*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 100
  • จำนวนผู้ชม : 63418
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< ตุลาคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม 2561
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 401 , 15:38:32 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรากฏการณ์หมอวรงค์


การทาไพรมารีโหวตเบื้องต้นที่จะส่งหัวหน้าพรรคให้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วถึงระหว่างหัวหน้าพรรคเก่ากับหมอวรงค์ในพรรคประชาธิปัตย์
คงมีความเห็นเกิดขึ้นหลายประเด็น
เริ่มแรก กระดูกคนละเบอร์
สร้างภาพไพรมารี่โหวต
เอาดามาเทียบขาวให้ขาวเด่น
แต่เมื่อเราจับปรากฏการณ์ให้ลึกลงไป โดยเอาวัตถุนิยมวิภาษวิธีเข้าไปจับ โดยเหมาเจ๋อตงกล่าวว่า หาปรากฏการณ์แวดล้อมมาเทียบ ดูจะพบ ความขัดแย้งหลัก ความขัดแย้งรอง และความขัดแย้งเสริม
ความขัดแย้งทางการเมืองหลักในสังคมไทยวันนี้คือระหว่าง เผด็จการสภา และเผด็จการเบ็ดเสร็จ อะไรเป็นฝ่ายชอบธรรม
แต่ก่อนเราคุ้นเคยว่าเผด็จการทหารทาให้ประชาชนล้าหลัง
ประชาธิปไตยเสรีเป็นฝ่ายก้าวหน้า
ในสังคมจีน เวียดนามหรือรัสเซีย ต่างเคยอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ แต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจผ่านระบอบเผด็จการรวม
ศูนย์และระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ ทาให้มีการจากัดทางการเมือง การเกิดเผด็จการทางการเมืองขึ้นมาเพื่อกากับเสรีประชาธิปไตยที่เป็นช่องว่างให้เกิดทุนใหญ่ และทุนผูกขาด ซึ่งจะนามาสู่การปกครองด้วยอานาจทุน(เผด็จการสภา –ใครทุนหนาย่อมกุมชัยชนะและสืบทอดอานาจทุนได้อย่างยั่งยืน กลายเป็นเผด็จการจริง ประชาธิปไตยหลอก)
มาร์กซได้สรุปจากคอมมูนปารีสว่า เมื่อรัฐของประชาชนมีหน่ออ่อนเกิดขึ้น จะต้องเผชิญกับการปิดล้อมของกลุ่มทุนนานาชาติ เลนินได้เตรียมการเพื่อการนี้ แต่คอมมูนปารีสไม่ได้ทา (เพราะทาไม่ได้ เนื่องจากพวกนานาชาติฝ่ายทุนเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เลนินทาได้เพราะช่วงนั้นเกิดรอยร้าวใหญ่นั่นคือทุนนานาชาติแตกคอกัน (ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)
จีน(๑๙๔๙) เวียดนามเหนือ(๑๙๔๕)ทาได้เพราะพวกเขา-กลุ่มทุนใหญ่ทั้งหลายเพิ่งแตกคอกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนคิวบามีรัสเซียเป็นตัวช่วย
สาหรับไทยนั้นช่วยตัวเองมาตลอด หลังจากผ่านเผด็จการสภา เผด็จการทหาร ชักเข้าชักออกมา๘๕ปี
บัดนี้ เชื่อว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน โซ่อ่อนเปราะเกิดขึ้น เกิดช่องว่าง(สุญญากาศทางอานาจสากล)เราน่าจะทาได้ “ท่านยื่นดาบ” ให้เราแล้ว เราไม่ถือโอกาสตอนนี้จะมีวันไหน?
ระบอบทักษิโณมิกค์เป็นเผด็จการสภา เผด็จการสภาดูเผินๆจะมีพิษภัยน้อย เพราะเราสามารถมีส่วนในการเลือกตั้งผู้ปกครองบริหารประเทศ และมีการอภิปรายโต้แย้ง ชุมนุมโดยสงบ
แต่เนื่องจากว่าเพราะทุนเป็นอานาจ ทาให้ เกิดทิศทางการเคลื่อนไหวที่ถูกซื้อโดยทุกด้าน
และเพื่อที่จะให้เกิดทุนที่ยั่งยืนเพื่อสืบทอดอานาจ ทุนเหล่านี้จาเป็นต้องพัฒนาเพื่อความมั่นคงจึงแปรเป็นทุนเข้าสู่ปริมณฑลการเมืองผ่านระบอบเลือกตั้งสร้างพรรคเฉพาะแห่งชนชั้นตน และให้พรรคนี้มีธาตุพิเศษสองธาตุ ที่อ้างว่าผูกพันกับประชาชน พรรคจึงแปรสภาพจากองคาพยพทางการเมืองเป็นองคาพยพทางเศรษฐกิจ(ธุรกิจการเมือง)ซึ่งผมถือว่ามีสภาพเป็นไส้เดือนมีสองเพศ คือเป็นกระเทย หรือไบเซ็กช่วล หญิงก็ได้ชายก็ดี
ทั้งสนองตอบได้ทั้งตันหาทางการเมือง และตันหาทางเศรษฐกิจ เรียกว่า “ประชานิยม” เพื่อเสียงที่เป็นพื้นฐาน
เผด็จการสภาเกิดขึ้นในสังคมสหรัฐและสังคมยุโรปได้เพราะเขามีฐานขูดรีดจากประเทศที่เขาไปเกาะกินอยู่โดยเฉพาะประเทศยากจนที่มีมากกว่า
แต่เผด็จการสภาในสังคมที่ติดกับดักกับรายได้ปานกลาง และรายได้ต่าอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีที่เกาะกิน(ไม่มีปลาเล็กให้กินต่อ)จึงต้องล่มสลาย แต่ถ้ามีทรัพยากรเหลือก็จะยังคงยืดชีวิตต่อไปจนหมด ตัวอย่างเวเนซูเอล่าแม้จะส่งผู้
เผด็จการมายึดบ่อน้ามันคืน ก็สายเสียแล้ว ท่านเล่นจนเกลี้ยงบ่อ ประกอบกับถูกล้อมกรอก จนจมดิน ไม่ต่างอะไรกับเกาหลีเหนือ แต่ทางนี้ เขามีจีน-รัสเซียคอยพยุงอยู่ คิวต่อไปเป็นอาเยนติน่า หรือบราซิล สามวันดีสี่วันไข้
ธาตุแห่งความอยู่รอดของเผด็จสภาจะเป็นหุ่นให้กับกลุ่มทุนใหญ่ต่างชาติ พูดง่ายๆต้องขายขาติเป็นนายหน้า มันจึงไปด้วยกัน ถ้าประเทศหนึ่งทุนนิยมสภาตกต่าเพราะประชาชนไม่เล่นด้วย มันจึงแสวงหายุทโธปกรณ์สื่อสารสุดเหวี่ยงล้อมกรอก เรียกว่าโลกล้อมประเทศ
ในกรณีประเทศไทยทุนนายหน้าทหารได้จบลงเรียบร้อยในวันที่๑๗พฤษภาคม ๒๕๓๕ ต่อจากนั้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ทุนต่างชาติไม่จาเป็นต้องใช้เผด็จการทหารอีกต่อไป เพราะทุนใหญ่นายหน้าสามารถกระทาคอนเน็คติวิตี้กับเผด็จการสภาได้อย่าง ไร้รอยต่อ ไม่รู้ว่าภาษาปะกิจเรียกว่าอะไร คานี้กาลังโด่งดัง
ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อ เมื่อสมัยช่วงระหว่างการปฏิวัติเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ บวกลบย้อนไป๑๐ปี และขึ้นไปอีก๑๐ ว่าเหตุไฉนสหรัฐที่ให้ทุนนักเรียนไทยไปศึกษาจึงจาแลงเข้ามากับขบวนการนักศึกษาไทยที่มีแนวทางสังคมนิยมได้ เขาน่าจะเรียกว่า มาร์กซิสม์-คอแนล
เขาเตรียมการเอาไว้ไม่ต่ากว่ายี่สิบปี เพราะก่อนนั้นเขาก็เอาหน่วยพีคอก –นกยูงที่ส่งเข้ามาต่อสู้ทางสังคมวิทยาในเมืองไทย เอานักสอนศาสนาเทียมมาบังหน้า ที่ลดต้นทุนทางทหารลงไปมากในการครอบงาสังคมไทย
และเมื่อเขาส่งมาร์กซซิส-คอแนลเข้ามา พวกเขากลับชื่นชมยินดี เพราะเขาภูมิใจเป็นนักเป็นหนาว่า “คนชั้นกลางรายได้ต่าสามารถไปเมืองนอกได้” กระทบไหล่หม่อมเจ้าอากาศดาเกิง หรือ เจ้านักแข่งรถ หรือชนชั้นสูงที่ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาได้
อย่างน้อยๆเขาคิดว่าตัวเองคือผู้สืบทอดศรีบูรพา หรือเสนีย์ เสาวพงษ์ ที่ไปถึงเมืองนอกเมืองนาได้
กลุ่มนี้กลายเป็นปรมาจารย์ของสาขาพรรคไส้เดือน ดาเนินลัทธิมาร์กซิสม์-คอแนล และทาตัวเป็นผู้รู้อย่างแมลงป่องไม่มีผิด แถมยังกระแนะกระแหน กลุ่มที่ดักดานอยู่กับบ้านนอกคอกนา อวดอ้างปลายหางของตนเอง
ลูกศิษย์ลูกหาต่างได้ดิบได้ดี สืบทอดลัทธิปัญญาชนนิยมควบคุมนักศึกษาตามรั้วมหาวิทยาลัยจนกลายเป็นว่าพวกที่เป็นปัญญาชนสังคมศาสตร์ทั้งหลายเป็นผู้ครองเศรษฐศาสตร์การเมือง “ในอนาคต” จึงเกิดปัญญาชนสามหาว ที่คิดว่าจะส่งมอบประเทศเหมือนส่งลูกบอล ในสนามเด็กเล่น “ลิงชิงบอล”ตามปะสา “พวกขวดนมใหม่”
นี่คือปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย ซึ่งประกอบไปด้วยความขัดแย้งน้อยใหญ่ พวกที่อยู่ในขบวนการ๑๔ตุลาจานวนหนึ่งเมื่อพบว่าตนเองมาถึงซึ่งโอกาส(รัฐธรรมนูญปี๔๐)เอื้อให้ จะปล่อยให้ผ่านไปกระนั้นหรือ
บางคนคุมพรรคไส้เดือน บางคน โอกาสเป็นนายกนอมินี ชาตินี้ทั้งชาติจะหาโอกาสอย่างนี้ไม่มีแล้ว เข้าทานองจิ้งจกเปลี่ยนสี คางคกขึ้นวอพลอยเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้อง ไอ้พวกรุ่นหลังใคร่ได้ดีไปกับเขา เขาว่าเสรีประชาธิปไตยก็เอากับเขา บางคนปากเจ่อเพิ่งจะเลิกกินนมขวด เขาว่าให้เลิกเกณฑ์ทหารก็เอากับเขาด้วย
และในเวลานี้เนื่องจากว่า เผด็จการทหารถูกปล่อยให้อยู่กับมวลประชาชนนานเกินไป เพราะทหารคือปลา ประชาคือน้า ที่สุดเขาย่อมเลือกทิศทางของเขาได้ เขาจึงได้ปรับตัวหลังจากที่ สหรัฐและอียูเสี้ยมให้พวกเขาเป็นกลไกหนึ่งของระบอบทุนต่างชาติ ที่เรียกว่า “ขุนศึกนายหน้า” เขาจึงรู้ว่าชาติคือประชาชน และวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
ความเป็นเผด็จการของพวกเขาจึงค่อยๆปรับเปลี่ยนเป็นเผด็จการเพื่อประชาชนโดยส่วนใหญ่
แต่พรรคไส้เดือนรู้ความจริงข้อนี้ดี จึงส่งผ่านอานาจให้ปัญญาชนกลุ่มนี้ รับเอาไว้เผื่อจะดาเนินการเผด็จการสภาต่อไป ตามสันดานนายทุนน้อยที่ไร้
ทุน แต่พอจะมีทุนต่อชีวิต อนาคตของตนเองได้ใน “อนาคตใหม่”คือดาเนินระบอบเผด็จการสภาประชาธิปไตยจอมปลอมที่เขา “ติดเองเออเอง”
มาร์ซิสม์กลุ่มนี้เข้าใจว่าตนเองเข้าไปในกลุ่มจัดตั้งหยาบๆ และนั่งล้อมวงกับชุมชนหมู่บ้าน คอยส่งผ่านความรู้ และงานวิจัยให้ชุมชน จนเข้าใจว่าตนเองเข้าใจเนื้อในของปัญหา ความเป็นเสรีนิยมของเขาดูจะขัดเขินเมื่อมีกฎหมายหรือคาสั่งที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดาเนินการทางการเมือง พวกเขาจะต่อต้าน ทนไม่ได้
และเมื่อจาเป็นต้องมีกฎเกณฑ์โดยเฉพาะคาว่า “ทหาร”พวกเขาจะเกิดแนวปะทะขึ้นในใจ และสร้างปฏิกิริยาต่อต้านทันที เราอาจตั้งชื่อโรคนี้ว่า ARMO-PHOBIA คือเกลียดกลัวทหาร อาจเลยเถิดไปถึงขั้น ปลดอาวุธ เลิกกองทัพทั้งโลก ให้มนุษย์ต่อสู้ทางความคิดและจินตนาการกัน ผมก็จินตนาการโลกของเขาไม่ออกเหมือนกัน นอกจากเห็นภาพ ไอ้นั่นห่อด้วยใบไม้ และห้อยโหนเป็นพี่ใหญ่ของอูลังอูตัง ห้อยโหนโห่ฮา ไปวันๆ-ฮา ผมก็ชักจะติดๆพวกเขาเหมือนกัน เพราะพูดถึงพวกเขาเป็นได้ “ฮา”ทุกที
ใน “โต้ลัทธิแก้ไทย” ของอุทิศ ประสานสภา(อัศนีย์ พลจันทน์)เจ้าของเพลง “เดือนเพ็ญ”หรือที่เรียกว่า แกล์เดอลูนไทย หรือมูนไลท์โซนาต้า
ท่านพูดเอาไว้(ประมาณปี๒๕๑๘)ว่าประชาชนที่ไม่ไปเลือกตั้งกว่าครึ่งหนึ่ง เขาไม่ไปเลือกตั้งเพราะเขารู้ว่าเข้าไปเป็นไม้ประดับให้ระบอบเผด็จ
การสภา พูดง่ายๆว่าเป็นปุ๋ยให้พวกเขาได้งอกงามดียิ่งขึ้น เพราะว่าต้นไม้เผด็จการจากประชานิยมนั้นเขาเตรียมเอาไว้แต่แรก คนที่เข้าไปก็กลายเป็นปุ๋ยอย่างเดียว “ไปช่วยกันชูป้ายเสรีประชาธิปไตย”ให้กับพวกเขา
ฝรั่งมันสอนว่า “ถ้าไม่ใช้สิทธิแสดงว่า ยอมรับ” นั่นคือหลักการลับๆแต่ไม่ลับของพวกเขา
หลังการขึ้นมาของกลุ่มนักประชาธิปไตยเลือกตั้ง ที่รู้จักลงถนน ที่เรียกว่ากลุ่มกปกส.ที่ถูกกระแนะกระแหนว่าไม่ใช่เลือดเสรีประชาธิปไตย
ทาให้รู้ว่าเสียงที่ยอมเอาทั้งระบอบรัฐสภา(แต่ไม่หลงใหล อินไปกับมัน) และเอาทั้งเผด็จการทหาร(ประชาชน)มีจริงๆอย่างที่ท่านอุทิศ ประสานสภาพูดเอาไว้ พวกเขาไม่ใช่พวกอปาตี้ หรือพวกหัวรุนแรง แต่เขาก็เกิดขึ้นมาท่ามกลาง ระบอบไส้เดือนสองเพศ-ทักษิโณมิกค์ เพราะถ้าจะต่อสู้กับคนหลายหน้าอย่าง ทศกรร ก็จาเป็นต้องมีสองภาค
คือมีทั้งพระรามและพระลักษณ์ จะคงความเป็นนารายณ์สี่กรคงจะไม่คล่องตัว คือต้องทั้งเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และมีเผด็จการทหารที่เข้าใจประชาชน จึงจะสามารถต่อกรกับพวกไบเซ็กช่วลทางการเมืองของระบอบทักษิโณมิกค์ได้ เพราะเขารู้ว่าองคาพยพทางประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ในระบอบการเมืองอย่างเดียว แต่จาเป็นต้องสร้างความมั่นคงให้แก่องคาพยพทางประชาธิปไตย(ความเท่าเทียมกัน)ในด้านอื่นด้วย ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง
ทางสังคม และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ และทางสาธารณสุข(สามสิบบาท นั่นหนะ เหลือไว้ทาไม ไม่ต้องจ่าย มันเลย-หรือว่าเหลือกาไรไว้บ้าง เพราะพาราเซ็ตตาม่อนแผลงละสิบบาท)
“ปรากฏการณ์หมอวรงค์” จึงเป็นภูมิปัญญาการต่อสู้ทางการเมืองที่สมน้าสมเนื้อที่ขบวนการสิบสี่ตุลาคม(แห่งปี หกหนึ่ง-อันเนื่องมาจากขบวนการสิบสี่ตุลา หนึ่งหก-แหมกลับตัวเลข สวยดีแท้) ที่คิดกันขึ้นมา
ดังนั้นการนาเอาคุณหมอวรงค์มีที่มาทางประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะประวัติศาสตร์ประชาชนมีกฎเกณฑ์แน่นอน “ฟ้ามีตา”
มาถึงตอนนี้ จะเข้าสู่ยุค “ฟ้ามีตา ประชาเห็นธรรม”แล้ว
การมาของหมอวรงค์นับว่าเป็นฝันร้ายของระบอบทักษิณ และเป็นฝันที่เป็นจริงของประชาชน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า หมอวรงค์จะได้เป็นหัวหน้าพรรค(จริงหรือไม่?) และเป็นหัวหน้ารัฐบาลในยามนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พรุ่งนี้คือ พลเอกประยุทธ์ จันทน์โอชาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่เป็นการตอกย้าว่า คนที่แม้ไม่ไปจากประชาธิปัตย์แต่เอาระบอบประยุทโธโณมิกค์มีอยู่จริงในพรรค(ที่ยังคงนิยมระบอบรัฐสภา)ที่มีเสียงเกือบสิบล้าน
เราพบว่าหลังการเลือกระหว่างหมอวรงค์และอภิสิทธิ์ ก็จะรู้ว่าจานวนคนที่เลือกเอาอภิสิทธิ์-ซึ่งแบ่งรับแบ่งสู้กันว่าจะร่วมกับพรรคที่ต่อต้าน
การสืบทอดอานาจ และการไม่ต่อต้านอย่างแน่นอน-คือไม่รังเกียจประยุทธ์เลยก็ยังคงมีอยู่ในตัวของอภิสิทธิ์
แม้ว่าอภิสิทธ์ไม่เอาทักษิณ แต่ก็อาจร่วมถ้าจาเป็น
และอีกฝั่งของหมอวรงค์ ก็จะแสดงถึงการดารงอยู่ของสมาชิก ที่เอากับรัฐบาลประยุทธ์ ว่ามีเท่าไรแน่
ที่ถ้าเลือกหมอวรงค์เป็นหัวหน้าพรรค ก็คือไม่เอาทักษิณเด็ดขาด จะได้รู้ในเร็วๆวันก่อนวันเลือกตั้ง
ปรากฏการณ์หมอวรงค์จึงเป็นการทานายผล และชี้เป็นชี้ตายของการเลือกตั้ง๒๔กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ถ้าเกิดขึ้นจริง
แต่ที่แน่ๆ ต่อให้พรรค “เพื่อไผ”ได้๒๕๐เสียงอย่างท่าน-“วังน้าเย็น”ว่าซึ่งท่านตีรวนว่า สว.๒๕๐เสียงไม่ผ่านเสียงประชาชน-ประยุทธ์-“บ่มิไก้”(ถือว่าคาพูดของท่านดีกว่า ยาดม นิดเดียว) เมื่อเสียงรับหมอวรงค์แม้ไม่ถึงขั้นได้เป็นหัวหน้าพรรค ก็จะบอกเนื้อในของประชาธิปัตย์(ม้าไม้เมืองทรอย)ดูซิว่ามันจะไปถึงสามเดือนไหม?สาหรับพรรคไส้เดือน
เพราะผมยังเชื่อว่า ๒๕๐ของคุณประยุทธ์เป็นเสือจริงครับ ไม่ใช่เขียนเสือให้วัวกลัว เอาแค่เตือนให้หาชื่อ”เพื่อไผ”เปลี่ยนไปเป็น “ไผ” อื่นได้ ก็ของจริงไม่ใช่หรือ เรียกว่าลบ ๒๕๐ของป๋าเหนาะยังได้เลยครับ ไม่ใช่ว่าขนมจีนไม่มี “น้ายา” ท่านเตรียมน้าเงี้ยว น้ายากระเหรี่ยง ทอดมันและแกงเขียวหวาน
เอาไว้พร้อมครับ ยิ่งกว่าแกงเขียวหวาน-บรั่นดีของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เสียอีก ไม่ใช่แต่ “ร้อยเอ็ด”ท่านตู่ของเรา โคราช หรือกทม. หรือจะลอยอย่างกงสุลใหญ่”ป๋า”ก็ไปอีกแปดปี-มั้ง ศักราชนี้สดใสอย่างกับเลนส์ไลก้า
อย่างนี้พวกที่ติดตาม ตูด ดม กลิ่นผายลม “คนแดนไกล” เขาไม่รู้หรือว่า “เมื่อวานเคย ฉิบหายอย่างไร วันนี้ก็จะฉิบหายอย่างนั้น” เข้าทานอง ฉิบหาย –หาย –หาย ยะ นะอีก ถ้าเขาจะเรียกว่ากระบือ ก็ต้องยอมรับกันคราวนี้ว่า เป็นกระบือจริงๆ ถ้ายัง ดม ดม ดม อยู่นั่นแหละ
คาเปรยที่ออกมาจากปากคุณประยุทธ์ว่า ตอกย้าว่าถ้าเสียงของท่านมีถึงหรือเกิน๒๕๐อย่างป๋าเหนาะว่า ก็ไม่น่าจะสงบ ไม่ได้หมายความว่าทหารจะเข้ามา (นี่เป็นความเห็นของท่านสุขุม นวลสกุล แต่ผมเห็นต่าง แม้ว่าแนวคิดของสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งท่านว่าเอาไว้ใน มติชน เฉียบ และโดดเด่นหาตัวจับยาก หากเพราะท่าน-ทหารอาจจะเข็ด เพราะเหนื่อยที่จะเข้ามาขัดตราทัพต่างหาก และหาทางลงยาก) เพราะหลังจากนั้น ถ้ามันเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ก็คงจะตัวใครตัวมัน เพราะอีกฝ่ายเคยบอกว่าถ้า ไม่ชนะ อย่าได้หวังว่าประเทศนี้จะสงบ ท่านสุขุมไม่ลองมองฝ่ายนี้บ้างล่ะครับ
“ปรากฏการณ์หมอวรงค์” ไม่เพียงปิดประตูระบอบเผด็จการสภาเท่านั้น ระบอบทักษิโณมิกค์พลอยหมดชื่อไปด้วย อยู่ลอนดอนไม่เคยหนาว วันนี้กาลังจะหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจทั้งพี่น้องแล้วแหละ
นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่ถูกปล่อยเกาะเอลบ้า และกลับมาใหม่ได้ เขามีชะตากรรมดีกว่าเยอะเพราะโอกาส กลับมาของท่านโจโฉไทยมีได้หรือ?
เพราะวันนั้น จูล่งเคยไล่ตามกองทหารเจ็ดสิบหมื่น จนแตกไปตามวิถีของทวนจูล่ง ไม่ต่างจาก นางเตียวเสี้ยนไทยต้องกระเจิงไปเพราะจานาข้าวโดย “จูวะล่ง”ท่านนี้
หนาซ้าจูล่งยังเคยตะลุยจนโจโฉต้องตัดหนวดหนี วันนี้ จูวะล่ง เขาก็คงทาให้โจโฉไทยหลบบนเกาะลอนดอนได้ต่อไปและจะกลับมาได้ไหม? ไม่อย่างนั้นคนที่เคยเป็นมิตรแท้ แต่บัดนี้เป็นศัตรูอยู่คู่เมืองพิษณุโลกกับหมอวรงค์มันมีเส้นสนกลในอย่างไรกันหนอ ผมพอจะรู้ว่าโจโฉชอบยอดฝีมือ และท่านทาอะไรๆเพราะบันทึกกันเป็นพันปี แต่ยอมรับว่าไม่รู้ว่าท่านโจโฉไทยมีกลยุทธ์รวบรวมยอดฝีมือมาใช้งานได้ดีจริงๆ ดูเนียนดี งงว่ะ
เหตุการณ์นี้ไม่ต่างอะไรกับพญายุษฐิระ(จาชื่อไม่ได้)แห่งสายสุโขทัย-พิษณุโลก-เชลียง ใยไปขออยู่ฝายพระเจ้าติโลกราช(หมายถึงราชวงศ์) แทนที่จะเข้าฝ่ายพระบรมไตรโลกนาถ(หมายถึงกลุ่มเมือง) ผมก็ออกจะงงๆ เมื่อเกือบเจ็ดร้อยปีที่แล้ว ไม่รู้ว่านายแดนไกลเล่นคาถาอะไร และรู้ได้อย่างไรว่า หมอวรงค์คือแก่นแห่งความอับจนของระบอบทักษิโณมิกค์ จึงสามารถกระตุ้นมิตรแท้ของหมอวรงค์เป็นศัตรูกันได้ นับว่ามีอานาจวาสนาจริงๆ
