*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 100
  • จำนวนผู้ชม : 63455
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2561
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 432 , 12:52:59 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                    ประยุทธ์เป็นนายกต่อดีที่สุด

       ปัญญาชนที่พยายามกร่อนรัฐบาลประยุทธ์ ปัญญาอ่อนหรือเปล่า?

          คิดเรื่องง่ายๆนี้คิดไม่ได้ บางทีอาจคิดว่าตนมีความพิเศษเหนือผู้อื่น แล้วที่ว่าเป็นนักคิดประชาธิปไตย ถือว่าประชาชนเป็นต้นธารของทุกอย่าง ไปไหนเสียล่ะ? หรือว่าตนเองมีห้องทดลองที่ค้นพบกฎพิเศษแล้ว นอกเหนือจากผลึกคิดของประชาชน อย่างที่ยากจะมีใครเห็น         

          แต่อย่างที่มาร์กซ์พูด “ไม่ใช่จิตกำหนดวัตถุ แต่สภาพการดำรงอยู่กำหนดความสำนึก” ผมไม่ใช่นักลัทธิมาร์กซ์ แต่รับรองว่าตลอดชีวิตที่เป็นหนุ่มมา จนแก่อยากจะเป็น แต่เป็นไม่ได้ เพราะพระเจ้ากำหนดให้ผมเป็นคน “โง่อวดฉลาด”อย่างนี้แหละ เป็นไม่ได้เพราะมันขัดกันเมื่อเชื่อพระเยซู

         ไม่ต่างอะไรกับหลุยส์ปาสเตอร์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ทุกประตู เพราะกระบวนการค้นคว้าเพนนิสลินของท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผลของการทดลองของท่านนำไปใช้ที่ไหน ใช้ได้หมด ไม่มีเคลื่อน แต่ท่านบอกว่า

          ไอ้เชื้อตัวที่เป็นตัวของมันกลายเป็นตัวที่ทำลายลูกหลานของมัน มันเป็นขบวนการเพนินซีเลี่ยมทำนองนั้น แต่คำเดียวที่เขาพูดขึ้นมา ว่า “พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้”

           โดยเป็น การอัศจรรย์ที่เชื้อเรบี่-พิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อมันเองที่ทำลายและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เรียกกันว่า “เกลือจิ้มเกลือ”

       NAGATION OF NAGATION กระบวนการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ

           เมื่อเกือบ๑๐ปีก่อน สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ท่านไปประชุมที่ชะอำ วิศวกรการไฟฟ้าท่านหนึ่งของการไฟฟ้าชะอำ เข้าไปคุมเครื่องแปรงไฟขนาดยักษ์ มันเกิดระเบิด ไฟอันร้อนแดงปะทุออกมาจากหม้อแปรงเพราะกุญแจพวงหนึ่งเผอิญตกไปที่หม้อแปรงเกิดการลัดวงจรไฟฟ้า

          วิศวกรท่านนั้นถูกไฟคลอกเกินเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ท่านบอกว่าเพียงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ไม่รอด แต่เมื่อผมรู้ข่าวจากแม่ยายของท่านที่ผมไปสอนพระคัมภีร์พวกท่าน ที่ท่านจัดให้มีการอธิษฐานทุกวันอังคาร นำคนมาเข้าร่วม ร่วมสามสิบคนประจำ

           ทางโรงพยาบาลเปาโลหัวหินเห็นว่ายากเกินไป “เคสนี้”จึงส่งไปที่กรุงเทพ ท่านให้เราจัดกลุ่มอธิษฐานประมาณสองทุ่ม แบบลูกโซ่เป็นวันๆ ก็มีรายงานตลอดว่า ท่านไม่ตาย แต่เมื่อฟื้นขึ้นมา ขอให้หมอฉีดยาให้ตาย เพราะท่านทรมานเหลือเกิน เราก็อธิษฐานให้ท่านทนได้ ท่านก็หลับไป ปล้ำสู้ด้วยการอธิษฐานอย่างนี้หนึ่งอาทิตย์ และผ่านไปหนึ่งเดือน ท่านรอดโดยอัศจรรย์ ถามหมอท่านนั้นที่เชี่ยวชาญที่สุดในด้านนี้ของประเทศ

           ท่านพูดว่าท่านก็รู้ว่าไม่รอด แต่ท่านก็ทำสุดความสามารถ ตามกระบวนการวิทยาศาสตร์การแพทย์

            วันนี้จากวันนั้น เป็นเวลานานกี่ปีแล้ว เท่าไรก็นับเอาจากสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ท่านทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงินหลวงต้องรักษาท่านเกินสามล้านบาท บาทแผลจากไฟหมดแล้วโดยปริยาย เพราะมีทั้งยาและอุปกรณ์การแพทย์ทั้งจากอิสราเอลและจีน

           ทั้งหมดนั้นเป็นทั้ง เอ็มพิริคัล ไซแอนซ์ และ เอ็มพิริคัล ธิออเลอด์จิ (ประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์และประจักษ์ทางศาสนาสาสตร์)

         พระเยซูตรัสว่า เราเป็นทางนั้น (ทางไปสวรรค์)เป็นความจริง(มีประจักษ์ทางวัตถุทุกอย่าง) และเป็นชีวิต(ดำรงอยู่ในความสำนึกที่มีวิญญาณมนุษย์ทุกประการ) ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร? เพราะมันเป็นกระบวนการเชิงประจักษ์ทั้งหมด

          มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรที่เป็นประจักษ์ต่อตาผม ยี่สิบกว่าปีก่อนผมไปคุมงานให้พรรคพวกท่านหนึ่งเสมือนเป็นญาติ ท่านเป็นนายตำรวจร่วมรุ่นกับคุณทักษิณ ท่านมีบุญคุณกับผมถ้าบอกนามสกุลก็รู้

         ตอนนั้นคุณทักษิณกำลังอยู่ในกลุ่มพลังธรรมของท่านจำลอง หรือกระทั่งสนธิ ลิ้มทองกุลก็น่าจะเป็นสหายร่วมแนวคิดเตรียมรับรัฐธรรมนูญปี ๔๐ที่เป็นความหวังของนักวิชาการทั้งมวลด้วย ท้องฟ้าการเมืองดูจะปลอดโปร่ง ยิ่งกว่ายุคใดใด

         ซึ่งรัฐธรรมนูญปี ๔๐เป็นผลจากพฤษภาทมิฬ ๓๕ ตอนนั้นผมเป็นคริสต์เตียนแล้ว ผมเริ่มไปชุมนุมตั้งแต่แรกโดยชูคำขวัญ ”นายกต้องมาจากการเลือกตั้ง” เราต่างรู้ว่าไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่นั่นเป็นกลยุทธ์ ต้องการมุ่งสู่สิ่งที่เรียกว่า “ใครเป็นมิตรแท้-ศัตรูเทียม? มิตรเทียม-ศัตรูแท้?” จนปัญญาชนบางกลุ่มไขสือว่าปัจจุบันต้องเป็นอย่างนั้น

         จากราชดำเนินผมรู้ว่าถ้าไม่ขยายมวลชน ตามถนนต่างๆตายลูกเดียว ผมไปร่วมก่อหวอดใหม่ที่รามคำแหง วิ่งรถโบกธง ไปตามถนนพระรามเก้า แลเมื่อก่อติดแล้ว ก็รู้ว่ามีกำลังจากด้านตะวันออกกรุงเทพนำรถติดปืนสิงห์ทะเลทรายจะมาจากลำสาลีผมจึงพาพวกมวลชน ซอยรามคำแหงสามสิบสอง ซึ่งบ้านผมอยู่ที่นั่นเป็นฝูงชนที่มีทั้งไทยและกลุ่มชาวบ้านอิสลามและมอเตอร์ไซด์รับจ้าง สกัดทหาร

         รามคำแหงทุกซอยเป็นปราการมวลชน  ขยายไป ถึงประตูน้ำยากที่ทหารจะควบคุมได้จนยอมลาออกเพราะพระบารมีปกเกล้า

         สโลแกนนายกต้องมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นคาถา บรรเลงกันจนบรรลัย?กระทั่งทุกวันนี้ ท่องตะพึด ตีกินสำหรับพวกเผด็จการสภา เอาคุณถ่านเดียว เป็นเหตุให้กลุ่มนักเลือกตั้งกระทำชำเลาประชาชนฝ่ายเดียว ทำนอง ขึงพืด ปัญญาชนบางคน คอยจับแขนไม่ให้ดิ้นอีกต่างหากทุเรศว่ะ

          คงจำกันได้ที่ในปีไหนนะ?ออกกฎหมาย กระทำชำเลาฝ่ายเดียวกลางดึกในที่เปลี่ยว ไม่มีใครแหกขี้ตาไปดู ไม่รู้อะไรบ้าง สุดซอยไปเลย 

         กลับมาใหม่ เกือบลืมไปพอพูดถึงการเมืองมันเผลอไป บ้านจัดสรรแถวสวนนงนุชที่ผมดูแล หลานของช่างประปา-ที่เป็นลูกน้องตกต้นไม้สูงประมาณเจ็ดเมตร หัวบวมเลือดครั่งสมอง ย้ายสามโรงพยาบาล และที่สุดน่าจะปล่อยตายเพราะไม่น่าจะรักษาได้ สลบสามวัน เจาะศีรษะ เลือดหยดลงกระโถนใต้เตียง

           พอเราถึงก็วางมืออธิษฐาน เด็กฟื้นขึ้นมา อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ไปหาเด็กที่ไม่ตาย รอดแล้ว ที่บ้านประมาณหนึ่งทุ่มมีชายอายุสี่สิบวิ่งมาหาผมนั่งลงกราบไหว้ผม บอกว่า พระเจ้ามาแล้ว ผมตกใจว่าอะไร เขาบอกว่าผมเป็นคนทำให้หลานเขาที่น่าจะตายแล้วฟื้น ผมบอกว่าไม่รู้ไม่ใช่ผม เป็นพระเจ้า(พระเยซู)ต้องอธิบายกันยาว จนเขาเข้าใจผมมีหน้าที่วิงวอน(เล่ามาถึงตอนนี้ อย่าหาว่าผมตั้งตนเป็น คนทรงนะครับเดี๋ยวผมโดนจับ-ฮา)

            เอาอีกสักสองเรื่อง ลูกชายผมไปพากผู้เยาว์ ทั้งที่ตอนนั้นลูกชายก็เยาว์พอๆกันคือไม่เกินสิบแปด แต่น่าตกใจที่เด็กหญิงคนนั้นท้องไส้ขึ้นมา และแถมเป็นลูกสาวของชาวอิสลามซิ จะให้จับแต่งงานกันพวกเราบอกว่ารอไปก่อน เด็กคนนั้นก็ไปกินยา ฆ่าหญ้าที่ชื่อพาราควอตไดคลอไรด์ อย่างที่รู้ๆกันว่า เป็นหนึ่งในยาพิษสามชนิดที่มนุษย์ค้นคว้ามา(ตายสถานเดียว)ในโลกนี้ เออน่าจะสี่นะคือพิษสุนัขบ้า-เรบี่ แต่มนุษย์ไม่ได้สร้างมัน

            ผมบอกลูกชายพาไปที่โรงพยาบาลด่วนที่สุด เธอไปกินต่อหน้าลูกชายที่โรงเรียน ก่อนนั่งรถส่งโรงพยาบาล ผมบอกว่าให้หาสระน้ำที่มีโคลนหรือเลน และกรอกปากก่อน เขาทำตาม เปรอะเสื้อไปหมดจนหมอถามว่าทำไมมีขี้โคลน ว่ากันว่าสารชนิดนี้จะเสื่อมเมื่อถูกโคลน เพราะเมื่อเราเอาน้ำขุ่นผสมจะฉีดไม่ได้ผล หญ้าไม่ค่อยตาย

           ทันทีที่รู้ข่าว ผมกับภรรยานั่งคุกเข่าอธิษฐานตลอด รายงานบอกว่าเธอดื่มไปยี่สิบซีซี(จำนวนนี้เมื่อผสมน้ำประมาณสี่ลิตร จะฆ่าหญ้าตายทันทีในวันรุ่งขึ้นได้ ถึงสามสิบตารางวา-ร่างกายคนมีกี่ตารางวากัน?)

