• sutti19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : eastern_network@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-27
  • จำนวนเรื่อง : 91
  • จำนวนผู้ชม : 85046
  • ส่ง msg :
  • โหวต 37 คน
เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ระยอง
สิ่งแวดล้อมคือชีวิต เดินตามรอยเท้าพ่อ ถามหาความพอเพียง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/eastern
วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม 2553
Posted by sutti19 , ผู้อ่าน : 866 , 22:16:29 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน sutti19 โหวตเรื่องนี้

                                                               6 ตุลาคม พ.ศ.2553

ผมขอเขียนเรื่อง “มาบตาพุด” อีกซักครั้ง และหวังว่าคงเป็นการเขียนที่จะทำให้คุณ ดร.โสภณ พรโชคชัย และอีกหลายๆ ท่านจะได้เข้าใจผมมากขึ้นสักทีนะครับ 

ก่อนอื่น ประการแรก ผมต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามเรื่องมาบตาพุดอย่างใกล้ชิด คอยเฝ้าห่วงใย คอยให้กำลังใจ และคอยเอาใจช่วยชาวมาบตาพุดและชาวระยอง ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ในฐานะ “น้ำตาของผู้เสียสละเพื่อเศรษฐกิจชาติ” หลายๆ ท่านมีข้อแนะนำที่ดีๆ ที่มีประโยชน์ ส่งข้อมูลมาให้เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ส่งแรงใจมาช่วย หรือแม้แต่บางท่านช่วยอนุเคราะห์เงิน งบประมาณสำหรับการต่อสู้ จำนวนหลายบาทด้วยกัน ต้องกราบขอบคุณทุกท่านอย่างสูง สำหรับการช่วยเหลือในทุกรูปแบบ พวกผมสำนึกในบุญคุณทุกครั้งที่ทุกท่านได้อนุเคราะห์ และเห็นคุณค่าในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของพวกผม 

“ขอคาราวะด้วยความจริงใจ” 

บุญคุณนี้ต้องทดแทนไปตลอดชีวิต และขอให้ผลแห่งความดีที่ทุกท่านช่วยอนุเคราะห์พวกผม จงกลับคืนสู่ทุกๆ ท่านและครอบครัวของทุกๆ ท่าน จงมีแต่ความสุขตลอดไป

“การทำบุญด้วยการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังทุกข์ให้พ้นทุกข์  ถือว่าเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” 

อีกประการหนึ่ง ต้องขอขอบคุณอาจารย์เปลว สีเงินและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้คนในสังคมเข้าใจมากขึ้น ต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุด โดยอาจารย์เปลว สีเงินได้นำบทความจากท่าน สว.ประสาร มฤคพิทักษ์ ในฐานะตัวแทนของกรรมาธิการ 4 คณะของวุฒิสภา มาตีพิมพ์ในคอลัมภ์ของอาจารย์เปลวฯ หลังจากที่ท่าน สว.ประสาร และคณะ สว.ได้ลงพื้นที่มาบตาพุด และประสบกับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดและจังหวัดระยอง จึงสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงส่งให้อาจารย์เปลว สีเงิน และอาจารย์เปลว สีเงินก็ได้ตีพิมพ์ในคอลัมภ์ของอาจารย์เปลวฯ ไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 53 ที่ผ่านมา รวมถึงอาจารย์เปลวฯ ยังเขียนในคอลัมภ์ของอาจารย์ด้วยว่า จะนำข้อคิดเห็นของท่านอื่นๆ ที่ส่งมายังอาจารย์เปลวฯ อีกมากมาย มาตีพิมพ์ในคอลัมภ์ของอาจารย์อีกในวันอาทิตย์นี้ 

และกระผมขอบคุณคุณอาจารย์เปลวฯ ที่ได้นำบางส่วนบางตอนของข้อเขียนของผมที่ส่งถึงอาจารย์เปลวฯ มาลงตีพิมพ์ในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ด้วยครับ 

ต้องขอขอบคุณอาจารย์เปลว สีเงินเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านได้สะท้อนมุมมองและทุกแง่คิดในทุกๆ  ด้าน สู่การรับรู้ของผู้คนในสังคมไทย จะผิดจะถูกคนในสังคมไทยใช้วิจารณญาณและเหตุผลตัดสินกันเอาเองนะครับ นี่คือบทบาทที่สำคัญอีกบทบาทหนึ่งของ “สื่อมวลชน”

ด้วยความศรัทธาแห่ง “อิสรภาพทางความคิด” ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ขอบคุณที่อาจารย์เปลว สีเงิน ช่วยสะท้อนความจริงทุกด้านทุกมุม ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

“เชื่อมั่นและศรัทธา” อย่างแรงกล้า มิมีวันเสื่อมคลาย

และอีกประการหนึ่งที่สำคัญ ที่ผมต้องเขียนเรื่องมาบตาพุด “อีกครั้ง”  เพราะผมต้องการทำความเข้าใจกับ “ดร.โสภณ พรโชคชัย” ไปพร้อมๆ กับการทำความเข้าใจกับคนในสังคมที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด    

ด้วยความสงสัยครับว่า ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นใคร มาจากไหนครับ 

 “ผมเคยรู้จักกับท่านมาก่อนหรือเปล่าครับ ? ”

“ผมเคยทำอะไรให้ท่านเสียหายหรือเปล่าครับ ? ”

“ผมเคยว่าร้าย หรือมีเจตนาไม่ดีกับท่านหรือเปล่าครับ ? ”

“ผมเคยให้สัมภาษณ์ข่าวทำนองกระทบกับตัวท่านหรือเปล่าครับ ? ”

ผมสงสัยมากๆ เพราะเท่าที่ผมไปตรวจสอบ ทั้งการให้สัมภาษณ์ข่าวของผม การออกรายการทีวีในสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ของผม หรือแม้แต่การปราศรัยบนเวทีปราศรัย ตอนที่มีการชุมนุม ผมยังไม่เคยเอ่ยชื่อท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว ท่านลองไปตรวจสอบย้อนหลังดูได้เลยครับ ว่ามีหรือไม่  

“ผมไม่เคยเอ่ยคำพูดที่มีผลกระทบในทางลบกับตัวท่านเลยนะครับ”

ท่านลองดูดีๆ ซิครับ ว่า “สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก”  เคยต่อว่า หรือกล่าวหาท่านหรือไม่ครับ

“ผมรับรอง ไม่มีอย่างแน่นอนครับ” แต่สิ่งที่ท่าน ดร.โสภณ ตั้งข้อสังเกตผมในทำนองกล่าวหานี่สิครับ ผมชักสงสัยว่า “ท่านทำแบบนี้ทำไมครับ ?” 