เมื่อรู้ว่าหมอวรงค์จะเข้ามาเป็นแคนดิเดทเพื่อเป็นหัวหน้าพรรค กระบอกเสียงที่ชอบแหย่ท่านประยุทธ์รีบปรี่เข้าหาหมอวรงค์ทันที เหมือนกับรู้กัน เรื่องอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งฝ่ายโจโฉ และฝ่ายขงเบ้ง ต่างมีกุนซือพอกัน แต่ทางกปกส กลับแสดงว่าไปไกลกว่า น่าจะมีคนอย่าง “บังทอง”เข้ามาเป็นพวกแล้วจึงคิดเกมส์กลนี้ได้
การมาของหมอวรงค์เหมือนกับยิงนกนัดเดียว ถูกถึงเจ็ดตัว แต่จะตายหรือไม่ก็ลองวิ่งไปดูว่ากี่ตัวที่จะดิ้นตาย ไว้ถึงวันนั้นก่อนเถอะน่า
ตัวแรกคือประชาธิปัตย์อาจเหลือห้าสิบสตางค์ อย่างเก่งไม่เกินเจ็ดสิบห้าสตางค์ เพราะจะแทงกั๊กไม่ได้แล้ว เพราะยุทธวิธีดักซุ่มส่งคนกลับพรรค(จะกลับไปกวาดต้อน)กลับพรรคไปเลือกตั้งคอยระวังหลังมีอยู่ จึงส่งหมอวรงค์เข้ากระทุ้งเพื่อเป็นขุมกาลังสารอง หรือเพื่อเป็นม้าไม้เมืองทรอย?หรือเอาไว้โล้ โยกเรือพรรคนี้เข้าท่าเรือทหาร แทนที่จะเข้าท่าเรือ-ต้านทหาร ยอมรับว่า “ยอดสุด”
เพราะไม่ใช่ดูด แต่ -เทกรอกลงปากขวดเลยครับผม
นกตัวที่สองที่น่าจะร่วงคือพรรคไส้เดือน จะถึงบาทห้าสิบหรือเปล่า? เพราะใครๆก็รู้ว่าถ้าตนเองมาได้ถึงสิบสลึงตาม “วังน้าเย็น” คงได้มีใครต้องเจ็บตัวแน่ซึ่งท่านสุขุมจะโบ้ยมาทางทหารก็แล้วแต่ท่าน แต่ระดับคนที่สุขุมสมชื่อว่าไว้ต้องฟังครับ แล้วอย่างนี้ยังไม่รู้อีกหรือทั้งๆที่ยอดขุนพลแดงดังๆยังถอยกลับ พวกที่เกาะธงแดง “แทนที่จะได้นิรโทษกรรมง่ายๆ”-เขาให้เองแหละ ดัน
กลับไปหาเวรกรรมอีกก็อย่างที่ว่าเป็นกระบือตัวจริง เพราะปรากฏการณ์หมอวรงค์ชี้เป็นชี้ตายว่า พวกไส้เดือนต้องหมดชื่อหรือไม่ก็ “ฉิบหาย”
เพราะพรรคโดยการนาของท่านไปอยู่ฝั่งไม่เอาทักษิณแน่นอน
อย่างน้อยๆผมไม่เชื่อว่ามีกระบืออยู่จริง เพราะทุกคนมันมีสมองทั้งหมดนั่นแหละ
เพราะต่อให้พรรคประชาธิปัตย์เหลือครึ่งบาท จะด้วยไปอยู่กับ “พรรคเทพ” ที่หนุนเผด็จการทหาร(ประชาชน) ย่อมการันตีว่า พรรคของเขา ที่พี่น้องสองคนนอนกอดกันแก้หนาว ก็ต้องไม่ครบสิบสลึงแน่นอน ดีไม่ดีนอนพะงาบๆสองสลึงเป็นไม้ประดับสภา เห็นๆบาทห้าสิบน่าจะหนีไปแล้ว มันไม่เต็มบาทชัดๆ คาถาของ “วังน้าเย็น” ที่ว่าต้องมีสิบสลึงนั้นเห็นทีจะช่วย หนีพรรคเพราะกลัวผีไม่ได้เสียแล้ว คอยดู “ไปเลี้ยงหลานเถอะ”
การเมืองวันนี้ เพราะเขามีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ด เขาไม่รอผลออกมาอย่างไรแล้วค่อยดาเนินการ แต่เขาเป็นการเมืองแบบแมลงเม่า พอรู้แล้วเคลื่อนไหวครับ มันเป็นการเมืองมี “พลวัติ”ครับ
เอาละ ท่านมีเต็มบาท แถมให้อีกห้าสิบสตางค์ ก็นอนรอความตายอยู่ดี มีเสียงฝ่ายค้านร้อยห้าสิบน่าจะเป็นตัวเลขจริง
ผมไม่บังอาจดูหมิ่นภูมิปัญญาของเจ้าพ่อวังน้าเย็น แต่เพราะท่านไปปลุกขึ้นมาหลังจากนอนในหลุมพักหนึ่ง ตัวแปรของการเมืองการปกครองไทย
มันมีมากและต้องฟังความหวังดีท่านคุณประยุทธ์ปรารถนาดีที่ให้ท่านไปอยู่เลี้ยงหลานก็ถือว่ารักกันจริง
ขนาดพ่อใหญ่-ขงเบ้งแห่งกองทัพยังยอมไปเลี้ยงหลาน ระดับนี้น้ายาแรงๆไม่มีอีกแล้ว ขอให้แค่ตัดพ้อต่อว่า ท่านก็พอใจ เพราะรู้อะไรเป็นอะไร ที่ว่ารัฐบาลแห่งชาติมีจริงๆเหมือนท่านว่าแหละครับ แต่ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติเอาไอ้โน่น ไอ้นี่มาโปะ โป๊ะสะปะสะเป้ด
และท่านอินกับสหประชาชาติ สันนิบาทชาติ เรื่องรบราฆ่าฟันเป็น “การ์ตูน” มากไป อะไรหรือ? เกิดสงครามเวียดนามสองในไทย ไร้สาระ เพ้อเจ้อ ท่านรองเหนาะก็เอากับเขาด้วย คงเพราะอยู่ใกล้เขมรมากไปคงนอนสะดุ้งกับระเบิด หรือกลัวพอลพต-เขียวสมพรหรือไง ที่เขาว่าไปเลี้ยงหลาน ไปเถอะแปะ มีลูกหลานเอาไว้สืบทอด ไม่ลงเขตพ่อเพราะ “กลัวพ่อ”ถามหารัฐบาลแห่งชาติกระมัง
พูดถึงป๋าเหนาะ ก็คิดถึง ท่านวัฒนา (ไม่ใช่วัดสามหาวนะครับ-นั่นมันขุนพลอยพยัก)ตอนนี้ ไปถึงต้นสกุลคุณปลื้ม ศิลปะอาชา และสนามฟอร์มูล่าไทย แหมท่านรัฐมนตรีเก่าอนันต์ ฉายแสงที่เข้าใจว่าจะเป็นฐานรัฐบาลแห่งชาติ สมัยโน้น แหมจะเรียกว่าเป็นสันนิบาทเทศบาลแห่งชาติก็ดูจะต้อยต่าเกินไป
ครั้นจะเรียกว่าสหพันธ์(ราชา)รัฐแบบมาเลเซียก็น่าจะผิดกฎหมาย แต่พฤติกรรมมันกระเดียดไปทางนั้น ทาได้ก็แค่ รัฐบาลแห่งชาติ(เหลวไหล)
ที่ถูกประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์-ที่มุ่งประชาธิปไตยทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและวัฒนธรรมอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างที่ท่านบอกว่า แบบไทยๆ-เพราะมัน-บางคนเห็นว่าถ้าไทยคิดอะไรขึ้นมาเอง เชยแหลก-ไร้หลักวิชา-คอแนล?
นกตัวที่สามต้องตกลงมาตายตาม “ปรากฏการณ์ หมอวรงค์”คือลัทธิท้องถิ่นนิยม ป่านนี้พี่น้องสองศรีไปนอนกอดกันแก้หนาว แถวๆโคเอเชีย เบรารุสหรือเฮอเซโกวินา แถว คาบสมุทรไคเมีย หรือบอลข่าน คงถวิลหามันมากซินะครับ อย่าได้พูดเลยครับ ไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยหลอกครับ
การปรากฏตัวของความเข้มข้นที่ภาคเหนือตอนล่าง หรือที่เรียกว่าภาคเหนือตอนบน อาจทาให้ประชาธิปัตย์เข้มแข็ง
แต่ร้อยวันพันปี เอาชนะกลุ่มสันนิบาทท้องถิ่นมารวมกันแข็งแรงมาก ไม่ได้ เพราะท่านท้องถิ่นนิยมกันในหมู่คนใต้อย่างยาวนาน แต่นี่ปรากฏการณ์หมอวรงค์ กลับจะมีความหวัง พรรคนี้ท่านไม่เคยมีอานาจเหนือกว่ากทม.มากนัก มีแค่ภาคใต้ และบางครั้งกทม. เหนือกว่านี้ไม่ค่อยมี
หมอวรงค์พรั่งพร้อมไปด้วย วัวล้านตัวเป็นพันธมิตร แถมด้วยไดโว่(ตัวดูด) อาจจะทาให้เกิดการทะลวงเข้าไปสู่จุดยุทธศาสตร์ของประเทศแห่งนี้ที่ยัง
ไม่อาจสาแดงศักยภาพของตนเองได้ หลังการยุทธ์พระยาจักรีและอะแซหวุ่นกี้หลังจากที่พิษณุโลกแตก คราวนั้นพระเจ้าตากถึงกลับอึ้ง และเสียสติในที่สุด หากเป็นเพราะจีนได้ทาสงครามสั่งสอน พม่าที่ชายแดน ทาให้อะแซหวุ่นกี้ ต้องถูกเรียกไปที่ชายแดนพม่า-จีน ไม่อย่างนั้นกรุงเทพก็จะจบไปเหมือนอยุธยา แล้วจะฟื้นคงยาก
พระบรมไตรโลกนาถถึงขนาดย้ายเมืองหลวงไปยันพระเจ้าติโลกราชที่พิษณุโลก เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ที่ทรงกราศึกอย่างพระนเรศวรถึงขนาดทรงประทับที่นั่นเกือบทั้งพระชนม์ชีพของพระองค์
ท่านจูวะล่งพูดว่าจะให้ไทยเป็นผู้นาเอเชีย ผมถึงบางอ้อทันที เพราะถ้าท่านเกิดและโตที่นั่นย่อมเห็นและรู้ดีว่า ถ้าเกิดการรวมตัวที่รอยต่อสามจังหวัด พิษณุโลก เพชรบูรณ์และเลย ความฝันที่จะเป็นที่หนึ่งในเอเชียมัน เป็นไปตามมัติ แห่ง อัตตาเราง่ายๆ ไม่ต้องขวนขวายอะไร(ออโตเมติก)
ตรงนั้นท่านมองเห็นมะละแหม่ง เห็นหลวงพระบาง-เวียงจันทน์ เห็นสามเหลี่ยมทองคา เห็นรัฐไทยใหญ่ เห็นโคราช และนั่งแพ(ไม่ต้องถ่อ)ก็ถึงกทม.ไปกินโปะแตกแถวบางปะกง แม่กลองหรือมหาชัยสบายๆ
ถ้าจูวะล่งไปในนามของประชาธิปัตย์ ชูธงเอง แทนที่จะเหลือห้าสิบสตางค์ น่าจะบาทห้าสิบอย่างต่าๆพอๆกับ “ไส้เดือน” แต่ถ้าไปฟังเสียงประชาธิปไตยจ๋า ก็คงเดินทางเดียวกับไส้เดือนคือ “ฉิบหาย”แบบเดียวกัน
แต่ถ้าทนนายใหญ่รบเล้า หรือฟังยูเอส อียู มากไป(คงเป็นเรื่องยาว )และเป็นไปไม่ได้เลย ในยามนี้ “เพราะฟ้ากาหนดประยุทธ์” เอาไว้แล้ว เพราะที่สุดทหารเขาเอาไว้รับใช้ประชาชน ทางเดียว ขอให้รอ
ดังนั้นจะเกิดสามก๊กในแผ่นดินไทย คือ “ไส้เดือน” มีบาทห้าสิบกับอีก บวก-ลบ สามสิบสตางค์ คือร้อยยี่สิบ หรือร้อยเจ็ดสิบ
ถ้าพรรคจูวะล่งชูธงเอง ก็ มีโอกาส ได้บาทห้าสิบสตางค์ และอีหรอบเดียวกันคือ อาจมี ร้อยยี่สิบสตางค์หรือร้อยเจ็ดสิบสตางค์เท่ากัน
และถ้าทุกคน(ประชาชน)รู้และเข้าใจอย่างผม ที่เล่าเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว สถานการณ์อีกก๊กหนึ่ง คือพรรคที่ “โหน”ประยุทธ์จะมีจากเพดาน บาทห้าสิบ(ไม่มีลบครับ)จะบวกทางเดียวไปจนชนสามบาท และถ้าทุกคนที่ ไปเลือกตั้ง และเคยเบื่อการเลือกตั้งและนอนหลับทับสิทธิ์ตลอดเวลาตั้งแต่๘๕ปีมาแล้ว ซึ่งมีอยู่ครึ่งต่อครึ่ง ท่านที่โหน พลเอกประยุทธ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเขารู้ความจริงอย่างที่ผมบรรยายมากขึ้น มากขึ้นทุกวัน จนไปถึง วันที่ ๒๔กุมภาพันธ์ ท่านก็จะมีถึงสี่บาทห้าสิบสตางค์ “ไส้เดือน” จะนอนสองสลึง(หัวกับหางเป็นสองเพศในตัวเองอยู่แล้ว) เขาจะนอนสองสลึง ครึ่งบาท เข้าแต่หอล่อกันเองไปสี่ปี
นกตัวที่สี่ ไม่ต้องพูดถึงคือขบวนการนกแสก คงหมดความจาเป็น เว้นแต่ว่า พรรคพี่และพรรคอาหารเสริม(ใส่ขวดนมใหม่) รวมกันได้ สิบสลึงอย่าง
ที่ป๋าเหนาะทานาย เกิดแผ่นเสียงตกร่อง หรือที่พวกเสรีประชาธิปไตยว่า เกิดวงจรอุบาทว์ คราวนี้เตือนกันไว้แล้วนะ ผมไม่รู้เพราะไม่ต้องเตือนหรือตอกย้า เพราะเด็กตาดาๆก็เข้าใจ
นกตัวที่ห้า คงค่อยๆตายลงไปเพราะไม่มีคอนเอาไว้เกาะอีกต่อไป อย่างรับจ้างเป็นกรรมการพรรค หรือขบวนการเสรีภาพ ทั้งหลาย คงตายตกตามๆกัน เพราะเมื่อนายเดวีลาจากไปในฐานะทูตสหรัฐคนล่าสุด เพราะอย่างน้อยๆท่านพูดว่า สาหรับไทย ก็คงเข้าสู่โหมดที่เขาพอใจแล้ว เพราะต่อนี้ไปสหรัฐ-ถ้ายังหาทางเอาทรัมป์ลงไม่ได้ ย่อมแสดงว่าอเมริกันชน เขาหันมาเอาตัวรอดเป็นยอดดี ปล่อยให้อียูบ้าสิทธิ เสรีภาพไปแต่ลาพัง
ขบวนการพลอยพยักของไทยทุกสานักจะหงอยเหงาตายตกตามๆกัน
ถึงคิวนกสองศรีพี่น้องที่นอนกอดคอแก้หนาวแถวลอนดอล เป็นนกตัวที่หกและเจ็ด ถ้าไม่ยอมถอย ทั้งที่ท่าน “ยกฟ้อง”เป็นลาดับ เสมือนนิรโทษกรรมแล้ว(ไม่เห็นหรือ พรรคพวกที่ยอมรับ รัฐบาลแห่งประเทศไทย-คนละอย่างกับรัฐบาลแห่งชาติของท่านจิ๋ว-ป๋าเหนาะ เขาเดินลิ่วเข้าพรรคโหนกระแสกันทั้งนั้น และแต่ละท่านมีที่นั่งที่ยืนแทบทั้งสิ้น ไปทาไม เดี๋ยวฮ่องกง สิงคโปร์ แล้วไปเกาะคอนที่ลอนดอล เกาะภูเก็ตไม่ดีกว่าหรือ พบพี่ๆน้องๆอบอุ่นกว่า บินโฉบไปโฉบมา โอกาสประจาเกาะตารุเตามีสูงนะครับ
ศรีภูมิ ประสานพล ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน