*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 107
  • จำนวนผู้ชม : 67843
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< มีนาคม 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม 2560
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 566 , 15:53:58 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน kohyao โหวตเรื่องนี้

  หยุดสรวมเสื้อกั๊กก่อนดีไหม?

            คุณธีรยุทธ

       วันนี้ถ้าผมเป็นคุณธีรยุทธจะหยุดสรวมเสื้อกั๊กไปก่อนเพราะ พูดไปก็เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าพูดกับทหารอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง หรือเขาจะดื้อดั้นไม่รับฟัง

              ผมหมายความว่าลิ้นกับฟันมันจะพันกัน หรือไม่ก็กัดกันเองโดยหาประโยชน์อะไรไม่ได้หรอกครับ

              คนเราเมื่อถึงวัยหนึ่งที่ชราภาพลง อะไรที่ทำๆกันโดยเฉพาะเวลาจะย่อยอาหารในปาก(ไม่ต้องพูดเฉพาะวัยชรา วัยหนุ่มที่กำลังวุ่นเหนื่อยหายใจไม่ทันหรืออ่อนล้าอยู่ก็เหมือนกัน) พอฟันมันมีส่วนที่ผุ จะอาศัยฟันนั้นมาเคี้ยว บางทีมันผุทำให้อาหารมันจมเข้าไปในส่วนนั้น ทับเส้นประสาท บางทีถึงกับร้องโอยขึ้นมา

            และเมื่อเราเปลี่ยนมุมเคี้ยว พอกลืนอาหารอาจต้องสำลักอาหารก็เป็นได้ เพราะระบบการย่อยและการกลืนมันไม่เหมือนเดิม ดังนั้นวิธีแก้ก็มีอยู่ทางเดียวให้สมกับวัย คือค่อยๆเคี้ยว ค่อยๆกลืนจะดีที่สุด เพราสังขารมันเปลี่ยนไป

          องคาพยพทางสังคมกับอวัยวะในร่างกายเรา มีลักษณะเดียวกัน ดังนั้น ถ้าเราเปลี่ยนกระบวนทัศน์บางประการ เปลี่ยนจังหวะการติดต่อสื่อสารให้มันเข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ดันทุรังอย่างที่เคยทำ   บางทีน่าจะเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรปรับเปลี่ยนท่าที และก็ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นคนไม่มีหลักการหรือเรามีสองมาตรฐาน

          ผมไม่ได้สอนนะครับ แต่เตือนสติกันบ้าง

          ผมคงไม่มีปัญญาไปสอนท่านหรอกครับ เท้าความได้เลย ขณะที่ผมอยู่มัธยมสองหรือสาม ผมก็เห็นเขาฮือฮาในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเวลานั้น ลงรูปและชื่อของท่านดังขยมไปหมด ภาพของนักเรียนสวนกุหลาบม.ศ.ห้าแผนกวิทยาศาสตร์ สอบได้ที่ ๑ของประเทศ มีคนไปสำภาษณ์มากมาย

          โดยเฉพาะท่านศาสตราจารย์ระวี ภาวิไลเคยทดสอบความรู้ความคิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ ท่านบอกว่าสามารถเข้าใจทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ได้หนึ่งในเจ็ดคนของประเทศไทย ซึ่งอีกหกคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าทั้งนั้น

          ช่วงสิบสี่ตุลาคม๒๕๑๖ ผมได้ไปเยี่ยมและแวะเวียนไปนอนพักที่บ้านหลังหนึ่งในซอยอารีย์ เป็นบ้านของนายพันเอกโฆษกคนหนึ่งของคณะถนอม-ประภาส เพื่อนคนนั้นเป็นน้องชายของเพื่อนสนิทคุณธีรยุทธ ผมมักจะไปนอนที่นั่น ทั้งคุณธีรยุทธและคุณชัยวัฒน์-พี่ชายเพื่อน-เออมีน้องชายท่านคนหนึ่งชื่อเชพ เป็นพลเอกแล้วและเกษียณแล้ว(ซึ่งเป็นน้องชายของเพื่อนผม –คุณชัยวัฒน์เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพรักคนหนึ่ง-เรียกพี่จิ๊บ บ้านเขาขายอะไหล่จึงชื่อรถยนต์ทั้งบ้าน)คนหนึ่งเป็นนายกสโมสรจุฬา อีกท่านเป็นอุปนายกรุ่นก่อนหนึ่งปี ทั้งสองท่านมักไม่กลับมานอนตามปกติ แต่จะเที่ยวไปเดินสายอภิปราย เกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษา ตลอดทั้งวันและทุกวัน

        ผมไปก็ไม่เคยเห็นท่านทั้งสอง เห็นก็แต่เอกสาร หนังสือการเคลื่อนไหวนักศึกษาที่ท่านวางเอาไว้ให้พวกเราอ่าน โน่นแน่ะการประท้วงสินค้าญี่ปุ่น หรือการไปฟังคำบรรยายของท่านคึกฤทธิ์ ปราโมชในวาระการเมืองต่างๆหลายครั้งพวกท่านก็ไปเป็นเจ้าหน้าที่เสียเอง เช่นไปดูแลพ่อค้าไม่ให้กักตุนสินค้า ไปทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค มีทิศทางทำงานไม่มีหลักเกณฑ์ ไปเข้าทางนักการเมือง พ่อค้า หรือกลุ่มเผด็จการเก่าก็มี ทำให้นักศึกษากลายเป็นกลุ่มชนที่เหลือแนวร่วมน้อยลงเป็นลำดับ

        ในขณะเดียวกันผมก็อยู่ในการเคลื่อนไหวนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ไปพร้อมๆกัน เห็นจุดอ่อนจุดแข็งรุ่นพี่ๆพอสมควร จึงไปตั้งหลักทำงานที่มีแนวทางยิ่งขึ้น เช่นไปช่วยชุมนุมเกี่ยวกับค่าแรง ไปทำงานชนบท ไปคลุกคลีกับชาวไร่ชาวนาเพื่อแสวงหาการแก้ปัญหาหลักๆของประชาชน ไม่ทำตัวเป็นวีรชนไปวันๆหนึ่ง ผมเข้าไปร่วมจัดตั้งกลุ่มต่างๆรวมแล้วนับสิบๆ ไปมันทุกกลุ่มจนเขาว่าเป็น “สันติบาล”สายลับ-ฮาจริงๆ

        บางทีเราก็มานั่งคุยกันให้การศึกษากันกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน คุณธีรยุทธถือเป็นผู้นำคนหนึ่งที่เรายกย่อง ไม่ว่าจะเป็นเสกสรร ประเสริฐกุล เราก็ให้เกียรติพวกเขา

       ผมอยู่ในเหตุการณ์แทบทุกที่ ไม่เอาการเรียนทำมาหากินกันเลย ขนาดที่จะไป เอาที่ดิน “แบ่งที่ทาง” ของปู่ย่าตายาย แถวห้าแยกลำปาง(ที่ดินเกือบหนึ่งในสามรอบๆ ห้าแยกเคยเป็นของคุณปู่ผม-เกินเจ็ดสิบไร่กลางเมือง โรงเรียนเทศบาลและสวนสาธารณะปู่ผมก็บริจาคให้)ตอนนั้นผมคลั่งลัทธิมาก กลัวเป็นพวกศักดินา นายทุน ยอมเป็นกรรมกรชาวนาอย่างเดียว จนเดี๋ยวนี้ที่ดินเหล่านั้นเป็นปรปักษ์ไปหมดญาติพี่น้องเอาไปเกลี้ยง

           ที่พูดนี่ไม่ได้เสียใจแต่ดีใจที่ถ้าผมจะมั่งคั่งหรือมีสวัสดิการต่างๆจะไม่ขอใช้หรือสร้างเพื่อส่วนตัวและไม่ทำเพื่อตนเอง แต่จะขอใช้ทางสังคม ที่เราทุกคนต่างต้องช่วยกันสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ผ่านทางการช่วงชิงแข่งขันเอาเปรียบกัน และเอาทางลัด โดยหาทางทุจริตคอรัปชั่น หรือ “ชกใต้เข็มขัด” เลี่ยงภาษีหนีกฎหมาย

         “มันถึงยุคที่เราต้องร่วมมือผ่าน กฎหมาย ความบากบั่นร่วมกันของทั้งสังคม จึงจะเป็นความมั่นคงถาวร และเป็นสิ่งที่เรียกว่าเสถียรภาพอย่างแท้จริง” คงเป็นเพราะแผนพัฒนาบ้าๆของสหรัฐ ทำให้ผมต้องเป็นแบบนี้ นี่คือข้อดีของลัทธิประชาธิปไตยเสรีสหรัฐ

        ไม่ใช่ว่าเราคิดเหมือนกันหมด บางครั้งยังมีคนเคยได้ยินว่าเสกสรร กับธีรยุทธก็ขัดกัน เรื่องทิศทางจะไปทางไหน เสกสรรเขาไปไกลถึงประเทศจีนโน่นแน่ ขณะที่คุณธีรยุทธยังเอาแค่อังกฤษและสหรัฐ(หมายถึงระบอบการเมือง)

          แต่ที่สุดถูกต้อนไปขึ้นเขาแถวลาวและป่าเขาทั่วประเทศหลังหกตุลา ๒๕๑๙ พร้อมๆกันหมด

          ไม่นานคุณธีรยุทธก็เบนจากวิศวกรไปเป็นวิศวกรการเมืองโดยไปศึกษาสังคมวิทยาการเมืองที่เนเธอร์แลนด์

         สี่ทศวรรษมานี้ คุณธีรยุทธและคุณเสกสรรมีอะไรที่อาจแตกต่างกันในทางความคิด ผมก็พอจะเข้าใจ เพราะผมก็ไม่เห็นด้วยกับท่านทั้งสองในบางเรื่อง

        ด้วยว่ากลุ่มนักศึกษาที่เรียนกับหลักสูตรรัฐศาสตร์ซึ่งถูกอนุญาตให้สอนแบบนี้รุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย รุ่นเดียว ในธรรมศาสตร์กับศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริกที่เรียกว่าทฤษฎีการเมืองโดยการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร มีรุ่นเดียวและชุดเดียวหลังจากนั้นก็ถูกห้ามเรียนห้ามสอน เพราะเป็นการเรียนที่หนักไปทางเสมือนทฤษฎีการเมืองที่ “ต่อต้านการเมืองแบบเผด็จการทหาร” แน่

         รุ่นนั้นมี อย่างเช่นเสกสรร ปรีดี(บุญซื่อ) ธัญญา หรือจรัล และอาจารย์ธเนศ(พี่ชายภรรยาผม) ซึ่งถือว่ามีส่วนเปลี่ยนแปรงกระบวนความคิดของนักศึกษาประชาชนไทยในเวลาต่อมาไม่ใช่น้อย

          สองท่านเป็นสองในสิบสามกบฏสิบสี่ตุลา คนหนึ่งเป็นผู้นำนักศึกษาที่โด่งดังที่สุด อีกท่านเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญ จีน อินเดียและสหรัฐที่สำคัญคนหนึ่ง

         แต่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะคิดเหมือนผม หรือผมคิดแบบพวกเขา หรือสำนักอื่นเช่นดร.เอนกรุ่นพี่ผม ที่เป็นนักเรียนแพทย์ที่มาเอาดีทางการเป็นนักวิชาการการเมือง แววของท่านจรัสแสงตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเป็นหัวหน้าห้องและสอบได้ที่หนึ่งตลอดจนจบชั้นมัธยม

        หรือนายเหวง ก็ใช่ว่าจะคิดแบบเดียวกัน หรือพี่ธิดา นปช.ที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน จนเดี๋ยวนี้ บางที บางครั้งอาจเป็นละขั้วกันเลยก็มี แต่ผมก็เชื่อว่าเขาก็รักประชาชน

         และบางครั้งประชาชนของเขาและของผมดูจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ ก็ไม่ใช่ว่าไม่นับถือเป็นพี่น้องกันไม่ได้เสียเมื่อไหร่ล่ะ

         ตรงนี้เป็นจุดพื้นฐานของการปรองดอง แต่วันนี้พรุ่งนี้ มีคนค่อนข้างจะเอาเปรียบชาวบ้าน เป็นนักการเมืองจากพรรคใหญ่สุด กลับพูดว่าการปรองดอง เริ่มต้นข้อแรกคือ “การนิรโทษกรรม” ถ้าพูดอย่างนี้ก็เท่ากับว่า “กูจะไม่ปรองดอง ถ้า...”