           เขาบอกว่าก่อนอื่นจะระงับไม่ให้กระเพาะดูดซึม ใช้สารหลายตัวเช่น ถ่านซาโคล หรือยาที่มีแป้งอุดรูผนังกระเพาะ(นี่เป็นความรู้  ผมเคยใช้ยาแก้กระเพาะ-พวกอลัมมิลค์กรอกปากเด็กกระเหรี่ยง ที่กินยาพาราเซ็ตตาม่อน ๕๗เม็ด-หมดสติไปแล้ว และเอาว่านรางจืดประมาณครึ่งกิโลต้มประมาณ๑๕นาทีกรอกปาก จนอาเจียน ฉี่แตก ขี้แตก แล้วพาไปโรงพยาบาล หมอเช็คแล้วให้กลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น โดยให้น้ำเกลืออย่างเดียว-แสดงว่า รางจืดระงับพิษเข้าตับได้จริง) แล้วในคราวนี้ น้องหญิงคนนี้ หมอดูดผ่านรูจมูกโดยไม่ใช้น้ำเพราะน้ำจะขยายความรุนแรง ของสารพาราควอต ปล่อยให้มันข้นอยู่ในกระเพาะและดูดขึ้นมา ห้ามอาเจียน เหมือน แลนเนต(สารเมโทมิว)

           หลังจากนั้นจะมีบางส่วนเข้าไปในตับ เขาฉีดสารบางตัวเข้าไประงับกันเข้าสู่ตับ  ทุกขบวนการพอมีรายงานทีเราบอกพระเจ้าว่าขออย่าให้ยาพิษเข้าไปตรงนั้นตรงนี้ สุดท้ายรายงานบอกว่าไม่ตรวจพบสารผ่านกระเพาะหรือเข้าตับ หรือเข้าเส้นเลือด แต่เขาเกรงว่า ขณะดื่มอาจมีการไอหรือสำลัก ยาพิษเข้าปอด และจะแตกตัวทำลายถุงลมปอด และการหายใจล้มเหลว เราก็อธิษฐานขอพระเจ้าว่าอย่าเป็นเช่นนั้น

          ที่สุดไม่พบยาพิษในส่วน หนึ่งส่วนใดของอวัยวะเลย แต่เหลืออวัยวะเดียวที่ตัวยา สัมผัสเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์คือช่องปาก

        ใครว่าไม่สำคัญ “นี่แหละคือ มหันตภัยสูงสุดของยา พาราควอตไดคลอไรด์คือปาก ทุกคนจะไม่รอดภายในหนึ่งเดือน”ถ้าจะจำกันได้ประมาณหนึ่งเดือนสาวม้งลำปาง-น่าน(ดูเหมือนทนายอัจฉริยะติดตามอยู่) กลืนยาเข้าไปเพราะความกดดัน และค่อยๆตาย โดยมีอวัยวะค่อยๆเน่าทีละส่วนจนเสียชีวิต มันคือพาราควอตไดคลอไรน์(เรื่องนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องว่าให้ เลิกขายพาราควอตไดคลอไรน์ เป็นการเรียกร้องของเอ็นจิโอ คิดกันเอง ก็เป็นเรื่องคล้ายจะเอาหรือไม่เอาเรือดำน้ำมั้ง แต่พาราควอตผมก็ไม่ชอบ แต่ชอบเรือดำน้ำ เพราะเท่ห์ดีเมืองไทยมีเรือดำน้ำ และฝั่งมหาสมุทรอินเดียน่าใช้จริงๆ ส่วนอ่าวไทยเอาไว้ใช้กึ่งพลเรือน คงดำๆผุดๆโผล่ๆ หรือนอนนิ่งๆเพราะมันเป็นไหล่ทวีปถ้าจะให้แปลอีก เหมือนเป็นแค่บ่าหัวไหล่ น้ำตื้น)

        เพราะมีข้อมูลของวิทยากรทางการเกษตร เล่าว่า หมอคนหนึ่งมีภรรยาน้อย และภรรยาหลวงเป็นหมอ อมพาราควอตไว้ในปาก ถามสามีที่เป็นหมอว่าจริงไหมที่มีภรรยาน้อย ถ้าไม่รับจะกลืนยา(เรื่องเหมือนสาวเครือฟ้า หรือมาดามบัตเต้อร์ไฟ-หรืออะไรทำนองนั้น ผมจำไม่ได้ ถ้าสมัยนี้คงไม่ต้องคว้านท้องตนเอง คงทำอย่างสาวม้ง)

        หมอบอกว่าจริง ภรรยาจึงบ้วนยาพิษออกมา แล้วหมอก็พาภรรยาไปโรงพยาบาล ทำอะไรทุกอย่างแบบที่แฟนสาวของลูกชายทำในโรงพยาบาล

สองวันปากของหมอท่านนั้นที่เป็นนายแพทย์หญิง เปื่อย และค่อยๆ เน่า เหม็นกินอะไรไม่ได้ พิษยาแตกตัวอยู่ในลำไส้(ทั้งๆที่อมในปากแล้วบ้วนทิ้งแล้ว) จนกระบวนการย่อยอาหารทั้งกระบวนถูกทำลาย หนึ่งเดือนเสียชีวิต  

         ผมเข้าใจดีว่า วันที่สองก็จะมึกระบวนการนี้ ที่หมอเองก็รู้ ผมบอกภรรยาว่า ต้องอธิษฐานถึงพระเยซูคริสต์ตลอดทั้งวันผลัดกันอธิษฐานหย่าหลับ ถ้าไม่ไหวให้พี่น้องที่เชื่อทางนี้ อธิษฐานทางไกลผ่านออนไลน์(ทำจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่น-อธิษฐานออนไลน์-ฮา)

         มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ น้องคนนี้เป็นอิสลามเธอถูกฝึกให้รู้จัก “ห้ามกลืนน้ำลาย”ในวันถือศีลอด และไม่กินน้ำและอาหาร ซึ่งน้ำจะทำให้ยาพาราควอตแตกตัว(เนื้อยาจะขยายตัวในน้ำสะอาดได้ ๒๐๐เท่า หมายความว่ายาหนึ่งลิตรผสมน้ำ ๒๐๐ลิตร ฉีดที่ใบหญ้าจะเร่งให้เซลล์ที่มีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ให้เติบโต-หรือแก่เร็ว(ตายเร็ว)-เท่ากับยานี้มันเป็นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ร้อยเท่า  กลายเป็นว่าเร่งให้มันถึงที่ตายเร็วเข้า นั่นคือผมแนะนำว่าอย่ากลืนน้ำลาย ภรรยาของหมอที่ปากเปื่อยและตาย(แม้แค่อมยาพาราควอต)เพราะกระเพาะเน่าคงกินน้ำและกลืนน้ำลาย

          ผ่านไปสองสามวัน ไม่มีรายงานว่ามีอะไรเปื่อยเน่าจนครบเจ็ดวันออกจากโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้กว่าสิบห้าปีเธอมีลูกกับชาวต่างประเทศไปแล้วทำร้านอาหารอยู่เมืองนอก

           (งานนี้อย่าเรียกผมไปเป็นหมอผีนะครับ เท่าที่เล่ามานี้ กลัวถูกจับข้อหาหลอกลวงชาวบ้านแย่แล้ว)

          ความจริงมีอีกหลายท่านที่เป็นประจักษ์ทาง ศาสนาศาสตร์ เช่นพี่น้องที่ผ่านการรักษาทางกระบวนการวิทยาศาสตร์จนหมดหลักสูตร ของการเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอจัดการยกที่ดินสมบัติให้ลูกหลานไปหมดแล้ว ผมกับภรรยาก็ได้อธิษฐาน จนหาย หมอก็ยืนยันว่าหายแล้วบัดนี้เจ็ดปีแปดปีแล้วยังทำไร่เปิดร้านอาหารเลี้ยงลูกหลาน ทันทีที่เธอหาย คำแรกที่พูดกับลูกๆหลานๆว่า “เสียใจด้วยนะ ไอ้ที่แบ่งให้ขอคืนหมดนะ อย่าว่ากัน ฉันยังไม่ตาย” มีอย่างนี้ด้วย?

          ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณพี่ชายภรรยาผมท่านคงงงเพราะเราสองคนไม่รู้ไปกินอะไรมา จึงเป็นแบบนี้ เรื่องการเมืองหรืออะไรที่ท่านเขียนเราก็อ่านของท่านไปที่ส่งๆมาให้อ่าน เข้าป่าจับปืนมาแล้ว เป็นนักเรียนวัตถุนิยมวิภาษวิธี ท่านสุภา สิริมานนท์ มาร์กซิสไทยผู้เขียน แคปิตอลลิสต์ของมาร์กซเป็นไทย เล่มเก๋ากึกก็เคยศึกษาแล้ว ผมก็เคยให้ท่านมาเล่าเรื่องลัทธิมาร์กซบ่อยๆในสมัยโน้น-ผมแปลทฤษฎีกองโจรของเชกูวาร่า และแนวทางจูเช่ของกิมอินซุง-ปู่ของคิมจองอึล สรรนิพนธ์เหมา ทั้งเล่มติดตัวเหมือนไบเบิ้ลตอนนี้ แต่เราก็ยังคงอ่านไบเบิ้ลอยู่เล่มเก่าๆนั้นพร้อมๆกันไป ไม่รู้เหมือนกันว่า เป็นลัทธิอะไรไปแล้ว-ฮา

         ที่น่าแปลก อะไรที่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรืออะไรที่เป็นการฟื้นฟูอธิษฐาน(เคลื่อนไหวทางศาสนา)เราก็เหมือนเดิม(ความรุนแรง หรือความรักและถ่อมตัวเราไปได้ทั้งนั้น เหลืออย่างเดียวไม่จับอาวุธเด็ดขาด) ทั้งการเคลื่อนไหวฟื้นฟูทางศาสนา เราไปครบตามการจัดตั้ง แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกครั้งเราไปตามความสำนึก ยกเว้นปี๕๓ไม่ไปเพราะกลัวทหาร เพราะถ้าเขาทำอะไรเขาไม่ผิด เรา-ประชาชน-จัดตั้งด้วยเงินของใครไม่รู้? มันผิดๆถูกๆว่ะ

          เพราะพระบัญญัติข้อสำคัญคือ ”อย่าฆ่าคน” ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าตัวเองอย่าหยิบอาวุธฆ่าคน แต่หมายความว่า ไม่จ้างวาน ไม่เป็นเหตุ ไม่ข่มเหง ไม่บีบคั้น เป็นเหตุให้เขาคิดจะฆ่าใคร หรือคิดจะฆ่าตนเอง

          ทั้งๆที่เขาบอกว่าไอ้นี่ ข่มขืนแล้วฆ่า อำมหิต ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีโทษประหาร เพราะ “มัน”ทุกๆคนต้องตายอยู่แล้ว    

        ใครฆ่า “คาอิน” ก็จะมีโทษเจ็ดเท่า คาอินเป็นบุตรของอาดัม และเอวา รุ่นแรก เขาฆ่าน้องชาย-ชื่ออาแบ และยังปกปิด และทำเป็นทองไม่รู้ร้อน(อำมหิต) เป็นอาชญากรคนแรกของโลก

          พระเจ้าตรัสว่า คนที่ฆ่าคนบาป(คาอิน) จะบาปจนให้อภัยไม่ได้

          แต่เอะ คนที่ก่ออาชญากรรมเบื้องแรกต่างหากที่ “น่าตาย” พระเจ้ากลับให้อภัยคนนั้น เพราะเขาผิดพระบัญญัติ

          แปลกแฮะ แต่ถ้าดูข้อหนึ่งของหลักกฎหมายที่ว่า “ใครมีการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษหนัก”

          ผมถามว่า คนที่ก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย ไม่ว่าเขาจะเล็งผลไว้ก่อนก็ตาม  ถ้าเทียบกับคนทั่วไป “ที่ไปไต่สวนนักโทษ ไตร่ตรอง(ไม่นับผู้พิพากษา-เพราะเขาป้องกันตัวเอง ถ้าไม่ตัดสินประหารชีวิต ถ้าคดีนั้นกฎหมายบอกว่าต้องประหาร ไม่ทำ เขาก็ผิด) และเพียงแค่อ่านข่าว อ่านสื่อและไม่ได้รู้เห็นถึงสิ่งทั้งหมด แล้วบอกว่า –ให้ประหารหรือยอมให้มีโทษประหารค้าง “อยู่ในรัฐ”

             ระหว่างคนที่ก่ออาชญากรรมโดยตรง ที่เป็นนักโทษกับเราผู้ตะโกนว่า จงประหารเขาเสีย(คนที่บอกว่าลองคิดว่าเป็นลูกเมียเราที่ถูกทำอย่างนั้น คุณจะปล่อยให้เขาลอยนวลหรือ วันหนึ่งมันมาเจอลูกเมียผม มันอาจฆ่าลูกเมียผม แล้วผมจะทำอย่างไร?-ว่าไปนั่น ทั้งๆที่เขาไม่มาเจอลูกเมียคุณ และวางแผนฆ่าเลย” ทั้งหมดทั้งปวงคุณไตร่ตรอง ไต่สวนไปหมดเลยว่า

           “ประหารเขาเถิด เพื่อความสงบสุขในจิตใจของผม” ใครจะผิดใครควรจะได้รับโทษหนักกว่าใคร ระหว่างคุณผู้ถือเอาธรรมของคุณเป็นเกณฑ์กับนักโทษที่ควรจะถูกประหารผู้นั้น และคุณใช้สิทธิ-โดยปากของคุณให้ประหารเขา คุณรู้หรือเปล่าว่าพวกตะวันตก เขา ไม่ให้ประเทศเขา มีการประหารนักโทษเพราะเขาจะไม่มีส่วนในการ ทำผิด “พระบัญญัติข้อนี้ของพระเจ้า”

          แต่ของไทยบอกว่า ประหารเถิดถ้าต้องประหาร ก็ตามใจท่านนะครับ เพราะไม่รู้ถือว่าไม่ผิด? พระเจ้าบอกเสมอว่า “เราจะตอบสนอง”

            ไม่ต้องเอากฎหมายของพระเจ้ามาพูดหรอก ที่บอกว่า “อย่าฆ่าคน”ที่ผมได้อธิบายไปแล้ว เอากฎหมายปกติมาพิจารณาก็ได้ ที่ว่า “ใครสั่งฆ่าโดยการไตร่ตรองไว้ก่อนทั้งๆที่คุณยังไม่เกี่ยวข้องอะไรโดยตรง” คุณก็เหมือนเป็นอาชญากรผู้นั้นคือไตร่ตรองไว้ก่อน และสั่งฆ่า “แบบไทยมุง” ชัดๆ

            ความจริงนักศึกษาทุกแขนงวิชาก็ต้องผ่านความรู้ “นิติปรัชญา”นี้ทั้งสิ้นแหละ แต่ไม่สนใจกันเองเพราะมัวแต่โหนกระแสสังคมซาดิสม์

            มันต่างกันที่ว่าคุณไม่ถูกลงโทษเพราะ มนุษย์ทุกคนที่เป็นเจ้าของรัฐมีอำนาจมากกว่าพระเจ้าในทางเนื้อหนัง ที่สุดของนักลัทธิมาร์กซเขาบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน “ประชาชนจงเจริญ” ก็เห็นตายทุกคน

             แต่วิทยาศาสตร์(ที่ถ่องแท้ ทะลุจักรวาล ตามตัวกลางอีเต้อร์) ความถูกต้อง และความรัก มันไม่เคยตาย

             คำนำของทอปิคนี้ดูจะยาวจัง เรากลับมาใหม่ตรงที่ว่า “ไม่ใช่จิตกำหนดวัตถุ แต่การดำรงอยู่ต่างหากกำหนดวิธีคิด”

            เราอาจกล่าวใกล้ลงมาว่า ชนชั้นกำหนดวิธีคิดของเขา ถ้าจะถือว่าความคิด จากอายตนะภายใน(อัตวิสัย)ทั้งห้า-หก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ดำรงอยู่ตามภาวะวิสัย(อายตนะภายนอก)ของชีวิตแต่ละชนชั้น ก็จะกำหนดวิธีคิดของเขา

            อย่างเช่นชาวบ้านในชนบทจีนสมัยจักรพรรดิ มาร้องขออาหาร เพราะข้าวยากหมากแพง ฮ่องเต้-จักรพรรดิสมัยนั้นทรงหัวร่ออย่างอารมณ์ดี โอยง่ายจะตายไปอดข้าวก็ “กินหม่านโถแทนซิ”

            ชาวบ้านพอใจ ขอหม่านโถก็ได้ แต่ขุนนางทูลว่าหม่านโถในวังมีไม่พอ เพราะมันทำจากข้าว แล้วจะไปหาเลือดจากปูที่ไหนล่ะ เพราะประชาชนก็หาข้าวมาเข้าคลังฉางไม่ได้

             คงจะจำกันได้เมื่อคุณประยูร จรรยาวงศ์นักเขียนการ์ตูนแมกไซไซเขียนรูปลิงกินกล้วย เมื่อสมัยถนอม-ประภาส เมื่อข้าวแพง ท่านบอกว่าให้กินกล้วยแทน เด็กๆกินแล้วแข็งแรงดี ปรากฏว่าสมัยนั้นมันแพงเพราะข้าวยากหมากแพงอะไรก็แพงไปหมด แม้ท่านเป็นรัฐมนตรีคลังผีมือดี ยังตกม้าตายเลยที่บอกให้ประชาชนหันมากินกล้วย(แพงกว่าข้าวอีก)

           แสดงว่าทัศนะทางชนชั้นมันกำหนดวิธีคิด อย่างที่เรียกว่าไม่มีกฎหมายใดไม่ถูกตีด้วยตราแห่งชนชั้น

            เราเคยหัวเราะนักวิชาการหลายท่านในสมัยโน้นที่เกลียดทหาร และไม่ต้องการ การ “รัฐประหาร” เขาเสนอสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยเสรี แต่เมื่อเรารู้ว่าประชาธิปไตยในความหมาย ถึงเสรีภาพอย่างแท้จริง มันก็ต้องตีความว่า “ของใคร” คุณเชื่อไหม ประชาธิปไตยที่ทั้งเราๆท่านๆรวมทั้งของนัก วิชาการหอคอยงาช้าง มันเหมือนกันที่ไม่ต้องการเผด็จการ

            แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว กลุ่มนักศึกษาต่างเห็นว่าเสรีภาพทางเพศ “ฟรีเซ็กซ์”มันก็ปะปนไปด้วย อาจารย์ก็เอากับเขาคือเสรีภาพทางวิชาการ มันก็ใช่ แต่สปิริตของความเป็นกลางทางวิชาการมันคาบเกี่ยวกับการเข้าข้างนักการเมือง จะถือว่าเป็นกลางไหม?

            เช่นพรรคเพื่อไผหายไปไหน? หรือพวกกปกส.-พรรครวมพลังสยามอะไรประมาณนั้น ทำให้วุ่นวาย ความเห็นของนักวิชาการแบบนี้(เลือกข้าง –เสมือนการเปิดเผยทัศนะของชาวลัทธิมาร์กซ-ว่าเราจะเลือกข้าง?) ใครเขาจะให้ เพราะถ้าเราถือว่าเอากฎหมายเป็นเกณฑ์ มันก็ผิดเพราะตอนนั้นเขาบังคับว่าห้ามยุ่งการเมือง เราไม่ยอมก็ได้ แต่เขามีปืนบังคับให้เป็นไปตามกฎของเขาได้ เรากล้าสู้ก็ได้ไม่มีใครว่า

            หลังสิบสี่ตุลาคมหรือก่อนนั้นคือประมาณปี๒๕๑๕ถึงปี๒๕๓๕ ถือว่าเสรีภาพทางวิชาการ ที่มันต้องเลยเถิดไปเลือกข้างได้ และประวัติศาสตร์บอกว่านักวิชาการสมัยนั้นทำถูก  ก็นี่อย่างไรเรามีประชาธิปไตยเพราะนักวิขาการและนักศึกษาที่กล้าหาญเหล่านั้น เพราะมีความรุนแรง ที่ไม่เลือกข้างไม่ได้ ต้องยอมเผยทัศนะเรื่อง “เลือกข้าง”

           เพราะเราถูกเผด็จการที่ครอบงำจากต่างชาติย่ำยีคนไทย เราจึงไม่ยอมอยู่ใต้แอกกฎหมายชนิดนั้น ไม่ใช่หรือ?

         แต่มาถึงยุคที่มีรัฐธรรมนูญปี๒๕๔๐ ถึงปี๒๕๕๗ (ช่วงทักษิโณมิคส์มีการสร้างเผด็จการทางสภา-ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่มบอกว่า ไม่ใช่เผด็จการสภาแต่เป็นประชาธิปไตยเลือกตั้ง และก็ได้มีการรัฐประหารของทหารของคมช. และเลือกตั้ง และเป็นประชาธิปไตยที่พวกคุณก็รู้เป็นของกลุ่มธุรกิจการเมือง และไม่เอกฉันท์ในส่วนทั้งหมด และรัฐประหารของรัฐบาลประยุทธ์-คสช. ที่ฝ่ายหนึ่งรวมทั้งผมถือว่า ชอบธรรม แต่อีกฝ่ายบอกไม่ชอบธรรม)

          ซึ่งระยะนี้ เราต่างเข้าใจกันว่ามีกลุ่มธุรกิจการเมืองที่เข้ามาเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่อิงการเมืองแทนที่พลังทางเศรษฐกิจแบบเก่า เขา(นักวิชาการหอคอยงาช้าง-นิยมประชาธิปไตยสหรัฐ)ยืนมองดูพลังจากภายนอกที่ทลายโครงสร้างทางสังคม-ที่เขาถือว่าล้าหลัง จนพลังภายนอกเข้าแทนที่รากฐานทางสังคมไทยถูกทำลายไปจนเลยเถิด ด้วยทาสความคิดที่อยากเห็นทหารและศักดินาสลายลง?โดยไม่มีการจำแนกว่าไหนรักชาติและวัฒนธรรมความเป็นเอกภาพและการดำรงอยู่ของสังคมไทย

          แม้จะมีความก้าวหน้า ที่สากลยอมรับได้ แต่เขาได้ทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจนายทุนน้อยและนายทุนกลางลงไป(ที่เป็นแนวรบทางเศรษฐกิจที่จะต่อกรกับเศรษฐกิจการเมืองจากทุนต่างชาติ กลุ่มธุรกิจการเมือง ทำลาย พลังสู้รบ –นั่นคือพลังการแข่งขันของพวกเขา-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการแสดงออกของพวกเขาตรงเผงทีเดียว) รวมทั้งกลไกรัฐที่จำเป็นบางกลไกที่ยังคงเป็นรากฐานสังคมไทย อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป แม้ว่าในหลายส่วนของเขามีความก้าวหน้าสูง เช่น ชนชั้นกรรมกรชาวนามีความหวัง ระบบราชการที่อืดอาดถูกทำลายลง ภูมิภาคและท้องถิ่นมีการขยายตัวสามารถมีพลังต่อรองทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมจากส่วนกลางได้เกือบจะเบ็ดเสร็จ

                แต่เขาได้ฉวยโอกาสสร้างกลุ่มนายทุนนายหน้า ธุรกิจการเมืองเข้าแทนที่กลุ่มขุนศึกนายหน้าลงเกือบจะราบคาบ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาทำได้ดี แต่การเข้ามาของพวกเขาได้ฉวยโอกาสเก็บตกผลประโยชน์ที่ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นผลพลอยได้(เขาพูดว่าเขาจะทำให้เรือลำนี้ร่ำรวย แต่ไม่ได้บอกว่ากัปตันเรือและพวกลูกเรือจะเก็บโกยก่อน และมือยาวกว่าแค่ไหน ผู้โดยสารก็จะรวย แต่ ไม่ได้บอกมาก่อนว่าให้เตรียมอุปกรณ์กอบโกยขึ้นเรือหรือเปล่า เอาหล่ะที่ได้แน่ๆกินอยู่มีห้องแอร์ อาหารชั้นดีร่วมกันไปก่อนนะ แหม่ผู้โดยสารก็ชอบไปวันๆนะซิครับ  ถ้าใครขืนมาเปลี่ยนอะไรตั้งแต่กัปตันลูกเรือผิดไป ก็อาจถูกกัปตันและลูกเรือแหย่ให้ผู้โดยสาร โยนกลุ่มใหม่ลงทะเลแน่ เพราะห้องนอนดีๆอาหารดีๆ ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน ไม่เคยได้หมายปองมาก่อน ใครไม่ชอบวะ โดยเฉพาะคนๆนั้นอย่าว่าเป็นระดับรัฐมนตรีเลย ตลกคาเฟ่อย่าง หลายคนยังมีวุฒิภาวะราศีกว่ามาก ตลกการเมืองฝืดๆหัวเถิกก่อนวัยจะสู้ได้หรือเปล่า? พูดออกมาได้ถ้าไม่มีท่าน ก็ไม่มีพรรคเรา อย่างนี้รับรองว่าไม่ใช่ “สันดอนทาส”แน่ๆ เพราะมันขุดทิ้งไม่ได้ ก็เมื่อเห็นระดับรัฐมนตรีตอบปัญหาเรื่องข้าวเพลานั้น ผมเพิ่งจะเคยเห็นระดับรัฐมนตรี คนไหนทำหน้าไปไม่เป็นขนาดนี้ ดีไม่ดีใครอยู่ในห้องส่งแถวนั้นคงได้กลิ่นใคร “ขี้แตก”เหม็นโฉ่ไปหมด วุฒิภาวะ-มาจัวลิตี้มันก็มีแค่นั้นแหละครับ -ฮา)

               พวกเขากอบโกย ไม่ใช่แต่ผลพลอยได้ แต่เป็นดอกผลที่เต็มมัดเต็มมือคือสร้างกลุ่มทุนนายหน้า กอบโกยผลประโยชน์ส่วนเกินที่สังคมทั้งสังคมมีและผลิต เข้าไปในระบอบใหม่ของเขา จนเกิดชนชั้นธุรกิจการเมืองที่มีขนาดหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจไทย (นี่เป็นรายงานจากต่างประเทศ-เขาเข้าถึงปริมณฑลของระบบสวัสดิการของรัฐเขาเข้าไปถึงวงการศรัทธาซึ่งข้องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ศักดิ์สิทธ์ เงินเหล่านั้นเป็นเงินออมสำคัญที่ถือว่า  เป็นพื้นฐานเศรษฐกิจแหล่งมหึมาที่สำคัญของสังคมไทย-

                นักวิชาการหอคอยงาช้างเหล่านี้เหตุไฉนใยฉะหนอจึงวางเฉยในการ กระทำชำเลาที่เห็นโทนโท่(เพียงต้องการจะเห็น-ซาดิสต์ การทลายของประเพณีเก่าที่เขาสมมุติว่าเป็นระบอบศักดินา ทั้งที่มันไม่ใช่ แต่มันเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่ยังดำรงอยู่อย่างแยกไม่ออกในสังคมไทย)

             พอมีรัฐธรรมนูญปี๒๕๖๐แล้วยังมีคนกลุ่มหนึ่งคาใจ

          พรรคเพื่อไผ พรรคหัวนมใหม่ รวมทั้งเจ้าลัทธิหอคอย สบถคำ “เพื่อไผไปไหน” นักเขียนไม่รู้จักวันนี้ รู้แต่วันวาน ตะโดน “กปกส.ยุ่งทำบ้านเมืองเสียหาย” และตะโกนว่า ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี๖๐เพราะเป็นรัฐธรรมนูญออกมาจาก “ไข่เผด็จการมั้ง์?”

            และถามว่าก็ผ่านมติมหาชนแล้ว ก็แย้งว่าไม่ใช่มติจริง

            ถามว่าปี๔๐ที่เป็นต้นแบบของพวกท่าน มันจอมปลอมไหม?ที่ให้คนจบปริญญาตรีเป็นส.ส.ได้ ถ้าไม่จบ(แหมเข้าข้างลูกศิษย์จัง)เป็นไม่ได้-ผมไม่จบเพราะมัวเข้าป่าจับปืน ปีนั้นเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ ไปรับจ้างสมัครส.ส.ให้พรรคนับร้อยกันเป็นหมื่นๆ

            ตอนนั้นผยองกันจริงว่าเป็นรัฐธรรมนูญดีกว่าปี๒๕๑๘-หลัง๑๔ตุลา๑๖ที่รอมานานตั้งแต่หลังสฤษดิ์ ธนรัชต์

            แหม่ ตอนนั้นบังคับไพรมารี่โหวตก็คงจะดี ให้บัณฑิตเหล่านั้นไปหาสมุนในจังหวัดให้หัวโตไปเลยสักห้าร้อยก็พอ-ฮา

          แล้วเหตุไฉนจึงยังคงเร่งให้มีการเลือกตั้ง เหตุไฉนใยฉะหนอไม่ยุติการเมืองของพวกตนชั่วคราวคือไม่ขอลงเลือกตั้ง หรือเป็นเพราะจะอาศัยเวทีสภาเป็นเวทีต่อลองเพื่อการเปลี่ยนแปรงรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามที่ตนเองปรารถนา แล้วเริ่มเคลื่อนไหวลับๆล่อๆ ถ้าเขาพบว่าทำผิดก็อย่ามาโวยว่าถูกยุบพรรค เพราะถ้าไม่ยอมรับกฎก็ไม่ต้องเข้ามาลับๆล่อๆในกฎ

          คนเขาดูออกว่าไม่เป็นกลาง(คุณมันเข้าข้างพรรคนั้นๆอยู่ดี-เหมือนกับที่ผมเข้าข้างทหารหรือพรรคที่เข้าข้างพรรคทหาร) แล้วไปทำโมเมว่าเป็นเสรีภาพของผมตามหลักสากล ก็คงไม่มีใครว่าอะไร

           แต่เขามีอำนาจอยู่ในมือและเขาเป็นผู้บังคับตามกฎหมายไม่ทำอะไร เขาก็ผิด ก็วงจรอุบาทว์อย่างนี้ลักหลั่นกันไป เขาเป็นรัฎฐาธิปัตย์ คุณกล้าสู้ก็เรื่องของคุณ แต่ผมกลัวครับ เพราะเวลาถูกจับผมติดคุกไม่มีใครช่วย และถ้าผมมีเงินผมก็หนีไปกับเขาไม่ได้ เพราะผมกลัวเครื่องบิน ชีวิตนี้ไม่เคยขึ้นเครื่อง และผมคงไม่มีบ้านในประเทศโน้นประเทศนี้ ป่าที่มีอยู่มันโกร๋นไปหมดแล้วเข้าไปเขาเอาโดลน-บินมาตามก็จบ

         เห็นเสื้อแดงตายฟรีก็มาก เห็นจตุพรติดแล้วติดอีก แต่วันเกิดของใครมันฟุ้งฟิ้งจริงๆ ไม่เอาดีฝ่า-ห้วย คนไทยตาดำๆอย่างผมเลือกทหารดีกว่า กินเงินคนชรา นี่ได้ข่าวว่าจะเพิ่มให้อีก

          เรามาย้อนดูประวัติศาสตร์ของกลุ่มนักวิชาการและขบวนการในช่วงสับสนตั้งแต่๒๕๑๕-๒๕๓๕  โดยเอาตอนหลังปี๒๕๑๖เป็นเกณฑ์ เราพบว่า(ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องที่ว่าทำไมเรากลับหันไปรับเอาเผด็จการทหารเป็นแนวร่วมกับเรา จนบัดนี้)

           เมื่อเคลื่อนไหวลึกซึ้งไปเรื่อยๆพบว่า มันมีหัวเลี้ยวหัวต่อของแต่ละชั้นชนที่ย่อยออกไป มันไม่เหมือนกันทีเดียวทำให้เกิดสลับขั้ว

            พอเราเข้าใจจากการคลุกคลีเข้าไปในการเคลื่อนไหวจริงๆ เราต่างพบว่าทหารชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการชั้นผู้น้อย จริงๆต่างต้องการประชาธิปไตยในแบบหนึ่งเหมือนกัน และใกล้กับชนชั้นกรรมกร ทั้งกระบวนการการทำงาน และกระบวนการใช้เครื่องมือการผลิต(อาวุธ)และความเป็นส่วนหนึ่งของจักรกลของขบวนการงานของพวกเขา

            เราจึงแยกออกว่า ในความเป็นไปของแต่ละชนชั้นถ้าไม่ไปสัมผัสเขา เราจะไม่รู้ไม่เข้าใจ พอให้เป็นทหารก็คงคิดแบบทหาร(เหมือนถูกสาบให้อยู่ในความไม่สมเหตุสมผล ไม่ต่างอะไรกับชนชั้นกรรมาชีพ ที่ขันแต่ น็อตล้อทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ไปมองจุดอื่นว่ามีส่วนไขบานพลับประตูรถยนต์ในสายการผลิต)

            จนกระทั่งนักวิชาการที่พูดว่า “พรรคเพื่อไผหายไปไหน”

            หรือนักเขียนที่พูดว่า “กปกส.ทำให้เกิดความวุ่นวายในปัจจุบัน”

            เขายังเป็นอย่างที่เคย ไม่ว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร?ห้าสิบปีแล้ว เขาหรือท่านยังเป็นอย่างเมื่อวานนี้ “ช่างรักษาอุดมการณ์ดีแท้!

             เพราะท่านยังดำรงชีพเป็นชั้นชนปัญญาชนเหมือนเดิม ต่อให้บุกป่าฝ่าเขาไปนั่งคุยกับชาวไร่ชาวนา หรือชุมชนเข้มแข็งโดยท่านนั่งสาธยาย  รอบๆคนเหล่านั้น และพรั่งพรูไปด้วยงานค้นคว้าประสบการณ์ชั้นปรมาจารย์ มันยังคงตีไปด้วยตราแห่งชนชั้นอย่างเหนียวแน่น

             แม้ว่าท่อนหนึ่งของชาวลัทธิมาร์กซเทียม ที่ว่า “ชุมชน(คอมมูน)จะเข้มแข็งและปกครองตนเองได้” ก็ผ่านความเป็นไปเอง ออโตโนมี่

            แต่เนื้อหาสาระของการผ่านจากทุนนิยมไปสังคมนิยมก็จะออโตโนมี่ มันไม่จริง เพราะต้องผ่านเผด็จการทางชนชั้นอย่างเดียว-ฉันใดก็ฉันนั้น

             ในกรณีประเทศไทย ชุมชน(คอมมูน)จะเอาชนะได้ก็ต้องผ่านอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ที่ต้องปกป้องคุ้มครองอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างที่ปรมาจารย์ท่านนั้นพูด มันก็ลงอีหรอบเดียวกับ สมัยการปฏิรูปโดยพรรคนั้นที่ให้ชาวนาขายข้าวในราคาประกัน๑๕๐๐๐ต่อเกวียน ที่เรียกว่าขายไปเพราะเงินประกันมันนอนนิ่งตายไปแล้วไม่มีใครไปเอาข้าวคืน เพราะมันให้เงินเกินราคาไปแล้ว

            แล้วเครื่องมือการผลิตที่ชาวนาจะได้จากการขายข้าว มันเป็นกระบวนการเร่งความมั่นคงแก่นายทุน รถเงินผ่อน มอเตอร์ไซด์เงินสด การใช้ปัจจัยการดำรงชีพสมัยใหม่ยิ่งยืดวันตายของทุนนิยม แต่เร่งวันตายของชุมชน(คอมมูน)ชาวนาในชนบท  ชนบทจึงกลายเป็นเมืองที่ขึ้นต่อเมืองใหญ่ไม่ใช่ชนบทเป็นอิสระจากเมืองใหญ่

             ดังนั้นประชานิยมที่ขาดการควบคุมจากรัฐ(ที่วางใจได้-ผมยังวางใจคณะทหารประยุทธ์เพราะโอกาสที่เขาจะกลับไปเป็นรัฐทหารเมืองขึ้นตะวันตกน้อยลง ไม่เหมือนสมัยถนอม-ประภาส)

            เพราะกระแสตะวันออกแห่งประชาชาติประชาธิปไตยแรงกว่า ที่สำคัญถ้ากลุ่มที่เรียกว่ากปกส.ไม่พอใจรัฐบาลประยุทธ์ที่มุ่งรับใช้ตะวันตกอย่างที่เคยๆ หันไปร่วมกับอีกฝั่งก็ลงอีหรอบเดิมเหมือน ๑๔ตุลา และพฤษภาทมิฬ คือประชาชนก็จะชนะเหมือนเดิมและรวดเร็ว

           ตั้งแต่วันนั้นปี๒๕๕๗ ปีรัฐประหาร จนบัดนี้ ท่านและคณะไม่เคยหักหลังประชาชน ตรงกันข้ามอยู่ข้างประชาชน แม้จะไม่ชัดเจนหรือดำเนินแนวทางที่ถูกทั้งหมด แต่เกิน ๗๐ในร้อยก็พอแล้ว เอาอะไรกันอีกวะ หรือครับ? ที่ว่า “วะ”สำหรับพวกทารกไร้เดียงสา ที่ว่า “ครับ” สำหรับอาจารย์และนักเขียนวันวาน ผมจะพูดหรือว่าใครยังจะแยกว่า ไผเป็นไผเหมือนกันไม่ใช่ว่าส่งๆ เพราะเมาน้ำลาย

            ความคิดของท่านไม่ต่างอะไรกับพวกเคาสกี้(สากลที่สอง-พวกรีวิชั่นนิสต์) ที่เน้นพรรค(ฉวยโอกาส-พรรคเพื่อไผในอุดมคติของท่าน –เรียกหาอาลัยทุกวี่วัน)ผ่านสภา ธรรมชาติพรรคนี้พาคนไปตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า(ปี๕๓)เอาประชาชนไปล่อเป้า แต่แกนพรรคไม่ตายไม่ถูกขังสักคน สำแดงความเป็นพวกฉวยโอกาสชัดๆ บวกกับพวกทารกหัวนมเก่า มันพลอยพยักกันไปใหญ่

             “ทหารยังคงเป็นปัญหาของท่านทั้งหลาย!วันนี้ก็เหมือนวันวาน

              คนแดนไกลผู้นั้นก็หัวร่อไปวันๆ กับวันวานที่ผ่านเลยของท่าน ที่ไม่เคยผ่านไปจากชีวิตของท่าน ผมคงไม่ติติงท่านมากนักถ้าเป็นความสุขของท่าน วันนั้นเราเคารพท่าน จนไม่อยากติติง เพราะอย่างน้อยท่านสอนให้เราคิด แต่วันนี้ยิ่งไปกว่านั้น เราท้วงติงไม่ได้เพราะนั่นมันเป็น “ศิลปะ-จิตรกรรม” ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของพวกท่าน จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

                นี่อีกเรื่องหนึ่ง วันนี้มันก็เลย ๒๔มิถุนายนหลายวันแล้ว

                ผมเห็นท่านเกษมสุข เดินนำหน้า สาวๆหลายคนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าผมพอใจกับข้อเรียกร้องของท่านมาก

                เพราะมันเหมือนสร้างนโยบายเฉพาะหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผมชอบมาก เราต้องเคลื่อนไหวเริ่มจากความเป็นจริงและปากท้องของตนเอง ประชาชนจึงจะเข้าใจ

                “สุดยอด” ให้เบี้ยคนชรา สามพันต่อเดือน

                ลูกจ้างประจำถ้ามีเวลาครบก็บรรจุเงินเดือนและเป็นข้าราชการ

                 ลดค่าน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ลดค่าแก้สหุงต้ม

                 ผมดีใจว่ามีพรรคสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์เกิดใหม่แล้ว

                  พลันกลับ ได้แต่ถอดถอนใจใหญ่เพราะ

                   กลยุทธ์ นโยบายเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าถูกต้อง ก็จะชนะ

                แต่ที่เซ็งเพราะข้อแรก ปัญหามิตร แท้ศัตรูเทียม เป็นยุทธศาสตร์แรกของการปฏิวัติและเคลื่อนไหว

                 มาร์กซเคยพูดว่า “ชนชั้นศักดินาได้ชูย่ามเก่าๆของชนผู้ยากไร้ขึ้นโบกแทนธง และเมื่อผู้ยากไร้เดินตามไป ก็เห็นตราศักดินาเก่าอยู่ที่ก้น ต่างโห่ฮาป่าและแยกย้ายกันกลับไป”

                 นี่ก็มาอีกแนว “พวก ๒๔เมถุน” ก็ได้นำธงประชาชาติประชาธิปไตยประชาชน โบกนำขบวน และเมื่อผู้ชอบธรรมทั้งหลายเดินตามไป ก็พบว่าที่ตูดกางเกงยีนส์ใหม่เอี่ยม เขียนว่า เมดอินฮ่องกง

                ท่านปรมาจารย์ถามว่า พรรคเพื่อไผไปไหน ก็ไปถามพวก๒๔เมถุนซิครับ หรือไปดูตลกฝืดเวลาเพ้อถึงท่าน มันคุกเข่าไปทางตะวันตกหรือตะวันออก ก็เดิมมันหันไปทางใต้ แต่เดี๋ยวนี้ไปทางตะวันออกไม่ใช่เร่อะ

                เหมาเจ๋อตงกล่าวว่า ถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู เราเองนั่นแหละจะเป็นอาชญากร ของประชาชนตัวจริงครับ

                และการเข้าใจมิตรแท้ศัตรูเทียมต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ทางสังคมของคนที่นั่น ไม่ใช่ว่าจะเคลื่อนไหวในประเทศไทย “เสือกไปเอาประวัติศาสตร์ของฮ่องกง หรือสิงค์โป แฮ่ๆ อินโดนีเซีย-ของจากาต้าโพสต์ด้วย หรือสหรัฐแล้วมันจะเห็นมิตรแท้ศัตรูเทียมได้ตรงไหน?”

                มีอย่างที่ไหนเริ่มต้นก็๒๔มิถุนายน(ทหารเรือเขาก็มีส่วนใน ๒๔มิถุนายนโดยหลักๆ) แต่เรียกร้องดีหมดทุกอย่าง จบลงด้วย ไม่เอา “เรือดำน้ำ” เพราะเรือดำน้ำมันแพง เอามาซื้ออะไรต่อมิอะไรได้อีกเยอะ โดยเฉพาะลดทหารลงไปอีก(มีงานให้เขาทำแล้วหรืออีกแสนกว่านาย? “กลุ่มหนึ่งให้เขามีเงินเพิ่มแต่ให้อีกกลุ่มหนึ่ง “ตกงาน” มันแลกกันดีจริงๆ?” และไม่เห็นหรือลูกชาวไร่ชาวนาทั้งนั้น เขามีเงินให้พ่อแม่อีกคนละเท่าไร ไม่ต้องประชานิยมอ้างโน่นนี่ “นี่แหละสวัสดิการของรัฐโดยแท้” ที่เดินๆนั่นลืมไปเอาเท้าคิดหรืออย่างไร?นักเศรษฐศาสตร์รุ่นไหนวะ-ฮา)

                   ที่เขาคิดกันว่า ต้องเอาเรือดำน้ำเพราะตรงนั้นมีโจรสลัด(หัวเราะไปเถอะ ตรงนั้นมันเป็นอาชีพเป็นพันๆปีแล้ว) หรือท่านคิดว่า ทหารเรือเขาอยากมีของเล่น หรือ เผื่อฟลุค “ได้ส่วนต่าง” คิดได้ คิดไปเถอะแต่ถ้าคิดว่าจะแซะทหารก็ขอย้อนไปหน่อยว่า เขาเป็นทหารแบบเดิมๆตามคนที่เรียกหา คนแดนไกล หรือเป็นความเคยชินของการเรียกร้อง เกลียดทหารเพราะพวกไปเรียนนายร้อยมันโก้กว่า สาวๆชอบ เราเป็นแค่วิศวกรหอบตำรา สาวเมิน ก็น่าจะมี เขาเรียกว่าฝังใจ(มันย่อมมี เพราะปัญญาชนชื่อดังยังมีรสนิยม “ตุ๋ย” อยู่เลยคงดังมากจนนายตำรวจใหญ่บอกว่าพูดไม่ได้เสียจรรยาบรรณ อย่างนี้ก็มี แต่เห็นตบบ้องหูชาวบ้านที่ยังไม่รู้ผิดถูกหน้ากล้องยังมีเลย แถมต่อหน้าลูกๆอีกสองคน

         ขอร้องเถอะไอ้ประเภทหาเสียงหาพวก จากถนน มันไปได้อยู่นี่ ทำไป เถอะมันเป็นวิถีสุดท้ายของประชาชนคนยากจน แต่ขอร้องกลับมาคิดใหม่ที่ลูกพี่ชอบพูดสมัยรุ่งเรือง เอามาใช้ตอนนี้ก็ไม่สาย “คิดใหม่ ทำใหม่”

            สองสามวันมานี้ เห็นจากาต้าไทม์(ผมไม่รู้เขาใช้คำไหน  ชิมบุน หรือนิวส์ โพสต์- แสดงว่าผมไม่ค่อยใส่ใจ แต่เอาเสียหน่อย)เขาบอกว่าให้ทหารไทยพักไปเลือกตั้งมาก่อนแล้วค่อยมารับหน้าที่มาเป็นผู้นำอาเชี่ยน แล้วดัดจริตมาพูดว่า ประเทศอาเชี่ยนจะอายเขาเพราะมี “รัฐทหาร”เป็นผู้นำอาเชี่ยน

              ประการแรกดัดจริตว่า ตอนนี้พวกคุณไม่ใช่พวกอำนาจนิยมหรือ? ประเทศคุณมันตัวใหญ่เลยครับ แต่พอมาเลือกตั้งหน่อยเอาล่ะเป็นพี่ใหญ่

              จริงๆไม่อยากจะพูดท่านหลุดออกมาจากต่างชาติก็สมัยซูกาโน่ ที่มีภรรยาเป็นญี่ปุ่น ไม่ต่างจากอูอองซาน หรือปรีดี พนมยงค์ของไทย และต่อจากนั้นเป็นซูฮาโต้ (คล้ายๆจอมพลป. สฤษดิ์ ถนอม-ประภาส)งานนี้ยาวพอๆกับมากอส แต่หนักกว่าปังจุงฮี

               แล้วไทยมี๑๔ตุลาคม๒๕๑๖ ขณะที่ก่อนนั้นท่านมีชาวพรรคคอมมิวนิส์ที่มีการจัดตั้งเพื่อระบอบรัฐสภามากที่สุดในโลก

               ประทานโทษ ตอนนั้น เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยมีโอบาม่าหนุนอยู่ แล้วก็เป็นอยู่อย่างนี้ไม่ใกล้ไม่ไกลกับสมัยชวน หลีกภัยของไทย

               มีข้อสังเกตว่า กระบวนการทางสังคมอินโดนีเซียช้ากว่าไทยไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี ผิดกันตรงที่ว่าแต่ละยุคการปกครองของอินโดนีเซียจะอยู่ยาวกว่า คงเป็นเพราะว่ากว่าจะลำเรียงข่าวสารให้ครบทุกเกาะมันใช้เวลา พอยิงปืนใหญ่กว่าจะเข้าใจกันมันนาน อินโดนีเซียคงไม่มีสำนวน “ไกลปืนเที่ยงแน่นอน” ดีนะถ้าไม่มี “ปาลัปปา”จะหนักกว่านี้      

                ต่อจากนั้นไทยมีระบอบเผด็จการสภา (ไม่รู้หมู่หรือจ่า-ว่าทำไปทำมา อินโดนีเซียจะอยู่ระยะปีต้นๆของระบอบทักษิณหรือเปล่า พัฒนาการทาง สังคมไทยไปไกลกว่าเยอะอย่าอวดดี เพราะออกมาจากอิทธิพลของต่างชาติพอสมควรนานแล้วหรือ?)แล้วจากาต้านิวส์ก็อย่ามาโอดครวญกับผมนะครับ

               ประการที่สอง ที่ว่า “ดัดจริต” เขาตั้งสมาคม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งนาน  ไทย มาเลเซีย สิงค์โป เขาเรียกอาสา ต่อจากนั้นก็มีแหลมทอง ต่อจากนั้นก็มีซีอาโต้ พอหลังสงครามเวียดนามก็มีประเทศอินโดจีนเข้าร่วม ไหนๆก็ไหนๆเชิญฟิลิปปินส์ และพวกท่านมาทีหลัง แต่ก่อนเห็นเปิดบันดุง เป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอยู่นาน

               แล้วจุดมุ่งหมายของอาเชี่ยนมันเป็นไปทางเขตเศรษฐกิจพิเศษครับ ไม่ใช่การเมืองการทหารอย่างซีโต้ แล้วพวก “คุณมาจากไหนครับ ว่าไม่เอารัฐบาลทหารมาร่วมด้วย” ไปออกกฎกติกาเมื่อไหร่ครับ “ดัดจริตมาจากไหน?” แล้วถ้าเอาเวียดนามมา เป็นประชาธิปไตยแบบไหน? เขมร หรือลาวเป็นแบบไหน? มันก็ยุ่งตายห่า ก็ยกให้พวกคุณเป็นผู้นำก่อนดีไหม?(ผมไม่ได้ว่าคนอินโดนีเซีย  “ผมว่าไอ้คนไม่กี่คนที่เขียนข่าว” ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเดี๋ยวคนบ้องตื้นอย่างคุณ ไปบอกว่า “ผมว่าคนอินโดนีเซียว่ะ” แต่บางคนในประเทศคุณอาจคิดแบบคุณก็คงมี ก็ไปพามาเคาะกบาลผมก็แล้วกัน หรือจะให้นั่งเรือไปให้เคาะกบาลถึงที่ก็ได้)

           ประการที่สาม “ดัดจริต อย่างที่เรียกว่า หนังแห้งไม่เคยปอง” ที่ผมจะไปหาคุณเพื่อให้คุณเคาะกบาลเล่น เพราะผมไม่นั่งเครื่อง  จะหาทางไปบ้านคุณทางบกไม่มี แล้วมาแส่ว่าเป็นผู้นำอาเชี่ยนไปแต่ทาง เรือ คือเรือบินหรือเรือน้ำ ส่วนรถยนต์คนไทยชอบไป ไปไม่ได้ครับ

           ที่พออ้าปากได้ เมื่อนายหัวประธานาธิบดีสหรัฐ คนเดิมเป็นคนที่สนิทกับประเทศคุณ ดูเหมือนเคยมาพำนักในวัยหนุ่ม ก็พลอยได้ลืมตาอ้าปาก และจะสร้าง ทีพีพี (ยุทธศาสตร์ จากญี่ปุ่น เกาหลี มาขึ้นเวียดนาม ผ่านไปมาเลเซีย สิงคโปร์ และไปอินโดนีเซีย –ญี่ปุ่นย้ายฐานรถยนต์ไปอินโดนีเซียส่วนหนึ่ง) แต่นายทรัพป์ไม่สนใจ

           จีนถือโอกาสผ่านไปทางบกจากไทย ไปสิงคโปร์ ทำท่าจะไปอินเดียด้วย จีนจะแย่งอินเดีย ตอนนี้โลจิสติกส์ไทยดีสุดรองสิงค์โปร ไทยจะพาจีนเข้าอินเดีย ผ่านพม่า อันดับไทยจะพุ่งเป็นศูนย์ใหญ่  หนึ่งในสิบโลก ทันที แพ้สิงค์โปร-ตัมมูสิค หนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตรของพญาศรีธรรมโศก แค่จมูก

           จากาต้าร์โพสต์นี่ เข้าทาง ใครเอ่ย แต่ฟังไปฟังมา การขยายตัวของจีดีพีไทย สมัยท่าน(ประยุทธ์)มาในขณะที่ไทยลดลงหลังความสามารถของพี่น้องสองศรีนั่น จึงประโคมไปว่าจีดีพีลดตั้งแต่รัฐประหาร

            แท้จริงมันใช่ที่ไหน มันลดเพราะมันสู้กันไปสู้กันมาใครจะเอาเงินเข้ามา หลังจากนั้นจีดีพีดีขึ้นเพราะบ้านเมืองสงบ(ต่างชาติ เขาไม่รู้ใครผิดถูกหรอกครับ บางทีทำเป็นไม่รู้ก็มี) เอาอย่างนี้ดีกว่า

            หลังเลือกตั้งถ้าคนแดนไกล คิดจะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย มองในด้านกลับ  คงจะสงบยากเพราะไอ้กลุ่มคนที่ไม่เอา คนแดนไกล มีหรือเขาจะหยุด(ไอ้ที่ขู่ว่าถ้าไม่ชนะไม่จบ-ฟังให้ดีๆพวกเลียตูดทั้งหลาย มันเผย “หางแดง”ออกมาแล้ว พวกเลียตูดก็คงหางแดงไปด้วยซิถ้า? และปรมาจารย์ผู้รักแนวทางสภาสันติไม่ได้ยินหรือ?)

             และเขา(กลุ่มที่ไม่อยากเลือกตั้งแต่ก่อน เคยชนะเพราะทหาร เขาก็จะชนะอย่างที่เป็นอยู่นี้อีก ไม่คิดบ้างหรือ?ผมไม่ได้ขู่นะครับ คนที่ไม่ชอบเลือกตั้งมีนับสิบๆล้าน ลองไปสุ่มถามดูเอาเองไม่ชอบเพราะอะไร?) นี่อย่างไร ผมกำลังจะบอกให้เขามาเลือกตั้งกันเยอะๆ มันจะได้ทลายกันให้เห็นๆโดยไม่มีใครเจ็บใครตาย เอากันทางสภานี่แหละ ง่ายกว่าเดินลงถนนเสียอีก เหนื่อยจริงๆ กับการเดิน

             ถ้าหลังการเลือกตั้ง มันถล่มทลาย อีกฝ่ายที่คุณคิดว่าเขาโง่ที่ชอบรัฐประหาร ก็ต้องเป็นอย่างเดิมคือโง่ที่จะให้ทหารเข้ามาเหมือนเดิม หรือท่านพร้อมแล้วที่จะทำให้บ้านเมืองเป็นแบบเดิม-ฮาไหม?

            กลับมาดูที่ เขมร ลาว เวียดนาม ขยายตัวเกินหกต่อปี ไทยเหลือสี่ ต่อปี พวกไม่เอารัฐประหาร ตีปีบกันใหญ่ แล้วเหตุไฉนไยฉะหนอไม่พูดถึงสิงค์โป มาเลเซียที่ขยายน้อยกว่าไทยทั้งๆที่มีประชาธิปไตยเลือกตั้ง  

            ก็ไม่ยากเพราะ “หนังแห้งไม่เคยปอง”พอหนังหมูมันขยายตัวมันจะพองอย่างไรล่ะมันเห็นชัด แต่ของที่มันพองอยู่แล้ว มันยังขยายตัว แต่เห็นไม่ชัด พูดไทยเป็นไทยคือ คนที่มีรายได้น้อย มันรวยขึ้นมาหน่อย จะเห็นมาก แต่ไอ้ที่มีรายได้มาก ขยายมากหรือเท่าเดิม จะไม่เห็น

               เอาเป็นว่าถ้าคุณมีเงินหนึ่งล้าน ได้มาอีกแสนมันก็ ๑๐เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีเงินหนึ่งแสน ได้มาแสนมันก็ขยายตัว ๑๐๐เปอร์เซ็นต์ จะหลอกอะไรกันอีกล่ะครับ

               สุภาษิตเหนือที่ว่า “หนังแห้ง บ่เกยปอง”มันแปลว่าถ้าคนอย่างผมเกิดรวยขึ้นมา จากรายได้วันละสี่ร้อยบาท กลายเป็นมีรายได้ วันสามหมื่น ก็พอ รับรอง มันจะพองตัว จองหองพองขน นั่งรถเมย์ไม่เป็น มีคนขับรถให้อีกต่างหากทั้งที่ไปเที่ยวห้างดังๆแค่นั้น

               แต่ถ้ามองในทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เราต่างเชื่อว่า ทั้งอาเชี่ยนต้องก้าวไปพร้อมๆกัน ตามกันให้ทัน ถ้าพวกเขาย้ายฐานไปทางเวียดนามอินโดนีเซีย ลาว พม่า หรือเขมรก็เป็นการดีที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งภูมิภาค อย่างนี้ไม่ใช่หรือที่เราต้องการ เราในฐานะรัฐ และประชาชนต้องการอย่างนี้ไม่ใช่หรือ?

                แล้วเหตุไฉน สื่ออินโดนีเซีย (คนกันเองในอาเชี่ยน)จึงเห็นกงจักรเป็นดอกบัว และสื่อจากฮ่องกง(ชื่ออย่างสื่อญี่ปุ่น) กลับร้อนรน เย้ยว่า ไทยหมดสภาพการแข่งขันและจีดีพีลดลง-เทียบแล้วไทยยังสูงกว่าสิงค์โป หรือสหรัฐ-ซึ่งสิงค์โปดีวันดีคืนล้ำฮ่องกงไปแล้ว-เอาเวลาไปแข่งรุ่นเดียวกันดีไหม?หรือว่าถ้าออกจากจีนไปซบตะวันตกอาจดีกว่านี้?ถ้าอย่างนั้น ก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไม่ต่างจาก สื่ออินโดนีเซียนั่น

               ยิ่งพิจารณาเทียบกับ สองวันก่อนหนังสือจากฝั่งฮ่องกงหรือญี่ปุ่นบอกมาว่า อีอีซีของไทยมันจะไป๔.๐ได้แค่ไหน?เพราะหนึ่ง กำลังการแข่งขันไทยต่ำลง  นอกจากนี้ การขยายตัวของไทยต่ำกว่าประเทศรอบบ้าน ข้อที่สองไม่ตอบเพราะตอบพวกจากาต้านิวส์ไปแล้ว

                 ขอพูดในที่นี้ก่อน เข้าของจริงที่เป็นข้อสังเกตหลักในภายหลัง อันแรกคนไทยเป็นชนชาติขี้โกง(มั้ง)ถ้าเขาแข่งไม่ได้มักไปหาคนเก่งกว่ามาทำให้ พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเพราะไม่เคยให้ฝรั่งมาคุมกบาลจึงต้องจ้างมาอย่างไรล่ะครับ อย่างกรณีหมูป่าไงล่ะ อันไหนไม่ไหว ก็ไปหาหมอแฮริส และจอห์น โวลันเธ่น มาพาหมูป่า๑๓ตัวออกมา

               สมัยพระเจ้าทรงธรรมเคยเรียนรู้การทำดินปืนกับฮอลันดา-ฝรั่งเศส แล้วเมื่อบวกกับที่ตัวเองมีแถวยโสธรเขาทำมานับพันปีมั้ง สามารถทำดินปืนไปขายโชกุน โตกุงาว่าได้

               สมเด็จพระปิ่นเกล้าเคยต่อเรือกลไฟขาย เพราะแอบเลียนแบบฝรั่งอย่างไรล่ะ

                ฮ่องกงมีอะไรถ้าไม่ใช่เป็นศูนย์กลางทางเรือเข้าออกจีนกับนานาชาติ แต่ตอนนี้ เสียรังวัดให้สิงค์โปร จีนเตรียมเดินทางผ่านไทยไปสิงค์โปรทางบก คงต้องเตรียมปิดฮ่องกงกระมัง?

                แปลกแฮะทั้งฝั่งทางตะวันออกตั้งแต่ฮ่องกงไปญี่ปุ่น และทางตะวันตกเป็นอินโดนีเซีย ทางรัฐบาลไม่เห็นมีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยกับไทย (รัฐบาลทหาร)แต่ทั้งในไทยสื่อประจำและปัญญาชนไม่ชอบศักดินาเอย ไม่ชอบทหาร(สงสัยอิจฉานายร้อยควงหญิงจุฬา-ธรรมศาสตร์-ฮา) แถวฮ่องกง ที่ “นายใหญ่”เลียบๆเคียงๆมา หรือแถวอินโดนีเซีย ฝ่ายสื่อมันไม่เกี่ยวอะไรเท่าไร เหตุไฉนใยฉะหนอมันมาเป็นระลอก พร้อมๆกับ สื่อไทยสายปัญญาชน พูดอยู่ได้ “เพื่อไผหายไปไหน?”ขาดท่านเหมือนไม่มีหัว หรือขาดปัจจัยทำอะไรไม่เป็น น่าจะใช่แน่ๆ

          เอาล่ะลงทุนทั้งที “ย่ามเก่า”แค่ตีกระโหลกะลา มันจะได้ผลหรือท่าน?

         รัฐบาลต่อรัฐบาล หรือประชาชนต่อประชาชนอยู่ๆกันไปไม่เห็นหนัก กบาลซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้มันหนาหูจริงๆ คงเป็นเพราะ อาจาซิล่า เอพี  หมาป่านิวส์หรือ บีบีซี ยังชื่นชมไทยนานเป็นเดือนเพราะหมูป่า ๑๓ตัว

         จึงมาต้วมเตี้ยมสื่อภูมิภาคราคาถูก เอาที่โนเนมมาขย่มพอแก้ขัด  ต่อไป ไปหา “ถุยนิวส์”มาคงจะได้-ถุยฮา

           อย่างที่เขาว่า “กระป๋องเปล่าตีดังดี”-ฮาห้วย

            ชักจะเข้าที่เข้าทางแล้วทีนี้ จากาต้านิว พรรคเพื่อไผหายไปไหน และสื่อตะวันออกฮ่องกง-ญี่ปุ่น และนายเถลือกถลนที่พูดว่า เสื้อแดงขาดคนแดนไกลไม่ได้ แล้ว ใกล้เลือกตั้งเข้ามา นายใหญ่ต้วมเตี้ยมแถวนี้ แสดงว่ามันคงอยากให้มีการยุบพรรคหรืออย่างไร?-ฮา

            มาถึงตรงนี้ ถึงจุดบางอ้อแล้วว่า เราต้องอย่าให้“พรรคเพื่อไผ” ไปไหน เพราะเขารู้แล้วว่า ไม่มีทางชนะการเลือกตั้งได้เลย โดยเฉพาะถึงได้อันดับหนึ่งตามโผก็เป็นรัฐบาลยาก  ยุให้ทำรัฐประหารเลย หรือยุให้เลื่อนเลือกตั้ง เพราะจะอาศัยภายนอกมาบีบทีหลังและกลับมาใหม่

             คนๆนี้เป็นอย่างนี้แหละเพราะนี่คือธาตุแท้ของนักฉวยโอกาส

                 ป่วนก็ซื้อหุ้น สงบก็ขายหุ้น ป่วนก็ให้รัฐประหาร สงบก็เลือกตั้ง

                 ดังนั้นใครยังถือหางพวกเขาก็จะมีชีวิตขึ้นๆลงๆอย่างนี้แหละ

                 มีที่ไหนติดคุกมันไม่ติดด้วย ตายเจ็บเห็นมันจัดงานกันปีละสิบหน

                  ทนเดินตามเลียก้นมันอยู่นั่น เขาถึงเรียกว่า”สังคมครองทาสสมัยใหม่”

                   เขาบอกว่า ประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการ

                   แต่ผมบอกว่า ศักดินา ดีกว่าเจ้าทาสว่ะ

            เขารู้ว่ารัฐบาลประยุทธ์ถ้าดำเนินหนทางการบริหารที่ลัดกุมอย่างนี้ไปรอด ถึงจะไม่ถล่มทลาย แต่มั่นคงอย่างไม่ต้องสงสัย ขออย่าสะดุดขาตนเองก็แล้วกัน “นั่งชมบนภูดูเขาแย่งกันเข้ามา”ดีกว่า

            ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ท่านไปถึงจุดที่น่าพอใจ

             ตอนนี้มีแต่ว่า ถ้าคณะรัฐประหารชุดนี้ ที่เป็นที่พอใจของประชาชนจริง ประชาชนที่สนับสนุนท่าน ทั้งเกิดขบวนการกปกส.จนสามารถทำให้ท่านอยู่ในอำนาจรัฐ สาเหตุไม่ใช่ เพราะทหารมีปืน

             ดังนั้นประชาชนที่เคยอยู่นอกการเลือกตั้งที่ประกอบกันเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปเลือกตั้งเพราะปฏิเสธระบอบหลอกลวงของ ระบบรัฐสภาแต่เดิม

              มาถึงเวลานี้ พวกท่านทั้งหลายไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท่านจำเป็นต้องหันเข้ามาหาการเมืองในระบอบเลือกตั้ง เพราะไม่มีทางอื่น ไม่ว่าจะได้อำนาจมาจากวิธีไหนก็ตาม ช่องทางอื่นไม่มีแล้ว ท่านจงเข้าคูหาแสดงประชามติที่แท้จริงว่า ไม่เอาทุนสามาน ถ้าท่านคิดว่าเขาเป็นทุนสามานเราก็จะไม่เอาให้เขาเห็นโดยการแสดงด้วยวิธีการเลือกตั้งลงคะแนน ต้องพิสูจน์ว่าไม่เอาทุนที่เป็นนอมินีของต่างชาติ ท่านก็ไม่เลือกเขา ท่านไม่เอาทุนจัดตั้งประชานิยมเพื่อกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง   แล้วสร้างความชอบธรรมแก่พวกเขาที่จะฉุดกระชากลากถูบ้านเมืองไปตามเจตจำนงของเขา โดยอ้างว่า “ข้ามาจากการเลือกตั้ง”เราก็จะแสดงให้เขาเห็น

            ท่านต้องแสดงว่าการเดินออกมาที่ท้องถนนเป็นความกล้าหาญชาญชัยจริงๆ ที่มาจากความเข้าใจระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท่จริงนั้นเป็นอย่างไร?ซึ่งยากกว่าและเสี่ยงภัยกว่า แม้จะแสดงกันซึ่งๆหน้าอย่างเปิดเผยตัวตน ไม่ต้องหลบซ่อนในคูหา

            แต่สากลเขาบอกว่ามีอีแอบที่ไม่กล้าเปิดเผยอยู่ อาจเป็นมติที่แท้จริง การเสนอคูหาให้บางคนไม่อยากเปิดเผยทัศนะได้เผยความในใจอย่างลับๆก็ได้ เขาจึงคิดระบบเลือกตั้งและเรียกสวยๆว่าเสรีประชาธิปไตย

            ในแง่นี้อาจจะถูกของเขา เป็นประชาธิปไตยที่สุด พูดตรงๆเขาสามารถใช้สิทธิอย่างเต็มที่โดย สงวนสิทธิที่จะไม่เปิดเผยความคิด การเลือกตั้งอาจเป็นประชาธิปไตยสุดๆแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ก็ตามใจสากลและคนที่ไม่อยากแสดงตัว เสียหน่อยเถอะ

            ดังนั้นเราควรจะให้โอกาสพวกเขา และไม่ละเมิดสิทธิที่จะให้เขาซ่อนในคูหาได้ ซึ่งแสดงว่าเราก็เคารพสิทธิมนุษย์ชนของเขาด้วย

             สำหรับผู้ที่ไม่ชอบระบอบหลอกลวง(หลอกลวงอย่างไรผมก็ไม่อยากพูด เพราะประชาชนเขาเข็ดขยาดมาตั้งแต่แจกปลาทูเค็ม แจกไอติมก็มี ตอนนี้แจกรถแจกตู้เย็นหรืออะไร ก็มี ดาวน์กระบะให้ถ้าไม่ได้เป็นส.ส.ก็ผ่อนเองก็แล้วกัน ก็มี ผมไม่รู้ เดี๋ยวจะโต้มาว่า ฝั่งทหารก็แจก “วิเศษนิยม” เอ้ยไม่ใช่ต้องซื้อเอง เขาใช้ “ซื่อสัตย์” กันแล้ว อะไร “นิยมๆ”นั่นแหละ ก็นั่นอย่างไรล่ะ “การเลือกตั้ง!”)

             ในคูหานั้นเดินเข้าง่ายจะตายไป ง่ายยิ่งกว่าที่ไปเหน็ดเหนื่อยบนท้องถนนนับเดือนนับปีเพื่อแสดงว่า “ไม่เอาพวกเขา” แถมยังถูกกล่าวหาจากต่างชาติว่าไม่รู้จักใช้สิทธิเสียงที่ถูกต้อง(เราไม่ไปเพราะรู้มากเกิน –แต่ฝรั่งเขาว่า “อปาตี้” เฉื่อยชาทางการเมือง ความรู้ทางการเมืองต่ำ-ท่านเลนินบอกมาร้อยปีแล้วว่า พวกนี้ที่ถูกเรียก อปาตี้นั่นแหละเป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงทางการเมือง พวกเคาสกี้ และชาวหอคอยงาช้างไม่เคยเข้าใจ แถมยังเยาะเย้ยถากถาง ว่าพวกนี้ทำให้วุ่นวาย)

               ถึงเวลาแล้วที่พลังขับเคลื่อนที่แท้จริงจำต้อง แสดงมติมหาชนในคูหานั้น จะต้องบอกให้พวกเขารู้ข้อเท็จจริงว่า ประชาชนไทยต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ต้องการหากินเล็กๆน้อยที่เขาหยิบยื่นให้แล้วเราได้แต่ทนไปอีกสี่ปีให้เขาย่ำยีเราต้องบอกให้เขารู้ว้าถ้าอยากเห็นเรามีมติอย่างไรที่เขาต้องการคือ คะแนนนิยมในผู้หนึ่งผู้ใด หรือแสดงว่าไม่เอาผู้ใด ผ่านคูหาเลือกตั้ง เราก็จะทำให้เห็นบัดนี้แหละ

              เราต้องพิสูจน์ให้ชาวโลกทั้งโลกเห็นว่าถ้าเราต้องการทหาร ใครจะขัดขวาง ถ้าเราจะหันมาหาวิธีการของคนส่วนหนึ่งในโลกผ่านการเลือกตั้งที่อ้างกันว่า เป็นวิถีทางประชาธิปไตย เราจะทำให้ดูว่า

              การปฏิวัติของประชาชนผ่านการเลือกตั้งมีได้ในประเทศไทย และต้องการแสดงให้เห็นว่า คณะรัฐประหารชุดนี้เราต้องการเขาจริงๆในปี๒๕๕๗นั้นที่เขาเรียกว่า เป็นระบอบเผด็จการไม่มาจากการเลือกตั้ง เราต้องการเขา

             เราต้องการบอกให้เห็นว่า  “การรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ ในปี๒๕๕๗ เป็นการรัฐประหารโดยประชาชนสั่งให้ทำครับ” ในวันนั้นท่านประยุทธ์ไม่อยากทำ แต่เป็นความต้องการของประชาชน

            ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะสำแดงให้ดู โดยเราจะบอกพวกเขาผ่านคูหาเลือกตั้งว่า “เราต้องการทหาร” เพราะวันนั้นเราไม่มีเวลาหรือโอกาสที่จะบอกว่า เราต้องการทหารผ่านการเลือกตั้ง เราจึงเดินออกมาที่ถนน มากแค่ไหน มากจนไม่ค่อยเคยเห็นที่ไหนในโลก

              แต่เขาอยากเห็นเป็นคะแนนอย่างชัดเจนในแบบของเขา เพราะเขาเชื่อว่าเขาซ่อนในคูหา เขาจะแจ้งให้พวกเรารู้ว่าเขาอยากอยู่สงบไม่ต้องการเปิดเผยหรือปะทะกับเรา

              แต่ การเลือกตั้งครั้งนี้เราจะทำให้เห็น เราจะยังคงเลือกตั้งคณะรัฐประหารให้เขาเห็นจะดีไหม? ผ่านการยอมให้ประยุทธ์ไปบริหารบ้านเมืองจากการเลือกตั้งอยู่ดี

              ให้เขาเห็นว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการคณะรัฐประหารผ่านระบอบรัฐสภาด้วยครับ เราจะทำให้เห็นครบถ้วนทั้งกลยุทธ์บนถนน(ที่ทำมาแล้ว) และในห้องลับ(ที่กำลังจะทำ)

               พม่าชอบคนอย่างนางอองซานซูยี เขมรชอบคนอย่างฮุนเซ็น มาเลเซียก็ถล่มทลายกับคนอย่าง มหาเธ่

                แต่คนไทยชอบเผด็จการทหารอย่างประยุทธ์ผ่านการเลือกตั้ง ทำไมจะไม่ได้?

                 เจ็ดข้อ ทำไมต้องเลือกตั้งคณะทหาร

                 ข้อแรก เราต้องมาย้อนกลับเข้ามาหาวงจรอุบาทว์โดยระบอบเลือกตั้ง ที่ปล่อยให้กลุ่มคนที่ชนะการเลือกตั้ง “เดินลอยนวล”ผ่านประชานิยม ที่พวกเขาถนัด ไม่ต่างอะไรกับหลอกเด็กกินลูกอมยิ้มแกล้มปริไปวันๆ แต่วันหนึ่งต้องขาดอาหารอมโรค เราไม่กลัวประชานิยมของเขา

                 เราจะปล่อยให้เขาอวดดีอย่างที่เป็นอยู่ไปอีกทำไม? “เอาเสาไฟฟ้ามาเป็นนายคนไทย”ยังทำได้ถ้านโยบาย(เลือกที่รักมักที่ชัง)ของเขาดีเสียอย่างใครจะทำไม? หรือเราจะปล่อยให้เกิดคำประชดแบบชาวเหนือที่ว่า “ใครมีเงินก็เรียกว่า เจ้า”

                  ข้อสอง เราหลุดออกมาจากสังคมบริโภคนิยมอย่างบ้าระห่ำที่ฝังหัว มานานจนเข้าสายเลือด ขายแหล่งน้ำ ขายทรัพยากร เพื่อเอามาใช้จ่ายให้นายทุนต่างชาติอ้างว่าเงินสะพัด แล้วจะเอาหัวเข้าไปอีกทำไม เพราะกว่าจะออกมาอีกต้องเข้าวงจรอุบาทว์คือต้องลงถนนอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

                  นับดูแล้ว เสียงของเขาที่มาจากการเลือกตั้งเคยมี ๗๐ ในขณะที่ส่วนพรรคอื่นมี ๕๐ เขาจึงฮึกเหิมเข้าใจว่าเป็นมติมหาชนจนวันนี้

                 เราที่ออกเดินถนนเพราะไม่เอาพวกเขา(คนไปลงเลือกตั้ง๕๐-๕๐ บวกลบ  คือ เลือกห้าสิบ ไม่ไปห้าสิบ–แสดงว่าไม่ไปเป็น “อปาตี้” หรือเฉื่อยชา ตามทฤษฎีนายทุน หากแต่เพราะไม่ไปเข้าคูหา(เพราะเหตุใดก็ตาม เขาไม่ฟังหรอก-ต่างชาติด้วย ดีไม่ดีที่ไม่ไปเลือกตั้งส่วนหนึ่งเป็นคนที่จะเลือกพรรคยโส โดยเข้าใจว่าเป็นพวกเฉื่อยชาหรือ อปาตี้) มีเกือบ ๑๐๐ แล้วที่ไม่ไปเลือกบวกฝั่งที่ไม่เอา พรรคที่ได้๗๐เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไปเลือกตั้ง-จนยโสเป็นรัฐบาลในสภาจนย่ามใจ เราต้องแสดงให้เห็นว่า เราไม่ใช่พวกเฉื่อยชา –“อปาตี้”

               เราจะลงถนน  ให้เรามี “อีกหลายๆเหนื่อย” ทำไม?

               ข้อสาม การเลือกทหารก็คือการบอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการนโยบายแบ่งแยกและปกครองให้เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้น อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อเก็บคะแนนนิยมเพื่อหวังผลสร้างธุรกิจการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง

                  ข้อสี่ เราจำเป็นต้องสร้างเอกภาพแห่งชาติ โดยถือเอาการเป็นนโยบายที่ถือเอาผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นหลัก เพราะกระแสโลกไม่ใช่กระแสประชาธิปไตยทางการเมือง หากเป็นกระแสการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคมเป็นหลัก

                  เพราะประเทศไทยมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ย่อมมีสภาพการแข่งขันต่ำ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจอื่นมาผดุงค้ำจุนกลุ่มทุนกลาง และทุนน้อยไทยชนชั้นต่างๆเท่าที่จะมีโอกาสและไม่ขัดกับความชอบธรรมทางสากล

                  ข้อห้า การเลือกคณะทหารไทยเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างพลังแข่งขันท่ามกลางกระแสของโลก ทั้งทางภูมิภาค และทางสากลที่บีบคั้นพัฒนาการทางสังคมไทย เพราะสังคมไทยต้านทานอิทธิพลภายนอกมาอย่างนานจนเป็นสังคมที่อาจเป็นภัยต่อการครอบงำของต่างชาติ จึงต้องเผชิญแรงบีบมากกว่าสังคมรอบบ้านในภูมิภาคและทางสากล

                  สังคม เศรษฐกิจและการเมืองไทยจึงต้องเน้นความมีเอกภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะผ่านองค์กรที่เก่าแก่คือคณะทหาร และระบอบราชการ ซึ่งทั้งสองนี้ขาดความคล่องตัว จึงจำเป็นที่จะต้องประคับประคองให้ผ่านวิกฤตไปได้ ในฐานะที่อาจไม่เท่าทันกลุ่มอื่น โดยเสียงของประชาชนจากคะแนนที่ต้องท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ให้ได้ เพื่อ

                   ไม่ใช่ทหารคุ้มกันประชาชน แต่ประชาชนต้องปกป้องทหาร และชี้นำส่วนที่ถูกต้องอย่างรอบคอบ

                  ประชาธิปไตยต้องเสริมความเข้มแข็งให้กลไกรัฐ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อลดบทบาทรัฐ อย่างที่เคยเป็นหลักการหลังสิบสี่ตุลาคม ๒๕๑๖ มาก่อน  เพราะโลกได้เปลี่ยนจากรัฐเผด็จการที่ขึ้นต่อนายทุนต่างชาติ กลายเป็นโลกประชาธิปไตย ที่บั่นทอนอำนาจรวมศูนย์ของรัฐไปแล้ว ซึ่งทุนใหญ่เหล่านั้นไม่ต้องยืมมือเผด็จการทหาร

                  เพราะทุนต่างชาติเริ่มเข้าสู่ระบบผูกขาด ผ่านการแข่งขันเสรี ที่ทุนน้อยจะตายไปเอง  ท่ามกลางการแข่งขันเสรี  การผูกขาดไม่ได้ผ่านเผด็จการ แต่การผูกขาดกลับเกิดจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน(แม้จะเท่ากันก็แพ้คนแข็งแรงกว่าอยู่ดี “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เขากระจายข่าวประชาธิปไตยเสรีเพราะเขามั่นใจว่าถ้าสู้กันตรงๆตามกฎสัตว์ป่า “ผู้แข็งแรงกว่าจะชนะ” แล้วเขาจะใช้เผด็จการไปเพื่ออะไร-ที่เรียกว่า”ประชาธิปไตยจอมปลอม”พวกเขาจึงเสนอเข้าสู่สากล

                เพราะถึงยุค “ได้ทีขี่แพะไล่” แล้ว

          รัฐประชาธิปไตยที่สร้างความเข้มแข็ง สร้างการรวมศูนย์จึงจะเป็นที่พึ่งของกลุ่มทุนไทยที่อ่อนแอ การใช้เผด็จการในบางส่วน โดยออกกฎหมายที่รัดกุม อย่างที่ทำกันในสมัยนี้ของรัฐบาล “ห้าสาย” อาจดูเป็นเผด็จการในสายตาของคนที่เคย ทำสัญญาเข้าๆออกๆ ทำกันตามกติกาสากล เพราะเงินหนากว่า ต่อนี้ไปยากลง เขาจึงไม่พอใจ

           กฎหมาย และยุทธศาสตร์๒๐ปี เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์ทุกเพศทุกวัยของสังคมไทยจึงต้องอาศัยระบอบทหารและระบบราชการที่ผ่านการปฏิรูปแล้วเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนไทยทุกชนชั้นและทุกชั้นชน

            ข้อหก โลกทุกวันนี้ ความก้าวหน้าไม่ได้อยู่ที่ใครคิดได้ดี คิดได้เก่ง กว่า การมากความคิดความเห็นผ่านระบอบการรวบรวมความคิด ผ่านระบบแบบประชาธิปไตยมีมานานแล้ว แต่ปัญหาที่เผชิญอยู่คือการปฏิบัติอย่างเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียว และอย่างมีระเบียบแบบแผนต่างหากที่จะบรรลุความสำเร็จ

            ปัจจุบันนี้ความรู้เรามีมากเกินพอ เกินพอดี แต่ใครล่ะ กลุ่มคนใดล่ะ ที่จะนำการปฏิบัติการให้บรรลุอย่างมีประสิทธิผล

             ในโรงงานก็มีแต่ชนชั้นกรรมาชีพ ในรัฐก็มีแต่ทหารเท่านั้นที่เป็นกำลังหลัก ดังนั้นผ่านการติดอาวุธในทางจิตสำนึก ให้ทหารสำนึกเสมอว่า “ทหารคือปลา ประชาคือน้ำ”และมีหัวหอกที่สัตย์ซื่อมีการตรวจสอบที่เป็นระบบเท่านั้น ประเทศจึงจะสามารถต้านทางแรงกดดันในพลังการแข่งขันได้

               ที่สำคัญจากปรากฏการณ์ที่เห็นทางธรรมชาติ ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว พายุถล่ม ไฟป่า และการสูญเสียดุลของโลกในทางโครงสร้างภูมิศาสตร์

             การต่อสู้แก่งแย่งทางชนชั้นเคยเป็นหลักที่มนุษย์ต่อสู้อย่างยาวนาน เมื่อดูแล้ว การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กันเองไม่ใช่เป็นเรื่องหลัก

             แต่การต่อสู้กับธรรมชาติ และภัยพิบัติทางธรรมชาติจะกลายเป็นเรื่องหลัก ดังนั้นสังคมไทยได้มาถึงจุดที่มีความเข้าใจได้ดีพอสมควรในเรื่องนี้ เราจึงน่าจะเห็นว่าองคาพยพหลักซึ่งน่าจะเป็นองค์อวัยวะ ที่แบกภาระเหล่านี้หลักๆ ก็ไม่อาจหลีกหนีภาระนี้ไปได้ เรามีการรบในระหว่างสงคราม เราใช้เขาอย่างไร การต่อสู้กับภัยพิบัติพวกเขาก็ยังคงเป็นกำลังหลัก

              ทหารจึงยังคงมีความสำคัญอันดับต้นๆในภารกิจในอนาคตข้างหน้าอยู่ดี เพียงแต่ ให้เราปรับเปลี่ยนและทำความเข้าใจเสียใหม่ ที่คิดว่า พวกเขามักจะลากรถถังออกมาขวางระบอบการปกครองอยู่ร่ำไป

              เราควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม เพราะเข้าใจว่า(จากสำนึกทางการผลิต) เขาเป็นกำลังแรงงานที่ว่างงาน เครื่องมือการผลิต(อาวุธ)ของเขาก็แพง และไม่เคยออกมาใช้ ก็คงไม่ต่างจากความคิดที่ว่า

              แขกยามที่เฝ้ากลางคืนไม่เห็นทำอะไร อย่ามีดีกว่า แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรเจ้าของอาคารที่แท้จริงยอมจ่าย เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อถึงรุ่งเช้า เขามีความเชื่อว่า เขาจะเข้ามาทำงานด้วยขวัญและกำลังใจดีเยี่ยม จนผลผลิตออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย

             แท้จริงในอาคารนั้นคำว่าทหาร ไม่ใช่แขกยามแค่เขาลงทุนแค่คืนละห้าร้อยต่อคน แต่คำว่าทหารที่เขาลงทุนไป คือประตู หน้าต่าง ระบบสัญญาณเตือนภัยแท้งน้ำท่อส่งน้ำเมื่อเกิดไฟไหม้ ลูกบิดประตู ประตูเหล็ก บันไดหนีไฟและอีกมากมาย กำแพงใหญ่

              ดีไม่ดี รวมๆกันแล้วเกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งอาคาร

               นักวิชาการไทยหลายคน ที่เชี่ยวชาญทางทหารหลายท่านพูดอย่างกับว่างบประมาณทางทหาร หรือจำนวน นาย พล หรือจำนวนทหารเกณฑ์มากไปหรือเปล่า?

               ผมเป็นคนไทยเกิดเมืองไทย ไม่กล้าพูดหรอกครับว่า ที่ผมกินอิ่มนอนหลับได้ เพราะตัวเองเก่งผู้เดียว ผมทำคนเดียวหมด ผมละอายใจครับ มีคนทำงาน ดูแลผมยามผมหลับ ดูแลผมไม่ถูกทำร้าย หรืออื่นๆ เพราะผมรู้ว่า เขาทำงานกันอยู่ อย่างน้อยๆสิ่งที่พวกเขาเฝ้าจนไม่มีเหตุเภทภัย ไม่ใช่ไม่มี แต่เพราะมีเขาอยู่ เขากันไม่ให้เกิดสิ่งนั้นเพราะเขาที่แอบทำงานเบื้องหลัง คุณและผมต่างหาก ถ้าเราไม่มีทหารหรือตำรวจเป็นปราการอยู่ เราคงถูกทำร้ายอย่างน้อยวันละสามเวลาแน่นอน

                 ผมว่าที่คิดคิดว่าทหารมีประโยชน์น้อย ลองคิดใหม่ได้ไหมว่าไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อได้ยินคนกลุ่มนี้กระแซะทหาร ผมคงต้องถอดใจต่อไป เพราะคิดว่า “คุณคงต้องเป็นคนเนรคุณคน ต่อไปอีกนาน-ไม่ใช่คนดีแน่” และเชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนา หรือทุกวิทยาการก็คงเห็นไม่ต่างจากผม ผมว่าคุณควรไปหาใบลาออกจากประชาชนไทยได้แล้ว

                เพราะทาง UNHCRเขาให้ข้อมูลมาว่า ในประเทศไทยยังมีคนรอคิวจะขอเป็นประชาชนไทยอีกกว่าหนึ่งแสนคน นี่ทีมหมูป่าเพิ่งจะได้รับรองเป็นคนไทยได้ สามสี่คน รวมอีกไม่เกินสี่สิบคน เขารอเห็นใบลาพวกคุณอีกเป็นแสน ช่วยเขาหน่อยนะ พ่อนักลัทธิประชาธิปไตยทั้งหลาย

               ข้อเจ็ด อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วว่า คนไทยเป็นคนที่รู้คุณคน เรียกว่าส่วนใหญ่เป็นคนดี  เมื่อเห็นใครทำความดี ทำประโยชน์ให้เราโดยเสี่ยงหลายเรื่อง เสี่ยงต่อการติดคุกติดตาราง

              เช่นทำการรัฐประหาร ถ้าพลาด โทษตายสถานเดียว

               และอย่างน้อยถูกชาวโลกที่มีกำลังมีอาวุธ มีอำนาจ อย่างสหรัฐ อังกฤษ หรือฝรั่งทั้งหลายเขาบอกว่า ถ้า ยู ปฏิวัติเราจะไม่มาลงทุน เราจะใช้โลกล้อมประเทศ หรืออะไรต่อมิอะไรนอกจากการประณามตามสื่อใหญ่ๆทั้งนั้น  บีบีซี ซีเอ็นเอ็น สารพัดที่เขียน-เขามีศักยภาพที่ปั้นน้ำเป็นตัวยังได้เลย-กลัวไหม?-ฮา ถ้าทำให้เขาโกรธ คณะทหารชุดนี้ยังเสี่ยงภัยกระทำเลย

                และตลอดเวลาสีปีกว่า พลเอกประยุทธ์และพวกพ้อง อยู่อย่างลำบากโดยถูกกระแซะเยอะเย้ย ที่สุดก็นำประเทศออกจากวิกฤตได้ แม้จะถูกบิดเบือนต่างๆนานา

                ไปเยี่ยมคนถูกน้ำท่วมก็หาว่าไปหาเสียง ถ้ามีเหตุเภทภัยต่างๆไม่ไปก็หาว่า เลี้ยงเปลืองข้าวสุกไปวันๆกินเงินสองสามตำแหน่ง

                 นี่เราชาวไทยที่ยุแหย่ให้ท่านทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่อย่างนั้นประเทศไทยแย่จนเขาต้องเด้งหน้าเด้งหลังยอมเข้าปิ้ง กระทำการที่ถ้าแพ้เป็นกบฏ แต่เผอิญชนะรอดตัวไป

                 ตรงนี้เราควรจะสนองคุณท่านและประกาศให้โลกรู้ว่า ประชาชนไทยต้องการการปฏิวัติรัฐประหาร(ในปีนั้น-๒๕๕๗) โดยเข้าคูหาเลือกตั้ง ลงคะแนนให้ใครก็ตามที่มีจุดยืน กตัญญูกับความกล้าหาญเสียสละของคณะทหารชุดนี้ ตบปากสำนักข่าวที่เสี้ยมสอนผู้คนว่าทหารไทยเป็นภัยต่อการเมืองการปกครองไทย และระบอบประชาธิปไตยไทย

               เราทั้งหลายต้องลงคะแนนเสียง ตรงๆ ถ้าท่าน(ทหาร)กล้าลงเลือกตั้งอีกท่ามกลางการก่นด่าว่า เอาเปรียบสารพัด ทั้งๆที่มีสภาอื่น(ลากตั้ง)ตุนเอาไว้ และรัฐธรรมนูญที่เข้าทางทหาร(อะไรอื่นๆที่เขาประณามมา) เราต้องลงคะแนนเสียงให้พรรคที่สนับสนุนท่านเป็นนายก ถ้าพรรคเหล่านั้นจริงใจที่จะสนับสนุนท่าน(ทหาร)

                 เอาให้ถล่มทลายไปเลย เพื่อจะบอกว่า ใครจะเอาประชาธิปไตยไทยไปใช้เองไม่ได้เหมือนกับที่ผ่านๆมา เพื่อแสดงว่า เราต้องการรัฐประหารในเวลานั้น โดย(เทคะแนนเสียง)รับรองย้อนหลังด้วยการลงคะแนนให้ท่าน(ทหาร)อย่างท่วมท้น ถล่มทลาย

                เราต้องแสดงให้เห็นว่า ถ้าเขาไม่ชอบเห็นมติมหาชน ตรง บนถนนที่ หนุนรัฐบาลทหาร หรือเปิดไฟเขียวให้มีการรัฐประหาร

                เราจะแสดงให้เขาเห็นว่าประชาชนเป็นวีรชนที่แท้จริง ถ้าต้องการอะไรก็จะได้อย่างนั้น

                 การโค่นล้มเผด็จการสภาทันทีในวันนั้น โดยประชาชน ไม่รออีกสองปีตามกฎหมายที่วางไว้ โดยแสดงให้เห็นสปิริตประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ที่พวกเขาปฏิเสธคือลงถนน นอกกติกา เพราะป่าเถื่อน “ถอยหลังเข้าคลอง”เราทำไม่ได้ กฎสากลไม่ยอมรับ

                 ทว่า ถ้ามันเป็นมติที่ออกมาทางระบอบเลือกตั้งระบอบรัฐสภาทางสากลของพวกท่านๆท่านจะยอมรับ บัดนี้ประชาชนไทยก็จะทำให้ได้ เหมือนกัน

               โดยเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเข้าคูหากาเบอร์เดิมคือเบอร์ที่ยอมรับพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีในสี่ปีข้างหน้า จะได้จบข้อกังขามานานกว่าสี่ปี  และผมก็เชื่อแล้วว่า บัดนี้ไม่มีทางเลี่ยง มีแต่การกระทำอย่างนี้เท่านั้นจึงจะสามารถนำประเทศออกจากข้อหาสารพัดที่รุมเล้าถางถางระบอบการเมืองไทยว่า

                ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองหรือเปล่า?

                 และโปรดอย่าคิดว่านี่เป็นการปลุกระดมมวลชนผิดรัฐธรรมนูญเลย เป็นแต่บทความที่ชี้ทางออกให้คนไทยทั้งชาติ ที่ถูกกล่าวหามานานต่างหาก

               เราปลุกกันขึ้นมาเพื่อพิทักษ์ ผลประโยชน์ของไทยทั้งมวล ผลได้ที่คุณประยุทธ์หรือคณะคสช.จะพึงมี

               คือท่านจะได้รับอิสรภาพจากข้อกล่าวหาที่สากลบอกว่าท่านเป็นผู้เผด็จการ ทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลอง 

                 นักการเมืองหรือคนที่ถูกดูดเหล่านั้นเมื่อเขาได้คะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนที่เข้าคูหาเลือกพวกเขาก็จะรอดตัวไปจากการเป็น “หอย”ให้ดูด และจะเป็นด้านกลับ เขาจะเป็นหอยที่เดินแนวทางถูกต้องต่างหาก เพราะจะแสดงว่า เขาเริ่มนโยบายข้อแรกถูกต้องตามความต้องการของประชาชนคือ นโยบายเดียวกับที่คุณประยุทธ์วางไว้ และเขาเหล่านั้นก็จะเป็นพรรคของประชาชนนั่นเอง

            ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจหรือพรรคที่มาจากการโหนกระแส การเลือกตั้งครั้งนี้จะถือว่าพวกเขาทั้งทหารและพรรคถูกดูด จะถูกฟอกให้ขาว บริสุทธิ์ ไม่ถูกลบหลู่ดูหมิ่น

              เราผู้มีความเป็น “คนดี”ที่เขาเยาะเย้ยว่า มีที่ไหน? กรุณาเข้าคูหาเลือกพวกเขาเพราะเราจะแสดงให้เห็นว่า เรา “มีความกตัญญูรู้คุณ”

           และผมยังไม่รู้ว่าผมสนับสนุนพรรคไหน หรือค้านพรรคไหน? เพราะตอนนี้ไม่มีใครปรากฏตัวออกมา เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ เลย เพราะนกหวีดยังไม่ได้เป่า ถ้าจะบ้องตื้นว่านายคนนี้(ผม-ผู้เขียน)พูดไม่ถูกก็เตือนกันได้ นะครับ เพราะเมื่อนกหวีดดังแล้ว ผมจะได้ระวังตัว ที่จะไม่ให้คุณให้โทษกับพรรคใดพรรคหนึ่งเพราะกฎหมายใหม่ไม่อนุญาตให้ ส่งเสริมหรือด่าทอกันเกินจริง รวมทั้งปลุกระดมกันมา

              ผมยอมรับว่าผมปลุกระดมประชาชนจริงๆแต่ปลุกระดมให้เข้าคูหาเลือกตั้งให้มากๆ เพราะคนที่มาเลือกตั้งชุดใหม่ที่จะระดมเข้ามานี้ถนัดแต่นัดชุมนุมโดยสงบ คือคนที่ไม่เอาระบอบส่ง “เสาไฟฟ้า” มาเยอะเย้ยประชาชนให้เลือก อย่างไรก็ชนะ ผมปลุกให้มาเลือกคนครับ ถ้าคนจะแพ้ “เสาไฟฟ้า” ก็ยกประเทศให้เขาไปเลย ส่วนพวกเราไปขุดรูอยู่ตามชายน้ำคูคลองไปเลยครับ ผมก็เตรียม หา ลืบหลบ ซอกเขาอยู่บ้างแล้ว

           ส่วนการให้คุณกับคุณประยุทธ์โดยตรง ยอมรับครับ แต่ท่านเคยหลุดออกมาว่าจะสมัครรับเลือกตั้งหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ เพราะท่านเองยังไม่รู้เลย

            เอาเป็นว่า ถ้าประชาชนทั้งหลายที่เคยไม่เอาการเลือกตั้ง และเลือกเผด็จการทหารในระยะนั้น (ปี๒๕๕๗) จะดำเนินหนทางถูกต้องต่อไป จำต้องหันเข้าหาการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จ(เต็มสูบ)เท่านั้น จึงจะสามารถประสบชัยชนะในที่สุด ถามว่าเหตุไฉนจึงเป็นอย่างนี้

         ตอบได้หนึ่ง พารากราฟ เดียวว่า

           มันเป็นผลของกฎประวัติศาสตร์เชิงวัตถุ ที่เราเรียกว่าเป็นวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ นั่นคือประวัติศาสตร์ไทยจะถูกยกขึ้นสู่ขั้นใหม่ของการพัฒนา จากปริมาณสะสมซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง(ระหว่างรัฐประหารและ เลือกตั้ง)เข้าสู่คุณภาพใหม่ เขาเรียกว่าเข้าสู่กระบวนการ “ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ” กล่าวคือ ปฏิเสธ “การเลือกตั้ง” แล้วมา ปฏิเสธ “การไม่เลือกตั้ง”

                แม้นคนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย     จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย

           ต่อเหล่าผองนอระชนเกิดก่นกาย  จงน้อมหมายก้มหัวเป็นงัวงาน

            ศรีภูมิ ประสานพล ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑  



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน