกันของยิว คริสต์ อิสลาม ตอน1
http://www.oknation.net/blog/dragonball/2009/12/31/entry-1/comment#read
การนับถือพระเจ้าเหมือนกันแต่แตกต่างกันของยิว คริสต์ อิสลาม ตอน2
http://www.oknation.net/blog/dragonball/2010/01/02/entry-1/comment#read

ส่วนเรื่องพระธรรมนั้น ทุกศาสนาก็มีพระธรรม
หรือธรรมะที่ใช้สอนสั่ง ศาสนาพุทธต่างจาก
ยิวคริสต์อิสลาม ตรงที่ขั้นตอนต่างกันดังนี้

ยิวคริสต์ อิสลามนั้น โครงสร้างศาสนาเป็นดังนี้คือ

พระเจ้า ประทานคำสอนให้-ศาสนทูต(ศาสดา)ที่พระองค์เลือก
โดยให้ ศาสนทูตบอกเรื่องธรรม(พระธรรม)แล้วบันทึก-เป็นคัมภีร์

ส่วนพุทธนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง สอนธรรมให้สาวกบันทึก
-เป็นคัมภีร์

สรุปคือ ยิวคริสต์อิสลาม อ้างถึงพระเจ้า แต่พุทธไม่ทุกอย่างสิ้นสุดที่พระพุทธองค์เป็นผู้รู้ขึ้นมาเอง พุทธจึงใช้คำว่าศาสดา น่าจะถูกแล้ว แต่ยิว คริสต์อิสลามนั้น น่าจะใช้คำว่าศาสนทูต เพราะเป็นผู้รับความรู้เรื่องศาสนาจากพระเจ้ามาสื่อต่อมนุษย์อีกทีหนึ่ง

“แต่พระธรรมเป็นนามธรรมมาก
ส่วนพระเจ้าเป็นรูปธรรมมาก”

ผมว่าพระธรรมนั่นแหละเป็นรูปธรรม ทีชี้ชัด มีลายลักษณ์อักษรกำกับ ว่าธรรมข้อนั้นข้อนี้เป็นอย่างไร
ศาสนาใด ว่าอย่างไร ชัดเจน

ส่วนพระเจ้าของอิสลามนั้น เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรมหนึ่งในความคิดก็ได้
หรือ ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างก็ได้ แล้วแต่ใครจะสื่อหรือพยายามอธิบายอย่างไร
แต่สำหรับมุสลิมที่ศรัทธาในพระเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่มุสลิมค้นหา เพียงแต่เรียนรู้ว่า
พระเจ้าใช้อะไรห้ามอะไร โดยยึด หลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน และวจนะ(ฮาดิษ)ของท่าน
ศาสนทูตมูฮัมหมัด สรุปคือมุสลิมสนใจในธรรม ที่เป็นข้อชี้ขาดอันเป็นรูปธรรมชัดเจน

“สรุปว่าผมยังงงเหมือนเดิม”

ผมก็ไม่แน่ว่าคำตอบของผมนั้นจะทำให้คุณงงมากขึ้นหรือเปล่า





ความคิดเห็นที่ 14 (0)
musachiza วันที่ : 11/10/2011 เวลา : 02.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 6
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.50 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
ip : 125.27.181.134/192.168.52.247
“แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยสนใจไปในแนวการค้นหาว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่หรอกครับ(มิได้ก้าวล่วงนะท่าน อย่าเข้าใจผิด) แม้ในศาสนาพุทธเอง ผมก็ไม่ได้สนใจจะดูในเรื่องพระพุทธเจ้า รวมทั้งประเพณี สัญลักษณ์อะไรต่างๆ”

ผมรับได้และเข้าใจได้ครับ ในลักษณะความของท่าน

หลักๆ ที่ผมสนใจและพยายามศึกษาทำความเข้าใจคือคำสอน หลักการ แนวปฏิบัติ(ซึ่งหลายอย่างก็มีอยู่ในสิ่งที่ผมบอกว่าไม่สนใจด้วย แต่ถ้ามีหนังสือที่สื่อมาตรงๆ อันนี้ ผมจะชอบกว่า) ของทุกศาสนา ความเชื่อ หรือลัทธิ ตามที่ว่ามาแล้ว

เรื่องนี้บางอย่างผมคิดเหมือนท่าน แต่บาอย่างผมไม่เหมือนท่าน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
musachiza วันที่ : 11/10/2011 เวลา : 02.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 5
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.33 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
คราวนี้ผมมาตอบคำถาม ข้อ5 ของท่านนะครับ


“ตามหลักของมุสลิมแล้ว พระเจ้าคืออะไรครับ
ผมจำกัดความไม่ได้ แต่พอได้เค้าโครงว่า
พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์ได้ “


เรื่องนี้ผมเขียนในตอนแรกๆของบล็อกนี้ผ่านมาแล้วครับ ลองตามไปอ่านตามลิงค์นี่นะครับ
อัลเลาะฮ์เป็นอย่างไร2
http://www.oknation.net/blog/dragonball/2007/12/28/entry-3/comment#read


อัลเลาะฮ์เป็นอย่างไร
http://www.oknation.net/blog/dragonball/2007/12/28/entry-2/comment#read

ผมขอตอบแบบสั้นๆ โดยยกโองการในคัมภีร์อัลกุรอานมาตอบนะ

“ จงกล่าวเถิด พระผู้เป็นเจ้ามีเพียงหนึ่งและทรงเป็นนิรันด์ พระองค์มิได้ถูกให้เกิด และพระองค์มิได้ให้กำเนิดผู้ใด ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์”


ครับพระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์ตั้งแต่มนุษย์คนแรกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น
และตลอดเวลา จากอดีต พระเจ้าได้ส่งทูตของพระองค์มาสอนเรื่องการให้รู้จักพระองค์
และความประสงค์ของพระองค์ โดยการเลือกจากมนุษย์ ให้มาสอนมนุษย์ด้วยกัน
และคนเหล่านี้ ก็เป็นผู้สืบทอดประวัติศาสตร์ ลำดับความเป็นมาตั้งแต่ต้นในเพื่อยืนยัน
ว่าพระองค์สื่อสารกับมนุษย์มาตลอด ไม่เคยทอดทิ้งมนุษย์เลย อันนี้ผมตอบให้สั้นๆนะครับ
ไม่ขอยกรายละเอียด


“(พระเจ้า)เป็นจุดสูงสุดของทุกสิ่ง(อันนี้ไปทางอำนาจนิยมนะครับ)
และเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง(อันนี้ไปทางการมีรูปธรรม สามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้)”

ใช้ครับ พระเจ้านั้นสุดขั้วในทางอำนาจนิยม และเผด็จการหนึ่งเดียว
และเป็นเจ้าของอำนาจทั้งมวล โดยไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์
และพระองค์ไม่พึ่งพาสิ่งใด แต่ทุกสิ่งพึ่งพาพระองค์ พระองค์เป็นรูปธรรม
มีตัวตนจริง แต่อยู่เหนือการเทียบเคียง อย่างว่านั่นแหละ สุดขั้ว แม้แต่จินตนาการ
ของมนุษย์ก็เข้าไม่ถึง เพราะมนุษย์เรียนรู้จากการเทียบเคียง อย่างที่ว่าแหละครับว่า
เกินบรรยาย


“ผมไม่แน่ใจ แต่เคยคิดแบบเดาๆ ว่าพระเจ้าคือ "ธรรมชาติ"”

คนส่วนใหญ่ที่ไม่นับถือพระเจ้ามักคิดเช่นนั้น
แต่สำหรับมุสลิมพระเจ้าเป็นผู้สร้างธรรมชาติครับ เราเรียกว่า
การกำหนดกฎสภาวะ ของพระเจ้า


“ทั้งในยิวและคริสต์ก็ด้วย แต่พออ่านหนังสือทั้งไบเบิ้ลและหนังสือเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม(ผมไม่เคยอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน และไม่แน่ใจว่าจำผิดหรือเปล่าว่า ห้ามคนนอกอิสลามอ่าน ถ้าผิดก็ขออภัยอย่างแรงนะท่าน) อ่านๆ ดูแล้ว เหมือนพระเจ้ามี "ตัวตน" ซึ่งแตกต่างกับ "ธรรมชาติ" ในความหมายของผมที่มันกว้างขวางมาก แม้จะมีรูปธรรมต่างๆ เช่นกัน”

คัมภีร์อัลกุรอาน พระเจ้าทรงประทานลงมาเพื่อ เป็นทางนำแก่มนุษยชาติ
และไม่ห้ามใครอ่าน แต่เป็นภาระของมนุษย์ที่ต้องรู้จัก เพราะพระเจ้าตรัสว่า
คัมภีร์นี้เป็นธรรมนูญของชีวิตมนุษย์ และจะใช้ข้อความเหล่านี้ ยืนยันในการตัดสินมนุษย์
หลังความตาย อันเป็นสิ่งที่อ้างอิงยืนยันว่าพระองค์ได้บอกทุกอย่างแล้ว
ว่าอันใดดีหรือชั่ว อันเป็นกฎข้อบังอิสลามอีกข้อหนึ่งที่ต้องเชื่อว่า การกำหนด
ความดีหรือชั่วนั้น มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการคิดเอากำหนดเองของมนุษย์
เพราะการตอบแทนนรกหรือสวรรค์นั้นเป็นสิทธิ์เด็ดขาดของพระองค์เพียงองค์เดียว

ครับ...พระเจ้ามีตัวตนและมีพระประสงค์ ชัดเจน

“เฮ้อออ... ยาวอีกแล้ว”
ผมก็ตอบยาวเช่นกันครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 14.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

พอเข้าใจลึกลงเรื่อยๆ น่าสนใจดีครับ
ผมกำลังทำธุรกิจ eco tour
พยายามหาแนวของตนเองอยู่
แต่เน้นเรื่องจิตใจ การใช้ชีวิตมากกว่าด้านอื่น
กำลังร่างเค้าโครงจากวิถีชุมชนมุสลิมอันดามันอยู่ครับ
ได้สาระส่วนนี้มา ช่วยได้เยอะมาก

(วกเข้าเรื่องธุรกิจซะ -ฮา)

มีที่พอจับต้องได้แล้วจากวิถีพุทธ
ตามเวปเพจนี้ครับ
http://www.rlcps.com/index.php?tpid=0145&pgid=0140

พอจะเริ่มทางมุสลิมต่อ ยังคลำๆ ทางอยู่
มีอะไรแนะนำก็บอกได้นะครับ
จะขอบพระคุณอย่างแรง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
musachiza วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 10

ความคิดเห็นที่ 10
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 04.08 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup


"สรุปว่า ผมเอามนุษย์เป็นที่ตั้งโดยเอาความจริงเท่าที่จะไปเชื่อเอาว่ามันเป็นความจริง(ส่วนนี้ ผมเขียนเองก็งงเอง หวังว่าจะเข้าใจนะท่าน-ฮา)

แต่ในมุสลิมนั้น พระเจ้าคือที่ตั้ง"

ผมขอตอบคำถามที่10 ก่อนนะครับ ดูน่าจะเป็นสิ่งที่เริ่มเข้าใจตรงกันที่สุด
ในการคุยกันนี้

ใช่ครับ..ที่อิสลามเริ่มคิดจากพระเจ้าผู้ทรงอำนาจและความรู้ทั้งมวลเป็นที่ตั้ง
มิใช่ความว่างเปล่า หรือการมีมนุษย์ เป็นที่ตั้ง (บางคนกล่าวว่าเพราะมีมนุษย์จึงมีพระเจ้า)

..อิสลามเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วย
และทรงสร้างความรู้ ทุกสิ่งที่เป็นเหตุผลต่อกันไว้
ในกฏเกณฑ์ธรรมชาตินั้นก็เป็นสิ่งถุกสร้างและถูกควบคุมโดยพระเจ้า
ตั้งแต่สิ่งที่ใหญ่โตแบบจักรวาล
จนถึงสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับนาโน ควอนตั้ม ทั้งที่มนุษย์รู้แล้วและยังไม่รู้นั้้นก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ด้วยอำนาจและความรู้อันสมบูรณ์ของพระองค์

ดังนั้น พระเจ้าของมุสลิมนั้นจึงเป็นความสมบูรณ์ ชนิดที่ปัญญาของมนุษย์
ที่พระเจ้าสร้างนั้น มิได้มีส่วนใดสร้างให้เข้าใจพระองค์ได้ ในเชิงเทียบเคียง
ด้วยเหตุผลหรือความรู้ ทั้งในด้านรูปธรรมและนามธรรม เพียงแต่เข้าใจ
ในความมีของพระองค์ ด้วยความศิโรราบในความศรัทธา ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์
อันไม่แบ่งแยก ชนชั้นหรือระดับสติปัญญาว่ารู้น้อยหรือมาก ประสบการณ์น้อยหรือมาก
แต่อยู่ที่การนอบน้อมถ่อมตน ต่อการมีของพระองค์เพียงใด

เมื่ออิสลามเอา พระเจ้าเป็นที่ตั้ง ดังนั้นความเชื่อเรื่องการตอบแทนเรื่องนรก
และสวรรค์ จึงเป็นจริงโดยสมบูรณ์ แม้มิติแห่งปัญญาและเหตุผลจะพิสูนจ์
ไม่ได้ แต่ความรู้ประสบการณ์แห่งสุขและทุกข์นั้น อธิบายให้มนุษย์เข้าใจได้
แม้อิสลามจะสอนว่า นรกและสวรรค์นั้น ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนสุขหรือทุกข์
อย่างที่มนุษย์เคยมีประสบการณ์หรือจิตนาการไปถึง
..ตรงนี้ก็ไปสู่เรื่องข้อบังคังของอิสลามข้อหนึ่งที่ต้องศรัทธาว่านรกสวรรค์ นั้นมีจริง มิใช่เพียงกุสโลบายที่แล้วแต่มนุษย์จะตีความกันไป

เมื่ออิสลามยึดความคิดความเชื่อความมีทุกชนิดนั้นมาจากพระเจ้า
ดังนั้นเรื่อง ลึกลับที่ไม่แน่ใจในการเกิดและต้องใช้ความเชื่อแบบใดแบบหนึ่งนั้น ความรู้เหล่านี้มุสลิมจึงยึดจากคัมภีร์อับกุรอาน
โดยมิให้ทฤษฎีแบบ ชาร์ล ดาวิน หรือ ซิมุน ฟลอย หรือมนุษย์คนใดเข้ามาเบี่ยงเบนได้ด้วยยุคสมัยหรือกระแสนิยม
ที่พร้อมจะพัดผ่านไปกับกาลเวลาที่รอทฤษฎีอื่นมาลบล้าง


แล้วผมจะกลับมาตอบข้ออื่นๆของท่านอีกนะครับ
ดีใจจังที่ท่านร่วมสนทนาในเรื่องแบบนี้ สนุกดีครับ
ขอบคุณในมิตรไมตรี

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 04.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

เฮ่อๆๆๆ ปิดท้ายก่อนเข้านอนครับ

สรุปว่า ผมเอามนุษย์เป็นที่ตั้งโดยเอาความจริงเท่าที่จะไปเชื่อเอาว่ามันเป็นความจริง(ส่วนนี้ ผมเขียนเองก็งงเอง หวังว่าจะเข้าใจนะท่าน-ฮา)

แต่ในมุสลิมนั้น พระเจ้าคือที่ตั้ง

โอเช... คิดว่าผมเข้าใจดีมากขึ้นเยอะเลยแหล่ะ
ขอบคุณมากครับ ได้ขยายโลกทัศน์ตัวเองไปอีกบานเลย

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 04.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

โอ้ ..ได้มาเพิ่มอีกประเด็น
คำสอนคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้ให้หรือมอบให้

ดังนั้น ถ้าผมเทียบเคียงศาสนาพุทธ
พระธรรม ก็คือคำสอนที่พระเจ้าสร้างไว้ให้

อ๋อออ...งั้นผมเข้าใจแระ

ปล.ถ้าผิด ท้วงเลยนะท่าน
ไม่งั้น เดี๋ยวผมหน้าแตกทีหลัง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

เอ่อออ..ผมไปอ่านทวนอีกรอบ
ดูเหมือนว่า ไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวกันเสียแล้ว
ใช่ไหมท่าน ตาม คห.3 น่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

อีกนิดครับ

พระเจ้าของยิว คริสต์ อิสลาม
กับพระธรรมในพุทธ
คือสิ่งเดียวกันป่าวอ่ะท่าน

แต่พระธรรมเป็นนามธรรมมาก
ส่วนพระเจ้าเป็นรูปธรรมมาก

สรุปว่าผมยังงงเหมือนเดิม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยสนใจไปในแนวการค้นหาว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่หรอกครับ(มิได้ก้าวล่วงนะท่าน อย่าเข้าใจผิด) แม้ในศาสนาพุทธเอง ผมก็ไม่ได้สนใจจะดูในเรื่องพระพุทธเจ้า รวมทั้งประเพณี สัญลักษณ์อะไรต่างๆ หลักๆ ที่ผมสนใจและพยายามศึกษาทำความเข้าใจคือคำสอน หลักการ แนวปฏิบัติ(ซึ่งหลายอย่างก็มีอยู่ในสิ่งที่ผมบอกว่าไม่สนใจด้วย แต่ถ้ามีหนังสือที่สื่อมาตรงๆ อันนี้ ผมจะชอบกว่า) ของทุกศาสนา ความเชื่อ หรือลัทธิ ตามที่ว่ามาแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/10/2011 เวลา : 03.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

ขอบคุณครับ ตอบซะยาวเหยียด
แต่เข้าใจแล้วครับ เป็นการคิดที่ต่างกันจริงๆ

แต่ผมก็ยังมีข้อสงสัยอีกน่ะแหล่ะ
ช่างสงสัยนะผม

ตามหลักของมุสลิมแล้ว พระเจ้าคืออะไรครับ
ผมจำกัดความไม่ได้ แต่พอได้เค้าโครงว่า
พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์ได้

เป็นจุดสูงสุดของทุกสิ่ง(อันนี้ไปทางอำนาจนิยมนะครับ)
และเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง(อันนี้ไปทางการมีรูปธรรม สามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้)

ผมไม่แน่ใจ แต่เคยคิดแบบเดาๆ ว่าพระเจ้าคือ "ธรรมชาติ"
ทั้งในยิวและคริสต์ก็ด้วย แต่พออ่านหนังสือทั้งไบเบิ้ลและหนังสือเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม(ผมไม่เคยอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน และไม่แน่ใจว่าจำผิดหรือเปล่าว่า ห้ามคนนอกอิสลามอ่าน ถ้าผิดก็ขออภัยอย่างแรงนะท่าน) อ่านๆ ดูแล้ว เหมือนพระเจ้ามี "ตัวตน" ซึ่งแตกต่างกับ "ธรรมชาติ" ในความหมายของผมที่มันกว้างขวางมาก แม้จะมีรูปธรรมต่างๆ เช่นกัน

เฮ้อออ... ยาวอีกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
musachiza วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 23.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 2
ฅนสยาม วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 21.42 น.
http://www.oknation.net/blog/khons
ตอนนี้เวลาที่เขียนแต่ละเอ็นทรี่
ก็หวังว่าจะเห็นหน้าท่านทุกที...ขอบคุณครับ
ที่มาให้กำลังในและมีของฝากมาให้เสมอ
ซึ้งใจจริงๆ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
musachiza วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 23.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ความคิดเห็นที่ 1
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 21.29 น.
http://www.oknation.net/blog/bottomup
ip : 125.27.166.33/125.27.166.33

"หวัดดีครับท่าน สบายดีนะ ไม่ได้แวะมาคุยด้วยซะนาน
แล้วร้านกาแฟยังเปิดอยู่รึป่าวอ่ะท่าน
เดี๋ยวจะแวะๆ หาดูอีกที พอเม้นท์จบ"

สวัสดีครับท่าน..สบายดีครับ...ท่านสบายดีนะครับ
ร้านกาแฟพักนี้ไม่ค่อยได้เปิดครับ...ยังไม่ค่อยมีมุกร้านกาแฟเขียน
ดีใจจังที่ท่านแวะมาเยี่ยมบ้านนี้ และพูดคุยด้วย


"แก่นของเรื่องนี้ คือ สมบัติเป็นของนอกกายใช่ไหมท่าน
ไม่ได้มีค่าเท่ากับสิ่งดีๆ ในจิตใจ และความปรองดอง แทนที่จะมาเป็นศัตรูกัน"
หากตอบแบบสั้นๆเฉพาะเอ็นทรี่นี้ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นมุมมองเดียวกับท่าน
เพราะการให้ทรัพย์เหล่านี้แก่ผู้ที่เคยเป็นศัตรูนั้น ก็ลดปัญหาในหลายเรื่อง
เช่นการที่ต้องรบกันใหม่อีก ซึ่งการเสียชีวิตของผู้คนนั้น เป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

ส่วนสิ่งที่ยาวไกลกว่านั้นก็คือเป็นการง่ายขึ้น เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาเป็นอิสลาม
กฏหมายและข้อปฏิบัติต่างๆของศาสนา ก็จะตกเป็นข้อบังคับใช้กับคนเหล่านี้ด้วย อันจะทำให้ง่ายต่อการรวบรวมแผ่นดินอารเบีย ภายใต้ธงของอิสลาม
ให้เป็นปึกแผ่นก็เป็นจริงง่ายขึ้น และกระแสเหล่านี้ยังผลให้เผ่าอื่นๆที่ยังไม่ได้รับอิสลามต่างก็หันมามองศาสนาอิสลาม ในเชิงภาวะวิสัยที่ดีและเป็นมิตรมากกว่าการเป็นศัตรู ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ข่าวสารของมุสลิมถูกกระจายไปสู่อารเบียในแง่ร้ายและเป็นศัตรูต่อกันมากกว่า

แต่เหตุการณ์นี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากเอ็นทรี่ที่ผ่านมา ในเชิงการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ให้อ่านง่าย ต่อเนื่องกัน อันจะมองให้เห็นเหตุผลต่างๆในการกระทำของท่าน ศาสดามูฮัมหมัด เพราะเวลาที่หลายคนตัดตอนของเหตุการณ์นั้นนี้มาพูดนั้น บางทีอาจทำให้ไม่เข้าใจเหตุผลที่เกี่ยวพันกัน

" ผมสนใจทุกๆ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ นะครับ"
จากที่ผมอ่านเอ็นทรี่ของท่านนั้น ผมเชื่อครับและเชื่ออีกว่าท่านนั้น
มีความรู้ที่กว้างขวางหลายอย่างที่ผมทึ่งในเรื่องโครงการใหญ่ๆที่ท่านเขียน

"ดูๆ แล้ว ก่อนที่จะเกิดเป็นศาสนาหรือลัทธิต่างๆ
น่าจะมาจากจุดเดียวกัน คือ ความจริงต่างๆ ของโลกและชีวิต เป็นแนวทางให้ใช้ชีวิตที่เหมาะสม"
คำพูดของท่านในประโยคนี้แม้จะไม่ยาว ผมตีความได้ ตามที่ผมเข้าใจนะครับ(หากผิดก็ทักท้วงด้วยนะครับ)เพื่อผมจะได้คุยไปในทางที่ผมเข้าใจ

ท่านคิดว่า เกิดความพยายาม ที่จะใช้ชีวิตให้เหมาะสม ดังนั้นมนุษย์
จึงพยายามเข้าไปสู่ความจริงต่างๆของโลกและชีวิต ตามประสบการณ์
ความรู้ปัญญา ที่เหมาะสม
จากสิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดศาสนาและลัทธิต่างๆขึ้น หรือสรุปว่า ลัทธิและศาสนานั้น ต่างก็เกิดมาจากความคิดของมนุษย์ เกิดปัญหา
อันนี้ผมจะไม่ขัดต่อวิธีคิดของท่านนะครับ เพราะผมถือว่า ทุกคนมีสิทธิ
ที่จะคิดอย่างไรก็ได้ตามแต่สิ่งที่แต่ละคนมีข้อมูลประสบการณ์ และมอบความเชื่อแก่สิ่งนั้น ก็จะอธิบายเหตุผลไปในเส้นทางของความเชื่อของตน

ตานี้ผมขอพูดแบบอิสลามนะครับ อิสลามนั้นเชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าสร้างทุกสิ่ง และศาสนานั้นพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้สำหรับมนุษย์ ตั้งแต่ก่อนจะสร้างมนุษย์คนแรก คืออาดัม (เรื่องนี้จะอยู่ในจดหมายฉบับที่12)คือหมายความว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้มาอยู่ในโลกอย่างสะเปะสะปะ
ไร้จุดหมาย สร้างเรื่องความเชื่อลัทะฺศาสนาขึ้นมาเอง แต่พระเจ้าทรงให้ทางนำแก่มนุษย์มาด้วย เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง

"ศาสนาหรือลัทธิ รวมทั้งประเพณี รูปแบบปฏิบัติต่างๆ
อาจเป็นเพียง "วิธีการ" ที่เหมาะสมกับคนในบริเวณต่างๆ ที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน"

ผมยอมรับฟังในมุมมองเชิงภาวะวิสัยของท่านได้ครับ เมื่อเทียบกับเวลา
และภูมิศาสตร์
แต่อิสลามนั้นสอนว่า ทุกประชาตินั้นพระเจ้าได้ส่ง ศาสนทูตของพระองค์มาสอนแล้ว และหากประชาชาติใดที่ไม่มีศาสนทูตของพระองค์ไปสอนเขา
พระเจ้าก็ไม่เอาความผิดต่อเขา หากเขาไม่รู้
ส่วนศาสดามูฮัมหมัดที่เป็นศาสนทูต องค์สุดท้ายที่พระเจ้าส่งมาเพราะมนุษย์
หลังจากยุคศาสดาหรือศาสนทูต(นบี)ท่านนี้ จะเป็นมนุษย์ยุคสุดท้าย
และศาสนาอิสลามนี้มีคัมภีร์อัลกุรอานที่พระเจ้าประทานมา
และในคัมภีร์นั้น ใช้คำว่า มนุษยชาติ และพระเจ้าทรงตรัสว่า
วันนี้เราได้ให้ศาสนาที่สมบูรณ์แล้ว และอิสลามนั้นเป็นศาสนาของมนุษยชาติ

ดังนั้นมุสลิมจึงมิได้คิด ประเด็นเรื่องกุสโลบายความเหมาะสมในเรื่องท้องถิ่นเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
แต่คิดว่า ศาสนาที่พระเจ้าประทานมานั้น เหมาะสมแก่มนุษยชาติแล้ว
ตามความประสงค์ของพระองค์

"ไม่รู้ผมสรุปแบบนี้จะผิดหรือเปล่า"
ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะทุกคนนั้นรับผิดชอบตัวเอง
จนกว่าจะหมดลมหายใจ และชีวิตหลังความตายต่างหากที่จะบอกว่าใครถูกหรือผิดที่แท้จริง

"ลองเขียนแก่นคำสอนในศาสนาอิสลามแบบภาษาชาวบ้านธรรมดาๆ สักเอนทรี่สิครับ แบบสั้นๆ เช่น 1 2 3 4 มีอะไรบ้าง "
อิสลามมีแก่นที่สำคัญที่สุดคือ การให้เอกภาพของพระเจ้าองค์เดียวอย่างสูงสุดโดยไม่ตั้งภาคีใดๆร่วมกับพระองค์ ทั้งในทางความเชื่อความคิดคิดและการปฏิบัติ

แต่เหตุที่ผมเขียนบล็อคนี้ออกมาแบบนี้ เพราะผมต้องการรวบรวมหลักฐาน
ทั้งฝ่ายยิว คริสต์ และอิสลาม เรียบเรียงลำดับก่อนหลังไว้
เพื่อให้งายต่อผู้ที่ต้องการจะเปรียบเทียบ สามศาสนานี้ที่ต่างก็อ้างว่า
มาจากพระเจ้า และบางทีก็ว่ามาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน
เพราะมีหลักฐานเกี่ยวพันกัน ที่ยังเหลือหลักฐานค้นหาได้จริง
มิใช่เพียงแต่ คิดว่าหรือเข้าใจว่า? ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ผมไม่ได้ขัดแย้งนะ
เพียงแต่อยากเสนอแง่มุมต่างกัน และประหยัดเวลาต่อใครบางคนที่สนใจในการหาหลักฐานเทียบเคียง

อีกนิดนะครับ ....ผมคิดว่าประวัติการสงครามของท่านศาสดามูฮัมหมัดนี้
หากอ่านแง่มุมหรือทางราชการที่เกี่ยวข้องค้นเพิ่มเติม ก็จะเห็นแง่มุมในการแก้ปัญหาภาคใต้ได้อีกทางหนึ่ง หากอ้างอิง วจนะของท่านศาสดามูฮัมหมัด ในการแก้ปัญหาการข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพราะคนภาคใต้นั้นเป็นมุสลิมส่วนใหญ่ และสงครามข้อขัดแย้งต่างๆในยุคท่านศาสดามูฮัมหมัดนั้น มีหลากหลายรูปแบบและมีหลักฐานโดยละเอียด มากกว่าศาสนาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ผมสนุกกับการคุยกับท่านนะครับ ขอบคุณที่ท่านบอกแนวคิดของท่าน เพื่อให้ผมได้เห็นจุดยืนของท่าน หากท่านอ่านไม่หมดก็ไม่เป็นไรครับ












:A

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam

โหวต 1 คน โหวตเรียบร้อยแล้ว..

ตาม..คุณเหยียบฯ..มาอ่านครับ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 09/10/2011 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

หวัดดีครับท่าน สบายดีนะ ไม่ได้แวะมาคุยด้วยซะนาน
แล้วร้านกาแฟยังเปิดอยู่รึป่าวอ่ะท่าน
เดี๋ยวจะแวะๆ หาดูอีกที พอเม้นท์จบ

แก่นของเรื่องนี้ คือ สมบัติเป็นของนอกกายใช่ไหมท่าน
ไม่ได้มีค่าเท่ากับสิ่งดีๆ ในจิตใจ และความปรองดอง แทนที่จะมาเป็นศัตรูกัน

ผมสนใจทุกๆ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ นะครับ
ดูๆ แล้ว ก่อนที่จะเกิดเป็นศาสนาหรือลัทธิต่างๆ
น่าจะมาจากจุดเดียวกัน คือ ความจริงต่างๆ ของโลกและชีวิต เป็นแนวทางให้ใช้ชีวิตที่เหมาะสม

ศาสนาหรือลัทธิ รวมทั้งประเพณี รูปแบบปฏิบัติต่างๆ
อาจเป็นเพียง "วิธีการ" ที่เหมาะสมกับคนในบริเวณต่างๆ ที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน

ไม่รู้ผมสรุปแบบนี้จะผิดหรือเปล่า

ลองเขียนแก่นคำสอนในศาสนาอิสลามแบบภาษาชาวบ้านธรรมดาๆ สักเอนทรี่สิครับ แบบสั้นๆ เช่น 1 2 3 4 มีอะไรบ้าง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]