ความจริงผมเป็นคนง่ายๆ ตรงไปตรงมา ผมพร้อมจะพูดคุยกับทุกคนนะครับ ทั้งคนที่เข้าใจผมและคนที่ไม่เข้าใจผม ผมถือว่าผมไม่มีอะไรปิดบัง ท่านสามารถโทรหาผมได้ตลอดครับ ที่เบอร์โทร 081-8646558 ผมรับทุกสาย ไม่เคยปฏิเสธการรับโทรศัพท์ เว้นแต่เวลาพักผ่อนหรือช่วงที่ไม่สะดวกเท่านั้นครับ แต่ก็จะโทรกลับเมื่อเห็นเบอร์ที่ไม่ได้รับทุกเบอร์ครับ 

สิ่งที่ควรจะเป็น ดร.โสภณ ในเมื่อท่านมีข้อสงสัยในตัวผมเยอะมาก ท่านควรมาคุยกับผม หรือนัดผมไปคุยก็ได้ครับ ในข้อสงสัยที่ท่านสงสัยในตัวผม พูดคุยกันทำความเข้าใจต่อกัน ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ใช่ไหมครับ

ท่านสงสัย ผมชี้แจง ท่านอยากตักเตือน ผมก็พร้อมจะรับฟัง ผมรุ่นราวคราวเดียวกับลูกของท่านนะครับ อายุยังไม่มาก แค่ 30กลางๆ เองครับ ผมไม่เคยก้าวร้าวกับผู้ใหญ่นะครับ แต่กลับนอบน้อมเสียด้วยซ้ำ นี่คือนิสัยตัวตนของผม และผมเป็นคนพร้อมพูดคุยได้ตลอดเวลานะครับ จริงๆ  ถ้าท่านอยากคุยกับผม เพื่อทำความเข้าใจต่อกันในข้อสงสัยที่ท่านมีต่อตัวผมนะครับ แต่ ณ โอกาสนี้ เนื่องจากท่าน ดร.โสภณ ได้เขียนไว้ในหน้ากระดานข้อความในเฟสบุ้ก ของเปลว สีเงิน คนปลายซอย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2553 โดยมีข้อความในเนื้อหาที่เขียนถึงผม ที่มีรายละเอียดดังนี้ครับ (ขอคัดลอก ข้อความเฟสบุ้ก ของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ที่โพสต์ในหน้าเฟสบุ๊กของเปลว สีเงิน มาลองอ่านกันดูครับ) 

“สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยู่ดูไบครับ เห็นคุณสุทธิ ส่งจดหมายถึงท่าน ผมจึงขออนุญาตแสดงความเห็น ดังนี้ครับ

สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยู่ดูไบ คงไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แต่ก็ขอขอตั้งข้อสังเกตของจดหมายของคุณสุทธิ ดังนี้ 

1.คุณบอกว่าไม่ได้เงินจากต่างชาติ ผมก็ไม่มีหลักฐาน แต่การที่ทำงานกับ สกว. กับหน่วยงานต่างๆ ก็ได้เงินมาทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนมีใครให้อีกหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบครับ คุณควรแจงที่มาของเงิน เพื่อการเคลื่อนไหวให้โปร่งใส จะทำให้คนไม่แคลงใจครับ ส่วนข่าวลือว่าเคลื่อนไหวแล้วสามารถขู่เข็ญได้เงินจากนายทุน ผมก็ไม่อาจยืนยันได้ครับ 

2. ถ้าจะช่วยชาวบ้านจริงต้องคอยติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบจุดพลุอย่างเช่น มลพิษก็มีคนแอบปล่อยเป็นระยะๆ ถ้าเรารักชาวบ้านจริง ควรคอยสังเกตการณ์ใครปล่อยเมื่อไหร่ ซึ่งปกติชาวบ้านชาวช่องก็รู้ เราก็ควรพาเจ้าหน้าที่ นักข่าว หรือตัวแทนองค์การอิสระไปแฉหรือจับเลย ถ้าทำแบบนี้มาตลอดคงไม่มีปัญหาถึงวันนี้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่กล้าปล่อยปละ การทำเป็นวูบๆ วาบๆ จะทำให้เห็นเป็นว่าทำตามคำสั่งเป็นครั้งคราว หรือเคลื่อนไหวแบบมีจุดประสงค์แอบแฝงได้ 

3. คุณอ้างงานวิจัยนับ 1,000 ชิ้น แต่ควรเปิดเผยให้ประชาชนตระหนัก ถ้าเป็นของจริง ไม่ใช่แค่การกล่าวหา สังคมคงเชื่อถือมากกว่าการอ้างจำนวนงานวิจัย 

4. กรณีมาตรา 67 วรรคสอง ผมไม่เห็นด้วย เป็นรัฐธรรมนูญที่เข้าข้างคนเฉพาะกลุ่ม ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ไปตั้งแต่อาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อม มาเป็นกรรมการ ควรมีนักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ มาดู เพราะถือเป็นปัญหาที่ต้องใช้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เอาแต่ฝ่ายที่รักสิ่งแวดล้อม ทีบางครั้งอาจมีอคติได้ 

รัฐธรรมนูญที่พิกลพิการนี้จึงควรได้รับการแก้ไข 

5. ส่วนคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลแต่งตั้งก็ไม่เหมาะสม เพราะขาดชาวบ้านระยอง มีแต่คนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ที่ดูเหมือน “ยัดไส้” มาไว้ในกรรมการฝ่ายประชาชน และอีก 2 คนก็เป็นเอ็นจีโอ การที่ชาวบ้านในมาบตาพุดส่วนใหญ่ต้องการอุตสาหกรรม แต่คนที่คิดว่าตนเองทำเพื่อชาวบ้านกลับไม่ฟัง ย่อมมีสิ่งชอบกล 

6. การชุมนุมที่ผ่านมาดังกล่าวล้ำเข้าถนน ต้องปิดถนนไปบางส่วน พวกกรีนพีซก็เข้าสมทบปิดทางเข้าสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม มีภาพถ่ายชัดเจนครับ” 

ผมได้อ่านที่ท่านเขียนตั้งข้อสังเกตผมไว้แล้วครับ ผมขอตอบท่านเพื่อทำความเข้าใจต่อท่าน  ทีละข้อ ทีละประเด็น ให้ท่านได้เข้าใจไปพร้อมๆ กับทุกท่านที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดนะครับ 

ขอตอบไล่ทีละข้อจนครบนะครับ 

ข้อ 1.

·       ผมยังยืนยันครับ ผมไม่เคยได้รับเงินจากต่างชาติจริงๆ ท่านสามารถตรวจสอบผมได้ โดยมาตรวจสอบสมุดบัญชีของผม ของคนในครอบครัวผม คนในเครือข่ายฯ ของผมได้ทุกคนครับ และผมก็ไม่มีเพื่อน หรือคนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานเป็นชาวต่างชาติเลยครับ ผมไม่เก่งภาษา พูดภาษาไทยเป็นแค่ภาษาเดียวครับ 

·       ผมเคยทำงานกับ สกว. แต่เป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัย ที่ทำร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  ตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 ครับ เขาจ่ายผมเป็นค่าตอบแทนผู้ช่วยนักวิจัย เรื่องการจัดการน้ำเป็นรายเดือนครับ ตอนนี้หมดสัญญาจ้างไปแล้ว ส่วนการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นเพียงผู้ติดต่อประสานงาน เช่น ประสานงานชาวบ้านให้เข้าร่วมประชุม เป็นวิทยากรกระบวนการในการประชุมเท่านั้นเองครับ ไม่เคยต้องบริหารจัดการเรื่องบประมาณแต่อย่างใด หน่วยงานต่างๆ ที่เคยทำงานด้วย เขาจัดการบริหารเรื่องงบประมาณของเขาเองครับ เขาไม่ได้ให้ผมไว้ 

·       มีคนบริจาคเงินให้ผมครับ และทุกครั้งผมให้กองเลขาของเครือข่ายฯ เป็นผู้เก็บรักษา และบันทึกรายชื่อผู้บริจาคทุกครั้ง รวมถึงส่งหนังสือขอบคุณไปยังผู้บริจาคทุกครั้งที่มีการบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ 

·       ผมพร้อมแจงที่มาของเงิน ทุนของเครือข่ายฯ ทุกบาท ทุกสตางค์ มีการจัดทำรายการไว้หมดครับ รายรับกี่บาท รายจ่ายกี่บาท ถ้าท่าน ดร.โสภณ ต้องการ ผมจะส่งไปให้ท่านดูครับ 

·       ข่าวลือว่า เคลื่อนไหวแล้วสามารถขู่เข็ญ ได้เงินจากนายทุน ไม่เป็นความจริงเลยครับ ผมไม่เคยรีดไถ ขู่เข็ญ เอาเงินจากนายทุนรายใดเลยครับ การทำแบบนี้ผิดกฎหมาย และสมัยนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ถ้าใครทำแบบนี้สามารถหาหลักฐานมาเปิดเผยไม่ได้ยากนักครับ สามารถใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพ / เสียง หรือพฤติกรรมแห่งการขู่เข็ญ รีดไถ ส่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสื่อมวลชนได้อย่างง่ายดายครับ ผมยืนยัน ผมไม่เคยทำแบบนี้ ผมมั่นใจว่ากลุ่มทุนในมาบตาพุดและจังหวัดระยองหรือที่อื่นๆ สามารถยืนยันแทนผมได้ว่า ผมไม่เคยขู่เข็ญ เอาเงินจากพวกท่านเลยแม้แต่บาทเดียว 

ข้อ 2.  

·       ผมเห็นด้วยกับ ดร.โสภณ ครับ ว่าการติดตามตรวจสอบเรื่องปัญหามลพิษต้องทำอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง ท่านควรช่วยผมผลักดันให้รัฐบาล เร่งจัดทำระบบเปิดเผยข้อมูลการระบายมลพิษสู่ประชาชน / ให้รัฐบาลเร่งผลักดันการ Monitor คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำเสีย,คุณภาพดิน และการจัดการกากขยะของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในเวลาที่มีการตรวจวัดจริง (Real time), ในเวลาที่เป็นค่าเฉลี่ย และสมควรรายงานให้ประชาชนทราบในทุกๆ เดือน, ท่านสมควรช่วยผมผลักดันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดหาเครื่องมือตรวจวัดมลพิษมาติดตั้งไว้ในชุมชนทุกชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านเขาสามารถติดตามได้อย่างใกล้ชิด, ท่านสมควรมาช่วยกันอบรมชาวบ้านให้ชุมชน ให้เข้มแข็ง สามารถมีความรู้ที่จะใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีไว้ตรวจสอบมลพิษได้ เพื่อเป็นคู่ขนานกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน

เรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษให้ได้ผลยังมีอีกหลายวิธีครับ ท่านมาช่วยกับผมดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์แน่นอนถ้าเราช่วยกัน  

ต่อเรื่องนี้ ผมพร้อมทำงานร่วมกับท่าน ในการช่วยกันแก้ไขปัญหามลพิษ ชาวบ้านจะได้ปลอดภัย ปัจจุบันผมก็ยังติดตามการแก้ไขปัญหาเหล่านี้กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำเป็นครั้งเป็นคราว หรือมีนัยยะแอบแฝงแต่อย่างใด แต่ปัญหานี้จะสำเร็จได้ต้องทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ / ภาคเอกชน / ภาคประชาชน และภาคสื่อมวลชน และต้องเอาจริงเอาจังด้วยครับ           

     

ข้อ 3.  

·       ผมพร้อมเปิดเผยงานวิจัยที่ผมมีอยู่ทั้งหมดครับ เพราะที่ผ่านมาก็ใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดีมาแล้ว ทั้งคดีเรื่องเขตควบคุมมลพิษ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองระยองกับคดีเรื่องการระงับโครงกรไว้ก่อน  76 โครงการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ก็มีปรากฏหลักฐานงานวิจัยที่ผมค้นคว้ามาจำนวน 1,000 กว่าผลงานแทบทั้งสิ้น ถ้าท่านใดสนใจติดต่อมายังเครือข่ายฯ ได้ตลอดครับ เพื่อนำไปค้นคว้าหรือวิจัย หรือเพื่อการศึกษาก็ได้ครับ  ติดต่อมายังผมได้ตลอด ยินดีส่งไปให้ครับ 

ข้อ 4.

·       กรณีที่ท่าน ดร.โสภณ ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ท่านควรทำวิจัยศึกษารายละเอียดของกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67นี้ แล้วเปิดวิพากษ์วิจารณ์ในทางสาธารณะ ให้ทั้งนักกฎหมาย, นักรัฐศาสตร์, นักสิ่งแวดล้อม, นักสิทธิมนุษยชน, นักสังคมสงเคราะห์, ภาคประชาชน, นักเศรษฐศาสตร์, ภาคประชาสังคม, นักสาธารณสุข, นักลงทุนและผู้ที่สนใจ ร่วมเสนอความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 นี้

แล้วท่านก็จะพบว่าสิ่งที่ท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรา 67 นี้นั้น ในทาง “วิชาการ” สามารถตอบโจทย์ความไม่เห็นด้วยของท่านได้ดีกว่า  “การแสดงออกด้วยความรู้สึก” ว่าไม่เห็นด้วยแต่เพียงอย่างเดียว 

ข้อ 5.

·       เรื่องคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ผมว่าท่านอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ตอบท่านไปแล้วหลายครั้ง รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ก็ได้ตอบท่านไปแล้วก่อนหน้านั้นว่า เรื่องที่มาของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ว่ามีที่มาอย่างไรและปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ ตามภารกิจ เรื่องใดบ้างที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ตามคำสั่งแต่งตั้งที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี 

ท่านต้องกลับไปถามผู้นำชุมชนในมาบตาพุดว่า ถึงแม้เขาไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ 4 ฝ่าย แต่เขาก็มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมเสนอความคิดเห็นและความต้องการ ให้กรรมการ 4 ฝ่ายได้รับทราบและพิจารณาทุกครั้งไป รวมถึงผู้นำชุมชนในมาบตาพุดยังได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการในกรรมการ 4 ฝ่าย ให้ทำหน้าที่เพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขปัญหาของมาบตาพุดเสียด้วยซ้ำ 

ท่านอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะประธานกรรมการ 4 ฝ่าย ท่านตระหนักเรื่องนี้ และให้โอกาสในการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด “ไม่เคยปิดกั้นเลยแม้แต่น้อย” เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบดี

ท่านควรไปถามท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ทำไมท่านนายกฯ ถึงแต่งตั้งตัวแทนภาคประชาชน ในกรรมการ 4 ฝ่าย โดยที่ไม่มีชาวมาบตาพุดอยู่ในกรรมการ” ตามที่ท่านสงสัย  เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งเอง ตามอำนาจที่ท่านมีอยู่ ไม่มีใครไปบังคับท่านได้หรอกครับ 

ส่วนท่าน ดร.โสภณ บอกว่า ขัดกับหลักประชาธิปไตย หรือมีสิ่งชอบกล ทำไมช่วงนั้นที่มีคำสั่งแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี  ท่านไม่ไปฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนตัวแทนภาคประชาชนในกรรมการ  4  ฝ่าย เอาละครับ 

ทำไมปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานาน จนกรรมการ 4 ฝ่ายเขายุติบทบาทไปแล้วล่ะครับ ?

ส่วนที่ “ท่านอธิบายให้คนทั่วไปฟังตลอดว่า ผมเป็นเอ็นจีโอ” ผมก็อธิบายให้ท่านฟังตลอดเวลาว่า ผมเป็นภาคประชาชน ผมเป็นคนระยองโดยกำเนิด บ้านผมอยู่ระยอง และไม่มีอาชีพเอ็นจีโอแล้ว เลิกทำงาน NGOs มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 แล้วครับ

และ “ท่านยังอธิบายต่อไปว่า ผมได้ดีจนมาเข้ารับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่"

"ผมยอมรับผมเคยเป็น" กรรมาการบริหารพรรคการเมืองใหม่จริง ประมาณ 8 เดือน แต่ "ตอนนี้ผมไม่ได้เป็น" แล้วครับ  เนื่องจากผมลาอุปสมบทภาคฤดูร้อน ช่วงเดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมานนี้ จึงทำให้สมาชิกภาพ ทั้งการเป็นสมาชิกพรรค และการเป็นกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลงไปด้วยครับ เนื่องจากการอุปสมบทมีกฎหมายห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และผมก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีก 

ทุกวันนี้ขอทำงานในนาม “ภาคประชาชน” ดีกว่า  ... ดังคำพูดของพี่สุวิทย์ วัดหนู ที่เคยบอกผมไว้ก่อนเสียชีวิต ว่า

          

“บนเส้นทางสายธารที่พานพบ คือทำนบเหี้ยมโหดบนโขนหิน 

ตำนานแห่งตำนานน้ำตาริน     จึงอยากเดินบนดิน จนสิ้นลม” 

ผมขอเดินบนดินจนสิ้นลม ในนามประชาชนต่อสู้เพื่อคนทุกข์ คนยาก เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรมในสังคม  “แบบนี้ดีกว่า” ไม่ต้องการตำแหน่ง, ไม่ต้องการลาภยศ ชื่อเสียงหรือสิ่งอื่นใด

ต้องการเพียงอย่างเดียวคือ “ความเป็นธรรมให้คนในสังคม” เท่านี้ก็พอแล้วครับกับความต้องการของผม

หวังว่า ดร.โสภณ คงเข้าใจบทกวีบทนี้ของพี่สุวิทย์ วัดหนูนะครับ 

ข้อ 6.

·       ผมยอมรับครับว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 53 ที่ผ่านมา ของผมและเครือข่ายฯ มีการใช้ถนนสุขุมวิท บริเวณหน้าศูนย์ราชการระยองไป 1 ช่องทางการจราจร แต่ “ไม่มีการปิดกั้นเส้นทางจราจรแต่อย่างใด” เป็นการ “ชุมนุมโดยสงบ ไม่ผิดกฎหมาย” ครับ คนในระยองสามารถใช้ถนนบริเวณการชุมนุมได้โดยสะดวก ไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้กับการจราจร แม้แต่น้อยครับ 

“ไม่มีใครมาร้องเรียนว่า พวกผมทำผิดกฎหมาย แม้แต่ข้อเดียวครับ” ท่านลองไปถามผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง หรือท่านพุฒิพงศ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมดูซิครับว่า พวกผมทำผิดกฎหมายหรือเปล่า มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อการชุมนุมของพวกผมหรือไม่ มีใครได้รับความเดือดร้อนจากการเคลื่อนไหวของพวกผมหรือเปล่า 

แล้ว “ท่านไม่ได้อยู่ระยอง ท่านเดือดร้อนมากหรือครับ ?” ผมสงสัยจริงๆ

ส่วนกลุ่มกรีนพีซ ปิดทางเข้าออกทางด้านหน้าของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยนำอาสาสมัครของกลุ่มกรีนพีซมานั่งขวางทางไว้ ผมก็ประสานกับท่านผู้บังคับการตำรวจภูธรระยองตลอดเวลา  และหารือถึงทางแก้ไขเรื่องที่มีอาสาสมัครนั่งปิดทางเข้าออกหน้าการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จนกระทั่งผมได้พูดคุยกับคุณธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และท่านผู้บังคับการตำรวจภูธรระยอง เพื่อหาทางออก และ “ท้ายที่สุด ผมก็ทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายและได้ขอร้องให้อาสาสมัครกรีนพีซ ถอนตัวกลับ และเปิดทางแต่โดยดี โดยไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น”

นี่คือข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ท่านอ้างถึงครับ 

ผมขอเขียนตอบข้อสงสัยของ ดร.โสภณ ด้วยเหตุผลทั้งหมดแบบตรงไป-ตรงมา อย่างไม่มีอคติกับท่าน  “ด้วยความตั้งใจว่า ท่านจะเข้าใจผมมากขึ้น” และอาจทำให้ท่าน ดร.โสภณ คลายความสงสัยในตัวผมไปได้บ้าง ไม่มาก-ก็น้อย  แล้วแต่ดุลยพินิจของท่าน 

ผมทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ต้องการเอาชนะใคร ต้องการอย่างเดียวคือ ประชาชนคนทุกข์ คนยากต้องได้รับความเป็นธรรม เท่านั้นเอง และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจะเกิดความเข้าใจในตัวผม ไปพร้อมๆ กับ ดร.โสภณ พรโชคชัยครับ 

และขอบอกท่าน ดร.โสภณ พรโชคชัย  “ตรงๆ ภาษาลูกผู้ชาย แบบสุภาพบุรุษ” ว่า “ถ้าท่านสงสัยอะไรในตัวผมอีก ท่านมาคุยกับผมโดยตรงได้เลยครับ ผมยินดีตลอดเวลา” 

            ผมยินดีพูดคุยทุกประเด็นที่ท่านสงสัย “แบบไมตรีจิต” ได้ “ตลอดเวลา” ครับ   แต่ผมก็ยังนึกเสียดายครับว่า  ผมทำงานหนักมากกับความพยายามอย่างตั้งใจยิ่งว่า “มาบตาพุดต้องมีทางแก้”  และ ทุ่มเทกับเรื่องนี้ ถึงขนาด “เอาชีวิตเข้าแลก” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และยังไม่หยุด  “ยังทำงานหนักต่อไป จนกว่าบทเรียนของมาบตาพุดจะถูกสรุปบทเรียนเพื่อสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นให้กับการพัฒนาประเทศ” ต่อไป 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “น้ำตาหยดสุดท้ายของผู้เสียสละเพื่อเศรษฐกิจของชาติจะหลุดไหลลงซะที” 

“มันก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย                    ที่ต้องคอยจุดไฟในคืนหม่น

คอยออกปากฝากทุกข์เพื่อคนจน         แต่ตัวตนต้องอับจนอยู่ร่ำไป 

                                                       ทำดี ไม่มีเงื่อนไขจริงๆ”

          ผมขอฝากไว้ในประการสุดท้าย ท้ายสุดครับ ท่าน ดร.โสภณ พรโชคชัยครับ ผมก็ยังเดินหน้าต่อไปอย่างมุ่งมั่น ที่จะทำในสิ่งที่ผมตั้งใจอย่างบริสุทธิ์ใจจนถึงที่สุด ตามเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ผมบอกท่านไปแล้วในข้างต้น 

         ผมขอยืนยันว่า “ผมไม่ใช่ศัตรูของท่าน ผมไม่เคยคิดว่าท่านคือศัตรูของผม ผมคิดว่าท่านคือมิตร” ที่เป็นกระจกส่องตัวผม เพื่อตรวจสอบว่าผมทำผิดอะไร หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่

         “ผมยินดีน้อมรับการตรวจสอบจากท่าน แต่จะให้ดีกว่านั้น ท่าน ดร.โสภณ พรโชคชัย ท่านคุยกับผมโดยตรงดีกว่าไหมครับ” จะได้เข้าใจกันมากขึ้น

         ผมพร้อมคุยกับท่านนะครับ

       และสำหรับทุกๆ ท่านที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

       ท่านคิดว่า การพูดคุยกันแบบเปิดใจคุยกันคือทางออกที่ดีที่สุด ... เหมือนผมไหมครับ ?

         

      ด้วยความเคารพต่อทุกท่านที่ติดตาม

                  นายสุทธิ อัชฌาศัย                                        

ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก

                    081-8646558                                                           




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
sopon วันที่ : 13/10/2010 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jantira

คุยกับคุณสุทธิ อัชฌาศัย และคุณประสาร มฤคพิทักษ์
ดร.โสภณ พรโชคชัย (thaiapraisal@gmail.com)

ผมได้เขียนบทความ “10 ประเด็นที่ขาดเหตุผลในการชุมนุมปิดมาบตาพุดที่ไม่ชอบธรรม” และ “ติงให้ฟังมติมหาชนชาวมาบตาพุดแทนไปฟังผู้ชุมนุม” และได้รับจดหมายเปิดผนึกจากคุณสุทธิ อัชฌาศัย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พร้อมกับบทความของคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ผมจึงขออนุญาตแลกเปลี่ยนดังนี้:

ต่อความเห็นของคุณสุทธิ
คุณสุทธิได้กรุณาคุยกับผมในหลายประเด็นดังนี้:
1. คุณสุทธิบอกถึงการช่วยเหลือชาวมาบตาพุดและชาวระยอง ข้อนี้คุณสุทธิมีเจตนาที่ดี แต่ชาวมาบตาพุดส่วนใหญ่ต้องการอุตสาหกรรม จึงอาจไม่ต้องการให้ช่วย ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบ รัฐต้องชดใช้ให้ตามความเหมาะสม การเวนคืนเป็นสิ่งจำเป็น โปรดอ่านรวมเรียงความชนะเลิศชิงโล่พระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ เรื่อง “ประเมินค่าทรัพย์สินให้เป็นธรรมก่อนการเวนคืนเพื่อพัฒนาชาติ”ที่ผมจัดประกวดขึ้น
2. คุณสุทธิบอกว่า “ผมไม่เคยเอ่ยคำพูดที่มีผลกระทบในทางลบกับตัวท่านเลยนะครับ” และบอกว่า “ผมชักสงสัยว่า ‘ท่านทำแบบนี้ทำไมครับ?’” ข้อนี้ผม (โสภณ) ขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด ที่ผมเห็นต่างเรื่องมาบตาพุดนั้น อาจมองคนละจุด แต่เราต่างเห็นแก่ชาวบ้านและประเทศชาติ เราไม่เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัว และไม่มีอะไรกันเป็นส่วนตัว
3. ที่ผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเงินนั้น นับเป็นเรื่องดีที่คุณสุทธิยืนยันว่าไม่ได้รับเงินจากใคร ผมจึงขอเสนอแนะเพื่อความสบายใจของคุณเองว่า คุณควรแจงที่มาของเงินต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหว แจงบัญชีรายรับรายจ่ายของเครือข่ายของคุณรายเดือนและทุกการเคลื่อนไหว สังคมจะได้ไม่เข้าใจผิด และถ้าเป็นไปได้ ควรให้สังคมได้รับรู้ว่ากลุ่มของคุณมีสมาชิกกี่คน บ้านอยู่แถวไหน มีรายชื่ออ้างอิงหรือไม่
4. ที่ผมเขียนว่า “ถ้าจะช่วยชาวบ้านจริงต้องคอยติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบจุดพลุอย่างเช่น มลพิษก็มีคนแอบปล่อยเป็นระยะๆ ถ้าเรารักชาวบ้านจริง ควรคอยสังเกตการณ์ใครปล่อยเมื่อไหร่ ซึ่งปกติชาวบ้านชาวช่องก็รู้ เราก็ควรพาเจ้าหน้าที่ นักข่าว หรือตัวแทนองค์การอิสระไปแฉหรือจับเลย ถ้าทำแบบนี้มาตลอดคงไม่มีปัญหาถึงวันนี้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่กล้าปล่อยปละ การทำเป็นวูบๆ วาบๆ จะทำให้เห็นเป็นว่าทำตามคำสั่งเป็นครั้งคราว หรือเคลื่อนไหวแบบมีจุดประสงค์แอบแฝงได้” ข้อนี้ผมขอขอบพระคุณที่เราเห็นด้วยกันครับ
5. ที่ผมเขียนว่า “คุณอ้างงานวิจัยนับ 1,000 ชิ้น แต่ควรเปิดเผยให้ประชาชนตระหนัก ถ้าเป็นของจริง ไม่ใช่แค่การกล่าวหา สังคมคงเชื่อถือมากกว่าการอ้างจำนวนงานวิจัย” คุณสุทธิตอบว่าพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ผม (โสภณ) ขอเรียนอีกครั้งว่า คุณควรเปิดเผยต่อเนื่องเพื่อให้สังคมได้วินิจฉัย อย่างไรก็ตามผลสำรวจล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ก็ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเสี่ยงจำนวน 10,000 คน ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 72.6 มีโรคประจำตัวร้อยละ 27.4 โรคประจำตัวที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 9 รองลงมาโรคภูมิแพ้ร้อยละ 5.5 โรคเบาหวานร้อยละ 3.8 โรคหอบหืดร้อยละ 2.1 ตามลำดับ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่พอใจ
6. เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 นั้น ข้อนี้เห็นชัดแจ้งอยู่แล้วว่ามาตราดังกล่าวไม่เหมาะสม เพราะในการแต่งตั้งองค์การอิสระนั้น ระบุให้แต่งตั้งเฉพาะผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ปัญหามลพิษนี้เป็นปัญหาระดับชาติ จำเป็นต้องมีผู้รู้หลายด้าน คุณสุทธิก็บอกเองว่าควรพิจารณาจากมุมมองของ “ทั้งนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน นักสังคมสงเคราะห์ ภาคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์ นักสาธารณสุข นักลงทุน. . .”
7. เรื่องคณะกรรมการ 4 ฝ่าย คุณสุทธิบอกว่า “ถึงแม้เขา (ผู้นำชุมชน) ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ 4 ฝ่าย แต่เขาก็มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมเสนอความคิดเห็น . . . ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ” กรณีนี้ผม (โสภณ) เห็นว่า ไม่ชอบธรรมครับ ปัญหาของชาวมาบตาพุดแท้ ๆ แต่พวกเขากลับไม่ได้เป็นกรรมการ แสดงว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับชาวบ้านจริง
คุณสุทธิยังว่าท่านอานันท์ ปันยารชุนให้โอกาสชาวบ้านทำงานร่วมกัน แต่ความจริงก็คือ คณะกรรมการก็ไม่เคยตระหนักว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ไม่เคยทำประชามติ ไม่เคยสำรวจความเห็นของชาวบ้านอย่างเป็นระบบ คุณสุทธิว่าให้ผมไปถามนายกรัฐมนตรีว่าทำไมแต่งตั้งกรรมการ 4 ฝ่าย โดยที่ไม่มีชาวมาบตาพุด ผมเคยทำหนังสือเรียนท่านแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2552 คุณสุทธิยังแนะนำให้ผมไปฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนตัวแทนภาคประชาชนในกรรมการ 4 ฝ่าย ข้อนี้ผมคงไม่ถนัดค้าความครับ
8. เรื่องเอ็นจีโอนั้น คุณสุทธิก็บอกเองว่าเคยเป็น ผมก็ได้อ้างอิงเว็บต่าง ๆ เช่นเว็บแนะนำเกี่ยวกับตัวท่านในเว็บของพรรคการเมืองใหม่ หรือจากแหล่งอื่น สังคมอาจเข้าใจไขว้เขวเพราะเร็ว ๆ นี้คุณยังไปร่วมประชุมกับกลุ่มเอ็นจีโอกรีนพีชจนถูกตำรวจอินโดนีเซียจับกุมและได้โทรศัพท์ติดต่อคนใกล้ชิดนายกฯ ประสานให้ปล่อยตัว คุณสุทธิควรบอกให้สังคมทราบว่าประกอบอาชีพอะไร มีรายได้ทางไหน เพื่อให้สังคมไม่เข้าใจเป็นอื่นครับ
เรื่องที่คุณเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ ผมก็ไม่เคยเขียนในลักษณะให้ร้าย ผมก็รู้จักกรรมการ-สมาชิกพรรคนี้ แต่ความจริงที่คุณเขียนไว้เองก็คือคุณเคยเป็นกรรมาการบริหารพรรคการเมืองใหม่ และลาออก เนื่องจากลาอุปสมบทเดือนเมษายน 2553 ข้อนี้แสดงว่าเมื่อคุณรับตำแหน่งตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย คุณยังเป็นกรรมการบริหารพรรค
9. เรื่องปิดการจราจร ผมเขียนชัดครับว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดการจราจร 1 ช่องทางตามข่าว ซึ่งอาจหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย เพราะเคยมีการปิดการจราจรโดยพราหมณ์ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2553 จนศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญาไปแล้ว รวมทั้งเคยมีการจำคุกชาวนาที่ปิดการจราจรด้วย ส่วนกลุ่มเอ็นจีโอกรีนพีช ก็ปิดทางเข้าออกสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจริงตามภาพข่าวอยู่แล้วครับ
9. คุณบอกว่า “ทุกวันนี้ขอทำงานในนาม ‘ภาคประชาชน’ ดีกว่า. . . ไม่ต้องการตำแหน่ง, ไม่ต้องการลาภยศ ชื่อเสียงหรือสิ่งอื่นใด. . .” ผม (โสภณ) ก็ขออนุโมทนาด้วยครับ และคุณต้องใจเย็นให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวคุณเอง คุณสุทธิยังว่า “ผมขอเดินบนดินจนสิ้นลมในนามประชาชน ต่อสู้เพื่อคนทุกข์ คนยาก (พร้อมบทกวีของคุณสุวิทย์ วัดหนู) ผม (โสภณ) ขอสนับสนุนด้วยใจจริงครับ ถ้าคุณสุวิทย์ ยังมีชีวิตอยู่ ผมเชื่อว่าเขาคงช่วยอธิบายเกี่ยวกับตัวผมให้คุณสบายใจได้เช่นกันครับ และในแผ่นดินนี้ยังมีคนทุกข์ยากที่อื่นต้องการคุณมากกว่าชาวมาบตาพุดนะครับ คุณสุทธิยังบอกว่า “ผมขอยืนยันว่า ‘ผมไม่ใช่ศัตรูของท่าน. . . ผมคิดว่าท่านคือมิตร. . . ” ผม (โสภณ) ขอขอบพระคุณครับ

ต่อความเห็นของคุณประสาร
คุณประสารเป็นผู้มีพระคุณของผมเองครับ ท่านเป็นที่ปรึกษาของบริษัทผมมาตั้งแต่แรกตั้ง ศรีภรรยาท่านก็เป็นครูผมอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่เรื่องมาบตาพุด เราคงมองต่างมุมกันตามประสาญาติมิตรครับ
1. เรื่องมลพิษ แม้ศาลมีคำสั่งประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่มีอันตรายหนัก ที่คุณประสารอ้างว่าระยองเป็นจังหวัดที่เป็นมะเร็งสูงสุดนั้น ท่านควรมีอ้างอิง อย่างไรก็ตาม Link ที่คุณประสารอ้างนั้น ผมเปิดไปไม่พบข้อมูลครับ ในทางตรงกันข้าม หลักฐานของทางราชการกลับระบุว่าการตายของชาวระยองเกิดจากสาเหตุภายนอก (อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย ถูกฆ่าตาย) เป็นสำคัญ “การตายด้วยโรคมะเร็ง. . . มีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ต่ำกว่าระดับประเทศ ยกเว้นปี 2548 สูงกว่าระดับประเทศ. . . ไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็ง (ในระยอง) เป็นผลเนื่องมาจากมลภาวะ. . .”
2. ในอีกแง่หนึ่งหากมีมลพิษมากจริง ก็ควรที่จะย้ายชุมชนออกเพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ยิ่งหากรัฐบาลซื้อหรือเวนคืนที่ดินตามราคาตลาดรวมค่ารื้อถอน ประชาชนคงยินดี อย่างไรก็ตามผลสำรวจพบว่า มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่คิดย้ายออก ซึ่งการนี้อาจแสดงถึงความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการอยู่อาศัยในระดับหนึ่ง โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งส่วนมากเป็นบริษัทมหาชนย่อมมีความปลอดภัยในระดับสูงกว่าโรงงานในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ไม่เช่นนั้น กลุ่มคนงานก็คงไม่กล้าทำงาน และคงรับรู้และหนีไปก่อนชาวบ้านทั่วไปเสียอีก
3. ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงได้รับค่าเวนคืนและได้ย้ายไปตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ การขยายตัวของอุตสาหกรรมมีความจำเป็นเพราะในประเทศไทยมีที่นี่เพียงแห่งเดียวที่กำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างความ “โชติช่วงชัชวาล” ให้กับประเทศไทย ไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมสีเขียวหรืออุตสาหกรรมเบา การถมทะเล การสร้างท่าเรือ-โรงไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น และเกิดขึ้นในทุกประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่เกิดขึ้นได้ยากเหลือเกินในประเทศไทย และนี่จึงเป็นข้อกังขาของสังคมว่ามีขบวนการรับจ้างมากีดขวางความเจริญของประเทศ เอาประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมมาต่อรองเพื่อประโยชน์เฉพาะตัวหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่คุณสุทธิ

เราคนไทยด้วยกันครับ
ท่าน “เปลว สีเงิน” ลงบทความของผม ยังถูกต่อว่าโดย “หลายท่านเขียนมาตอบโต้บ้าง ชี้แจงบ้าง ให้ข้อมูลบ้าง ตัดพ้อบ้าง ด่าทอบ้าง ทำนองว่า เสียแรงที่เคยนับถือ รับจ้างบริษัทในมาบตาพุดมาเขียน. . .” ผมเศร้าใจว่า การเห็นต่างกันทำไมต้องถูกมองในแง่ร้ายถึงเพียงนี้ ยิ่งผมในฐานะคนเขียนคงถูกอาฆาตมาดร้ายเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่ได้กลัว แต่ขอความเมตตาคุณสุทธิโปรดช่วยชี้แจงให้ทางกลุ่มเข้าใจ พวกเขาเองจะได้สบายใจกันขึ้นครับ
ผมเรียนด้วยความสัตย์ว่าผมไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ผมเกรงว่าเราอาจกำลังอ้างและตัดสินใจแทนประชาชนจนกระทั่งบิดเบือนหลักการโดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมหวั่นเกรงการทำลายล้างเศรษฐกิจไทยด้วยความเข้าใจที่สับสนด้านสิ่งแวดล้อม
เราคนไทยด้วยกันต้องมีความเพียรที่จะคุยกันฉันมิตร สร้างสังคมอุดมปัญญามากกว่ามาประท้วงริมถนนครับ

อ้างอิง
โปรดอ่านได้ที่ http://researchers.in.th/blog/0003/3915
โปรดอ่านได้ที่ http://www.housingyellow.com/thaisocialwork.wboard/showtopic.php?topic=62
โปรดอ่านได้ที่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=155955187772394
โปรดอ่านได้ที่ http://www.thaipost.net/news/051010/28297
การประกวดเรียงความชิงโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง “ประเมินค่าทรัพย์สินให้เป็นธรรมก่อนการเวนคืนเพื่อพัฒนาชาติ” ณ http://www.thaiappraisal.org/thai/essay/essay50.htm
โปรดดูหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลว. 7 ธันวาคม 2552 เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ณ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm
เว็บนี้ http://www.newpoliticsparty.net/about-party (แต่ตอนนี้เข้าไม่ได้แล้ว)
ข่าว “สุทธิ เครือข่ายปชช.ตอ.ถูกตำรวจอินโดนีเซียจับกุมพร้อมกลุ่มกรีนพีซรวม 15 คน” ณ http://www.rayong-news.com/kidnap/kn_0258.html
โปรดดูอ้างอิงตามข้อ
จากกรมควบคุมมลพิษ http://www.pcd.go.th/info_serv/pol_Maptapoot_env2.html

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พญาไฟสีเทา วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/andamanwatch
...ศูนย์ข่าว Thai Open News...  http://www.thaiopennews.com

เชื่อสิ..ดร.โสภณ ไม่ฟังหรอกครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chronomist วันที่ : 09/10/2010 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

มาให้กำลังใจ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]