         ท่านพกเอาจิตใจปรองดองมาในกระเป๋าจริงหรือเปล่าครับ? มันเป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งใหม่ที่ไม่น่าจะรอมชอมกันไม่ใช่หรือครับ? การปรองดองไม่ได้หมายความว่า มีอาวุธ “ปืน”  “อาวุธปลายปากกา” หรือ เอา “ปากหมา”มาเห่า โฮ่งๆๆก่อน ใครอยากจะปรองดองด้วยวะ และตรงนี้พวกท่านก็อย่าพูดเชียวนะว่า ทหารก็ไม่ควรมีปืน “โคตรอนาธิปไตยอะไรจะขนาดนั้น!

        ความจริงความปรองดองมันเริ่มต้นตั้งแต่ปี๒๕๒๒-๒๓โน่นแน่ะ มีการนิรโทษกรรมนักศึกษาและขบวนการก่อการร้ายอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีเงื่อนไข

        เพราะถ้าเอาเฉพาะกรณีของหกตุลา ๒๕๑๙พบว่านักศึกษาต้องหนีเข้าป่าจับปืนด้วยเหตุผลของ มนุษย์และสัตว์ที่อยู่ใต้กฎแรงโน้มถ่วงของโลกปกติคือ “การป้องกันชีวิต” แม้จะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธที่ผิดกฎหมาย แต่สามัญสำนึกของทหารที่เข้าใจ เขาจึงมีการ นิรโทษกรรม

           เพราะในยามนั้น(หลังหกตุลาคม ๒๕๑๙) ใครก็ตามที่เคยไม่พอใจการปกครองของฝ่ายทหารกลุ่มเผด็จการ อยู่บ้านก็ไม่ได้ โอกาส ถูก “จับ กุม คุม ขังและฆาตกรรม”มีสูง มีทางเดียวหนี พร้อมๆกับประสิทธิภาพการหนี ต้อง “มีปืน” ไม่อย่างนั้นเรียกว่าหนีหัวซุกหัวซุนทั้งชาติผมจึงตัดสินใจ ติดต่อขอเข้าร่วมขบวนการติดอาวุธประมาณวันที่๑๐ตุลาคมหลัง “การนองเลือด”ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์

          แต่เหตุการณ์ในยุคหลังนี้ ไม่ว่าจะปี๕๓หรือก่อนนั้นจนในระยะใกล้ๆนี้ถ้าคุณไม่ไปร่วมกระทำการที่ทำให้เกิดความไม่สงบ ถึงจะไม่เห็นด้วยกับการปกครองของทหาร อยู่กับบ้าน ไม่เห็นว่าจะมีใครมาจับกุมคุมขังคุณ แล้วเมื่อมีการกระทำที่เป็นภัยต่อความไม่สงบ ไม่ว่ากรณีใดใด มีการส้องสุม อาวุธหรืออื่นๆทั้งที่ไม่มีเหตุผลจะทำสิ่งเหล่านั้น พูดง่ายๆว่าผิดกฎหมายและขัดกับความสงบ เป็นความผิดทางอาญาทั่วไป แล้วมา ขอ “นิรโทษกรรม” มันจะเข้าท่าเข้าทางหรือ?

        อย่างนี้ไม่เอาเปรียบนักโทษอื่นๆที่เขาผิดกฎหมายบ้านเมืองตามปกติ จู่ๆคนเหล่านั้น(ถ้าเขาเป็นนักการเมือง เขาเป็นนักศึกษา เป็นนักพูด หรือนักเรียกร้องสิทธิมนุษย์ชน พูดง่ายๆว่า “อภิสิทธิชน”อย่างหนึ่ง และมีปลอกคอของพรรคการเมืองที่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ทุกเวลา กล้าพูดว่าเมื่อได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ “จะเอาคืน”-มั่นใจขนาดนั้น-ซึ่งนักโทษเหล่านั้นเขาไม่มีปากมีเสียง เป็นคนที่ไมมีเส้นสาย ถูกจำคุกเพราะความผิดทั่วไปและไม่มีเงินจ้างทนาย เอาเป็นว่า เขาติดคุกแล้วไม่สามารถออกมาเรียกร้องเหมือน “อภิสิทธิ์ชน”เหล่านี้ ที่กำลังตะโกนว่า “ให้นิรโทษกรรม”ก่อน-โดยเฉพาะบางคนไม่ใช่อาญาธรรมดาถึงขั้น “เผาบ้าน เผาเมือง” มันไม่เอาเปรียบประชาชนตาดำๆทั่วไปที่ต้องรับผิดเมื่อทำผิด เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั่วไป พวกคุณไม่เอาเปรียบเขามากไปหน่อยหรือ?

         พวกคุณยังจะกล้าทำตัวเป็นนักสิทธิมนุษย์ชนหรือ? คุณยังกล้าพูดว่าเป็นนักประชาธิปไตยหรือ?และพวกคุณยังกล้าอาจหาญมาเป็นตัวแทน “ผู้แทน”ของประชาชนอีกหรือ?

         เริ่มต้นก็กระทำตนเป็นอภิสิทธิชนแล้ว บั้นปลาย ประชาชนไทยถ้ามีผู้แทนอย่างคุณเป็นผู้ดูแลประเทศอย่างมีนิติธรรม และมีมาตรฐานทางกฎหมายเดียว ไม่ต้องบอกว่าเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศชาติแน่นอนไม่ใช่หรือ?

           ในอีกด้านหนึ่ง(กลับมาที่เดิม) ที่ผมถือว่าคนรุ่นเดียวกับผมเป็นรุ่นอันเป็นเด็กที่อยู่ใต้ครรภ์ของ การปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครองและสังคม ที่ใช้หลักเกณฑ์ของสหรัฐอเมริกาเป็นแม่แบบ อาจไม่เรียกว่า “เมดอิน ยูเอสเอ” มันเมดอินไทยแลนด์ แต่โนอาว เงินทุน และประธานบริษัท มันเป็นคนสัญชาติอเมริกัน และมีโฟแมนผู้ควบคุมหน่วยการผลิตความคิดของคนไทยรุ่นใหม่ มันเป็นหน่วยปฏิบัติการณ์ของซีไอเอ(แม้เราจะไม่ใช้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบโดยสหรัฐเหมือน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง)  แต่ท่านจอมพลผ้าขาวม้าแดง ก็ปล่อยให้กระบวนการผลิตเด็กๆสมัยกำลังพัฒนาไทย ออกมาเป็นแบบผม ผม และผมเสียเป็นส่วนใหญ่คือไม่ถูกเลี้ยงดูด้วยไม่เลียวเหมือนเด็กวัด

          ไม่ท่องจำกาพย์กลอนหรือศีลธรรมแบบหีนยานที่เคยตกทอดมาตั้งแต่กรุงรัตน์โกสินทร์อย่างเดียว ความคิดของไอสไตน์ เอดิสัน หรือฟาราเดย์เริ่มเกิดขึ้น แผนนี้เริ่ม๒๕๐๔ ตามเพลงคือ

         “พอสอสองพันห้าร้อยสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาชุมนุมที่บ้านผู้ใดใหญ่ลี”

          ผมอยู่ประถมหนึ่งพอดี ขณะที่คุณเอนก เหล่าธรรมทัศน์อยู่ประถมสอง ที่จริงผมอยู่ห้องเดียวกับคุณเอนกนั่นแหละ แต่เพราะผมเรียนประถมหนึ่งจากโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง พอมาประถมสองที่โรงเรียนใหม่นี้ ผมไม่ทันเพื่อนเพราะมันเป็นภาษาฝรั่งหมดเลย ผมได้ที่สุดท้าย คุณเอนกท่านเก่งมาก ได้ที่หนึ่ง พ่อผมซึ่งเป็นมาสเต้อร์โรงเรียนบอกว่าให้ผมไปเริ่มประถมหนึ่งใหม่ (ผมพูดถึงท่านนี้เพราะท่านกำลังมีส่วนในด้านการ “แนะนำ” การปรองดองและใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับเขาในหลายๆเรื่อง และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมจะพูดกับผู้นำทางการเมืองที่เป็นนักศึกษาผู้นำคนสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อการเมืองการปกครองไทยปัจจุบัน นั้นมันมีแก่นที่ควรรับฟัง-เอาเป็นว่าผมเป็นคนโนเนมที่ทุกคนควรรับฟังเพราะผมติดตามพวกคุณแทบทุกคน-ผมมันเข้าได้ทุกวงการ กระทั่งฟัดกับสน.ไม่ต่ำกว่าสี่สน.จนแหลกไปข้างก็มีมาแล้ว  โดยสู้แบบประชาชนธรรมดา โดยไม่เอาการเมืองและการปลุกระดมที่ผมถนัด  ผมสู้ทุกเรื่องกับตำรวจในคดีต่างๆด้วยวิธีการธรรมดา ไม่ยึดโยงระโยงยาง อย่างที่เห็นๆกัน เช่น “ถ้าเป็นประชาธิปไตยเมื่อไหร่จะมอบตัว” หรืออื่นๆ ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้ กันหมด อาศัยการเมืองคนหมู่มากเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมทุกเรื่อง อย่างนี้จะมีกฎหมาย ไว้ “ทำเหี้ย”อะไรวะ การปรองดองที่เกิดขั้นมันจะเข้าทาง “เจ้าเมืองสองเมืองจะรบจะฆ่ากันเพราะเรื่อง แย่งเมีย พอตกลงแลกลูกแลกเมียแล้วก็อย่าศึก ประชาชีล้มตายก็เพราะเรื่องใต้เข็มขัดของเจ้าเมือง” นี่หรือนิติธรรม !)       

                เอาล่ะกลับมาใหม่ จึงเข้าตำราพอดี คือประถมหนึ่งของผม เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่หนึ่ง สองพันห้าร้อยสี่พอดีสำหรับการเริ่มต้นถูกล้างสมองโดยสหรัฐ ผมก็ถูกสอนขัดเกลาร่วมกับนักเรียนเด็กนับแสนๆคนในแต่ละรุ่น ที่หลักสูตรมันเป็นไปตามกระบวนของ การบ่มเพาะเสรีนิยมประชาธิปไตยสหรัฐ ที่ทหารสมัยนั้นยอมให้เขาเช้ามาอย่างแยบยล

       และน่าแปลกใจ เมื่อรุ่นนี้ อยู่ปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เกิดการปฏิวัตินักศึกษาสิบสี่ตุลา ๒๕๑๖

      และเมื่อผ่านไปยี่สิบปี รุ่นนี้ได้เข้าประจำการเป็นระดับหัวหน้ากรมกองต่างๆทั้งในเอกชน ระบบราชการหรือองค์กรท้องถิ่น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “ม็อบมือถือ” พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ถ้าเราจะสังเกตให้ดี การเคลื่อนไหวช่วงนั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปรงโครงสร้างทางการเมืองที่สร้างระบอบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่ต่างจาก ๒๕๑๖(สิบสี่ตุลา)ที่เป็นการเปลี่ยนแปรงในปริมณฑลทางการเมือง ที่เสนอหลักการใหม่คือความเท่าเทียมกันทางการเมือง สิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมกันทาง “เสียง”เท่านั้น แต่ยังขาดความมั่นคงไม่เหมือนกับ ๒๕๓๕ที่หยั่งเข้าไปถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเสรีนิยม

      และอีกยี่สิบปีต่อมา คือตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ก่อนหลัง(บวกลบ ๓ ปี)เมื่อรุ่นนี้กำลังก้าวเข้าสู่การปลดระวางบ้างแล้ว จึงได้เกิดการปฏิวัติเชิงสังคมวัฒนธรรม และการขจัดอิทธิของลัทธิครอบงำจากต่างชาติที่ลึกซึ้งอย่างไม่มีมาก่อนในประเทศไทยและเป็นปรากฏการณ์ที่ควบคู่ไปกับสังคมโลก โดยขบวนการประชาชนรุ่นนี้สามารถทะลุทะลวงการหลอกลวงด้วยระบอบรัฐสภาการเลือกตั้ง ที่ระบอบนี้ยังคงหลอกหลอนประชาชนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสหรือกระทั่งญี่ปุ่น แท้จริงมันเป็นลัทธิฟัสซิสม์ผ่านระบอบสภา โดยมีเงินทุนของกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังกระบวนการเลือกตั้งทุกกระบวน การเคลื่อนไหวสองสามปีก่อน-หลัง(ประยุทธ์ปฏิวัติ) ก้าวหน้าสุดจริง เพราะทะลวงผ่าไส้ในของมันออกมาจนหมดเปลือกแม้จะมีการดิ้นรนทะรนทะรายขนานใหญ่ผ่านสื่อหลักต่างชาติที่ผูกพันกับทุนผูกขาดโลก

        ในสหรัฐเกิดการปฏิรูป ของนายทรัมป์ “กลับบ้านเก่าเถอะลูก”                            

อังกฤษเหนื่อยล้าลง “ออกจากกลุ่มเถอะนะ” ขณะที่ญี่ปุ่นชัก “โหวง”มัววุ่นแต่หาเงินหาทอง เพราะมีสหรัฐคอยเป็นเปลือกหอย ตอนนี้แม้แต่ “แมวเกเร” เกาหลีเหนือแค่แผดเสียงเล็กๆ “เสือเชื่อง” อย่างญี่ปุ่นชักหนาวๆร้อนๆ แม้เกาหลีใต้ที่สูงส่งด้วยเท็คโนโลยี่ และมั่งคั่งกว่าก็อดอกสั่นขวัญแขวนไปกับเกาหลีเหนือเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไม่ได้

         จีนซึ่งตรงกันข้ามกับสหรัฐมาตลอด เหมือนกับเวียดนาม แต่สหรัฐขอร้องอะไร ทั้งสองประเทศนี้ยอมหมด เพราะสองชาตินี้ถ้าจะเติบโตหกเจ็ดเปอร์เซ็นต์ตลอดไปก็ต้องตามสหรัฐเพราะมันเป็นแหล่งทำมาหากินของเขา สหรัฐเป็นทุนนิยมสูงสุด แต่แปลกแฮะประเทศสังคมนิยมจะโตได้ก็ต้องเกาะหลังทุนนิยม “เป็นงง” จริงๆว่ะ

         เพราะอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้เข้าใจยาก และไม่อาจเป็นไปตามเจตจำนงของใครต่างหากครับ

         ประเทศไทยจะไปทางไหนครับ? ผมเชื่อว่ากลุ่มที่อยู่นอกครรภ์ของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ อันยาวนานมาถึงปัจจุบัน(ไม่รู้อยู่แผนไหนแล้ว)คงจะเข้าใจยาก หรือย่อมเข้าใจได้ไม่ดีกว่า “เรา-รวมทั้งผมด้วย”เพราะเรา มัน “กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง”

        และการเปลี่ยนแปรงทุกครั้งมีแต่พวกเราที่อยู่ในครรภ์นี้และโตเป็น “งัวควาย”มานี้ เราเป็นทั้ง “งัวงาน” เป็นควายที่ขับเคลื่อนล้มตาย เป็นกองหน้ามาตลอด รุ่นไหนตายมากที่สุด รุ่นไหนเข้าป่ามากที่สุด รุ่นไหน ตกงาน ออกมาทำงานอิสระมากที่สุด คือพวกเราที่ เป็นเฟืองขับเคลื่อนเสียหายสึกหรอก่อนใครหมด 

       กว่าสี่สิบปีก่อน ผมเคยไปเที่ยวที่โรงเรียนเตรียมทหารเจอเจ้าพิณภาษณ์(พลเอกพิณภาษณ์) น่าจะเป็นปี ๒๕๑๔-๕ตอนผมอยู่เตรียมอุดม(ผมเกลียดเผด็จการถนอม-ประภาสมากพอสมควรแล้ว ทั้งที่ยังไม่เข้าธรรมศาสตร์) ชวนกันเตะบอลที่บริเวณหน้าตึก โรงเรียนเตรียมทหาร ตอนนั้นมีสนามมวยลุมพินีตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันกับโรงเรียน มีคนแนะนำเด็กรุ่นเดียวกัน แต่เขาไปทำท่าไหนไปเข้า จปร.แล้ว(เหมือนปีหนึ่งมหาวิทยาลัย)ส่วนพวกเราก็แค่ม.ศ.ห้าเขาบอกว่าชื่อ “ไอ้ตู่”คนนี้มันเรียนเก่ง เขามีหน้าตาเหมือน “ลุงตู่”จริงๆ  เราไม่ค่อยคุยกันหรอกเพราะเจ้าตู่ชอบเล่นกีฬาจริงๆ เอาแต่เตะบอลและเลี้ยงบอล พอเหนื่อยก็เข้ามาทักทีหนึ่ง พอเห็นท่านเตะตะกร้อวันพุธ  และคิดไปคิดมาว่าผมเพิ่งครบรอบหกสิบสาม เดือนกุมภาพันธ์ แต่ท่านเดือนเมษายนนี้ ผมแก่กว่าสองเดือน ก็นึกสงสัยว่าคนเดียวกันหรือเปล่า-ฮา

         กลุ่มคนเหล่านี้อาจเป็นทหาร มีอาชีพทหาร แต่เมื่อเขาอยู่ในครรภ์เดียวกัน คือครรภ์ที่มีแม่เดียวกันคือเกิดภายใต้ การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยทางการเมือง สิบสี่ตุลา ๒๕๑๖ ถ้าเราเข้าใจมันจริงๆเราพบว่าไม่มีใครจะอยู่นอกเหนืออิทธิพลของกระแสซือนามินนี้ เขามีพ่อเป็นทหารภายใต้กลุ่มถนอม-ประภาส –ถ้าจะจำไม่ผิดพลโทยุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรคเป็นผู้บัญชาการเตรียมทหารในขณะนั้น ที่ผมจำได้เพราะผมไปแข่งรักบี้ประเพณี เตรียมอุดม กับเตรียมทหาร ได้ฟังท่านผู้บัญชาการกล่าวเปิดการแข่งขัน  

        เอาล่ะเขาก็ออกมาจากครรภ์เดียวกันกับเรา คือภายใต้การปฏิวัติประชาธิปไตยเดือนตุลาคม๒๕๑๖

       กลุ่มทหารกลุ่มนี้ (คสช.)เป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดรักชาติรักประชาธิปไตยเหมือนเรา ที่ท่านเลือกสีเดียวมาสรวมหมวกคนละใบสองใบ จนเข้าใจว่าเล่นแต่พวกเดียวกัน เป็นเรื่องธรรมดาเพราะเวลาน้อย จะไปเอาใครที่ไหนไม่รู้จัก มันไม่มีเวลาจะคัดเลือกสรรหา และที่ไว้ใจก็ทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา เรื่องนี้ไม่เกินกว่าความเข้าใจของคนทั่วไป อย่าอคติมากเกินไป เวลานักการเมืองตั้งพรรคก็คงไม่เอาพวกที่ค้านเราทั้งปีมาเป็นสมาชิก “หาพระแสงหอก”ทำไม มันก็อีหรอบเดียวกัน พอทหารเขาทำก็ตีโพยตีพาย?

      เขาต่างกับเราก็เพียง หน้าที่ วิธีคิดพื้นฐานก็ไม่น่าต่างกัน

      จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดมาเป็นปราการขวางกั้น ผมพูดตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคุณธีรยุทธ หรือหมอประเวศ หรืออาจารย์นิธิ ก็ตาม ที่ไม่ได้เกิดตามแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแบบสหรัฐ เป็นเด็กประถมหนึ่งที่ถูกเพาะมาในครรภ์นี้ ตั้งแต่สร้างตัวอ่อนสมองกันเลย พวกท่านจะเข้าใจเทียบเท่าเราหรือ?

      การท่องตำราว่าทหารคือกลไกของเผด็จการทหาร และพยายามสั่งสอนว่าเมื่อทหารปกครองหรือบริหารต้องเป็นอำนาจนิยม ผมว่า “มันอคติ”เกินไปแล้ว

      เอาล่ะถ้าเขา-ซึ่งคิดแบบผม –คิดแบบ “แผนของสหรัฐ” เติบโตเป็นทหารเขาก็ต้องคิดแบบทหารสหรัฐ

      ทหารก่อนนั้น เอาตั้งแต่จปร.๑๒ขึ้นไป เขาอาจไปเรียน

แซนเฮิร์ท หรือเวสปอย เขาย่อมมีวิญญาณของสหรัฐในส่วนหนึ่งทางยุทธวิธี แต่ระบบคิดยังเป็นขุนนางแน่นอน คงไม่เป็นทุนนิยม

        แต่รุ่นหลังนั้น(คสช.)อะไหล่ทุกชิ้น มาจากสหรัฐเพียงแต่ประกอบในไทย(หมายถึง เด็กในกรอบแผนของสหรัฐที่สร้างแนวคิดเสรีนิยมต้านคอมมิวนิสต์) มันย่อมคิดแบบรถ(หุ่น)ยนต์สหรัฐ-อุปมาอุปมัย มันก็รักประชาธิปไตยแบบสหรัฐใช่ไหม?คือทหารต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

        แล้วเหตุไฉน ทำไมปี๒๕๕๗เขา(คสช.)ฉีกรัฐธรรมนูญ ? ความจริงไม่ใช่เขาคนเดียวที่ฉีก นักเลือกตั้งที่ไร้สติมันต้องรับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่หรือครับ?

     แล้วเหตุไฉนท่านได้ร่างใหม่ทันทีและมีคนรับร่างเกิน๖๐เปอร์เซ็นต์อย่างรวดเร็ว เอาเป็นว่ายังบอกไม่ได้ว่า ท่าน(คสช.)ไม่รักรัฐธรรมนูญ หรือท่าน(คสช.)ไม่ใช่ทหารตามแบบสหรัฐที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

       ถ้าเรายอมรับว่าทุกอาชีพเกิดขึ้นมาจาก “ทฤษฎีการแบ่งงานกันทำ”ของระบอบก้าวหน้าที่สุดเวลานี้ คือระบอบทุนนิยม

      ดังนั้นอาชีพทุกอาชีพไม่ได้เป็นตัวกำหนดชนชั้น แต่การครอบครองปัจจัยการผลิตต่างหากเป็นตัวกำหนดชนชั้นและวิธีคิด

      ดังนั้น ทหาร กรรมกร ชาวไร่ชาวนา จึงเป็นพลังดันขับเคลื่อนทางสังคมร่วมกันต่างหาก ส่วนใครเป็นเจ้าของและครอบครองปัจจัยการผลิตสูงสุดและนำไปสู่ “อำนาจนิยม”ต่างหาก ถ้าต่างชาติครอบครองข้าวของส่วนใหญ่ในประเทศไทย เขาก็เป็นเป้าหมายที่ต้องระมัดระวัง หรือใครที่ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านต่างหากที่ต้องเฝ้าระวัง “การขายชาติ”ของเขา และทหารไม่ได้เป็นอาชีพสุ่มเสียงที่จะเป็นผู้ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านอาชีพเดียว อาชีพอื่นก็เป็นผู้ “ขายชาติ”ได้ทั้งนั้น

        ยิ่งคนที่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีประวัติศาสตร์ของชาติ และ ไม่เคารพกฎหมายคนเหล่านี้ “สุ่มเสียง”ที่จะขายชาติมากที่สุด ต่างหาก

            สิ่งที่ท่านธีรยุทธ ได้แสดงความเห็น ผมถือว่า “เร็วไป” ไม่ใช่เวลานี้ ที่ท่านพูดถึงทหารอย่างโน้นอย่างนี้ การปฏิรูปไม่ไปถึงไหน “เตี้ยลงๆ” ใครๆก็เห็น

            ท่านพูดไม่ผิดหรอกครับ วิเคราะห์ได้ถูกต้องเหมือนที่เคยสรวมเสื้อกั๊กทุกครั้งที่ทำๆมา

            แต่ผมเห็นต่างสองเรื่องคือ การตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดของท่าน ไม่ดี ไม่ถูกกาลเทศะเท่าที่ควร เพราะ

           ด้านหนึ่ง การปิดล้อมของฝ่ายปฏิกิริยา ที่ต่อต้านการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องของประชาชนยิ่งก่อปฏิกิริยาในทางลบมากยิ่งขึ้น

ปัญหาที่เขาทำเอาไว้ และกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มันทำท่าจะหลุด อย่างที่เรียกว่า “เสียของ” หรือท่านจะว่า “หมูเขาจะหามเอาคานมาสอด” ท่านไม่ยอมให้ทำ?  

           และอีกด้านหนึ่งผมเห็นต่างเพราะ สิ่งนี้เป็นการถ่างโอกาสให้ “เจ้าเก่า”รุมกระหน่ำอำนาจรัฐชนิดใหม่ที่ยังอ่อนอยู่ และก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ? ได้มีกลุ่มต่างๆที่คอยจ้องอยู่ ลุกขึ้นมา “รุมสกรัม” ล้วนเป็นเจ้าเก่า ถึงขนาดที่บางคนไปถึงโน่นแน่ะว่าจะเกิดการ “ลุกฮือ”เป็นเรื่องที่ฝันกลางวันมากไป ด้านนี้ส่งผลเสียให้เกิดความไม่มั่นใจของพันธมิตรรุ่นหลังๆ จะเกิดความสับสนอย่างยากจะแก้ไข และทำให้ความขัดแย้งในสังคมอาจบานปลายต่อไป และกระบอกเสียงต่างชาติที่ว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” เป็นเรื่องจริงซิครับ

         ซึ่งประเด็นนี้ผมต้องขอแย้งคุณธีรยุทธเพราะผมเห็นว่ากระบวนความคิดเชิงสังคมวิทยาการเมืองของคุณธีรยุทธ ไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานของหลักคิดเชิงประจักษ์เพียงพอ คือขาดการใกล้ชิดกับกระบวนการปฏิบัติ อันเป็นจุดอ่อนของนักวิชาการ และพูดตรงๆท่านขาดความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

          ในบั้นปลายท่านไอน์สไตน์ก็เริ่มจะรวนเร- เรรวนกับทฤษฎีสัมพันธภาพของท่านเอง และปฏิเสธสัมพันธภาพที่ท่านคิดเอง เพราะไม่รู้จะเริ่มพัฒนาทฤษฎีในเชิงปฏิบัติได้อย่างไร แต่ท่านเอนริโก แฟมีกลับมองเห็นและ หาทางสร้างกระบวนการ ฟิชชั้นขึ้นมา เรียก อะตอมมิคฟิชชั่น(ซึ่งไอน์สไตน์ไม่เชื่อว่าจะแยกอะตอมได้ตามทฤษฎีที่เขาคิดและคำนวณออกมา) ในการแบ่งแยกอะตอมของเขา(เอนริโก แฟมี-ชาวอิตาเลี่ยน) ทำให้อนุภาคที่มีพลังเท่ากับแสงนั้นแตกตัวออกมาจากมวล ออกไปถึงสามมิติ(E=mc Square) และคูณด้วยเวลา(เรียกมิติที่สี่-ซึ่งไอน์สไตน์เองบอกว่าโลกมีสี่มิติไม่ใช่มีมวลแค่สามมิติอย่างที่เห็น แต่มันประกอบขึ้นด้วยการวิ่งของเวลาที่มันถักทอทั้งสามมิติเข้าด้วยกันเป็นมวล โดยมิติที่สี่คือเวลาเป็นเข็มถักทอมันขึ้นมา)

          กระบวนการแรกคุณธีรยุทธอาจอธิบายได้ แต่กระบวนเชิงปฏิบัติคุณกำลังจะเป็นผู้ร้ายก็ฉันนั้น เชื่อผมเถอะคุณกำลังปฏิเสธทฤษฎีการเมืองไทยที่คุณคิดขึ้นเอง แต่ทฤษฎีการเมืองของคุณนั้นกำลังถูกพัฒนาไปตามทิศทางที่คุณคิดคำนวณขึ้นมา นั่นแหละ

         โลกจึงถูกแบ่งเป็นหน้าที่ต่างๆที่แยกกันออกมา แต่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพอย่างเหลือเชื่อ

         ดังนั้นทางที่ดี “หยุดสรวมเสื้อกั๊ก” ปล่อยคนที่รับผิดชอบทำหน้าที่ของเขาต่อไป ปล่อย คสช.ที่อาจไม่ใช่ผู้ต้นคิดแบบคุณ ทำตามกระบวนการที่เขาถะนัดเองจะดีกว่า

         ผมได้แต่นั่งมองก็เห็นมันไปตามกระบวนการแบบที่คุณอยากได้นั่นแหละจะเร็วจะช้า คนที่กำหนดไม่ใช่ใครที่ไหนจะทำได้ แต่ดูทิศทางของมันแล้ว ยังไม่มีอะไรผิดนี่ครับ

      ปรากฏการณ์สิบสี่ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ นั้นถ้าจะพูดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนของมัน

      คือการปะทุขึ้นของประชาชนอย่างมีลักษณะเชิงปฏิวัติทุกๆ”๒๐ปี” มันเกิดขึ้นครั้งหลังสุดในลักษณะเดียวกัน ก็คือการลุกขึ้นสู้ของมวลชน(กปกส.)โค่นรัฐบาลที่มีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ต่างหาก อันเป็นการปฏิวัติทางโครงสร้างทางสังคมที่ถูกครอบงำ(ได้ง่าย)จากต่างชาติ และทำให้ทหารต้องมายุติ และกำหนดรัฐธรรมนูญใหม่

        และประชาชนส่วนใหญ่ก็รับร่างนี้ ไม่ต่างจาก การมีรัฐธรรมนูญใหม่ เช่นเดียวกับ หลังสิบสี่ตุลา ๒๕๑๖ดูเหมือนจะเป็นรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๘-๙ในสมัยคึกฤทธิ์

       และก็มีรัฐธรรมนูญใหม่ปี ๒๕๔๐ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก “พฤษภาทมิฬ”๒๕๓๕

       การเกิดรัฐธรรมนูญใหม่๒๕๖๐ ก็เนื่องมาจากการปฏิวัติอย่างสงบของประชาชนนับสิบล้านคนที่ออกมาตามถนนอย่างสงบ ก็ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ ประสานระหว่างสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความมีระเบียบกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อ นักเลือกตั้ง ที่ล่อแหลมต่อ “การขายประเทศ”ให้ประเทศที่มั่งคั่งต่างหาก

        เราจึงพบว่า ทุกรอบยี่สิบปีได้เกิดสิ่งเหล่านี้อันเป็น การสร้างประโยชน์ และพลังการขับเคลื่อนที่ประชาชนไทยกระทำขึ้นมาเอง อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างมีการจัดตั้งที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ทางการเมืองของประชาชนเอง ไม่ใช่เริ่มแค่ ๒๔๗๕เท่านั้น

        แต่ได้ตั้งต้นระยะประวัติศาสตร์ประชาชาติแบบใหม่เป็นราชประชาสมาศรัย อันเนื่องมาจากพระมหากษัตริย์และประชาชน ไทยที่รักอิสรภาพ และเป็นตัวของตัวเอง ทั้งทางเศรษฐกิจ  การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ได้ริเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ ห้า หกและเจ็ด

         ถ้าไล่ย้อนกลับไป จากทุกวันนี้ ทุกยี่สิบปีจากปี ๒๕๕๗ใน  ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวประชานับสิบล้านคนต้านเผด็จการสภา

         ก่อนนี้ยี่สิบปี คือการเคลื่อนไหว “พฤษภาทมิฬ” ๒๕๓๕   

         ก่อนนั้นคือ๒๕๑๖ “สิบสี่ตุลา” ห่างประมาณยี่สิบปี

         ก่อนนั้นยี่สิบปี การเคลื่อนไหวเรียกร้องของประชาชนหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนเข้าสมัยการเลือกตั้ง๒๕๐๐

         ก่อนนั้นยี่สิบปีเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕

         ก่อนนั้นยี่สิบปีเกิด รศ. ๑๓๐

          และก่อนนั้นอีกยี่สิบปีเกิดการเลิกทาส ปลดปล่อยและพัฒนาการผลิตอย่างขนานใหญ่

          แล้วที่ว่า(คนของพรรคการเมืองใหญ่พูดว่า)จะมีการลุกขึ้นสู้หรือการลุกฮือของประชาชน(ว่าตามสำนักข่าวสหรัฐ) มันผ่านปี๒๕๕๗(การรัฐประหารของคุณประยุทธ์ที่มาจากการเคลื่อนไหวผลักดันโดยประชาชนนับสิบๆล้าน) สักกี่ปีกัน แล้วใครจะทำใคร?จะมีการลุกฮือ “ทำเทียม”ขึ้นมาหรือครับ แหม่จะผลักดันกันอะไรเร็วขนาดนั้น(พูดออกมาได้จะมีการปฏิวัติซ้อน-จะเป็นได้ก็แต่การผลักดัน แบบ “ทำเทียม”และเลียนแบบอย่างที่สหรัฐมันถนัดเมื่อสมัยสงครามเย็น หรือจะกลับมาใช้อย่างที่เกิดในประเทศตะวันออกของเมดิเตอเรเนียน? ก็เท่านั้นเอง) อย่ามาสร้างกระแสโน่น นี่ นั่น เอาต่างชาติเข้ามาอ้างว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง เอาความยากจนที่มันอาจมีการติดขัดบ้าง หรือเอาความกระเหี้ยนกระหือของประชาชน ที่อยากเลือกตั้ง หรือใครกันวะที่อยาก “ปฏิวัติ” ถ้าไม่ใช่ “คนแดนไกล” หรืออียู ยูเอ็น ซึ่งคนเหล่านี้มันก็ไม่เคยรู้สาอะไรกับประเทศของตนเองเลย แล้วจะเป็น  “โกงการ”อะไรของเขาที่จะมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปรงในประเทศไทย ซึ่งเขาก็อยู่ของเขา เป็นปกติ และออกโพลครั้งใด ก็เห็นว่ายอมรับคุณประยุทธ์เกิน ๖๐เปอร์เซ็นต์ อันเป็นชัยชนะย่อยๆไม่ใช่หรือ พรรคที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง มันก็ออกผลชนะกันราวๆนี้แหละ

         แล้วจะส่อหาประชาธิปไตยในแบบของต่างชาติอะไรกันนักกันหนา ผมไม่ได้คัดค้านการเลือกตั้งหรือระบอบรัฐสภา แต่ ทุกอย่างมันก็หยั่งกันได้ไม่ใช่หรือว่า เขาเอาทหารอย่างคุณประยุทธ์อยู่ แม้จะแผ่วลงบ้างเป็นเรื่องธรรมดา

        เขา(ประชาชนไทยผู้มีบทเรียน)ก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยตัวของเขาเองอย่างที่เคย(และอยากจะปฏิวัติขับไล่ทหาร) ทุกรอบยี่สิบปีที่ประชาชนทำการเคลื่อนไหวใหญ่ แล้ววันนี้มันเป็นอย่างนั้นหรือ?

          ซึ่งกระแสที่กระเหี้ยนกระหืออยากเลือกตั้งนัก ดูจะหนาหู ถลนขึ้นมาวันสองวันนี้ ก็มันเอามาจาก เสื้อกั๊กที่สรวมใสผิดที่ผิดเวลานี่เอง ผมว่าไม่จำเป็น อยู่เฉยๆไม่มีใครว่าท่านหรอกครับ เป็นเรื่องฟันกัดลิ้นโดยไม่จำเป็นต่างหาก ไม่ใช่เรื่องอะไร

          เมื่อเราชราลงแล้ว จะเคี้ยวจะกินก็ให้ระวังปากบ้าง พวกผีโขมดมันคอยจ้องอยู่ แต่ผมก็เชื่อว่าท่านไม่มีเจตนา

         เอาล่ะคุณธีรยุทธมาตรฐานของคุณขณะสอบทุกครั้งต้อง ๙๐เปอร์เซ็นต์เสมอ แต่สำหรับการเมืองการปกครอง ๖๐เปอร์เซ็นต์ก็พอครับ คือ “ผ่าน”ครับ

          ศรีภูมิ ประสานพล ๘มีนาคม ๒๕๖๐


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kohyao วันที่ : 10/03/2017 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kohyao

การท่องตำราว่าทหารคือกลไกของเผด็จการทหาร และพยายามสั่งสอนว่าเมื่อทหารปกครองหรือบริหารต้องเป็นอำนาจนิยม ผมว่า “มันอคติ”เกินไปแล้ว

เห็นด้วยครับ
สุดยอดมาดครับ สำหรับบทความที่ตรงใจ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน