*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 413
  • จำนวนผู้ชม : 415131
  • จำนวนผู้โหวต : 244
  • ส่ง msg :
  • โหวต 244 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม 2557
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 909 , 16:05:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ว่าไปแล้วนี่ก็เหมือนกับขึ้นกระดานบนเฟ้ซบุ๊คเพื่อสื่อสารกับเพื่อน ๆ เสื้อแดง เสื้อชมพู เสื้อเหลือง เสื้อน้ำเงิน เสื้อฟ้า เสื้อขาว ที่ตอนนี้สลายสีไปในสายลมแล้ว ว่าเราคิดเห็นกับการเมืองวันนี้อย่างไร

เรามองของเราอย่างนี้ . . . . . . . .

จะถือว่าทหารเป็นกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่ในเกมอำนาจของสังคมเรามั้ย มันก็ไม่เชิง

เพราะคู่ขัดแย้งหลัก ๆ ในสังคมหนึ่ง ๆ จะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาเกี่ยวกับอำนาจสูงสุดของสังคมนั้น ๆ ก็เพราะอำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้สามารถกำหนดแนวทางเศรษฐกิจของสังคมนั้น ๆ ที่ครอบคลุมวิธีใช้ทรัพยากรและกติกาการแบ่งสรรช่วงใช้ทรัพยากรของสังคม

เมื่อกลุ่มใดได้ชัยชนะเข้าสู่อำนาจสูงสุดทางการเมือง ยังครอบคลุมถึงอำนาจการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่รัฐที่ควบคุมทุกหน่วยสังคมให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ที่ขึ้นต่อนโยบายที่กลุ่มผลประโยชน์ที่ครองอำนาจการเมืองทำการจัดวางตามแนวทางของตนด้วย

และย่อมรวมไปถึงการใช้อำนาจที่ครอบคลุมถึงการควบคุมกองทัพทั้งหมดไปด้วย
เพราะทุก ๆ สังคม (แม้แต่สังคมสัตว์ สังคมแมลง) มันต้องมีกองกำลังหรือกองทหารอยู่แล้วเพื่อรักษาป้องกันเขตอำนาจอธิปไตยในการหากินและกิจกรรมอื่น ซึ่งก็คือเขตอำนาจที่สังคมนั้น ๆ ถือสิทธิ์เอาประโยชน์จากทรัพยากรแผ่นดิน (ในยุคก่อนมีองค์กรสหประชาชาติ หน้าที่ของกองกำลังของสังคมยังรวมถึงการเข้ารุกตีชิงครอบครองเขตอาณาแผ่นดินของสังคมอื่นด้วยที่เรียกว่าตีเอาบ้านเมือง เอาเมืองขึ้น  กระนั้นก็ตามในยุคนี้ที่มีองค์กรสหประชาชาติแล้วก็ใช่ว่าการ ‘เอาเมืองขึ้น’ ยุคใหม่จะไม่มี)

 

ภาพจาก board.trekkingthai.com

 

เมื่อมองว่าทหารเป็นกองกำลัง เป็นเครื่องมือ เป็นองคาพยพ ทีรักษาอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้าสู่อำนาจการเมือง กองทัพก็ไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์ใหญ่ในตัวเอง ไม่ได้ทำกิจกรรมเศรษฐกิจด้วยมือตัวเอง แต่อาศัยว่าเป็นกองกำลังที่ผูกติดอำนาจรัฐ ในยามจำเป็นคับขันก็สามารถรวบอำนาจจัดการรัฐมาไว้ในมือทั้งหมด ในยามปกติก็อาจเป็นเหมือนตั่วเฮียดูแลความเรียบร้อยในขอบขัณฑสีมา ฮึ่มฮั่มได้ทุกเมื่อ

สถานะเช่นว่านั่นทำให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ด้วยการเลือกที่จะให้กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มไหนมาอาศัยเกาะ (คือดีลด้วย) หรือเลือกสนับสนุนกลุ่มใดอยู่ในที

ที่ผ่านมา ๘๐ ปี กองทัพของสังคมเราเติบโตมาพร้อมกับการที่สังคมกำลังปรับตัววางรากฐานเข้าสู่สมัยใหม่ จากสังคมเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ก็เริ่มมีธุรกิจค้าต่าง นำเข้าส่งออก จนค่อยเคลื่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมในทศวรรษหลัง ๆ นี้ ทำให้เกิดชนชั้นกลางขยายตัวมากขึ้น บรรดาผู้คนเหล่านี้ที่เติบโตมาอย่างนี้ต้องจับเกาะกับอำนาจรัฐรวมถึงกองทัพ ก็ถือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ตอนนี้เรียกว่ากลุ่มทุนเก่า

กล่าวได้ว่ากลุ่มทุนเก่าจับเกาะอำนาจรัฐ อำนาจกองทัพตลอดมา หรือกล่าวกลับกันว่ากองทัพก็เติบโตมาในบรรยากาศแวดล้อมของทุนเก่า หรือเลือกสนับสนุนทุนเก่า ให้ทุนเก่าจับเกาะ

แม้แต่คราว รปห.ล่าสุดนี้ ก็มีบางแห่งวิเคราะห์กันว่าทหารได้หันไปรื้อฟื้นกลุ่มทุนเก่ากลับมา เช่นกลุ่มสหพัฒน์ โดยอ้างอิงจากการที่เลือกเอาทายาทรุ่นสามของกลุ่มนั้นมานั่งเป็นกรรมการชุดหนึ่งที่คสช.ตั้งขึ้น เป็นตัวอย่าง

แต่สังคมเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ก้าวหน้าต่อมาจากนั้นอีกหลายปีแล้ว มีการเปลี่ยนวิธีการผลิต ใช้วิทยาการการลิตแบบดิ๊จิต้อล ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น มีการเปลี่ยนหน้าที่การผลิตซอยย่อยลงมามากขึ้น เงื่อนไขกติการะหว่างหน่วยการผลิตระดับต่าง ๆ ก็มีเรื่องใหม่ ๆ ข้อใหม่ ๆ มากขึ้นตามมา วิธีการกระจายสินค้าแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าก็เปลี่ยนไป มีวิธีใหม่ มีข้อตกลงเงื่อนไขกติกาใหม่มากขึ้น

หากเราเรียกวิธี เงื่อนกติกาข้อตกลง หรือระเบียบความสัมพันธ์ในการผลิตและกระจายสินค้าว่า“กรอบ” ก็พูดได้ว่าทุนเก่ากับทุนใหม่ในสังคมเรา“ถือ”กรอบคนละอันกัน และย่อมขบกันอยู่เสมอในช่วงเปลี่ยนผ่าน

และเราก็มองว่ากลุ่มทุนเก่าอยู่กับโครงสร้างโบราณ แนวบริหาร การสะสมทุน การกระจายการลงทุน การขยายธุรกิจ การลงทุนในนวัตกรรม อยู่ในกรอบความคิดเก่าทั้งสิ้น คสช.ก็ติดความเคยชินที่จะ“ดีล”กับกลุ่มทุนเก่า นี่มอง ได้ไหมว่าทหารยังปรับตัวสู่สมัยใหม่ไม่ได้เต็มที่และคล่องตัวนัก แลัวทหารจะนำพาประเทศเดินหน้าไปได้ไกลกี่ก้าว อย่างราบรื่นหรือกึก ๆ กัก ๆ ในสภาวะที่กลุ่มทุนใหม่ก็ยังขยายอยู่รายรอบ สังคมนานาชาติก็ล้วนเคลื่อนตัวสู่สมัยใหม่

ที่สุดเรามองว่าทหารจะใช้ช่วงเวลานี้สร้างเสริมความมั่นคงให้กลุ่มตนเต็มที่พร้อม ก่อนที่จะนั่งโต๊ะเจรจาร่วมมือกับกลุ่มทุนใหม่ได้อย่างไม่แพ้เปรียบ อาจพอมองเลา ๆ ได้จากกรณีการจัดการเรื่องพลังงานในเวลานี้ (เรายังมองกรณีนี้ในแง่ดีว่าไม่ใช่การช่วงชิงโอกาสเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน) เมื่อไหร่ที่บรรลุข้อตกลง ประเทศก็เดินหน้าสู่ความทันสมัยและมั่งคั่ง ซึ่งนั่นก็หมายถึงพวกกลุ่มชนชั้นสูง (นายทุนทั้งเก่าและใหม่) ร่วมมือกันใช้อำนาจต่อไปได้ ส่วนภาคประชาชนก็อาจจะได้รับการส่งเสริมให้มีบทบาทขึ้นมาอีกหน่อย แต่ไม่เต็มขีดแบบที่เรียกว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์หรอก ก็สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยมันเป็นเพียงเครื่องมือเข้าสู่อำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ในสังคม เมื่อใดเปิดทางให้กับเสรีภาพของประชาราษฎร์ (หรือคนรากหญ้า) ได้ที่ระดับไหนแล้วพวกเขาอยู่ได้ไม่เดือดร้อน ไม่เผชิญการต่อต้าน สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย(ในมือพวกเขา)ก็จะอยู่ที่ระดับนั้น
รากหญ้าประชาชีถ้าอยู่ดีกินดีหน้าใสมีความมั่งคั่งกันทั่วหน้าก็คงไม่คิดก่อการต่อต้านอะไร

ฯลฯ

เราเองไม่มองการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นแบบ“พวกทักกี้ v.s. ไม่ใช่พวกทักกี้”หรอก ก็บอกแล้วว่าสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ ในสมัยใหม่นี้ยังก้าวหน้าไปถึงขั้นการจัดตั้งมวลชนสนับสนุน การบริหารจัดการสื่อ การบริหารข่าวสาร มาระดมใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันอีกด้วย

ในยุคปฏิวัติรัสเซีย เลนินก็เอา‘คำประกาศสังคมค็อมมิวนิสม์’มาเป็นเครื่องมือทำการตลาดหาลูกค้ามาสนับสนุนและช่วยตนต่อสู้โค่นพระเจ้าซาร์  ในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ก็ใช้หลักการ‘ดิม็อกกราซี่’มาทำการตลาดหาลูกค้า แต่เดชะบุญ การณ์เป็นไปโดยไม่มีการต่อต้านจากอำนาจเดิมด้วยเห็นแก่สวัสดิภาพของรากหญ้าประชาชี การตลาดของ “๒๔๗๕” เลยไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ให้ได้เห็นกัน
พอถึงทศวรรษ ๒๔๙๐ เรื่อยมาจน‘๑๔ ตุลา ๒๕๑๖’ถึงทศวรรษ ๒๕๒๐ คณะผู้เคยใช้การตลาดของ‘ดิม็อกกราซี่’ที่ได้ชื่อภาษาไทยแล้วว่าประชาธิปไตยกลับถูกระดมตีด้วยการตลาดของ‘โคมินเทิร์น’(COM-INTERN – แดงแพร่ขยายดุจไฟลามทุ่งแผ่เต็มทั้งโลก –แต่ในย่านเอเชียเราจะคุ้นกับคำที่‘เพ็นทาก้อน’เรียกขานว่าโดมิโน)
(อเมริกาเองนั่นแหละโคตรเซียนการตลาดเพื่อประโยชน์ตัวเอง ใช้ประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์เป็นเครื่องมือการตลาดครอบงำทั่วโลกไว้ในอาณัติ ดูดี ๆ จะเห็นว่าแท้จริงแล้วอเมริกาก็เป็นระบอบปากกระบอกปืนซ่อนรูปผสมระบอบอุปถัมภ์ซ่อนรูปนั่นเอง)

 

เสรีภาพที่อมโรคกระเสาะกระแสะ

 

 

 

 

พอถึงช่วงที่อดีตผู้นำนักศึกษาจากยุคทศวรรษ ๒๕๒๐ แต่งตัวกลับมาใหม่โดยร่วมมือกับทักษิณ เราจึงได้เห็นการตลาดประยุกต์ในนามของ'ประชาธิปไตยที่แท้จริง true democracy' ผสมกับประชานิยม

แล้วการตลาดของของคสช.ล่ะเป็นอย่างไร  คสช.ไม่ได้มีแนวคิดเชิงอุดมการณ์เข้มข้นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองกับเศรษฐกิจหรือระบอบของสังคมไปจากเดิม แต่มุ่งดึงคู่ขัดแย้งทางเศรษฐกิจในสังคมมาสู่การเจรจารอมชอมหลังจากพยายามผลักดันองคาพยพที่รักษากฏกติกาของโครงสร้างเดิมให้กลับมามีความศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ก่อน เราจึงไม่ได้เห็นแนวทางการตลาดที่‘ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นดิน’ กลายเป็นว่าเป็นเหมือนแผนงานรณรงค์สาธารณะเรื่อง‘คืนความสุขให้คนในชาติ’ ทว่า ขีดคั่นศักยภาพภายใต้‘ภารกิจเพื่อความมั่นคง’และขอบเขตอำนาจของคณะผู้ใช้ศักยภาพนั้นเหมือนเหรียญสองด้าน ซึ่งในด้านที่ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงของสังคมเรานั้นถูกหลายฝ่ายจับตามองไปที่การจัดการเรื่องพลังงาน เพราะจากตัวอย่างของยุคทักษิณที่ใช้การตลาดของหัวข้อประชาธิปไตยที่แท้จริงมาเรียกลูกค้าจนตนได้คุมอำนาจสูงสุดทางการเมืองก็เห็นชัดกันแล้วว่าเขามีเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการเข้าไป ‘จัดการเรื่องพลังงาน อันเป็นทรัพยากรของสังคมที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดเป็นอันดับต้นเวลานี้’

เมื่อไหร่ที่เรามองการเมืองโดยเลือกถือหางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอยู่ก่อน การณ์ก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะตั้งตนเป็น ‘ฝ่ายธรรมะ’ แล้วถือว่าฝ่ายที่ตนไม่เห็นด้วยไม่ถือหางเป็น ‘อธรรม’ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  นั่นทำให้มุมมองของตัวเราในการมองการเปลี่ยนแปลงสังคม‘แบบดูที่กรอบใหญ่’มันพลาดไป เอียงกะเท่เร่ไป  บางครั้งเลยเถิดไปสู่ความต้องการให้แนวคิดของอีกฝ่าย แนวทางของอีกฝ่าย (ที่เรียกว่าความเห็นต่าง) กระทั่งรวมถึงคนที่มีแนวคิดเช่นนั้นสูญหายไปจากโลกนี้ไปเลย โดยข้ามการพิจารณาชั่งข้อดีข้อเสีย มองข้ามจริยธรรมที่เราเคยมีมา (จึงน่าจับตาติดตามข่าวที่ว่าศาลทหารภายใต้กฏอัยการศึกจะได้เริ่มพิจารณาคดีกลุ่มผู้ก่อการ‘ขอนแก่นโมเดล’ ๒๖ คน โดยจะการไต่สวนนัดแรกในวันที่ ๒๑ ตุลาคมนี้ ว่าจะคลี่คลายต่อไปอย่างไร)

เหมือนว่าตอนนี้ทหารเขาก็มองข้ามทักกี้ไปแล้ว ถือว่าเป็นเพียงบุคคลคนหนึ่ง ถ้าเชื่อมั่นว่าบริสุทธิ์ก็มาสู้คดี ถ้าผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย คดีความต่าง ๆ ทั้งที่ถึงที่สุดแล้วและยังไม่ถึงที่สุด กระทำไปโดยเจตนาก้าวล่วงกติกาปัจจุบันที่ยังทรงสภาพอยู่ โดยหมายจะเล่นเกมเสี่ยงดวงเหมือนเตะคนแล้วโยนเชือกไปข้างหน้า ถ้าวิ่งกวดแล้วโดดคว้าปลายเชือกทันก็รอด (คือมีอำนาจแก้กติกาให้เป็นคุณกับตน) ถ้าไม่ทันก็รอดอีก เพราะโลกนี้ยังมีช่องว่างเยอะ เพียงแต่ก็ไม่สมหวังที่หวังสูงสุดไว้ (จึงน่าจับตาแบบเปรียบเทียบต่อไปว่าระหว่างกรณีกลุ่ม ๒๖ ผู้ก่อการขอนแก่นโมเดลกับทักษิณและบรรดาแกนนำนปช.ที่หลบลี้อยู่ต่างประเทศ ว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะอธิบายอย่างไรให้สังคมเข้าใจ นี่ยังไม่นับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตโครงการจำนำข้าวที่เกี่ยวข้องกับยิ่งลักษณ์ ว่าจะเดินหน้าไปเป็นคดีความในแบบไหน)

เหมือนว่ากองทัพอาศัยตำแหน่งแห่งที่ในสถานะเป็นองคาพยพค้ำจุนความมั่นคงของสังคมเข้ามายุติการตีกันของคนสองพวกจนข้าวของในบ้านเมืองระเนระนาดพังฉิบหายไปมากมาย แยกทั้งคู่ไปอยู่ในที่ทาง แล้วจัดข้าวของที่ระเนระนาดเข้าที่ ซ่อมแซมให้คืนเดิม แล้วค่อยมาว่ากันใหม่

คงจะไม่ก้าวต่อไปถึงขั้นวางนโยบายเค้าโครงเศรษฐกิจของประเทศเสียเอง ดังที่มีการปรามาส (ในโซเชี่ยลมีเดี่ย) ว่าจะนำพาประเทศถอยหลังเข้าคลองไปอีกนับสิบ ๆ ปี

 

 

 

 

พอเท่านี้ละ จะได้เหลือประเด็นเกี่ยวเนื่องหรือปลีกย่อยเอาไว้ถกกันมาก ๆ หน่อย

 

~

 

 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน