• สีน้ำฟ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rimtarn_s@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 19
  • จำนวนผู้ชม : 26878
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
สิรินทร์ จิตรเกษม
นวนิยาย เรื่องสั้น รังสรรค์หนังสือ สื่อความนัย หัวใจติดดิน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamland
วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม 2554
Posted by สีน้ำฟ้า , ผู้อ่าน : 754 , 15:59:46 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

;*'^'~*-.,_,.-* ... *-.,_,.-*~


ดาราวลีเป็นลูกสาวโนราห์ดวงดาว เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ โดยอาศัยบ้านอาประเทือง กับอาเดือนเต็ม ซึ่งมีลูกสาวชื่อตวงพร ครอบครัวของอาประเทืองสนิทกับครอบครัวคุณสุรีย์ ที่มีลูกสาวชื่อพรศิริ คุณสุรีย์แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจ มีลูกชายคนหนึ่งคือพีรวิชญ์ เมื่อสองครอบครัวสนิทสนมกัน

ช่วงปิดเทอม ดาราวลีกลับบ้านต่างจังหวัด ทั้งสาม ตวงพร, พรศิริ และพีรวิชญ์ จึงเดินทางมาเที่ยวพร้อมกันนี้ด้วยวันแรกดาราวลีพาเด็กสาวทั้งสองไปลุยตลาดกระบี่ 

ดาราวลีมีงานเข้า เมื่อสูหยา เพื่อนบ้านเก่าแก่ในอดีตของตาเทพมาจ้างให้ไปรำในงานรื่นเริงที่เกาะกลางทะเล ช่วงเช้าเธอพาทุกคนไปเิดินชมธรรมชาติที่ป่าโกงกาง กลางใจเมืองก่อนจะลงเรือไปยังเกาะที่สวยงามติดอันดับโลก

~*'^'~*-.,_,.-* ... *-.,_,.-*~



เชิญติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้เลยค่ะ

;*'^'~*-.,_,.-* ... *-.,_,.-*~



เล่ห์รักโนราห์ ตอนที่ ๘

เดินจากลานสื่อความหมายแรกเรื่อยมา สองข้างทางเป็นไม้ป่าโกงกาง ที่ไกด์จำเป็นช่างสรรหาและจดจำ ประโยชน์ของพืชแต่ละชนิด เมื่อพบป้ายชื่อตามต้นไม้ และเมื่อมีคำถาม ไม่เคยที่คุณไกด์จะบอกปฏิเสธ พีรวิชญ์ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองไปรอบๆ บริเวณ ลมพัดเย็นชื่นใจ เขาหันมามองคุณไกด์ที่ยังคงอธิบายให้สองสาวฟัง จ้องมองริมฝีปากบางขยับขึ้นขยับลงนิ่ง นาน 

“พี่วิชญ์คะ พี่วิชญ์..” พรศิริเขย่าแขนพี่ชาย เขาสะุดุ้งยิ้มจางๆ

“อะไรนะศิริ ขอโทษที พี่ไม่ทันฟัง” เขายิ้มเก้อ สบตากับพรศิริ

“พี่วิชญ์ถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยได้ไหมคะ เดินกันมาตั้งนาน ยังไม่เก็บหลักฐานเลยค่ะ” เขาพยักหน้า

“เอาสิ” รับกล้องถ่ายภาพดิจิตอลมาถือไว้ในมือ พรศิริวิ่งตื๋อไปเข้ากลุ่ม 

“เอานะ เต็มที่เลย แอ็คชั่น..” พีรวิชญ์บอกก่อนเริ่มกดชัตเตอร์ ถ่ายภาพกลุ่ม ถ่ายภาพคู่ ถ่ายภาพเดี่ยว เขาจัดให้จนพอใจ และเริ่มกลายเป็นตากล้องจำเป็น โดยยึดกล้องถ่ายภาพไว้ในมือ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทุกคนกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือริมถนนหลวงที่มีป้ายบอกชื่อสถานที่ ยืนคุยกันฆ่าเวลา ซึ่งน้าชาติมารับตรงเวลาเป๊ะ ทุกคนขึ้นรถเพื่อจะไปยังท่าเรือ และลงเรือไปยังเกาะกลางทะเลอันสวยงามขึ้นชื่อติดอันดับโลก โดยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาทีจากท่าเรือ 

เรือเข้าเทียบท่าเลยเวลาเล็กน้อย เพราะวันนี้ลมแรง คลื่นใหญ่ นายสัญญาให้พนักงานมาคอยรับคณะโนราห์ที่ท่าเรือ แล้วนำไปสู่ห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ สำหรับสามสาวกับหนึ่งหนุ่ม สองห้อง เมื่อเก็บของกันเสร็จ นัดเวลามารวมกันที่ล็อบบี้

พีรวิชญ์นั่งรออยู่ก่อนแล้วเมื่อสามสาวมาถึง เขาลุกขึ้นยืนแสดงตัว 

“ลีมีประชุมกับเจ้าหน้าที่ประสานงานเรื่องการจัดสถานที่ สำหรับคืนพรุ่งนี้ตอนสี่โมงครึ่ง เหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงกว่า ไปทานข้าวกันก่อนดีไหมคะ ที่นี่มีห้องอาหารชั้นล่างของอาหาร กับมีร้านที่ตั้งริมหาด จะไปที่ไหนดี”

“ร้านริมหาดนะ พี่ลี” ตวงพรอ้อน

“โหวตสองค่ะ” พรศิริพยักหน้า พีรวิชญ์เป็นจุดรวมสายตา เขาแค่พยักหน้าหน่อยๆ พูดว่า

“เราไปลองร้านข้างนอกดีกว่าไหม ร้านของโรงแรมเมื่อไหร่ก็ได้นี่ เผื่อเจออะไรอร่อยๆ วิวสวยๆ ”

“น่าสนใจค่ะ แม้ว่าไม่ใช่การมาครั้งแรก แต่ลีก็ไม่ได้มาเกาะนี้นานมากๆ เลย ลองไปทางนั้นไหมคะ จำได้ว่ามีร้านอาหารอร่อยๆ อยู่ แต่ไม่แน่ใจนะว่าร้านจะอยู่ไหม ” ดาราวลีเสนอ ทุกคนพยักหน้าให้เธอเป็นไกด์อีกครั้ง

~*'^'~*-.,_,.-* ... *-.,_,.-*~



หาดทรายสีขาว นุ่มเนียน ทุกๆ ก้าวที่ย่างไปเหมือนเดินบนฝุ่นแป้ง ดาราวลีเดินหิ้วรองเท้าเดินช้าๆ ส่วนพีรวิชญ์ก็ถอดรองเท้าถือไว้ในมือคนละข้างเดินตามกันมา เด็กๆ สองคนขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ตอนนี้ริมหาดจึงมีเพียงหนุ่ม-สาว ที่เดินตามกันอยู่เงียบๆ เสียงคลื่นทะเลซัดซ่า สายลมพัดเย็น เมฆสีขาวขุ่นบังแดดไว้เหมาะเจาะ

ดาราวลีสวมกางเกงสามส่วน พอดีตัวสีดำ กับเสื้อยืดคอกลมสีขาว ลวดลายการ์ตูนน่ารักสมวัย ผมยาวรวบไว้หลวมๆ ผูกโบว์ดอกไม้ ส่วนพีรวิชญ์สวมกางเกงผ้าขาสั้นสีครีม เสื้อคอโปโลสีม่วงจางๆ ปักรูปม้าไว้ที่หน้าอก

“หาดนี้ชื่อหาดอะไรครับ” เขาชวนคุยมากกว่าจะสนใจถามจริงจัง

“หาดต้นไทรค่ะ เป็นเวิ้งอ่าวที่สวยงาม น้ำน่าเล่นมากเลย ถ้าไม่ติดว่าเย็นนี้มีประชุมจะชวนเด็กๆ เล่นน้ำให้สนุกกันไปเลยค่ะ”

“อื้ม..” เขาพยักหน้า ยิ้ม ฉายแววชื่นชมผ่านดวงตา ดาราวลีเป็นคนร่าเริง แต่บางครั้งก็อ่านไม่ออก เธอชอบซ่อนความรู้สึกไว้ใต้ใบหน้าสวยหวาน ดวงตาดำขลับหยุดสบตาเขานิ่งๆ แล้วยิ้มจางๆ ออกเดินต่อ

“คุณต้องเรียนอีกกี่ปี” 

“อีกสองปี จบตรีค่ะ”

“เรียนจบแล้วจะทำอะไร”

“อยากกลับมาอยู่บ้าน ช่วยแม่สอนเด็กๆ” เขาหยุดเดินมองมาอีก เธอยิ้มตอบ เดินขยับขึ้นไปบนหาดอีกนิด กะว่าคลื่นคงไม่ซัดน้ำมาถึง วางรองเท้าแล้วนั่งลง ชันเข่า มองผ่านเรือหลายลำจอดลอยอยู่กลางทะเลใกล้ๆ ฝั่งออกไปนอกทะเลสีน้ำเงินเข้มที่กว้างไปจรดขอบฟ้า พีรวิชญ์หยุดยืนมองหันมามองเธอ ทั้งสองจึงคุยกันแบบเผชิญหน้า

“ฟังดูเป็นความฝันที่เลื่อนลอยใช่ไหมคะ เพราะเราไม่ได้เก็บเงินค่าเรียนเหมือนโรงเรียนสอนดนตรีในเมืองใหญ่ๆ มีค่าขึ้นครูร้อยกว่าบาท กับค่าชุด อุปกรณ์ต่างๆ ของโนราห์เท่านั้น ข้าว ปลา เลี้ยงกันฟรี”

“อื้ม..”

“ลีมองศิลปะการรำโนราห์แบบการตลาดด้วยเหมือนกันนะคะ แต่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เหมือนการนวด ตามร้านนวดต่างๆ รับสอนนวดด้วย จากนั้นก็ให้งานคนที่มาเรียน โดยการแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ค่าแรง เปิดสอนแบบนี้ อีกหน่อยเราจะได้ให้เขาทำงานกับเรา ลีอยากเปิดเป็นโรงละคร เปิดให้ใหญ่ไปเลย เพราะกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว ลูกค้าจะมีทั้งไทยและต่างชาติ”

“ทำไมหละ ทำไมอยากเปิดเป็นโรงละคร”

“อาจจะเป็นเพราะสมัยเด็ก แม่รับงานกลับดึกๆ ดื่นๆ ลีต้องอยู่กับพ่อตลอด พ่อชอบเล่านิทานให้ฟัง หรือบางทีก็เล่าเรื่องเมืองต่างๆ ที่พ่อเคยไปท่องเที่ยวมา ลีชอบขอให้พ่อเล่าเรื่องการแสดงของแม่ พ่อกับแม่ของลีพบรักกันในโรงละครค่ะ” พีรวิชญ์ชอบรอยยิ้มที่ฉายแววแห่งความสุขของคนเล่า เขาก้าวเท้ามาใกล้และนั่งลงข้างๆ เธอ

“อาจจะกลับกัน คือสมัยเด็กพ่อเอาแต่ทำงาน พี่เลยอยู่กับแม่ตลอด เสียดาย..แม่อายุสั้น แม่ไปทำบุญผ้าป่ากับญาติแล้วประสบเหตุทางรถยนต์ พี่อายุสิบแปด จบมอหกพอดี ชีวิตพ่อตกต่ำมาก เศรษฐกิจก็ไม่ดี งานที่ทำเบิกเงินไม่ได้ จนไม่มีเงินจ่ายค่าแรง คนงานลาออกเกือบหมด เหลือที่รักกันจริงอยู่ไม่กี่คน พี่เลยตัดสินใจที่จะช่วยพ่อทำงาน พ่ออยากเรียนให้ พี่เลยเรียนมหาวิทยาลัยเปิด จบเหมือนกันนะ เจ็ดปีแหนะ” เขาหยุดเล่า ยิ้มให้เธอดาราวลียิ้มตอบ ดวงตาซุกซนเจ้าเล่ห์

“พี่วิชญ์เพิ่งอายุยี่สิบเมื่อวานนี้เอง ไหงเล่าเป็นพ่อแก่หยั่งงี้หละคะ” เขาหัวเราะ 

“เล่าให้ฟัง ไม่ได้เศร้าอะไรสักหน่อย ไม่ต้องมาหลอกให้หัวเราะหรอกน่า หน้าอย่างพี่เนี่ยนะยี่สิบ ดูหนวดเคราไม่ได้โกนมาสองวัน” เขาลูบคางตัวเอง 

“อยู่จะเหมือนตาเทพอยู่แล้ว บอกว่าอายุยี่สิบ ชิชะ เด็กนี้นี่”

“ฮะๆๆๆ แต่พี่ก็หัวเราะใช่ไหม.. ใช่มั้ยๆ” เขาหัวเราะ ดวงหน้าหวานก็หัวเราะ ความสุขเกลื่อนกลาดริมหาดมากกว่าเม็ดทรายรอบๆ ตัวนี้เสียอีก

“สรุปว่าพี่ทำช่วงวัยรุ่นหายไป มัวแต่แบกปูนไปโบกตึกว่างั้นเถอะ” เขาว่า

“ไหนๆ พูดใหม่อีกทีสิคะ แบกปูนไปโบกตึก” เธอฉีกยิ้มล้อเลียน เขายิ้มกว้าง

“เด็กนี้นี่...”

“พ่อแก่นี้นี่...” ดวงตาดำขลับแววประกาย เสียงหัวเราะประสานกันแข่งกับเสียงคลื่นที่ซัดซ่าน้ำทะเลเข้าหาฝั่ง

“อื้อ เด็กๆ ไปนานจัง” เขาหันไปข้างหลัง ยังไม่เห็นเงาเด็กๆ ที่เขาว่า

“สงสัยหนีพ่อแก่ แม่แก่ไปเล่นทางอื่นแล้วมังคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เกาะไม่กว้าง ไม่ต้องกลัวหลงทาง”

“นะ..”

“ลีอยากทำโรงละครจริงๆ นะคะ ลีตระเวนไปแสดงที่ไหน ก็มักจะเก็บข้อมูลมา อาจารย์ที่ปรึกษาที่วิทยาลัยเดิม เขาแนะให้ลีทำวิจัยเรื่องนี้ แล้วก็ไปดูตามโรงละครต่างๆ ว่าตารางการแสดงเขาเป็นอย่างไร อาจารย์ให้หนังสือการบริหารมาอ่าน”

“ไหนจะที่ดิน ไหนจะสร้างอาคาร ต้องใช้ทุนมากนะ” เขามองหน้าเธอนิ่งๆ

“ค่ะ ลีทราบ แต่ว่าถ้าลีเขียนโครงการให้ดี มีการวิจัยที่รอบคอบ เพื่อส่งเสิรมการท่องเที่ยว รัฐบาลเขาก็มีงบประมาณให้ไม่ใช่หรือคะ”

“ใช่ แต่การที่จะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลมีหลายอย่างนะ”

“ค่ะ เข้าใจอีกแหละ เชื่อไหม ลีเป็นคนโชคดี และสุดท้ายลีก็จะโชคดี ได้ทำตามที่ฝัน เหมือนอย่างช่วงนี้ ลีโชคดีที่ครอบครัวของอา รู้จักกับครอบครัวของคุณ..” เขาขมวดคิ้ว ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ดาราวลีไม่มีที่จะเรียกเขาว่าพี่จริงๆ น๊า เด็กคนนี้

“ครอบครัวคุณทำเกี่ยวกับงานก่อสร้างอาคาร ตกแต่งอาคาร ลี ทราบเท่านี้ก็ดีใจแล้ว อย่างน้อยลีก็จะมีที่ปรึกษา”

“อ้อ คบพี่หวังผลนี่เอง”

“ก็.. แหม ถามจริงๆ เถอะค่ะ ใครที่จะหว่านพืชไม่หวังผลมั่ง” 

“ฮะ.. ยอมรับหน้าตาเฉยขนาดนี้เลยเหรอ” ดาราวลี พยักหน้า ยิ้มจริงใจที่สุด

“ค่า..” เขายิ้มกว้าง

“เด็กนี้นี่..” เธอดักคอ พีรวิชญ์อดไม่ได้ที่จะจับศรีษะคนข้างๆ โยกไปมา ก่อนจะลดมือลงเมื่อเห็นสายตาดุๆ 

“ดีใจที่ได้ร่วมรับรู้ความฝันของลีนะครับ”

“ยินดีที่จะแบ่งฝันให้นะคะ ถ้าคุณไม่มีฝันเป็นของตัวเองหนะ”

“จิกๆๆๆ” เขาทำเสียงในลำคอ “ไม่ธรรมดาเลยนะเราหนะ”

“แน่น้อน.. สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง และฉลาดกว่าใครเล้ย” เธอเชิดคางยิ้มกริ่ม

“อื๋อ.. มีชมตัวเองด้วยเหรอ โอ..” ดาราวลีหันขวับมา ยกมือ

“หยุด.. อย่าอุทานคุณพระคุณเจ้านะ ไม่งั้น ลีว่าคุณเป็น.....” ประโยคสุดท้ายทำปากแต่ไม่ออกเสียง เอ้อ .. เห็นนิ่งๆ แสบไม่เบาเลยนะแม่คุณ

“คนเรานะคะ ถ้าไม่พูดกัน ไม่คุยกันอย่างจริงใจ แล้วเราจะรู้จักกันอย่างแท้จริงได้อย่างไร ลีเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ถึงแม้จะพบใครต่อใครมากมายก็ตาม ถ้ามีใครสักคนหลงมาและเปิดโอกาสให้ ลีก็อยากยึดคน คนนั้นไว้เป็นเพื่อนนานๆ ค่ะ”

“ขอบใจ” เขาว่า ทำเป็นแกล้งงอนที่ถูกว่าเป็นเกย์

“โอ๋.. คนแก่ใจน้อย เอ้าแต่ช้าแต่.. เดี๋ยวร้องเพลงให้ฟัง วันนี้อารมณ์ดี อย่างอนเลยนะ” เขาลุกขึ้นก่อน มองสาวน้อยนิ่งๆ ก่อนจะส่งมือมาให้ ดาราวลีสบตาเขา แล้วถอนหายใจ กระตุกริมฝีปากทำเหมือนยิ้ม แต่ดวงตาตวัดฉับ

“ไม่ใช่คู่พระคู่นางในละครสักหน่อย อย่าหวังทอดสะพานซะให้ยากเลยค่ะ ลีไ่ม่เดินหรอก” เธอลุกขึ้นเอง พีรวิชญ์เท้าสะเอวหัวเราะก๊ากๆ ชอบใจ อยู่ตรงที่เดิม ในขณะที่สาวน้อยของเขา ใส่รองเท้าเดินขึ้นจากชายหาดมุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรม


“กริ๊งๆ” เสียงโทรศัพท์มือถือเขาดัง เป็นอารดาเพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมนั่นเอง

“ว่าไง ดา”

“เห็นหายไปหลายวัน”

“อือ หยุดงาน เด็กๆ ปิดเทอมเลยติดสอยห้อยตามมากระบี่”

“เหรอ อย่างวิชญ์อะนะ หยุดงานไปเที่ยว ว้าว ไม่ธรรมดา”

“แล้วโทรมาทำไม คิดถึงหนุ่มๆ เดี๋ยวสามีก็ว้ากเอาหรอก”

“ก็คุงซ้ามีนั่นแหละ ไม่มีเพื่อนก้ง เลยใช้ให้โทรหา”

“เวรกรรม..บอกว่าวิชญ์ไม่ว่าง จีบสาวอยู่ แล้วค่อยแวะไป”

“ชะช้า.. เดี๋ยวนี้มีปฏิเสธ อ้ะ หา.. ว่าไงนะ จีบสาวเหรอ จริงดิ”

“จริ๊ง ไปหละ สาวงอนไปแล้ว เดี๋ยวตามง้อไม่ทัน แล้วคุยกันใหม่นะ”

“เดี๋ยวๆ เฮ้ย..” เขายังได้ยินเสียงอารดาดังลอดมา แต่กดวางสายไปทั้งอย่างนั้น ป่านนี้คงด่าโขมงไปแล้ว เขาหัวเราะ เงยหน้าไปเจอดาราวลียืนมือไขว่หลังรออยู่ไม่ไกล

“อ้าว นึกว่าไม่รอ” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ แล้วรีบสาวเท้าเดินตาม รู้สึกแปลกๆ ที่มีคนยืนรอเพื่อที่จะเดินไปด้วยกัน

ใครสักคนที่รอแล้วเดินไปพร้อมๆ กัน ใครคนนี้จะใช่คนของเขาไหมหนอ 
เขาตามมาทันพยักหน้าแล้วเดินด้วยกัน เงียบๆ

~*'^'~*-.,_,.-* ... *-.,_,.-*~


โรงแรมในห้องพักของดาราวลีกับสองสาว ดาราวลีเปิดกระเป๋าใบใหญ่ หยิบกระเป๋าสีดำใบเล็กที่ซ้อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาวางบนที่นอน พรศิริและตวงพรเข้ามามุง พอเปิดออกมากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้อบลอยอบอวล สองสาวเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด

“หืม..ฮ้อม หอมค่ะพี่ลี” เพื่อนนำ

“นั่นสิคะ หอมจัง” ลูกคู่ตามรับ

ดาราวลียิ้มให้ หยิบชุดสำหรับจะใส่เป็นผ้านุ่งกับรัดอก ออกมาสวมใส่โดยตวงพรเป็นคนช่วย จากนั้นเธอสวมเครื่องประดับทีละชิ้นๆ จนครบ เหลือเพียงแต่งหน้า กับสวมมงกุฎกินนรี 

มงกุฏกินนรีสวย และดูสง่างามตั้งอยู่ที่หัวเตียง ดาราวลีเปิดกล่องตั้งเตรียมไว้ ตวงพรเพิ่งถึงบางอ้อ ว่ากล่อง
ทรงสูงที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเีขียวงดงามที่ดาราวลีประคองไว้ตลอดการเดินทาง คือกล่องมงกฎนั่นเอง มิน่าพี่สาวถึงไม่เอาไปวางรวมกับกระเป๋าเดินทางชิ้นอื่นๆ 

“ก๊อกๆ” ไม่ต้องทายก็เดาถูก เพราะมากันสี่คน เหลือในห้องสามคนที่มาเคาะจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พี่ชายรูปหล่อ

พรศิริมองหน้าพี่สาวเป็นเชิงขออนุญาต ดาราวลีพยักหน้า เธอจึงวิ่งไปเปิดประตู ชายหนุ่มในชุดลำลองสบายๆ ยืนรออยู่ พรศิริแกล้งทำท่าพี่ชายหล่อลากดินจนเธอหลงไหล เขายิ้ม โยกศรีษะน้องสาวคนใหม่พี่เพิ่งเข้ามาในชีวิตเบาๆ เธอเปิดประตูกว้างขึ้น

“พี่วิชญ์เข้ามารอข้างในก่อนก็ได้ค่ะ พี่ลีแต่งหน้าอยู่”

“อืม..” เขาพยักหน้าเดินไปเลือกหามุมที่นั่งเงียบๆ พรศิริปิดประตูแล้วเดินไปสมทบกลุ่มสาวๆ ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง


นายสัญญาเจ้าของโรงแรมจัดห้องให้ดาราวลีกับเด็กสองคนพักด้วยกัน โดยการเสริมเตียงเข้ามาเพิ่ม แต่ห้องก็ยังกว้างขวาง นัยว่าเป็นห้องสูทที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก นัยว่าจัดไว้ให้ดาราวลีกับเด็กๆ จะได้พักกันสบายๆ ไม่อึดอัด ส่วนพีรวิชญ์แยกไปนอนห้องเดี่ยว 

สองสาวแต่งกายคล้ายๆ กันคือสวมกระโปรงเหนือเข่ากับเสื้อยืดคอวี ซึ่งหมายมาดปรับประยุกต์ให้เป็นชุดราตรี เพราะไม่ได้เตรียมตัวกันมามาก ทั้งสองไปยืนดูพี่ลีแต่งหน้าใกล้ๆ อย่างชื่นชม ส่วนพีรวิชญ์ฉากไปนั่งห่างๆ ตรงโซฟาข้างฝา ในมือมีนิตยสารสำหรับการท่องเที่ยว ที่ทางโรงแรมวางไว้ให้ เขาเปิดพลิกไปพลิกมาดูภาพมากกว่าจะอ่านอย่างจริงจัง เขาเหลือบไปเห็นน่าจะเป็นตั๋วสำหรับเข้างาน หยิบขึ้นมาดู กระดาษสีขาวๆ แผ่นเล็กเท่าโบชัวร์ไหลร่วงลงมาจึงหยิบมาอ่านดู 

The folk tale of Kinaree from Thailand. The story of Prasuthon-Manora unfolds as follows : -

Onec upon a time, King Athittayawong and Queen Jantatevee of the city Panjalanacon had a son 
named Prasuthon 

In Panjalanacon, there was a competent hunter named Buntharik, He like to hunt deep into the forests where there was many kind of creatures. One while hunting he saw seven Kinaree, legend 
has it that a Kinaree is half female, half bird. When it takes off its wings and tail she turned into a human being. The hunter caught Kinaree Manora and came back to the city. Buntharik took Manora to see Prasuthon, Prasuthon and Manora fell in love and they got married. After that Manora took her wing and tail off and brought it to the queen for keepsake. 

Not long after the enemies attacked Panjalanacon. The king authorized Prasuthon to expel them. That night when Prasuthon left to defend the city, King Athittayawong dreamed that has intestines came out, binding the universe. He called for the astrologer to interpret his dream. The astrologer who had a wicked intentions toward Prasuthon, deceptively that it was a bad omen. He told the king that this is all Prasuthon fault because he had taken an evil creature from the forest to be his wife

In order to ward off the bad omen, he suggested to the king that Manora will have to be sacrifice. When Manorah heard of this, she was very sad.

Fortunately she was a clever woman, she started to plan for her escape. She requested her wings and tail back from the queen. She requested to performed a dance before her death. Her wish was 
granted and she performed the most fabulous dance that verwhelmed the audiences. When they were so enchanted by her dance, She hastily flew back to her home in Khao-krailat. 


เขาเงยหน้ามอง เห็นมือเล็กๆ หยิบเครื่องสำอางแต่ละชิ้นมาละเลงอย่างน่าสนุก ตวงพรแอบหยิบลิปมันของพี่สาวมาทาเคลือบบนริมฝีปากตัวเอง ส่วนพรศิริยืนมองไปในกระจกอย่างชื่นชม ดาราวลีรำมาตั้งแต่เด็ก และหัดแต่งหน้าเองเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เธอแต่งแต้มบนใบหน้าอย่างชำนาญ

“ใครเขียนบทภาษาอังกฤษให้เหรอ” เธอหยุดแต่งหน้าหันมาเผชิญหน้ากับเขา แม้ระยะไกลไปหน่อย แต่ก็ถือว่ามองเห็น ดาราวลียิ้มแหยๆ

“ตัดแปะข้อมูลที่หาได้จากอินเตอร์เน็ต ทำภาษาไทยก่อน ก็อบภาษาไทยไปวางในกูเกิ้ลแปลภาษา จากนั้นให้ก็อบที่เป็นภาษาอังกฤษ ส่งให้เพื่อนฝรั่งแปลอีกที ผิดบ้างไหมไม่รู้เหมือนกัน เพราะลีไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษขนาดนั้น” 

“พี่ก็ไม่ใช่ครูภาษาอังกฤษเหมือนกัน เลยตอบไม่ถูกว่าผิดบ้างไหม แต่ก็พออ่านได้รู้เรื่องนะ ดูเหมือนไม่จบใช่ไหม” เขาให้กำลังใจ

“ค่ะ ต่อจากนั้นก็พระุสุธนตามหามโนราห์พากลับมาครองเมืองอย่างมีความสุข แต่ยังมีเนื้อหาช่วงที่ตามอีก ไม่อยากตัดแต่งนิทานพื้นบ้านให้มากกว่านี้แล้วค่ะ เลยละไว้แค่นั้น ให้คนรู้ว่าไม่จบ หากเขาอยากอ่าน เดี๋ยวก็ไปหาอ่านเอาเองในอินเตอร์เน็ตได้” เธอหันกลับไปตรวจดูความเรียบร้อยบนใบหน้าต่อ

“ภาษาอังกฤษหรือคะ ตวงขอบายดีกว่า” ตวงพรหมุนตัวมายกมือไหว้ โค้งตัวต่ำอย่างสวยงาม แล้วโบกมือบ้ายบาย อย่างล้อเลียน พรศิริกระแทกไหล่เพื่อนเบาๆ ที่ทำท่าทางล้นๆ แบบนั้น แล้วหันมาทางดาราวลี

“พี่ลีคะ รำมโนราห์บูชายัญคืออะไรคะ” พรศิริยิงคำถามได้ง่าย แต่การจะตอบให้เข้าใจง่ายๆ นั้นมันจะง่ายหรือ ดาราวลีถอนหายใจ ยิ้ม หยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนๆ มาเคลือบบนริมฝีปากเป็นรายการสุดท้ายก่อนจะวางมือ หันมามองคนถาม

“เราคุยกันตั้งเยอะ ตั้งแต่มาที่นี่เรื่องมโนราห์ แล้วเรารู้จักมโนราห์แค่ไหนหละ”

“โห พี่ลี คำถามพี่ง๊ายง่าย แต่คำตอบไม่ง่ายเลยนะคะ”

“อ้าว แล้วคิดว่าคำถามเรา ตอบง่ายนักรึ” เจ้าตัวดียิ้มแฉ่ง

“นั่นสิเนอะ ต้องทราบก่อนว่าคนถามรู้จักโนราห์แค่ไหน ถึงจะตอบได้ตรงประเด็น พี่ลีนี่ฉลาดจัง ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็ต้องตอบก่อน ไม่ใช่ใช้คำถามเป็นคำตอบ”

“...” ดาราวลีสบตากับตวงพร เชิดคางลอยหน้าดวงตาพราวระยิบ 

“ทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละค่ะ ถามๆ ตอบๆ กันไปอย่าเล่นแง่ ไม่งั้นวันนี้จะได้รู้ไหมว่า รำมโนราห์บูชายัญคืออะไร” ตวงพรผู้รอฟังคำตอบ ทำเป็นอมภูมิว่ารู้มั่งๆ ตั้งตัวเป็นกรรมการซะเฉยเลย 

ในขณะที่ผู้ชมรอบนอกอย่างพีรวิชญ์วางหนังสือลงบนโต๊ะกระจกข้างๆ ยกมือขึ้นกอดอก มองตรงมาทางสาวๆ ‘ดูซิ ยกนี้ใครจะชนะ’


“ศิริตอบพี่ก่อน” ดวงหน้าที่ตอนนี้แต่งเปลือกตา แก้ม ด้วยเครื่องสำอางจนเข้ม เชิดลอยขึ้นอีกทีอย่างอยากเอาชนะ

“อะ ๆ เห็นว่าพี่ทรงเครื่องโนราห์เต็มยศ ให้ชมเป็นขวัญตา พร้อมๆ กับจะได้ชมการรำด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก จะยอมก่อนก็ได้”

“ว่าไป..”

“อย่างที่รู้กันมาแล้ว ตอนที่เราคุยกับแม่ดาวเมื่อวันก่อน แต่ก็เต็มใจตอบใหม่นะว่ารำมโนราห์เป็นการรำประกอบเสียงดนตรีเช่น กลอง ฉิ่ง โหม่ง ปี่ชวา เป็นศิลปะพื้นบ้านประจำภาคใต้ บางทีมีการร้องโนราห์เป็นภาษาถิ่นใต้ ที่เคยได้ยินเห็นเขาด้นกลอนสด การแสดงเดี่ยว หนึ่งคน สองคน ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าจำกัดจำนวนคนมั้ยนะคะ มีทั้งโต้ตอบกลอนกันไปมา หรือแสดงเป็นเรื่องในละครวรรณคดี ที่เห็นบ่อยที่สุดก็เรื่องพระสุธนมโนราห์ค่ะ ส่วนการรำเดี่ยวนี้เป็นมโนราห์ภาคกลาง ไม่ใช่มโนราห์พื้นบ้านภาคใต้”

“อื้อ ใช้ได้นี่ เอาเถอะเราไม่ใช่ครูกับนักเรียน และไม่จำเป็นต้องท่องจำเพื่อเอาไปสอบ พี่ถือว่าศิริเข้าใจการรำมโนราห์พอใช้ได้เลย มาถึงคำถาม รำมโนราห์บูชายัญคืออะไร คำตอบก็คือ.. การรำประกอบดนตรี นำมาจากละครเรื่องพระสุธนมโนราห์ ตาแป๋วๆ แบบนี้พี่ใช้ให้พี่หาอ่านกันในเน็ต อ่านกันบ้างหรือยัง ฮึ” ตาแป๋วๆ ที่ว่ายิ้มสว่างวาบ สั่นหน้าพร้อมกัน ถอยออกมาคนละก้าว กันไว้เผื่อพี่ลีจะมือไวแต่ผิดคาด พีลียิ้มอย่างใจดีเล่าต่อด้วยแววตาสุกใส 


“มโนราห์เป็นกินนรีหนึ่งในหกธิดาของท้าวกินนร กินนรีก็คือสาวครึ่งคนครึ่งนกนั่นแหละ สาวสวยๆ ในวรรณคดี จำภาพได้บ้างไหม”

“สวยแบบพี่ลี แบบนี้ไหมคะ”

“ยี้” คนถูกชมย่นจมูกใส่

“อย่ามายอเลยย่ะ พี่ไม่ใช่คนบ้ายอนะ กินนรีเนี่ยพอถอดปีกถอดหางก็เป็นคน พอสวมหาง สวมปีกก็เป็นนก กินนรีทั้งหกถูกจับไปโดยนายพราน นำไปถวายพระสุธน นางกินรีอื่นๆ บินหนีกลับไปได้ เหลือแต่กินรีชื่อมโนราห์นี่แหละถูกจับได้ นายพรานนำไปถวายพระสุธน พระสุธนเกิดถูกใจ หลงรักนาง ทรงเสกสมรสกับมโนราห์ ก็ครองรักกันอย่างมีความสุข มโนราห์ถอดปีก ถอดหาง ฝากไว้ที่พระนางจันทาเทวี พระมารดาของพระสุูธนแล้วอุปสรรคก็เกิดขึ้นเมื่อพระุสุธนรับปุโรหิตคนใหม่มาแทนปุโรหิตคนเก่า ทีนี้ก็มีปุโรหิตคนเก่าไม่พอใจ จังหวะเดียวกันมีข้าศึกมาประชิดเมือง พระบิดา ท้าวอาทิตยวงศ์ผู้ครองนครก็ให้พระสุธนออกศึก ตอนไปออกศึกท้าวอาทิตยวงศ์เกิดฝันร้าย ให้ปุโรหิตทำนายฝัน ปุโรหิตคนเดิมที่ไม่พอใจพระสุธนสบโอกาส ก็บอกว่าจะมีอาเภทเหตุร้ายทำให้ท้าวอาทิตยวงค์ประชวร หากจะแก้ไขก็ต้องมีการบูชายัญโดยนำนางกินนรีไปบูชายัญเผาทั้งเป็น มโนราห์ทราบดังนั้นโศกเศร้าเสียใจ พยายามจะเข้าเฝ้า แต่ไม่มีหนทางเข้าเฝ้าท้าวอาทิตยวงศ์ ได้เฝ้าแต่พระมเสีจันทาเทวี แล้วทูลขอหาง ขอปีกที่ฝากไว้ มาสวมเพื่อจะรำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกบูชายัญ กินนรีถอดปีกถอดหางเป็นคน แต่เมื่อมีปีกมีหางก็เป็นนกบินได้ นางรำถวายแด่พระบิดา พระมารดาของพระสุธน สบโอกาสแล้วบินหนีกลับบ้านกลับเมืองที่ชื่อนครไกรลาศ”

ดาราวลีตวัดสายตามอง ทั้งสามอกมือกอดอก พยักหน้าหงึกหงัก ตั้งใจฟังอย่างดี

"อ้อ ลืมบอกไป ว่าวันนี้ที่รำ จะมีฉากด้วยนะ จำลองในละครมาเลย มีท้าวอาทิตยวงศ์ พระมเหสีจันทาเทวี และปุโรหิต มีกองไฟด้วย ก่อนรำจะมีคนดูแลจัดฉากให้"

"ที่พี่ไปประชุมมาเหรอค่ะ"

“อือ ใช่ แล้วการรำใช้เวลาประมาณ เจ็ดหรือแปดนาทีโดยประมาณ ก่อนรำจะมีพิธีกรเล่าเรื่องย่อให้ฟังอีกทีส่วนภาคภาษาอังกฤษ จะมีใบแทรกในโบชัวร์เพื่อให้นักท่องเที่ยวอ่านเรื่องย่อก่อนชมด้วย”

“ทำไมต้องทำขนาดนั้นเลยพี่”

“อื้ม..”

“ทำไมต้องเอาใจฝรั่ง” เสียงทุ้มจึงพูดลอยๆ ไม่เจาะจงกับใคร 

แต่เหมือนอยากพูดก็พูดไป ไม่มีใครสนใจตอบว่าทำไมต้องเอาใจฝรั่ง ดาราวลียังคงดุเด็กๆ ต่อไปซะงั้น



[สักครู่ใหญ่ๆ ติดตามตอนเก้าได้เลยค่ะ ก่อนจะเว้นช่วงยาวไป 2-3 อาทิตย์]




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สีน้ำฟ้า วันที่ : 07/10/2011 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prettybluesea
จิ้มเม้าส์ที่ชื่อล็อกอินแวะไปบ้านริมธาร และบ้านสิรินทร์ จิตร์เกษมบ้างนะคะ

ตอนนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงมาก สีน้ำฟ้ากังวลเรื่อง "การคัดลอก"
ถ้าหากอ่านแล้ว มีตอนไหนที่สะดุดตาสะดุดใจ ได้โปรด
แจ้งผู้เขียนบ้างนะคะ เพราะเขียนเอง อ่านเองจนมึน

เรื่องย่อนิทานภาษาไทย ใช้วิธีค้นหาจากอินเตอร์เน็ต
จากเว็บไซต์ต่างๆ นำมาพยายามเขียนใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
เนื้อเรื่องของนิทานเรื่องพระสุธน มโนราห์

ภาคภาษาอังกฤษก็เช่นกันค่ะ ค้นจากภาษาอังกฤษ แล้วให้เพื่อน
ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว เรียบเรียงให้ใหม่ ถ้าหากมีบางบรรทัดซ้ำ
กับข้อความในเว็บ อาจกลายเป็นปัญหาคัดลอกบทความ
ขึ้นมาก็ได้..

ขอความร่วมมือ ช่วยแนะนำด้วย สีน้ำฟ้าเขียนเรื่องนี้
เพราะอยากมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ศิลปะการรำมโนราห์ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]