• Panom
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panomaero@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-27
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 20711
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
English2Days
English2Days คือ English Society ในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อต้องการให้คนไทยเก่งภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ พูด (Speaking) ฟัง (Listening) อ่าน (Reading) และเขียน (Writi
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/english2days
วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม 2558
Posted by Panom , ผู้อ่าน : 10395 , 23:50:21 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน แม่มดเดือนMarch , wullopp และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับทุก Comments ที่ได้เขียนมานะครับ ผมอยากให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ครับ มีอะไรก็เล่าสู่กันฟัง ผิดถูกมาคุยกัน เพื่อให้คนไทยเราทุกคนเข้าใจกัน มีความรู้ และ เก่งขึ้นเยอะๆๆ

ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคคำศัพท์ ผมขอเล่นคำว่า Nice to Know, Need to Know ความรู้บางอย่างเป็นพวก Nice to Know คือ รู้ไว้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ความรู้บางอย่างจะอยู่ในประเภทคือ Need to Know คือเราต้องรู้ แล้วเขาพยายามจะบอกอีกสิ่งหนึ่งว่าจะต้องมี (ในความรู้สึกบอกว่า ต้องมีจริงๆๆ) แต่ภาษาอังกฤษ ผมขอใช้คำว่า Must Know ซึ่งตามไวยากรณ์ Must จะต้องตามด้วย infinitive without to แปลว่า "ต้อง (แกมบังคับ)" ซึ่งเหมือนกับ have to ซึ่งแปลว่า "ต้อง (แต่ค่อยข้างจะเบากว่า Must)" ตามรูปแบบการใช้คือ

 

Must + V1 = have to + V1ซึ่งตามไวยากรณ์ใช้แทนกันได้ แต่ต่างกันอยู่นิดนึงในเรื่องของความรู้สึก เช่น

 

"Patchara, you have to finish your homework."

ประโยคนี้คุณแม่ซึ่งเป็นผู้พูดกำลังบอกลูกหรือ Patchara ให้ทำการบ้านให้เสร็จ แต่คุณแม่ยังพูดแบบสบายๆ ยังมีจ๊ะจ๋าอยู่ และไม่บังคับมาก ต่างกับ

 

"Patchara, you must finish your homework right now."

ถ้าคุณแม่พูดแบบนี้ละก็ ไม่ว่าคุณลูก Patchara ทำอะไรอยู่ ต้องรีบทำการบ้านให้เสร็จด่วน ไม่งั้นจะโดนดุแน่ๆ

 

สรุปคือ Must จะให้ความรู้สึกที่จะต้องทำมากกว่า Have to เพราฉะนั้นลองคิดดูว่าถ้ามีคนมาบอกคุณว่า

 

"Hey you. Stop. You have to give me all of your money" เปรียบเทียบกับ

"Hey you. Stop. You must give me all of your money"

 

คุณว่าสมควรจะให้เงินคนไหนระหว่างคนพูดประโยคแรกหรือคนพูดประโยคที่สอง

ถ้าเป็นผม หากใครมาพูดประโยคที่สองกับผม มั่นใจได้เลยโจรแน่ๆ แล้วรีบๆ ให้ไปเถอะครับเอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่าครับกลับมาสู่ภาค 2 : คำศัพท์

 

2. คำศัพท์ (Vocabulary)

 

จากคำกล่าว "ไม่รู้ศัพท์ ก็ทำไรต่อกับภาษาอังกฤษไม่ได้" ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ทำให้ทราบว่าการเรียนรู้คำศัพท์ เป็นสิ่งที่จำเป็นอีกประการหนึ่งในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษขั้นต่อไป เนื่องจากหลังจากที่ได้ทราบกฎเกณฑ์ต่างๆ จากการศึกษาไวยากรณ์แล้ว การรู้ศัพท์ต่างๆ ที่จะต้องนำมาใช้ในการเรียงต่อกันให้เป็นประโยค เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก และต้องรู้ประเภทของคำด้วย เช่น เป็นคำนาม (Noun) กริยา (Verb) หรือ อื่นๆ อีก แล้วคำศัพท์เหล่านี้อยู่ที่ไหน คำตอบคืออยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ (Dictionary) แต่ว่าแค่เห็นคำศัพท์ในพจนานุกรม ก็ทำให้เกิดการท้อทีจะเรียนต่อไปแล้ว คำศัพท์มากมายขนาดนั้นใครจะไปจำไหว คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วจะต้องใช้คำทุกคำในนั้นหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ครับ จะใช้มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับความสามารถที่เราจะจำและเข้าใจรูปแบบการใช้ ตลอดจนความจำเป็นในการใช้ศัพท์นั่นเอง

 

ประการแรกที่ผมขอแนะนำคือลองไปหาหนังสือที่มีรูปภาพที่มีการจัดศัพท์เป็นหมวดหมู่เช่น กลุ่มคำศัพท์ที่เป็นพาหนะ (รถ เครื่องบิน เรือ ฯลฯ) กลุ่มคำศัพท์ที่เป็นอุปกรณ์ภายในบ้าน หรืออื่นๆ แล้วนำมาอ่านและท่องที่ละหมวด จะทำให้สมองสามารถจดจำศัพท์ได้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งเป็นการจัดระเบียบความจำนั่นเอง บางครั้งอาจจะใช้การจำแบบ MindMap มาช่วยก็ได้นะครับ ผมขอเน้นสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ หนังสือแบบนี้จะช่วยให้เด็กรู้ศัพท์ได้มาก เพราะว่ารูปภาพเป็นสิ่งที่แสดงความน่าสนใจ น่าตื่นเต้น

 

อีกประการหนึ่งคือพจนานุกรมภาษาอังกฤษบางสำนักพิมพ์จะมีรูปสีประกอบการอธิบายด้วย ผมคิดว่าก็ดีนะครับ ดูแล้วไม่น่าเบื่อ บางทีการดูจากภาพสามารถอธิบายให้เราเข้าใจและจำมากกว่าคำอธิบายทั้งหมดเสียอีก

 

อีกประการหนึ่งอยากให้ท่านได้ศึกษาคือ การประกอบคำขึ้นมาหรืออาจจะเรียกว่าเทคนิคการจำคำศัพท์ เหมาะมากสำหรับน้องๆ ทีกำลังเรียนอยู่ระดับมัธยม มหาวิทยาลัย นั่นคือเป็นการเรียน รากศัพท์ (Root) แล้วเรียนการเติมคำข้างหน้า (Prefix) และ การเติมคำข้างหลัง (Suffix) โดยพยายามที่จะสังเกตการสร้างคำสักนิดหนึ่ง แล้วคุณจะเข้าใจ การทำแบบนี้ต้องใช้เวลานะครับ และอาศัยการสังเกต หากมีการฝึกบ่อยๆ คุณก็จะเก่งในการจำศัพท์ โดยอัตโนมัติ ผมขอยกตัวอย่างเพื่อเป็นการเข้าใจเพิ่มขึ้น

 

เช่น color แปลว่า สี (Root)

multi- แปลว่า มาก (เป็น Prefix)

multi + color = multicolor แปลว่า มากสี หรือ หลายสี

หรือ dem(o) แปลว่า ประชาชน (Root)

-cracy แปลว่า การปกครอง (เป็น Suffix)

demo + cracy = democracy แปลว่า การปกครองด้วยประชาชน (ประชาธิปไตย)

 

หรือในบางครั้งอาจจะเปลี่ยนประเภทของคำเช่น

 

nice เป็นคำคุณศัพท์ หรือ Adjective แปลว่างาม สวย

เมื่อ nice + ly = nicely ก็จะเป็นคำกริยาวิเศษณ์ หรือ Adverb

แบบนี้เรามักเจอในพจนานุกรมบ่อยๆ เพราะฉะนั้นเวลาหาศัพท์ ก็ลองมองเพิ่มสักนิด ว่าคำกริยาเขียนว่าอะไร คำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ เขียนว่าอะไร จะได้จำเป็นชุดๆๆ ไปเลยทีเดียว

 

ข้อควรระวัง

dis- แปลว่า ไม่ (Prefix)

play แปลว่า เล่น (Root)

dis + play = display แปลว่า ไม่เล่น

ไม่ถูกต้องนะครับ ปกติ display เป็นรากศัพท์คำนามหรือคำกริยาอยู่แล้วแปลว่า แสดง หรือ โชว์ นะครับ อย่าโดนหลอกนะครับ

 

มีท่านผู้รู้เคยแนะนำบอกอีกวิธีหนึ่งคือลองท่องศัพท์แค่วันละ 5 คำ ทุกวัน แต่ต้องมีวินัยที่จะทำนะครับ คุณจะพบว่า สัปดาห์หนึ่งคุณจะได้ศัพท์ 35 คำ (5 คำ x 7 วัน) และหนึ่งเดือนคุณจะมีศัพท์ 150 คำ (5 คำ x 30 วัน) แล้วลองคิดดูในหนึ่งปีสิครับคุณจะได้ศัพท์ 1825 คำ (5 คำ x 365 วัน) มาถึงตรงนี้แล้วไม่ต้องคิดว่า 2 ปี 5 ปี 10 ปี จะได้ศัพท์เท่าไร ลองคิดดูนะครับ แต่ที่สำคัญต้องมีวินัยในการท่องนะครับ

 

ขออีกสักนิดนะครับ สำหรับผู้ที่จะต้องไปสอบพวก Reading แล้วเจอศัพท์ที่ไม่คุ้น ใจเย็นๆ นะครับ ผมขอแนะนำว่า หากเราแปลศัพท์คำไหนไม่ได้ ให้ใช้คำกว้างๆ หรือ คำทั่วไป เช่น หากเราเจอคำนาม ให้แปลว่า "มันต้องเป็นอะไรสักอย่าง หรือ สิ่งนั้น สิ่งนี้" หรือถ้าเจอคำกริยา ให้คิดว่า "ต้องทำอะไรสักอย่าง" แล้วไปอ่านประโยคข้างเคียงแล้วค่อยๆ พิจารณาภาพรวม เพราะถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าศัพท์คำนี้แปลว่าอะไร (ในเวลานั้นได้นะครับ) แล้วพิจารณาในสิ่งที่คำถามถามเราดีกว่านะครับ อย่าให้ศัพท์มาหยุดทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานั้นนะครับ สูตรสำเร็จอีกอย่างหนึ่งก็คือ การอ่านครับ ยิ่งอ่านมากก็จะยิ่งรู้ศัพท์มากขึ้น หรือ ดูภาพยนตร์ที่มีคำบรรยาย (Subtitle) จะทำให้เรารู้ว่าตัวละครพูดว่าอะไรและเห็นคำแปลไปพร้อมๆ กัน

 

เอาหละครับอย่าพึ่งท้อนะครับ ทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ ฝึกฝน อาจต้องใช้เวลาสักนิด แต่ไม่ยากหรอกครับ เอาใจช่วยทุกคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ คิดว่า ต้องเอาชนะมันให้ได้ หากมีปัญหาข้อสงสัยก็สามารถส่งอีเมล์มาคุยกันได้ยินดีที่จะตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้องภาษาอังกฤษนะครับ แต่ถ้าถามเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ผลบอล ละครหลังข่าว ไม่ทราบจริงๆ คราวหน้าผมจะเขียนเรื่องการอ่าน หรือ Reading ครับ

 

โชคดีทุกคนครับ

 

หากท่านใดมีคำถาม สามารถส่งมาได้ที่ english2days@gmail.com

หรือ https://www.facebook.com/English2Days

เพื่อจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Torko วันที่ : 28/10/2015 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Climate

อนุญาติ น่ะคะ
Must and have to
I have to go.... I must go
สองตัวอย่างนี้ หมายถึงต้องไป แต่คำว่า
Have to go คือ อืมอำอึ้ง อาจจะแต่ต้องทำ
ส่วนคำว่า must go คือ จำเป็นต้องไป ทำแน่ๆๆ
ส่วนใหญ่ใช้คำนี้ค่ะ จำเป็นหรือไม่จำเป็น จะบอกว่า
I really have to go,,,, sorry will catch up with you later,,,
ไม่ค่อยใช้คำว่า must,,, เพราะรู้สึกว่า บังคับเกิน
อย่างไรขอบคุอีกครั้งน่ะคะ ลิงก์ข้างล่าง
เป็นกลุ่มภาษาอังกฤษ ที่สามารถฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองฟรีค่ะ


https://www.facebook.com/groups/447193145465147/permalink/475984079252720/

ความคิดเห็นที่ 2 แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 13/01/2015 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มีประโยชน์มากๆ
.
อาจารย์ผู้จัดการ โรงแรมเกาะสมุย
ท่านหนึ่ง กล่าวไว้นานแล้ว
.
ท่านว่า
ถ้าไม่ได้พูดบ่อยๆ
ให้อ่านภาษาอังกฤษแบบรวดเดียว
คล้ายๆ กับทำเป็นคนประกาศข่าว
1 หน้าเต็ม อย่างน้อยทุก สัปดาห์
.
ถ้าไม่อ่าน
ลิ้น ปาก จะแข็ง
เวลาพูดจริง จะพูดไม่ออก
ไม่เป็นธรรมชาติ ครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 13/01/2015 เวลา : 05.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ดีมากค่ะ อยากได้อยู่พอดีเลยค่ะ รบกวนช่วยชี้แนะเกี่ยวกับการใช้คำว่า honour ให้หน่อยได้ไหมค่ะ ว่าใช้อย่างไรบ้าง ในประโยคต่างๆ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน